/

สำรวจนโยบายพรรคการเมืองผ่าน 9 ปัญหาของคนภาคตะวันออก ช่วงหาเสียงแต่ละพรรคว่าอย่างไร?

การเลือกตั้งใน 8 จังหวัดภาคตะวันออกจบลงพร้อมคำถามสำคัญว่า พรรคการเมืองที่ได้รับความไว้วางใจนั้น ได้เสนอทางออกให้พื้นที่ภาคตะวันออกอย่างไรบ้าง นอกจากตัวเลขคะแนนที่บ่งบอกว่าหน้าตาของสส.ในการเลือกตั้งครั้งนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องพิจารณาต่อคือ ‘เนื้อหา’ ของนโยบาย ว่าครอบคลุมโจทย์เฉพาะของภูมิภาคมากน้อยเพียงใด บทความนี้จึงชวนผู้อ่านย้อนดูนโยบายรายพรรคว่า ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง แต่ละพรรคได้ให้คำมั่นสัญญาอะไรไว้กับชาวตะวันออกบ้าง ซึ่งเป็นข้อมูลที่มาจากเว็บไซต์ของพรรค, ช่องทางโซเชียลมีเดียของพรรคและสส. รวมไปถึงเอกสารนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา ที่ยื่นต่อ กกต.

เมื่อพิจารณาในรายละเอียด จะพบว่าในภาคตะวันออกมีปัญหาที่เป็นลักษณะเฉพาะอยู่ทั้งหมด 9 ด้าน โดยมีตั้งแต่ การจัดการปัญหาช้างป่า, การแก้ไขสิทธิในที่ดินทำกิน, การจัดการทุนต่างชาติและทุนเทา, ความมั่นคงชายแดน, การบริหารทรัพยากรน้ำ, การจัดการพลังงาน, การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษ, การเกษตรและประมง, รวมไปถึงเรื่องสิทธิและสวัสดิการแรงงาน (สามารถดูชุดข้อมูลได้ที่นี่)

อย่างไรก็ตาม การคัดเลือกประเด็นในบทความนี้มุ่งเน้นเฉพาะปัญหาที่มีลักษณะเฉพาะของ 8 จังหวัดภาคตะวันออก ไม่ได้รวบรวมประเด็นเชิงนโยบายทั่วไป เช่น การคมนาคม สาธารณสุข หรือการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าแต่ละพรรคมีความลึกในการตอบโจทย์ปัญหาเชิงพื้นที่เพียงใด

ด้านการจัดการทุนต่างชาติและทุนเทา

สส.และพรรคประชาชน เสนอการปราบปรามนอมินีอย่างเด็ดขาด ผ่านมาตรการคัดกรองเชิงรุก เพิ่มความเข้มงวดในการจดทะเบียนนิติบุคคล รวมทั้งการเพิ่มบทลงโทษให้สูงขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ ส่วนการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ข้ามแดน พรรคประชาชนเสนอมาตการแก้ไขทั้งหมด 3 มิติ คือ มิติที่หนึ่ง ยกระดับปัญหาดังกล่าวให้เป็น ‘วาระแห่งชาติ’ เพื่อกำหนดให้หน่วยงานรัฐต้องจัดการปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน มิติที่สอง กำหนดยุทธศาสตร์ 3 ชั้น ตั้งแต่ยุทธศาสตร์ในประเทศไปยังยุทธศาสตร์ระดับนานาชาติ มิติที่สาม ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม นอกจากนี้พรรคประชาชนยังเสนอการปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อน ผ่านการยกระดับกลไกปกป้องสินค้าเกษตร สร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ และการปฏิรูปกฎหมาย

สส.และพรรคภูมิใจไทย เสนอการสร้างกำแพงแนวชายแดน 798 กิโลเมตร เพื่อปกป้องประเทศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ ทั้งในมิติทางการทหาร รวมทั้งการลักลอบนำเข้าสินค้าเถื่อนและยาเสพติด

สส.และพรรคเพื่อไทย เสนอนโยบายปราบสแกมเมอร์ ไม่จบไม่เลิก ด้วยการยึด – อายัดทรัพย์ผู้กระทำผิด นำเงินที่ได้จากการอายัดมาเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงการเร่งบังคับใช้ พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ธนาคาร และโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์ม มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดจากการหลอกลวงออนไลน์ นอกจากนี้ยังเสนอตั้งศูนย์ประสานไซเบอร์อาเซียนในไทย ทำงานร่วมกับ INTERPOL – ASEANAPOL เพื่อติดตามผู้กระทำผิดต่างชาติ

สส.และพรรคพลังประชารัฐ เสนอนโยบาย ใครโกง ใครเทา เอาให้หนัก ปราบปรามคอร์รัปชันและทุนสีเทาอย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม ไม่พบรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายดังกล่าว

สส.และพรรคกล้าธรรม เสนอ 2 นโยบายหลักคือ 1. ปราบสินค้าเกษตรเถื่อน คุ้มครองเกษตรกรไทยทั้งระบบ และ 2. นโยบาย Set Zero ปราบทุนเทา ทลายคอร์รัปชัน  ผ่านการใช้เทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบรายละเอียดเชิงลึกของนโยบายว่าจะดำเนินการอย่างไร

พศิน ปิตุเตชะ สส.ระยอง เขต 3 พรรคประชาธิปัตย์* เสนอการตรวจสอบเส้นทางการเงิน และรวบรวมข้อมูลเชิงระบบ และพรรคประชาธิปัตย์เสนอระบบตรวจหา และแจ้งเตือนอาชญากร ด้วยเครื่องมือตรวจจับและป้องกันการฉ้อโกงด้วยเอไอ (AI Fraud Radar)

หมายเหตุ*: นโยบายที่ พศิน ปิตุเตชะ สส.ระยอง เขต 3 พรรคประชาธิปัตย์ สส.ระยอง เขต 3 เสนอในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง เป็นการเสนอเฉพาะตัว ซึ่งไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในชุดนโยบายหลักของพรรคประชาธิปัตย์ที่ยื่นต่อ กกต.

 

ด้านการจัดการพลังงาน

สส.และพรรคประชาชน เสนอนโยบายเปิดเสรีตลาดไฟฟ้า ส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันกันระหว่างผู้ผลิตไฟฟ้า และประชาชนสามารถเลือกผู้ให้บริการได้เอง รวมทั้งการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน ซึ่งเปลี่ยนประชาชนจากผู้ใช้ให้สามารถเป็นผู้ผลิตได้เอง โดยรัฐมีโควต้ารับซื้อไฟทันที 1,500 เมกะวัตต์

สส.และพรรคภูมิใจไทย เสนอนโยบายเศรษฐกิจสีเขียว พลัส มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 (พ.ศ. 2593)  โดยจะเน้นการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสีเขียว ผ่านการจัดทำโซลาร์เซลล์ชุมชน และโซลาร์รูฟท็อป ทั้งยังเสนอลดค่าไฟเหลือหน่วยละ 3 บาท สำหรับ 200 ยูนิตแรก

สส.และพรรคเพื่อไทย เสนอนโยบายลดค่าไฟให้เหลือหน่วยละ 3.70 บาท ปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟและนโยบายปลดล็อกพลังงานสะอาด กระตุ้นการลงทุนพลังงานสะอาด ขยายเป้าขยายกำลังผลิตโซลาร์ของประเทศ รวมถึงปลดล็อกโซลาร์รูฟท็อปสำหรับประชาชน ให้ประชาชนสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าระบบได้

สส.และพรรคพลังประชารัฐ เสนอนโยบายไฟฟ้าประชารัฐชายแดน สนับสนุนโซลาร์เซลล์ระดับชุมชนและครัวเรือน โดยมีเป้าหมาย 60,000 ครัวเรือน

สส.และพรรคกล้าธรรม เสนอนโยบายพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้แก่กลุ่มเกษตรกร

สส.และพรรคประชาธิปัตย์ เสนอลดค่าไฟให้เหลือหน่วยละ 3.50 บาท โดยไม่ใช้ภาษี รวมไปถึงการปฏิรูปอุตสาหกรรมไฟฟ้า ส่งเสริมพลังงานสะอาด

 

ด้านการเกษตรและประมง

สส.และพรรคประชาชน เสนอนโยบายหลัก 4 นโยบาย คือ 1. การจัดการดินและปุ๋ยเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต อุดหนุนเกษตรกรไม่เผา 250-2,000 บาท ตามระดับการดูแลดิน ใช้ปุ๋ยแม่นยำตามค่าวิเคราะห์ และปลูกพืชบำรุงดิน 2. คูปองสนับสนุนการแปรรูปสินค้าเกษตร มอบคูปอง 50,000 บาท ให้เกษตรกรและ SMEs ใช้บริการโรงงานต้นแบบเพื่อทดลองผลิตสินค้า 3. พัฒนาระบบตรวจรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร ยกระดับ GAP และเกษตรอินทรีย์เพื่อสู้ศึกสงครามการค้าและมาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษี และ 4. การแก้หนี้ในกลุ่มเกษตรกร โดยกลุ่มเกษตรกรที่อายุ 70 ปีขึ้นไป ปลดหนี้ทันที และกลุ่มทั่วไปลดหนี้ 20% เมื่อลงทุนระบบน้ำหรือปลูกป่า และคืนดอกเบี้ย 10% ให้คนจ่ายดี

สส.และพรรคภูมิใจไทย เสนอนโยบายบาร์เตอร์เทรด (Barter Trading) นโยบายดังกล่าวมุ่งระบายสินค้าการเกษตรจากประเทศไทย ผ่านการทำข้อเสนอระหว่างการเจรจาจัดซื้อสินค้าจากต่างประเทศ จะต้องพ่วงสินค้าทางการเกษตรไทยไปร่วมอยู่ในข้อตกลงการค้า

สส.และพรรคเพื่อไทย เสนอนโยบายพักหนี้เกษตรกรทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย 3 ปี วงเงินไม่เกิน 500,000 บาท และคูปองซื้อปุ๋ย – เมล็ดพันธุ์ รวมทั้งการประกันกำไรให้เกษตรกรที่ปลูกข้าว, มันสำปะหลัง, ยาง, ข้าวโพด ขั้นต่ำ 30% ทันทีในปีแรก นอกจากทั้งยังผลักดันราคายางให้ขึ้นเป็น 70 บาท/กก. และการเพิ่มรายได้จากกากอ้อย

สส.และพรรคพลังประชารัฐ เสนอ 2 นโยบายหลักคือ 1. ปุ๋ยและอาหารสัตว์คนละครึ่ง เพื่อลดภาระต้นทุนทางการเกษตรของกลุ่มเกษตรกร และ 2. ค่าเก็บเกี่ยวไร่ละ 1,500 บาท อุดหนุนค่าเก็บเกี่ยวให้กลุ่มเกษตรกรไร่ละ 1,500 บาท

สส.และพรรคกล้าธรรม เสนอ 5 นโยบายหลักประกอบด้วย 1. ปุ๋ย – เมล็ดพันธุ์คนละครึ่ง รัฐลงทุนราคาปุ๋ย – เมล็ดพันธุ์ให้เกษตรกร 2. สร้างนิคมเกษตรกรรม เสริมความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร 3. พลังงานราคาถูกเพื่อเกษตรกรและชาวประมงทะเล ชดเชยราคาน้ำมันเขียว และชดเชยไฟฟ้าในกลุ่มเกษตรและประมง หน่วยละ 1 บาท 4. พักหนี้ และสร้างกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร 5. ปรับกติกาที่ยืดหยุ่นตามขนาดเรือประมงและบริบทพื้นที่ ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยี

พศิน ปิตุเตชะ สส.ระยอง เขต 3 พรรคประชาธิปัตย์* เสนอนโยบายทั้งหมด 4 นโยบายสำหรับชาวระยองคือ 1. ศูนย์กลางผลไม้พรีเมียม ผลักดันธุรกิจสวนผลไม้ครบวงจร 2. กู้ราคายางด้วยโรงงานล้อรถยนต์แห่งชาติ 3. จัดการปัญหาสัตว์น้ำต่างถิ่น ใช้เทคโนโลยีช่วย ดักจับเป็นจุด 4. ปรับกฎหมายประมงให้เป็นธรรมกับเรือเล็ก สร้างบัตร ‘ประมงพื้นบ้าน’ ตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงชาวประมง ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ เสนอนโยบายปุ๋ยและอุปกรณ์เกษตรกรราคาถูก นโยบายซื้อหนี้เกษตรกร และฟื้นฟูการทำเกษตรด้วยกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร รวมถึงนโยบายเกษตรปลอดภัย ตรวจสอบแหล่งที่มาของพืชผลทางเกษตร ด้วยรหัสประจำผลผลิต (Agri-ID)

หมายเหตุ*: นโยบายที่ พศิน ปิตุเตชะ สส.ระยอง เขต 3 พรรคประชาธิปัตย์ สส.ระยอง เขต 3 เสนอในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง เป็นการเสนอเฉพาะตัว ซึ่งไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในชุดนโยบายหลักของพรรคประชาธิปัตย์ที่ยื่นต่อ กกต.

ด้านการแก้ไขปัญหาสิทธิในที่ดินทำกิน

สส.และพรรคประชาชน เสนอนโยบายทั้งหมด 4 ด้าน คือ 1. เร่งรัดการจัดทำ One Map เพื่อลดปัญหาการแนวเขตที่ดินทับซ้อนของหน่วยงานรัฐ 2. จัดสรรที่ดินของกองทัพและหน่วยงานรัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน เช่น ปฏิรูประบบการถือครองไปใช้ระบบสัญญาเช่าแบบกำหนดระยะเวลา, คืนที่ดินจากกองทัพและรัฐให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใช้เพื่อสาธารณประโยชน์, แก้ไขกฎหมายที่ดินให้การบริหารอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน และ 3. ปรับเอกสารสิทธิ์ทุกประเภทเป็น ‘โฉนดมาตรฐานเดียว’

สส.และพรรคเพื่อไทย เสนอนโยบายหลัก 3 นโยบาย คือ 1. เปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก. ให้เป็นโฉนดแบบมีเงื่อนไข 2. สนับสนุน พ.ร.บ. นิรโทษกรรมคดีป่าไม้ระหว่างรัฐและประชาชน 3. จัดตั้งระบบดิจิทัลที่ดินแห่งชาติ (One Map)

สส.และพรรคกล้าธรรม ชูนโยบาย การเปลี่ยนที่ดินแบบ ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร น.ส.3 ก. และยกระดับเป็นโฉนดที่ดิน นส.4 เพื่อแก้ไขปัญหาสิทธิในที่ดินของกลุ่มเกษตรกร

พศิน ปิตุเตชะ สส.ระยอง เขต 3 พรรคประชาธิปัตย์* เสนอให้ 1. ทำแผนที่ร่วม ตรวจสอบและรับรองโดยจังหวัด ออกระเบียบและประกาศพื้นที่เฉพาะ และ 2. ให้สิทธิในที่ดินทำกินแบบมีเงื่อนไข (ห้ามขาย – ห้ามขยาย – ต้องดูแลป่า)

หมายเหตุ*: นโยบายที่ พศิน ปิตุเตชะ สส.ระยอง เขต 3 พรรคประชาธิปัตย์ สส.ระยอง เขต 3 เสนอในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง เป็นการเสนอเฉพาะตัว ซึ่งไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในชุดนโยบายหลักของพรรคประชาธิปัตย์ที่ยื่นต่อ กกต.

การจัดการทรัพยากรน้ำ

สส.และพรรคประชาชน เสนอการลงทุนจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ ผ่านการแก้ไข พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 เพิ่มอำนาจสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) รวมทั้งการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเก็บข้อมูลและทำให้การจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

สส.และพรรคเพื่อไทย เสนอนโยบายจัดการน้ำทั้งระบบ ไม่ท่วม – ไม่แล้ง ภายในนโยบายดังกล่าว มุ่งปรับปรุงแหล่งกักเก็บน้ำเดิม และกระจายน้ำสู่พื้นที่เกษตรจริง นอกจากนี้ยังเสนอการพัฒนาเกษตรน้ำฝน ผ่านโครงการ ‘หนึ่งตำบล หนึ่งบ่อน้ำ’ รวมถึงการจัดทำระบบวอเตอร์เบลท์ (Water-Belt) ให้โรงงานในเขตอุตสาหกรรมมีน้ำสำรอง และจัดทำปฏิทินส่งน้ำดิจิทัล เกษตรกรสามารถจองรอบน้ำล่วงหน้า

สส.และพรรคกล้าธรรม เสนอนโยบาย 1 แหล่งน้ำ 1 ชุมชน สร้างแหล่งน้ำชุมชนละ 1 แห่ง เพื่อเป็นแหล่งน้ำหลักให้แก่เกษตรกร

พศิน ปิตุเตชะ สส.ระยอง เขต 3 พรรคประชาธิปัตย์* เสนอการก่อสร้างบ่อและอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ใกล้พื้นที่เกษตร รวมไปถึงการตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชน และการปรับปรุงคลองแทนการขุดใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำในพื้นที่เกษตรกรรม

หมายเหตุ*: นโยบายที่ พศิน ปิตุเตชะ สส.ระยอง เขต 3 พรรคประชาธิปัตย์ สส.ระยอง เขต 3 เสนอในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง เป็นการเสนอเฉพาะตัว ซึ่งไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในชุดนโยบายหลักของพรรคประชาธิปัตย์ที่ยื่นต่อ กกต.

ด้านการแก้ไขสิ่งแวดล้อมและการจัดการมลพิษ

สส.และพรรคประชาชน เสนอปฏิรูประบบกำกับดูแลมลพิษอุตสาหกรรม ผ่านการตรากฎหมายปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (Pollutant Release and Transfer Register หรือ PRTR) รวมถึงการจัดทำและเชื่อมโยงข้อมูลไอเสียจากโรงงานเข้ากับข้อมูลอุตุนิยมวิทยา โดยการให้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการตรวจจับการระบายมลพิษทางอากาศ ทั้งยังเสนอการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) มุ่งสู่ NetZero ภายในปี 2050 (พ.ศ. 2593) นอกจากนี้ ยังเสนอปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน ปลดระวางถ่านหินภายในปี 2040 (พ.ศ. 2583) ด้วยกลไกราคาคาร์บอนและกองทุนเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม

สส.และพรรคภูมิใจไทย เสนอนโยบายเศรษฐกิจสีเขียว พลัส มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 (พ.ศ. 2593)  โดยจะเน้นการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสีเขียว ผ่านการจัดทำโซลาร์เซลล์ชุมชน และโซลาร์รูฟท็อป

สส.และพรรคเพื่อไทย เสนอการผลักดันกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสร้างระบบเศรษฐกิจคาร์บอนผ่านกลไกภาษีคาร์บอน ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซ และคาร์บอนเครดิต

พศิน ปิตุเตชะ สส.ระยอง เขต 3 พรรคประชาธิปัตย์* เสนอการตั้งกองทุนรับมือน้ำมันรั่วและมลพิษ เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบกรณีเกิดเหตุน้ำมันรั่ว ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ เสนอ การผลักดัน พ.ร.บ. อากาศสะอาด, พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน, และ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งเสนอพันธบัตรป่าไม้ ปลูกป่าไม้สร้างรายได้ให้เกษตรกร

หมายเหตุ*: นโยบายที่ พศิน ปิตุเตชะ สส.ระยอง เขต 3 พรรคประชาธิปัตย์ สส.ระยอง เขต 3 เสนอในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง เป็นการเสนอเฉพาะตัว ซึ่งไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในชุดนโยบายหลักของพรรคประชาธิปัตย์ที่ยื่นต่อ กกต.

ด้านการสนับสนุนสิทธิและสวัสดิการแรงงาน

สส.และพรรคประชาชน เสนอการลดชั่วโมงการทำงาน ให้เหลือ 40 ชม./สัปดาห์ และเพิ่มสิทธิลาปวดประจำเดือนและลาดูแลคนใกล้ชิด ทั้งยังเสนอการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มทุกปีตามค่าครองชีพ นอกจากนี้ยังเสนอและผ่านร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม เช่น กลุ่มไรเดอร์ และสนับสนุนการขยายสิทธิจัดตั้งสหภาพให้ครอบคลุมกลุ่มอาชีพอิสระหรือฟรีแลนซ์ และแรงงานแพลตฟอร์ม

สส.และพรรคเพื่อไทย เสนอนโยบายที่เกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงานไรเดอร์เป็นหลัก ผ่าน 2 นโยบาย คือ 1. งดเว้นภาษีต่อทะเบียนรถจักรยานยนต์สำหรับกลุ่มไรเดอร์ และ 2. หลักประกันความเสี่ยงและความมั่นคงแรงงานแพลตฟอร์ม สร้างระบบประกันสังคมเพื่อแรงงานแพลตฟอร์ม และประกันความเสี่ยงขั้นพื้นฐาน เช่น ประกันอุบัติเหตุจากการทำงาน ค่ารักษาพยาบาล และเงินชดเชยรายได้

สส.และพรรคพลังประชารัฐ เสนอเพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรผู้ประกันจาก 1,000 เป็น 2,000 บาท/เดือน และขยายอายุบุตรจาก 6 เป็น 10 ปี

สส.และพรรคประชาธิปัตย์ เสนอนโยบายสร้างความมั่นคงสำหรับคนทำงานในระบบเศรษฐกิจแบบอาชีพอิสระ ให้กลุ่มอาชีพอิสระมีหลักประกันในทำงาน เข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบง่ายขึ้น และป้องกันการถูกเอาเปรียบจากระบบผู้จ้างในระบบเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (Sharing Economy)

 

ด้านความมั่นคงชายแดน

สส.และพรรคประชาชน เสนอปฏิรูปชายแดนด้วยระบบบัญชาการเดียว (One Border Command) ใต้กระทรวงมหาดไทย แยกชัดระหว่าง ‘งานปราบปราม’ (Thai Border Guard Command) และ ‘งานบริการ’ (Thai Border Authority) อย่างไรก็ตามนอกจากความมั่นคงทางกองทัพแล้ว พรรคประชาชนยังเสนอยุทธศาสตร์ ‘โลกล้อมกัมพูชา’ ผ่านการสร้างแนวร่วมในระดับนานาชาติ

สส.และพรรคภูมิใจไทย เสนอการสร้างกำแพงแนวชายแดน 798 กิโลเมตร เพื่อปกป้องประเทศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ ทั้งในมิติทางการทหาร รวมทั้งการลักลอบนำเข้าสินค้าเถื่อนและยาเสพติด

สส.และพรรคพลังประชารัฐ เสนอการสร้างรั้วกำแพงตลอดแนวชายแดนและระบบป้องกันในพื้นที่จุดเสี่ยงพร้อมควบคู่กับการสร้างชุมชนชายแดนเข้มแข็ง เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ไทย – กัมพูชา

สส.และพรรคประชาธิปัตย์ เสนอการตั้งสภาภัยคุกคามและความมั่นคงแห่งชาติ Single Command เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งไทย – กัมพูชา

 

ด้านการจัดการปัญหาช้างป่า

สส.และพรรคประชาชน เสนอแนวทางทั้งหมด 3 นโยบาย คือ 1. ควบคุมประชากรด้วยวัคซีนคุมกำเนิดชั่วคราว ไม่ใช่การทำหมันถาวร 2. พัฒนาพัฒนาคูกันช้างรูปแบบใหม่ ยืดหยุ่นและปรับตามภูมิประเทศจริง และ 3. เพิ่มงบประมาณและเทคโนโลยีให้เครือข่ายอาสาสมัคร เช่น โดรนตรวจจับความร้อน เพื่อให้การผลักดันช้างทำได้ปลอดภัยและแม่นยำขึ้น

พศิน ปิตุเตชะ สส.ระยอง เขต 3 พรรคประชาธิปัตย์* เสนอการแก้ไขปัญหาไว้ 3 ด้าน ได้แก่ 1. ฟื้นฟูแหล่งอาหารและน้ำในป่าลึก เช่น การปลูกพืชอาหารช้างที่เหมาะสมกับฤดูการ รวมไปถึงการกระจายแหล่งน้ำถาวรในป่า 2. รักษาและฟื้น ‘เส้นทางอพยพของช้าง’ ระบุเส้นทางการอพยพให้ชัด และปรับผังการใช้ที่ดินรอบแนวป่า 3. ติดตามการเคลื่อนไหวของช้าง พร้อมทั้งมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากช้างป่า

หมายเหตุ*: นโยบายที่ พศิน ปิตุเตชะ สส.ระยอง เขต 3 พรรคประชาธิปัตย์ สส.ระยอง เขต 3 เสนอในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง เป็นการเสนอเฉพาะตัว ซึ่งไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในชุดนโยบายหลักของพรรคประชาธิปัตย์ที่ยื่นต่อ กกต.

 

จากสนามหาเสียงสู่บททดสอบจริง เมื่อชาวภาคตะวันออกยังคงรอให้ปัญหา ‘แก้ไขได้จริง’ 

เมื่อเทียบกันทั้งกระดาน จะเห็นแนวโน้มชัดว่านโยบายด้าน ‘การเกษตรและประมง’ คือนโยบายหาเสียงหลักที่แทบทุกพรรคพูดถึง ไม่ว่าจะเป็นประกันกำไร, พักหนี้, อุดหนุนปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ หรือยกระดับมูลค่าสินค้า ขณะที่นโยบายด้าน ‘การจัดการทุนต่างชาติและทุนเทา’ ก็เป็นอีกประเด็นร่วมที่ทุกพรรคหยิบขึ้นมา เพียงแต่ระดับความเข้มและความชัดของกลไกนั้นต่างกัน สำหรับนโยบายด้านพลังงานก็มีจุดร่วมเรื่องลดค่าไฟและหนุนโซลาร์ แม้แนวทางจะแตกต่างกันไปในแต่ละพรรค ตั้งแต่เปิดเสรีตลาด ไปจนถึงการอุดหนุนจากรัฐ

ในทางกลับกัน ประเด็นเฉพาะพื้นที่อย่างช้างป่าหรือทรัพยากรน้ำ กลับไม่ได้รับความสนใจเท่ากันทุกพรรค บางพรรควางรายละเอียดในการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ขณะที่บางพรรคไม่ได้มีการพูดถึง ภาพรวมจึงสะท้อนว่า การหาเสียงในภาคตะวันออกยังเน้นนโยบายเศรษฐกิจฐานรากและความมั่นคงเป็นหลัก ส่วนโจทย์เชิงโครงสร้างระยะยาว เช่น ผังที่ดิน การจัดการน้ำ หรือการดูแลสิ่งแวดล้อมเชิงระบบ ยังเป็นปัญหาที่แต่ละพรรคพูดถึงไม่เท่ากัน

ท้ายที่สุด อีกหนึ่งคำถามสำคัญหลังจากศึกเลือกตั้งได้จบลงไปแล้ว คือใครจะผลักดันนโยบายเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริงได้มากที่สุด นโยบายจำนวนมากยังอยู่ในระดับกรอบแนวคิด บางเรื่องต้องแก้กฎหมาย บางเรื่องต้องใช้งบประมาณสูง และหลายเรื่องต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น ภาคตะวันออกจึงเป็นบททดสอบสำคัญว่า คำมั่นที่แต่ละพรรคได้ประกาศไว้ในช่วงหาเสียงจะถูกแปลงเป็นมาตรการที่จับต้องได้เพียงใด

 


ที่มา: จากเว็บไซต์พรรค /ช่องทางโซเชียลมีเดียของพรรคและสส. และเอกสารนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา ที่ยื่นต่อ กกต.
เรื่องและภาพโดย วีรภัทร เหลาเกิ้มหุ่ง / Burapunch
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR