ที่ผ่านมาพื้นที่ชายแดนมักเต็มไปด้วยความเปราะบางและซับซ้อน เพราะในพื้นที่ดังกล่าวคือพื้นที่ที่อำนาจขีดแบ่งเส้นแดน ในขณะเดียวกันโลกของผู้คนก่อนมีแผนที่ พวกเขาต่างเดินทางไปมาหาสู่ โยกย้ายถิ่นฐาน และเป็นเครือญาติกันเสมอมา
เพื่อทำความเข้าใจพื้นที่ชายแดนให้มากขึ้น มีงานวิจัยสองชิ้นที่เราเห็นว่าน่าสนใจ ซึ่งพูดถึงพื้นที่ชายแดนในบริเวณอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว อำเภอขนาด 439.7 ตารางกิโลเมตรที่สามารถสะท้อนความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาผ่านประวัติศาสตร์มากกว่า 100 ปี
งานวิจัยที่ว่าคือดุษฎีนิพนธ์ที่ชื่อว่า พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว: พื้นที่ ผู้คน อำนาจ และการปรับตัว (วันชัย ไพเราะ, 2559) และเราอาจเสริมบทความวิชาการ พัฒนาการชายแดนไทย-กัมพูชา: การเกิดศูนย์ผู้อพยพและจุดเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศของไทย (วันชัย ไพเราะ และ ภารดี มหาขันธ์, 2559) อันเป็นส่วนหนึ่งจากดุษฎีนิพนธ์ข้างต้น มาประกอบเพื่อให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่าประวัติศาสตร์ อำนาจ และผู้คนในพื้นที่ชายแดนนั้น เป็นอย่างไร

โคกสูงในฐานะภูมิศาสตร์กว้างใหญ่ไร้พรมแดนธรรมชาติ
ก่อนจะไปลงลึกเรื่องความซับซ้อนของอำนาจและผู้คน เราอาจต้องเข้าใจภูมิศาสตร์สภาพแวดล้อมของพื้นที่อ.โคกสูงเสียก่อน
สำหรับพื้นที่ป่าอันอุดมสมบูรณ์ที่น้ำท่วมไม่ถึง นี่คือความหมายของคำว่า ‘โคกสูง’ ซึ่งก็เดาได้ไม่ยากว่าลักษณะภูมิประเทศที่น้ำท่วมไม่ถึงเป็นที่มาของคำว่า ‘สูง’ ส่วนคำว่า ‘โคก’ นั้นก็คือพื้นที่ป่าอันอุดมสมบูรณ์
แต่ทว่าชื่อนั้นอาจทำให้เราเข้าใจผิดได้ เพราะจริงๆ แล้วโคกสูงที่ว่า อาจไม่ใช่ภาพเทือกเขาสูง หรือภูเขาตระหง่าน แต่ในพื้นที่โคกสูงเป็นพื้นที่ราบขนาดใหญ่ (ที่น้ำท่วมไม่ถึง) ลาดเทไปทางทิศตะวันออกสู่ประเทศกัมพูชา ไม่มีเทือกเขาเป็นแนวกั้น มีอาณาเขตต่อติดกับ อำเภอโอวจโรว จังหวัดบันเตียมียนเจย ประเทศกัมพูชา
ที่นี่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมมาแต่ดั้งเดิม จากลักษณะแนวลาดที่เป็นทางน้ำไหลได้ โดยไหลจากพื้นที่สูงกว่าคือไทยสู่พื้นที่ต่ำกว่าคือกัมพูชา ความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันด้วยสายน้ำและแผ่นดินของสองอำเภอนี้ยิ่งสร้างสัมพันธ์เชิงพึ่งพิงกันในฐานะพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชนเกษตรกร

โคกสูงในฐานะผู้ได้รับผลจากอุดมการณ์ชาตินิยม
หลังเห็นภาพพื้นที่บริบทภูมิศาสตร์ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยแล้ว ต่อมาคือเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อชายแดน
ย้อนกลับไปเมื่อสยามผ่านพ้นช่วงความขัดแย้งฝรั่งเศสได้ในวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 แล้ว หลังจากนั้นไม่นาน กัมพูชาได้เกิดกรณีพิพาทต่อสยามในประเด็นเรื่องพื้นที่และเขตแดน เป็นผลให้สยามต้องคืนพื้นที่พระตะบอง เสียมเรียบ และศรีโสภณ ให้กับกัมพูชาไป นับเป็นเหตุการณ์การขีดเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างรัฐที่สร้างผลกระทบกับพื้นที่ภาคตะวันออกอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยเฉพาะกับอำเภออรัญประเทศที่ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน เวลานั้นสยามได้อพยพราษฎรประมาณ 20 ครัวเรือนออกจากพื้นที่ฝรั่งเศสทั้งที่สมัครใจและไม่สมัครใจ จากนั้นราษฎรเหล่านั้นจึงได้กระจัดกระจายไปตามพื้นที่ต่างๆ
โคกสูงในช่วงเวลานั้นยังไม่ใช่พื้นที่ที่มีบทบาทสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ เป็นเพียงพื้นที่ที่ขึ้นตรงต่ออรัญประเทศ มีการผลิตเพียงเพื่อเลี้ยงตัวเอง ไม่เกิดการค้าขาย ประชาชนยังต้องเข้ามาซื้อสินค้าจำเป็นในเมืองอรัญประเทศ
จนกระทั่งเมื่อโลกก้าวเข้าสู่ช่วงทศวรรษที่ 2482 ท่ามกลางห้วงเวลาของสงครามอินโดจีน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ญี่ปุ่นต้องการรวมพื้นที่ให้เป็นหนึ่งเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นผลให้ญี่ปุ่นยืนอยู่คนละฝั่งกับฝรั่งเศส เป็นโอกาสให้ไทยบุกยึดพื้นที่ที่ส่งคืนให้กัมพูชาไปก่อนหน้าได้
และนี่เองคือจุดเริ่มต้นที่เกิดการส่งต่ออุดมการณ์ ‘ชาตินิยม’ ให้กับผู้คนที่ครั้งหนึ่งเป็นเครือญาติกันเริ่มแบ่งเขา-แบ่งเรา
ท่ามกลางสมรภูมิรบ เสียงปืน เขม่าควัน และระเบิด รัฐเลือกหยิบยกนวัตกรรม ‘หนังกลางแปลง’ เข้ามาเพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่ประชาชนที่จิตใจห่อเหี่ยวและฟูมฟักอุดมการณ์ของ ‘การเสียสละเพื่อชาติ’ ให้เห็นว่าสงครามและการต้องทนทุกข์ของชาวบ้านครั้งนี้เป็นสิ่งยิ่งใหญ่

โคกสูงในฐานะพื้นที่ลี้ภัยและการเอาตัวรอด
“เป็นบุคคลเชื้อชาติไทยและสัญชาติไทยโดยบริบูรณ์” นี่คือเนื้อความส่วนหนึ่งจากประกาศคำสั่งจากกระทรวงมหาดไทย ที่ 44/2483 ที่ใช้เพื่อรับรองว่าชาวกัมพูชาที่อพยพจากอิทธิพลของฝรั่งเศสเข้ามาในประเทศไทยถือว่าเป็น ‘คนไทย’ โดยสมบูรณ์ไม่ต่างจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในไทย
หลังความขัดแย้งยาวนาน บทสรุปของสงครามอินโดจีนก็มาถึงจุดสิ้นสุดเมื่ออิทธิพลของฝรั่งเศสต่อกัมพูชาได้จบลง อย่างไรก็ตาม การสมาทานเข้าสู่มหาอำนาจคอมมิวนิสต์ของกัมพูชาและการแบ่งขั้วอำนาจเป็นสองฝั่งในภายหลังได้ส่งผลให้ชาวกัมพูชาจำนวนมหาศาลยังคงหลั่งไหลอพยพเข้ามาในประเทศไทย
แม้ที่ผ่านมาในช่วงเวลาสงครามอินโดจีน รัฐไทยจะรับรองการเป็นคนไทยของชาวกัมพูชาที่อพยพหนีภัยมาจากอิทธิพลของฝรั่งเศส แต่การอพยพในระลอกถัดมาด้วยการกดขี่ของอำนาจคอมมิวนิสต์จากเวียดนามและกลุ่มเขมรแดง จังหวะนี้รัฐบาลไทยไม่มีนโยบายการช่วยเหลือผู้อพยพและมีจุดยืนไม่แทรกแซงการเมืองประเทศอื่น เป็นผลให้ในเวลา 4 ปี ระหว่างปี 2518-2521 ที่มีผู้อพยพชาวกัมพูชาหลั่งไหลเข้ามาในไทยไม่ต่ำกว่า 50,000 คน ผู้อพยพจำนวนมากเหล่านั้นจึงถูกรัฐไทยกวาดต้อนและส่งกลับกัมพูชาเช่นเดิม
กระนั้นเอง ชาวกัมพูชาจำนวนมากยังคง ‘เสี่ยง’ เลือกหลบหนีเข้ามาในไทยอยู่ด้วยความหวังว่าจะได้รับการปฏิบัติอย่างมี ‘มนุษยธรรม’ ดังเช่นภาพของประเทศไทยที่พวกเขาเคยได้รับรู้
จนภายหลังความสำเร็จของ ‘สีหนุ’ จากการส่งโทรเลขขอร้องต่อนานาชาติให้กดดันไทยเพื่อต้อนรับผู้อพยพนั้นเป็นผลสำเร็จ ไทยจัดหาที่พักให้กับผู้อพยพและดูแลพวกเขาที่หนีภัยสงครามมา
อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้อพยพชาวกัมพูชาเดินทางมาถึงชายแดนของประเทศไทย พวกเขากลับต้องพบว่าภาพจำของไทยที่เป็นประเทศที่มีมนุษยธรรมนั้นไม่เป็นอย่างที่คิดเสียเท่าไหร่ ผู้อพยพเหล่านั้น พวกเขาถูกยึดทองคำและทรัพย์สมบัติที่ติดตัวกันมาโดยชาวบ้านที่ตั้งก่อนทางเข้าชายแดนของไทย การค้นตัวทุกซอกทุกมุมที่ละเอียดจนถึงการตรวจอวัยวะเพศเพียงเพื่อปล้นสมบัติเป็นสิ่งที่ผู้อพยพต้องเผชิญ
ส่วนสาเหตุที่ชาวไทยเลือกตั้งด่านปล้นผู้อพยพก่อนทางเข้าเขตชายแดนไทยเพื่อเป็นการดักหน้าด่านตรวจของทหารไทยบริเวณชายแดนที่คอยปล้นและตรวจค้นผู้อพยพชาวกัมพูชาไม่ต่างกัน

โคกสูงในฐานะพื้นที่ ‘กันชนคอมมิวนิสต์’
ด้วยจุดยุทธศาสตร์ที่เป็นขอบเขตติดกับกัมพูชาที่เป็นคอมมิวนิสต์ด้วยกัน มีรอยต่อสู่หลายจังหวัด กลุ่มคอมมิวนิสต์ในไทยที่สมาทานระบอบจากจีนเข้ามาเลือกใช้พื้นที่โคกสูงนี้สร้างหมู่บ้านและเปิดรับสมัครพรรคพวกให้เข้าร่วมอุดมการณ์
เมื่อเห็นดังนั้นตำบลตาพระยา (โคกสูง) ได้รับการยกระดับจากรัฐบาลให้ขึ้นเป็นอำเภอตาพระยา เพื่อให้ชาวบ้านรู้สึกเห็นความสำคัญของพื้นที่ ช่วยกันดูแลเสมือนร่างกายของตนเอง นำไปสู่กลไก ‘หมู่บ้านป้องกันตนเอง’ ผ่าน 2 โครงการที่จัดตั้งโดย กอ.รมน. คือโครงการ อพป. (โครงการอาสาพัฒนาและป้องกันตนเอง) เพื่อรับผิดชอบดูแลสถานการณ์บ้านเมืองให้สงบเรียบร้อย และโครงการหมู่บ้าน ปชด. (ป้องกันตนเองชายแดน) เพื่อให้ชาวบ้านเข้าบุกเบิกป่ารกร้าง ทั้งหมดนี้สำหรับต่อต้านการคุกคามของคอมมิวนิสต์ที่แผ่ขยายอิทธิพลในพื้นที่ชายแดนในช่วงเวลานั้น

โคกสูงในฐานะพื้นที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมไทย-กัมพูชา
การหลั่งไหลเข้ามาของผู้อพยพชาวกัมพูชา ส่งผลให้พื้นที่ชายแดน ‘คึกคัก’ ทางเศรษฐกิจ ที่ผู้อพยพเหล่านั้นจะมาพร้อมทองคำและเงิน พร้อมสำหรับการค้าขาย ถือเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนและตลาดในพื้นที่ชายแดน ส่งผลให้มีสินค้าฟุ่มเฟือยทะลักตามเข้ามาในพื้นที่ห่างไกลอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อย่างไรก็ตาม ‘ภาวะยากจนอย่างเฉียบพลัน’ คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับพื้นที่ชายแดนเมื่อผู้อพยพชาวกัมพูชาเคลื่อนย้ายไปยังศูนย์พักพิงอื่น
เมื่อผู้อพยพชาวกัมพูชาเข้ามาอาศัยในไทย การปรับตัวและการหลอมรวมของวัฒนธรรมเพื่อการอยู่ร่วมกันก็เกิดขึ้น ‘ท่ารำอัปสรา’ จากโรงเรียนทัพพระยาพิทยา คือเครื่องยืนยันอย่างหนักแน่นถึงการอยู่ร่วมกันของประชาชนสองวัฒนธรรมที่ประดิษฐ์วัฒนธรรมร่วมใหม่ของคนชายแดนให้เป็นหนึ่งเดียวและเข้มแข็ง
นอกจากจะสะท้อนการสร้างวัฒนธรรมร่วม อีกสิ่งหนึ่งที่ท่ารำอัปสราสะท้อนให้เห็นได้คือความสำคัญของ ‘โรงเรียน’ ในพื้นที่ชายแดนว่าเป็นพื้นที่ทางกายภาพที่สำคัญให้ชาวไทยและผู้อพยพได้อยู่ร่วมกัน มีเด็กชาวกัมพูชาจำนวนมากที่เข้ามาเรียนในโรงเรียนในไทย ทั้งจากการอาศัยในไทยอยู่แล้วหรือการเดินทางข้ามพรมแดนเพื่อเข้ามาเรียนในโรงเรียนไทย
อย่างไรก็ตาม แม้การเข้ามาเรียนในไทยนี้จะช่วยให้เกิดพื้นที่ร่วมกัน แต่ในเชิงวัฒนธรรมนั้นกลับเป็นการครอบงำของฝั่งไทยเสียมากกว่า เพราะสาเหตุที่เด็กชาวกัมพูชามักข้ามมาเรียนในไทย มาจากความเชื่อของครอบครัวชาวกัมพูชาว่าการรู้ภาษาไทยจะช่วยลบเลือน ‘ความเป็นอื่น’ ของของพวกเขาและเข้าใกล้ ‘ความเป็นไทย’ มากขึ้น และยิ่งตอกย้ำด้วยหลักสูตรประวัติศาสตร์ที่ผูกกับอุดมการณ์ของชาติไทย

โคกสูง : จากรกร้างสู่การก่อร่างทางวัฒนธรรม
นับตั้งแต่การเป็นพื้นที่เกษตรกรรม สู่ความคึกคักทางเศรษฐกิจ การเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางการเมืองระหว่างประเทศ และการเป็นพื้นที่ของคนชายแดนที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน พื้นที่โคกสูงนี้มีประวัติศาสตร์และการพัฒนาที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐไทยและกัมพูชา อุดมการณ์ของสองรัฐ และชีวิตของผู้คนในพื้นที่ที่ยังคงดำเนินไป บางครั้งพวกเขาอาจเชื่อเหมือนกับสิ่งที่รัฐบอกเล่า หรือบางครั้งก็อาจต่างออกไป ดังเช่นการช่วยเหลือผู้อพยพด้านที่พักและอาหารที่ชาวบ้านชายแดนมักจะทำเสมอ
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคนในพื้นที่ชายแดน แม้จะเป็นคนสองชาติ แต่พวกเขาเองก็ใช้ชีวิตร่วมกัน มีวัฒนธรรมร่วมกัน จนถึงมีผลประโยชน์ร่วมกันที่จับต้องได้ชัดแจ้งในชีวิตเหนือความขัดแย้งของเส้นเขตแดนและชาติ


