/

เรื่องช้าง ที่โคตรช้าง! เข้าใจสถานการณ์ช้างป่าตะวันออกที่เป็นปัญหาไม่ต่างจากลิงลพบุรี

หากเราดูกันตามหน้าสื่อ ช้างอาจเป็นสัตว์แสนรู้ ฉลาด น่ารัก และยังกลายเป็นสัญลักษณ์ของชาติอีกด้วย แต่กับภาคตะวันออกความฉลาดของช้าง และการถูกปกป้องแบบไม่เข้าใจ กำลังกลายเป็นปัญหาสัตว์ป่ากับคน ที่ไม่ต่างจากเรื่องของลิงลพบุรี

 

ปัญหาที่เกี่ยวกับคนและสัตว์ใหญ่อย่าง ‘ช้างป่า’ บนพื้นที่ป่ารอยต่อภาคตะวันออกของประเทศไทยนั้น นับวันยิ่งจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น การที่ช้างป่าออกนอกเขตอนุรักษ์และอาศัยร่วมอยู่ในชุมชน การบุกเข้ากินพืชผลทางการเกษตรของประชาชนที่อาศัยโดยรอบเขตป่า ไปจนถึงปัญหาการปะทะกันระหว่างคนกับช้าง ส่งผลให้เกิดมีผู้ได้รับบาดเจ็บ และผู้เสียชีวิตขึ้น ซึ่งกลายเป็นเรื่องน่าสลดใจหากปัญหาเหล่านี้ยังเกิดขึ้นซ้ำเรื่อยๆ ในพื้นที่ภาคตะวันออก เพราะไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที ส่งผลให้กลายเป็นสถานการณ์คนเผชิญหน้ากับช้างป่าขึ้นในปัจจุบัน

และในวันที่ 12 สิงหาคม ของทุกปี ได้ถูกกำหนดให้เป็นวันช้างโลกหรือวันช้างสากลขึ้น ที่ตั้งขึ้นมาเพื่ออนุรักษ์และทำความเข้าใจเกี่ยวช้างแอฟริกาและช้างเอเชีย นอกจากนี้ยังมีการแบ่งปันความรู้และแนวทางแก้ไขในเชิงบวกสำหรับการดูแลและการจัดการช้างป่าที่ดีขึ้น

แต่ความสำคัญของการอนุรักษ์ช้าง อาจต้องมาควบคู่กับความเข้าใจต่อระบบนิเวศ ประวัติศาสตร์ และเรื่องสิทธิมนุษยชนไปพร้อมๆ กัน จากการสำรวจข้อมูลสถานการณ์ปัจจุบันในภาคตะวันออก พบว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ช้างป่าเข้าทำร้ายนั้น มีจำนวนที่เพิ่มขึ้นสูงอย่างน่าใจหาย เฉพาะปี พ.ศ.2567 มีผู้เสียชีวิตไปแล้วไม่น้อยกว่า 15 ราย และอาจเพิ่มมากขึ้นอีก นี่จึงเป็นปัญหาที่ทุกภาคส่วนโดยเฉพาะ ‘รัฐ’ ต้องผลักดันให้การแก้ไขปัญหาคนกับช้างป่าเป็นวาระสำคัญ นำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเข้าใจต้นตอและที่มาของปัญหาอย่างแท้จริง

รวมไปถึงมายาคติที่เกี่ยวข้องกับ ‘คน’ และ ‘ป่า’ จนเกิดเป็นข้อครหาต่อผู้อาศัยอยู่โดยรอบแนวเขตป่ารอยต่อภาคตะวันออก (รวมไปถึงทั้งประเทศ) ในทำนองที่ว่า ‘หากคนไม่รุกล้ำที่ดินในเขตป่า ก็คงไม่มีปัญหาที่เกิดจากช้างป่า’ นี้ขึ้น แต่หากพิจารณาตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์แล้ว นโยบาย ‘บางอย่าง’ ที่เกิดขึ้นจากรัฐไทยในอดีต ไปจนถึงการประกาศ ‘เขตอนุรักษ์พันธ์สัตว์ป่า’ เมื่อไม่กี่สิบปีมานี้ รวมถึง นโยบาย ‘ทวงคืนผืนป่า’ โดยรัฐบาล คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีวัตถุประสงค์เพื่อ ‘เพิ่มพื้นที่สีเขียว’ ให้แก่ประเทศไทย แต่กลับมีผู้อยู่อาศัยโดยรอบเขตป่าถูกจับกุมและดำเนินคดีไปแล้วไม่ต่ำกว่า 46,000 คดี ซึ่งอาจทำให้ประชาชนผู้อาศัยอยู่โดยรอบเขตป่ารอยต่อฯ มาตั้งแต่อดีตนั้น ดูเสมือน ‘ผู้ร้าย’ ไปโดยปริยาย

ชวนทุกคนร่วมทำความเข้าใจว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นสายปลายเหตุนั้น มีที่มาจากอะไร กระบวนการแก้ไขปัญหาของภาครัฐที่มีอยู่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ไปจนถึงทางออกของทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อเรื่องนี้ ตั้งแต่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ร่วมกับปัญหาช้างป่า ไปจนถึงรัฐที่ควรจะเป็นตัวกลางประสานความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา ว่าในท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้ควรจะต้องเกิดการแก้ไขปัญหาอย่างมีส่วนร่วมเพื่อเป็นการหาทางออกร่วมกันได้ในทิศทางไหนได้บ้างในวันช้างสากลนี้

ภาพถ่ายโดย : ภานุมาศ สงวนวงษ์ / Thai news pix

ชาวบ้านรุกป่า หรือเพราะนโยบายการพัฒนาจากรัฐ?

ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ช้างป่าตะวันออก ได้เปิดเผยถึงข้อมูลทางประวัติศาสตร์ว่า ในปี พ.ศ.2475 ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับที่เกิดการ ‘อภิวัฒน์สยาม’ ที่เปลี่ยนรูปแบบการปกครองจากระบบสมบูรณายาสิทธิราชย์เป็นระบบรัฐสภาตัวแทน และด้วยกระแสการพัฒนาแบบทุนนิยม ส่งผลให้รัฐไทย ณ ขณะนั้นได้เปิดสัมปทานการตัดไม้ ทำไม้ให้แก่บริษัทเอกชน ซึ่งบริษัท เอื้อวิทยาพาณิชย์ เป็นบริษัทแรกที่ได้รับสัมปทานในแถบ ‘ป่าพนมสารคาม’ ซึ่งเป็นกลุ่มป่าโบราณที่มีขนาดใหญ่ของภาคตะวันออกในอดีต ครอบคลุมใน 5 จังหวัด (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ปราจีนบุรี) ของภาคตะวันออกในปัจจุบัน ส่งผลให้ชาวบ้านที่มีวิถีชีวิตแบบ ‘บ้านป่า’ กล่าวคือ เป็นกลุ่มผู้คนที่อาศัยและหากินกับป่า ได้หันมาประกอบอาชีพเป็นแรงงานตัดไม้กันเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ 

เมื่อธุรกิจการค้าไม้เฟื่องฟูมากขึ้น จึงส่งผลให้ในปี พ.ศ.2500 มีการตัดถนนเพื่อใช้เป็นเส้นทางลากไม้ซุง ทำให้ป่าพนมสารคามค่อยๆ ลดขนาดลงไปทีละน้อย ประกอบกับบริษัทที่ได้รับสัมปทานในการตัดไม้ มีจำนวนเพิ่มเป็น 5 บริษัท ในปี พ.ศ.2513ส่งผลให้ชาวบ้านป่า ปรับเปลี่ยนรูปแบบชีวิตมายึดอาชีพเป็นแรงงานตัดไม้กันมากขึ้น

นอกจากนั้น ยังมีการตัดถนนหลวงจำนวน 4 สายข้ามป่า (ถนนหมายเลข 304, 311, 3171 และ 3245) เพื่อใช้ประโยชน์ในการลำเลียงสรรพาวุธและเสบียงอาหารไปยังแนวหน้าในช่วงสงครามเวียดนาม ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด เริ่มมีการขยับขยาย จับจองที่ดินเพื่อการลงหลักปักฐาน และผลของการสร้างถนนทำให้เกิดการอพยพเพื่อแสวงหาโอกาสประชาชนในภาคอิสานเข้ามาในแถบนี้มากขึ้น 

ในปี พ.ศ.2515 เรื่อยมาจนถึง พ.ศ.2531 เมื่อป่าพนมสารคามได้รับการสัมปทานตัดไม้มาช่วงระยะเวลาหนึ่ง ผลที่เกิดขึ้นคือป่าที่มีความหนาแน่นของพรรณไม้เป็นอย่างมากในอดีตนั้นไม่เหลือเค้าดังเดิม ผู้คนที่เข้ามาแสวงหาโอกาสไม่ว่าจะเป็นแรงงานหรือนายทุน ต่างต้องปรับตัวไปตามสภาพแวดล้อมเพื่อหาทางในการดำรงชีวิต ส่งผลให้ป่าใน ณ ขณะนั้น กลายเป็นพื้นที่ไว้ใช้สำหร้บ ‘ล่าสัตว์’ สิ่งเหล่านี้ทำให้จำนวนสัตว์ป่าลดลงน้อยกว่าเดิม และทำให้เกิดการปรับตัวขนานใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ที่เปลี่ยนจากการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่อย่าง ‘ป่า’ เปลี่ยนเป็นการทำการเกษตร เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ไม่ว่าจะเป็น มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด ผลที่ตามมาคือเกิดการแผ้วถางป่าโดยยังไม่มีมาตรการใดรองรับ นำไปสู่ความขัดแย้งที่ต้นเหตุมาจากการแย่งที่ดินทำกิน ส่งผลให้เกิดความรุนแรงและการฆาตกรรมขึ้น

ภาพถ่ายโดย : ภานุมาศ สงวนวงษ์ / Thai news pix

ระหว่างนั้น ในปี พ.ศ.2525 กองทัพภาคที่ 1 เล็งเห็นว่าบางส่วนของป่าพนมสารคาม มีการซ่องสุมกำลังพลโดยผู้มีแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์ ตลอดจนมีกลุ่มอิทธิพลเข้าไปแสวงหาประโยชน์โดยไม่ชอบ จึงได้ออกประกาศให้พื้นที่ป่าส่วนใหญ่ที่หลงเหลืออยู่ เป็น ‘ป่าปิด’ ปักเขตหวงห้ามให้บุคคลเข้าไปอาศัย นับตั้งแต่ตอนนั้น ชื่อของป่าพนมสารคามจึงหายไป และกลายสภาพมาเป็นป่ารอยต่อภาคตะวันออกในปัจจุบัน 

ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัย ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมท้องถิ่นชุมชนบ้านป่าต้นน้ำคลองระบม-สียัด โดย วิบูลย์ เข็มเฉลิม และคณะ ที่ระบุว่า “ปัจจัยสำคัญที่นำพาอำนาจรัฐเข้าสู่ท้องถิ่นบ้านป่า เนื่องด้วยมีสภาพป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ไม้มีค่าสำคัญทางเศรษฐกิจมากมาย เป็นที่สนใจของรัฐและมีบริษัทยื่นขอทำสัมปทานป่าไม้ เห็นจากหลักฐานรายละเอียดรายงานการประชุมผู้ว่าราชการเมือง เจ้าพนักงาน กรมการ ณ ที่ว่าการมณฑลปราจีนบุรี เรื่องการทำไม้ ซึ่งมีพื้นที่ชุมชนบ้านป่าเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย”

“ต่อมาประมาณปี พ.ศ.2519 การตัดไม้ได้ซบเซาลง ขบวนการทำไม้มีหลายกลุ่มหลายพวก ความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์จึงเกิดขึ้น โรงเลื่อยหลายแห่งที่ทำไม้เถื่อนถูกจับ โดยมีหน่วยงานของรัฐบางส่วนเข้ามาเกี่ยวข้อง นายทุนรายย่อยที่ตัดไม้เถื่อนมาขายต้องเลิกไป ประกอบกับขณะนั้นกระแสการปลูกพืชไร่ได้เข้ามาในพื้นที่ โดยเฉพาะมันสำปะหลังที่มีราคาแพง”

“เมื่อไม้ขนาดที่ต้องการหมดไปจากป่า กลุ่มนายทุนและชาวบ้านป่าบางส่วนได้ปรับเปลี่ยน อาชีพมาปลูกพืชไร่ ประกอบกับกระแสความต้องการ และการส่งเสริมการปลูกพืชไร่ของภาครัฐ เผย แพร่ไปตามสื่อต่าง ๆ ทั้ง วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และหน่วยงานรัฐ นอกจากนั้นยังมีการบอกเล่า จากปากต่อปากของกลุ่มคนที่เคยเข้ามารับจ้างในพื้นที่ ถึงความอุดมสมบูรณ์และความกว้างใหญ่ของ พื้นที่ป่าต้นน้ำคลองระบม – สียัดกระจายออกไปทั่วสารทิศ ทำให้มีคนจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามา บางคนมารับจ้างตัดไม้ ถางป่าเพื่อปลูกพืชไร่ มาจับจอง มาซื้อป่า ทำให้มีการขยายพื้นที่การปลูกพืชไร่กระจายกันอยู่เป็นกลุ่มทั่วพื้นที่ป่าคลองระบม – สียัด เส้นทางที่ใช้ในการชักลากไม้เดิมเปลี่ยนไปเป็นเส้นทางที่ใช้ในการขนส่งผลผลิตจากพืชไร่แทน เมื่อมี ทางให้รถยนต์วิ่งได้สะดวก ใช้เวลาเพียง 1 – 2 ชั่วโมง และที่สำคัญเป็นจุดที่นำพาให้คนจากภายนอก เดินทางเข้ามาอาศัยอยู่ในป่าลึกได้มากขึ้น”

รวมถึงการประกาศจัดตั้ง ‘เขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่า’ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่าเขาสอยดาว ในปี พ.ศ.2515 มีเนื้อที่ 465,637 ไร่ เขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่าเขาชะเมา-เขาวง ในปี พ.ศ.2518 เขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน ในปี พ.ศ.2520 มีเนื้อที่ 674,352 ไร่ มีเนื้อที่ 52,300 ไร่ เขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่าเขาคิชกูฏ ในปี พ.ศ.2520 มีเนื้อที่ 36,444 ไร่ และ เขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่าเขาสิบห้าชั้น ในปี พ.ศ.2552 มีเนื้อที่ 75,000 ไร่ รวมการประกาศเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าในพื้นที่ที่เรียกโดยรวมว่า ‘ป่าตะวันออก’ ทั้งสิ้นราวๆ 1.3 ล้านไร่ ที่อาจมีบางพื้นที่ที่มีประชาชนได้เข้ามาตั้งรกรากอยู่ก่อนการประกาศเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตามที่ได้กล่าวไปในข้างต้น สูญเสียสิทธิในการใช้ประโยชน์จากที่ดินที่ตนเป็นผู้แผ้วถางก่อนที่ประเทศไทยจะมีการตรากฎหมายที่ดิน ไปโดยปริยาย หรือไม่สามารถหาเลี้ยงชีพด้วยอาชีพดั้งเดิม (อาทิเช่น การเป็นพรานป่า หรืออาชีพหาของป่ามาขาย) ได้อีกต่อไป

มาจนถึงการประกาศนโยบาย ‘ทวงคืนผืนป่า’ ที่เกิดขึ้นในยุค คสช. ใน พ.ศ.2557 แม้นโยบายนี้ อาจดูไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงกับประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เขตป่ารอยต่อภาคตะวันออกมากนัก แต่ผลกระทบทางอ้อมที่เกิดขึ้นคือ ‘Myth’ หรือมายาคติบางอย่างที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ที่เมื่อเวลามีข่าวเหตุการณ์โศกนาฏกรรมจากช้างป่าที่เกิดขึ้นในพื้นที่ มักจะมีเสียงสะท้อนจากผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่งในทำนองว่า เป็นเพราะชาวบ้านไปอาศัยอยู่ใกล้ หรือรุกล้ำเข้าไปในเขตป่าอนุรักษ์เสียเอง ทำให้สัตว์ป่าไม่มีทางเลือก แต่ความคิดเห็นในทำนองนี้อาจไม่เกิดขึ้นเลย หากรัฐพยายามสร้างความเข้าใจร่วมอย่างตรงไปตรงมาตามข้อเท็จจริงจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ตามที่ได้กล่าวไปในข้างต้น 

‘ทางออก’ ของปัญหาช้างป่าภาคตะวันออก

เมื่อไล่เรียงสถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้น จะเห็นได้ว่าสิ่งที่เป็นอยู่นั้น มีที่มาจากนโยบายการจัดสรรทรัพยากรและพื้นที่เพื่อพัฒนาโดยรัฐ ไร่เลียงมาตั้งแต่การสัมปทานป่าไม้ในปี พ.ศ.2475 จนถึงนโยบายทวงคืนผืนป่าโดยรัฐบาล คสช. เมื่อสถานการณ์ระหว่างคนกับช้างนับวันบิ่งทวีคูณความรุนแรงและความเสียหายมากขึ้น จึงนำมาสู่ทางออกในรูปแบบของนโยบายโดยภาครัฐ หรือข้อเสนอเชิงนโยบาย จากภาคส่วนอื่นๆ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาช้างในเขตป่ารอยต่อภาคตะวันออก เพื่อสวัสดิภาพของทั้งตัวช้างและมนุษย์เอง ได้แก่ ;

ในระดับประเทศ รัฐบาลได้จัดตั้งคณะกรรมการอนุรักษ์และจัดการช้างป่าขึ้น เพื่อให้มีการบูรณการระหว่างหน่วยงานรัฐต่างๆ และการแก้ไขเรื่องปัญหาช้างป่าอย่างเป็นรูปธรรม โดยเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ.2566 ได้ออกนโยบาย 6 มาตรการแก้ไขปัญหาช้างป่าและการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ประกอบด้วย

  1. การจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์เพื่อเป็นแหล่งอาศัยของช้างป่า
  2. แนวป้องกันช้างป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์ (สร้างรั้วไฟฟ้า, ขุดคูกันช้าง)
  3. ชุดเฝ้าระวังและผลักดันช้างป่า เช่น การลาดตระเวน จัดตั้งชุดเฉพาะกิจเฝ้าระวังช้างป่า ร่วมกับเครือข่ายชุมชนอาสาสมัคร
  4. การช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากช้างป่า (จ่ายเงินเยียวยา,พัฒนาระบบช่วยเหลือ)
  5. การจัดการพื้นที่รองรับช้างป่าอย่างยั่งยืน (ปรับปรุงทุ่งหญ้า, แหล่งน้ำ,พื้นที่ป่า)
  6. การควบคุมประชากรช้างป่า ด้วยวัคซีนคุมกำเนิด

และเมื่อย้อนกลับมาดูข้อเสนอเชิงนโยบายจากทั้งพรรคการเมือง นักวิชาการ และภาคประชาสังคม นั้น พบว่า ต่างก็มีแนวทางที่สอดคล้องในเรื่องการจ่ายค่าชดเชย เยียวยาให้แก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ การจัดตั้งชุดเฝ้าระวังและผลักดันช้างป่า การทำแนวกันช้าง และการควบคุมประชากรช้างป่า เป็นต้น 

ซึ่ง Think forward center ร่วมกับพรรคก้าวไกล (เดิม) ได้เสนอแผนการจัดการปัญหาช้างป่าภาคตะวันออกใน 3 ระยะด้วยกัน กล่าวคือ

ระยะสั้น คือ การป้องกันปัญหาเฉพาะหน้า และจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จในปี 2566 ได้แก่;

  1. การปรับค่าชดเชย/เยียวยาให้เป็นธรรมกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
  2. การจัดตั้งทีมอาสาป้องกันช้างป่าในทุกหมู่บ้านรอบป่าตะวันออก (300 หมู่บ้าน)
  3. การจัดตั้งศูนย์บัญชาการการป้องกันช้างป่าภาคตะวันออก (war room)

ระยะสั้นและปานกลาง คือ มาตรการที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาช้างป่าในระยะยาว โดยจะเริ่มดำเนินการในปี 2566 เป็นต้นไป จนกว่าแก้ไขปัญหาได้ลุล่วง โดยมีมาตรการสำคัญ 4 ประการ ดังนี้

  1. การพัฒนาเทคโนโลยีระบบติดตามเฝ้าระวังช้าง
  2. การล่อช้างเพื่อกลับเข้าสู่พื้นที่ป่า/พื้นที่อาศัยเฉพาะของช้าง
  3. การทดลองทำแนว/คูกันช้างรูปแบบต่างๆ และการประเมินผลอย่างจริงจัง
  4. การลดกิจกรรมของมนุษย์ (และราชการ) ในพื้นที่ป่า/พื้นที่อาศัยของช้าง 

ระยะปานกลางและระยะยาว หลังจากการดำเนินมาตรการในระยะสั้นและระยะปานกลาง จนปรากฎผลชัดเจนระดับหนึ่งแล้ว ก็จะก้าวเข้าสู่มาตรการที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ได้แก่;

  1. การจัดทำพื้นที่อาศัยถาวรสำหรับช้างป่า
  2. การจัดการท่องเที่ยวแนวซาฟารี เพื่อเป็นรายได้สำหรับท้องถิ่น/ชุมชน
  3. การได้รับประโยชน์จากคาร์บอนเครดิตและกลไกทางสิ่งแวดล้อมอื่นๆ

และ “ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ช้างป่าตะวันออกกลุ่มศึกษาช้างป่าตะวันออก ได้ข้อเสนอเชิงนโยบาย 3 ข้อ ที่ได้จากการศึกษาผลกระทบต่าง ๆ ที่เกิดจากช้างป่าในพื้นที่ภาคตะวันออก เพื่อจัดการปัญหาช้างป่าทั้งในภาคตะวันออก และทั้งประเทศที่ปัจจุบันมีช้างป่าอยู่ประมาณ 4,422 ตัว จาก 16 กลุ่มป่า

  1. นโยบายด้านการคุ้มครองชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน รวมถึงพืชผลทางการเกษตรของประชาชน ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
  2. นโยบายด้านการกระจายอำนาจ และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  3. นโยบายด้านการควบคุมช้าง และพัฒนาความสมดุลระหว่างจำนวนประชากรช้างป่ากับศักยภาพพื้นที่รองรับ

โดยในเบื้องต้น เสนอนโยบายเร่งด่วนได้แก่ การปรับหลักเกณฑ์ชดเชยเยียวยาอย่างเป็นธรรม ซึ่งคิดตามผลกระทบ ความเสียหายของพื้นที่ที่เกิดขึ้นจริง และคำนวนออกมาเป็นราคาตลาดในขณะนั้น สำหรับรายที่บาดเจ็บ และเสียชีวิต ที่ปัจจุบันหลักเกณฑ์การชดเชยของการสูญเสียชีวิต และร่างกายยังไม่เป็นธรรม

ภาพถ่ายโดย : ภานุมาศ สงวนวงษ์ / Thai news pix

ปัญหาช้างป่า สู่การชำแหละปัญหารัฐซ้อนรัฐ? 

ทั้งนี้ จากการติดตามผลการดำเนินงานโดย ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคประชาชน (ก้าวไกลเดิม) เขต 3 จังหวัดระยอง ในประเด็นปัญหาช้างป่าตะวันออก เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2566 นั้น ได้อภิปราย ถึงรายงานของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติในวาระเรื่องช้างป่าตะวันออก โดยตั้งคำถามถึงปัญหาของมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด และมูลนิธิพัชรสุธาคชานุรักษ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยรายละเอียดคำอภิปรายมีดังนี้; 

จากเนื้อหาของยุทธศาสตร์ชาติ 2561 – 2580 หัวข้อที่ 4 ว่าด้วยการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หน้า 53 ข้อ 4.1.2 บรรทัดที่ 6 เขียนไว้ว่า “การบริหารจัดการไม่ให้เกิดความขัดแย้งระหว่างสัตว์ป่ากับคนและชุมชน”

“ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ หน่วยงานต่างๆของรัฐ จะต้องดำเนินการตามแผนโดยมีเป้าหมายหลัก คือการแก้ปัญหาช้างป่าภาคตะวันออกที่กระทบกระทั่งกับประชาชนเสมอ แต่ความจริงจากในพื้นที่ เรื่องนี้ทำได้ตามเป้าหมายหรือไม่ ผมขอเริ่มจากการอ้างอิงถึงหนังสือจาก ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ช้างป่าตะวันออก และเครือข่ายศึกษาเรียนรู้ช้างป่าตะวันออก ที่ผมรับยื่นที่สภาในวันที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา” 

ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงในหนังสือดังกล่าว ได้ระบุถึงสถิติการออกนอกพื้นที่ของช้างป่าและจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ระหว่างปี พ.ศ. 2561-2565
·     ปี พ.ศ.2561 ช้างป่าออกนอกพื้นที่ 2,399 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 11 ราย บาดเจ็บ 13 ราย
·     ปี พ.ศ. 2562 ช้างป่าออกนอกพื้นที่ 2,358 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 14 ราย บาดเจ็บ 19 ราย
·     ปี พ.ศ. 2563 ช้างป่าออกนอกพื้นที่ 4,761 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 10 ราย บาดเจ็บ 17 ราย
·     ปี พ.ศ. 2564 ช้างป่าออกนอกพื้นที่ 8,006 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 19 ราย บาดเจ็บ 12 ราย
·     และปี พ.ศ.2565 ช้างป่าออกนอกพื้นที่ 16,376 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 23 ราย บาดเจ็บ 14 ราย

สรุปการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 – 2565 มีผู้บาดเจ็บ 75 ราย เสียชีวิต 77 และมีช้างป่าออกนอกพื้นที่ป่าตะวันนอกเพิ่มขึ้นมหาศาล ผลที่เกิดขึ้นเห็นได้ชัดว่าไม่สอดคล้องกับการตั้งใจทำให้คนกับช้างป่าอยู่ร่วมกันได้ตามที่เขียนเอาไว้” ส.ส.ชุติพงศ์ อภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร

ภาพถ่ายโดย : ภานุมาศ สงวนวงษ์ / Thai news pix

2 มูลนิธิ กับผลประโยชน์ทับซ้อน?

และ ส.ส.ชุติพงศ์ ยังได้มีการอภิปรายเพิ่มเติมถึงมูลนิธิ 2 มูลนิธิ ที่มีส่วนสำคัญในการอนุรักษ์ช้างร่วมกับกรมอุทยาน และยังสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติโดยรัฐบาล คสช. อีกด้วย 

“หน่วยงานแรก เป็น มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด บทบาทหน้าที่ของมูลนิธิตามที่เห็นในหน้าแรกของเว็บไซต์มีการเคลมผลงานว่าได้มีการทำแนวกำแพง ทำคูกั้นช้างในป่ารอยต่อภาคตะวันออกเพื่อกันไม่ให้ช้างออกมา มูลนิธินี้จะบอกว่าไม่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ชาติคงไม่ได้ เพราะรองประธานกรรมการยุทธศาสตร์ชาติตอนปี 2560 ชื่อพลเอกประวิตร วงศ์สุวรรณ และประธานมูลนิธิป่ารอยต่อก็ชื่อพลเอกประวิตร วงศ์สุวรรณ เช่นเดียวกัน”

“ต่อไปก็เหมือนจะมีการทำทั้งกำแพง และคูกันช้าง ซึ่งไม่รู้ว่าจะเรียกคูกันช้างได้หรือไม่ เพราะกันช้างไม่ได้เลย น่าจะเรียกว่าสไลด์เดอร์ช้างมากกว่า เท่าที่ดูอยากจะถามเลยว่า กำแพงกันช้าง คูกันช้างที่ทำไว้ ถือว่าดีแล้วใช่หรือไม่ ไม่แน่ใจว่าการใช้โครงการแบบนี้ของมูลนิธิแบบนี้ เราตรวจสอบการใช้งบประมาณกับประสิทธิภาพได้ยังไงบ้าง เพราะไม่รู้ว่ารั้วจุดไหน คูจุดไหนมีหน่วยงานไหนรับผิดชอบบ้าง ผมจึงอยากจะขอตั้งคำถามไปยังคณะกรรมการยุทธศาสตร์ว่า การที่คนในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ มีมูลนิธิที่สนองแนวทางยุทธศาสตร์ชาติ การทำงานแบบนี้ทำได้จริงหรือ เรื่องนี้เข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนใช่หรือไม่” สส.ชุติพงศ์ ตั้งคำถามไปยังรัฐบาล

“มาต่อกันที่หน่วยงานที่ 2 ซึ่งก็มีสถานะเป็นมูลนิธิเช่นกัน ชื่อมูลนิธิแบบย่อ ๆ ว่า มูลนิธิคชานุรักษ์ เท่าที่ดูวัตถุประสงค์ก็พอจะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์อยู่เหมือนกัน เพราะทำโครงการที่ทำให้ช้างกับชุมชนอยู่ร่วมกันได้ มูลนิธินี้มีทุนจดทะเบียนราว ๆ 10 ล้านบาท ดูไม่ได้ใหญ่โตอะไร แต่อำนาจบารมีมากมายมหาศาล ชนิดที่เรียกว่าใหญ่กว่าหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรง ๆ เสียอีก” 

“เพราะในบอร์ดของคณะกรรมการมูลนิธิเท่าที่พอจะเปิดเผยได้ มีปลัดจากหลายกระทรวงทั้งที่ดูแล้วเกี่ยวข้อง และไม่เกี่ยวข้อง ผู้นำเหล่าทัพ ผบ.ทบ ผบ.ตร ไปจนถึงองคมนตรี แถมที่ตั้งสำนักงานของมูลนิธินี้ตั้งอยู่ในสถานที่ที่ผมคิดว่าคงไม่มีหน่วยงานไหนกล้าเข้าไปตรวจสอบ”

“ตัวอย่างงานของมูลนิธิมีงานหนึ่งที่น่าสนใจ คือการทำหมู่บ้านคชานุรักษ์ อาศัยการกำกับงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อันนี้คือ มูลนิธิสั่งกระทรวงได้ใช่ไหม มันทำได้หรือไม่ ซึ่งโครงการหมู่บ้านคชานุรักษ์คือการให้คนกับช้างอยู่ร่วมกันได้ตามยุทธศาสตร์ชาติ แต่ขอถามว่าชุมชนที่อยู่บริเวณนี้จะอยู่กันอย่างปกติสุขได้หรือไม่ ถ้ามีช้างเป็นโขลงจำนวนหลายสิบตัวเข้ามาในพื้นที่ขนาดนี้ ถ้าประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำสวนทำไร่ อยู่ ๆ ช้างยกโขยงมาอยู่รอบชุมชนเป็นสิบเป็นร้อยตัวเข้าจะกล้าออกไปทำมาหากินกันหรือไม่”

“ผลที่ตามมา พอช้างไปอยู่ในชุมชนในบางพื้นที่ จึงจำเป็นต้องมีโครงการให้ประชาชนเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่น ๆ ที่มีตั้งแต่การทำน้ำพริก ทำปุ๋ยหมัก ทอผ้า ไปทำตุ๊กตา ไปทำชา ไปทำไม้กวาดเพื่อแก้ปัญหาช้าง อันนี้มันแก้ปัญหาช้างป่าอยู่ร่วมกับประชาชนอย่างไร แล้วเคลมเป็นผลงานด้วย อันนี้มันไปเปลี่ยนวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชนชัด ๆ” สส.ชุติพงศ์ กล่าวถึงมูลนิธิคชานุรักษ์

 

สุดท้ายแล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างคนกับสัตว์ป่าเช่น ‘ช้าง’ อาจจะแก้ไขได้หากทุกฝ่ายร่วมกันบูรณาการ วางแผนการทำงานร่วมที่สอดคล้องตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ รวมถึงการร่วมกันสร้างและผลักดันทัศนคติต่อปัญหาเรื่อง ‘สัตว์’ กับ ‘คน’ ในพื้นที่ทับซ้อน เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าการสร้างความเข้าใจปัญหาไปจนถึงราก และการผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายแบบ ‘ล่างขึ้นบน’ นั้น น่าจะเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดที่สุด

และน่าจะดีกว่าการที่นโยบายในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ถูกคิดโดยคนจำนวนไม่กี่คน ที่ไม่มีความเข้าใจสภาพพื้นที่ และสภาพปัญหา จนส่งผลให้ปัญหาช้างป่าภาคตะวันออกที่เกิดขึ้น ยังไม่ถูกแก้ไขอย่างตรงไปตรงมาและเป็นรูปธรรมเสียที 

 

อ้างอิง
World Elephant Day
โครงการวิจัยประวัติศาสตร์วัฒนธรรมท้องถิ่นชุมชนบ้านป่าต้นน้ำคลองระบม-สียัด: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์
ปฐมวิกฤต ช้างป่าตะวันออก – ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ช้างป่าตะวันออก (wordpress.com)
ไขข้อเท็จจริง ช้างปล่อยหรือช้างป่า? – ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ช้างป่าตะวันออก (wordpress.com)
‘ทวงคืนผืนป่า’ กระบวนการอยุติธรรมอันบิดเบี้ยวจากยุค คสช. สู่การจับตารัฐบาล ‘เศรษฐา’ | ประชาไท Prachatai.com
แกะรอยช้างป่า ณ ผืนป่ารอยต่อตะวันออก – THECITIZEN.PLUS
ยื่น 3 นโยบายแก้วิกฤตช้างป่าตะวันออก สส.ก้าวไกลรับจะดันผ่านกลไกสภา (greennews.agency)
นโยบายแก้ไขปัญหาช้างป่าใน 6 จังหวัดภาคตะวันออก – Think Forward Center (moveforwardparty.org)
ศึกขัดแย้ง “คน-ช้างป่า” 12 ปียังไม่จบ ระยะทางอีกยาวไกล | Thai PBS News ข่าวไทยพีบีเอส
ส.ส.ก้าวไกล อภิปรายปมมูลนิธิ ‘คชานุรักษ์’ กระทบชีวิตชาวภาคตะวันออก #ใต้เงาช้าง ติดเทรนด์ในทวิตเตอร์ | ประชาไท Prachatai.com
“2 มูลนิธิฯ อำนาจเหนือรัฐ-ผลประโยชน์ทับซ้อน?” กรณีคน-ช้างป่าตะวันออก (greennews.agency)
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR