ท่ามกลางความขัดแย้งและเสียงดังของปืนและระเบิด ยังมีเสียงความหวาดกลัวและเหนื่อยล้าของผู้คนชายแดนที่ต้องอพยพครั้งแล้วครั้งเล่า
สำหรับการรบปะทะชายแดนไทย – กัมพูชาครั้งที่ 2 ของปีนี้ ล่วงเข้าสู่วันที่ 8 แล้ว ในขณะที่ตัวเลขผู้อพยพยังคงขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลล่าสุดระบุว่า มีประชาชนต้องอพยพพัดถิ่นแล้วเกือบ 300,000 คน เฉพาะในภาคตะวันออก พื้นที่จังหวัดสระแก้วมีผู้อพยพ 21,883 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 14 ธันวาคม) ขณะที่ตราดและจันทบุรีก็มีประชาชนอพยพออกจากพื้นที่ชายแดนจำนวนมากเช่นกัน
ด้วยสถานการณ์ที่ยังไร้สัญญาณยุติกับความรุนแรงที่ทวีความเข้มข้นขึ้นทุกวัน วันนี้ สนามกีฬาในร่มขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในจังหวัดปราจีนบุรี จึงเกิดภาพที่ไม่คุ้นตา อย่างแนวเต็นท์ถูกจัดเรียงชิดขอบสนาม สแลนสีเขียวถูกขึงเพื่อกันแดดกันฝน ข้าวของจำเป็น เสื้อผ้า อุปกรณ์อาบน้ำ จานชามวางกองอยู่ตามมุมเต็นท์เท่าที่พื้นที่จะอำนวย

และเกิดเสียงหลากหลาย ทั้งเสียงประกาศเรียกผู้อพยพมารับเสื่อ หมอน และเต็นท์นอน เสียงตะโกนถามไถ่ของคนต่างหมู่บ้านที่หนีออกมาคนละทางแต่บังเอิญมาเจอกันในศูนย์พักพิง เสียงกระซิบคุยกันถึงสถานการณ์ที่ยังไม่มีใครตอบได้ เสียงคนเฒ่าคนแก่บ่นอยากกลับบ้าน เสียงของความกังวลที่ไม่รู้ว่าการอพยพครั้งนี้จะยืดเยื้อไปอีกนานแค่ไหน ไปจนถึงเสียงแม่ที่พยายามหลอกล่อให้ลูกน้อยกินข้าวและเสียงหัวเราะเจี๊ยวจ๊าวอย่างไม่ประสากับเหตุการณ์ของเด็กสี่ห้าคนที่วิ่งเท้าเปล่าเตะลูกบอล
เสียงเหล่านี้สะท้อนความวุ่นวายปนตึงเครียด แต่ในทางกลับกันเสียงนี้ก็เป็นตัวแทนของพลังของความพยายามที่จะใช้ชีวิตต่อไปของผู้อพยพกว่า 200 ชีวิต จากพื้นที่ชายแดนที่ถูกบังคับให้หยุดชีวิตปกติลงชั่วคราว
ท่ามกลางเสียงระเบิด เขม่าควันและเสียงเชียร์ให้รบให้จบๆ ยังมีเสียงของผู้ที่ได้รับผลกระทบจริง เสียงของผู้ที่ต้องทิ้งบ้าน ทิ้งไร่นา และเสียงของผู้คนที่แขวนชีวิตไว้กับความไม่แน่นอนโดยไม่รู้ว่าการรบปะทะครั้งนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด
แอน : สระแก้ว

“ตื่นมาเราก็หาข้าวหาปลาให้ลูกตามปกติ แล้วก็ได้ยินเสียงแจ้งเตือนให้อพยพ”
นี่คือ เสียงจากแม่ลูกสามในวันที่ชายแดนไม่ปลอดภัย แอนเป็นคุณแม่ลูกสามวัย 37 ปี ลูกชายคนเล็กสุดของเธอเพิ่งมีอายุเพียง 7 เดือน แต่เจ้าตัวเล็กกลับต้องผ่านการอพยพ เพราะเหตุการณ์รบปะทะชายแดนระหว่างไทย – กัมพูชามาแล้วถึงสองครั้ง
ก่อนการปะทะ แอนเป็นเจ้าของร้านน้ำปั่นฝั่งปอยเปตผ่านการร่วมหุ้นกับเพื่อนชาวกัมพูชา ในมุมมองของเธอความสัมพันธ์ระหว่างคนสองฝั่งชายแดนในชีวิตจริง จึงไม่เคยเป็นศัตรูกัน
“ก่อนหน้าที่เราจะมีเหตุปะทะ ความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับคนกัมพูชาก็เป็นมิตรที่ดีกัน เป็นญาติพี่น้อง เขาก็โอเคกับเรานะ เขาชอบประเทศไทย มาไทยสะดวกสบาย เวลาเขามาจับจ่ายใช้สอย เขาก็มาซื้อของตลาดนัดปกติ เขาชอบประเทศไทย คนกัมพูชา อันนี้พูดแบบไม่ได้อวยนะ คือ เราสัมผัส เราอยู่กับเขามา”
แต่เมื่อความขัดแย้งปะทุขึ้น กระแสรักชาติกลับทำให้ผู้คนที่เคยอยู่ร่วมกันได้กลายเป็นฝ่ายตรงข้าม แอนบอกว่าความเกลียดชังนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับฝั่งคนกัมพูชาเพียงอย่างเดียวแต่เกิดขึ้นกับฝั่งคนไทยเองเช่นกัน

“กระแสรักชาติ บางทีทางเขาเวลาเขาเสพข่าว เสพอะไร พูดง่ายๆ แค่แยกแยะรูป AI เขายังแยกแยะไม่เป็นเลย บ้านเราก็เหมือนกัน บางคนก็ยังแยกแยะไม่ได้ เวลาเสพข่าวก็เสพแบบไม่แยกแยะอะไรด้วย จะสาปอย่างเดียว ”
ปัจจุบันร้านน้ำปั่นของแอนปิดตัดลงตั้งแต่การปะทะรอบเดือนกรกฎาคม รายได้ที่เคยมีหายไปในทันที ทุกวันนี้เธอจึงเปิดร้านน้ำปั่นเล็ก ๆ ในหมู่บ้าน ควบคู่ไปกับการเลี้ยงลูกสามคน
จนกระทั่งเช้าวันที่ 8 ธันวาคมเสียงแจ้งเตือนให้อพยพก็ดังขึ้น ก่อนจะตามมาด้วยคำสั่งอพยพ 100% แอนเล่าว่าตอนนั้นเธอกำลังพาข้าวหาปลา ล้างขวดนมให้ลูก “เสียงมันดังมาก เราก็เอ๊ะ เสียงอะไรก็เลยเดินไปดูโทรศัพท์”
ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นในใจของแอนคือ “เอ๊อะ… อีกแล้ว?” คำว่า ‘อีกแล้ว’ ของแอนไม่ได้หมายถึงแค่การต้องย้ายที่นอน แต่หมายถึงความไม่แน่นอนซ้ำซาก ที่เธอและคนชายแดนไม่รู้ว่าจะต้องอพยพนานแค่ไหน ไม่รู้ว่าจะได้กลับบ้านเมื่อไร ไม่รู้ว่ารายได้จะมาจากไหน ในขณะที่ลูกยังเล็กชีวิตต้องตั้งหลักใหม่อีกครั้งโดยไม่รู้ว่าความไม่ปกตินี้จะยืดเยื้อไปอีกนานแค่ไหนเป็นความเสี่ยงที่เกินกว่าที่เธอจะยอมรับได้หลายๆ ครั้ง
ยิ่งไปกว่านั้นการอพยพครั้งนี้สำหรับแอนไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบศูนย์พักพิงในจังหวัดสระแก้วแน่นเกินความจุอย่างศูนย์พักพิงที่ใกล้หมู่บ้านเธอมีพื้นที่รองรับได้เพียงได้ 400 คน แต่ความเป็นจริงกลับมีผู้อพยพหลั่งไหลเข้ามามากกว่า 500 – 600 คน แอนจึงตัดสินใจพาลูก ๆ มาพึ่งพาญาติในจังหวัดปราจีนบุรี ก่อนที่จุดพักพิงพื้นที่คาบเกี่ยวที่ปราจีนบุรีแห่งนี้จะค่อยๆ กลายเป็นศูนย์รับผู้อพยพระยะแรกจากการช่วยกันจัดการของคนในพื้นที่

สำหรับแอน การรบปะทะรอบนี้ไม่ใช่เหตุฉุกเฉินชั่วคราว แต่เป็นผลจากปัญหาข้อพิพาทชายแดนที่คาราคาซังมายาวนาน โดยเฉพาะเรื่องพื้นที่ทับซ้อน เธอบอกว่า
“ปัญหามันไม่ได้มีตอนนี้ มันมีตั้งแต่ก่อนหน้าแล้ว มันสะสมๆ เรื่อยๆ จนเราก็ไม่รู้ว่ามันจะไปจบที่ตรงไหน ทางนู้นก็บอกว่าทางนี้ยิงก่อน ทางนี้ก็บอกว่าทางนู้นยิงก่อน เรื่องพื้นที่ทับซ้อนเราเกิดไม่ทัน คนรุ่นหลังอย่างเราไม่รู้ว่ามันเป็นมายังไง เพราะต่างคนต่างสอนกันไม่เหมือนกัน แต่มันก็เคลียร์ไม่จบสักที เป็นอีกร้อยปีก็เคลียร์ไม่จบ รอบนี้ก็ไม่รู้ว่าจะจบยังไง เพราะ เราก็มองไม่เห็นทางลง”
และที่น่าเศร้ายิ่งกว่าคือ“มันควรเจรจาจบตั้งแต่รัฐบาลแรกแล้ว ปี 2025 แล้วสงครามมันไม่น่าเกิด” แอนย้ำ เพราะแม้จะเปลี่ยนรัฐบาลมาแล้วหลายชุด ชีวิตของคนชายแดนยังคงติดอยู่ในวงจรเดิม
เมื่อถูกถามถึงสถานการณ์การเมืองอย่างการตัดสินใจยุบสภาฯ ในช่วงชายแดนตึงเครียดของนายกรัฐมนตรี
แอนมองว่า มันอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะในช่วงที่ไม่มีนายกรัฐมนตรีเต็มตัว อำนาจในการจัดการสถานการณ์อาจขยับไปอยู่ที่กองทัพมากขึ้น
แต่สิ่งที่เธอกังวลไม่ใช่ว่าใครเป็นคนจัดการหากแต่คือ คำถามที่ยังไร้ซึ่งคำตอบ อย่าง ‘จะนานแค่ไหนถึงจะจบ’ เธอบอกว่า

“ปีนึงเปลี่ยนนายกตั้งกี่คน อย่างปีนี้อ่ะกี่คนแล้ว มันกลายเป็นเหมือนเรื่องการเมืองเป็นเรื่องที่น่าเบื่อไปแล้วสำหรับเรา เพราะมันวนกลับมาที่เดิม เราเสียงเล็กๆ น้อยๆ ก็เหมือนได้แต่พูดแต่ก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้”
สำหรับคนชายแดนอย่างแอน การเมืองในวันนี้จึงไม่ใช่ความหวัง แต่คือ ความเหนื่อยล้าเพราะไม่ว่าผู้นำจะเปลี่ยนกี่คน
ชีวิตของผู้คนก็ยังต้องอพยพซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนเดิม
สงครามและความขัดแย้งชายแดนตอนนี้จึงไม่ได้ทำลายแค่ความปลอดภัย กัดกินชีวิตประจำวัน รายได้ และความสัมพันธ์ของผู้คน แต่ยังบดขยี้ความหวังต่อการเมืองไทยของคนตัวเล็ก ๆ อย่างแอนด้วย
ป้าสวย – ลุงสุริวงศ์ : หมู่บ้านกุดเตย

“ข้าวยังอยู่ในยุ้ง หมาแมวก็เอามาไม่หมด” นี่คือ เสียงของป้าสวยกับลุงสุริวงศ์ ชาวบ้านจากหมู่บ้านกุดเตย อำเภอตาพระยา พวกเขาและครอบครัวรวม 4 ชีวิต และสุนัข 1 ตัว อพยพมาถึงศูนย์รับผู้อพยพที่จังหวัดปราจีนบุรีแห่งนี้ ในช่วงค่ำของวันที่ 8 ธันวาคม
ลุงสุริวงศ์เล่าว่า การอพยพรอบนี้มาแบบไม่มีเวลาตั้งตัว พอสัญญาณเตือนให้อพยพ 100% ดังขึ้น ความรู้สึกแรกของลุง คือ รู้สึกตกใจ ก่อนจะเล่าย้อนว่า ในเช้าวันที่ 8 การอพยพในพื้นที่ยังเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป คือ การเอาเด็กและคนแก่ออกจากพื้นที่ก่อน จนกระทั่งสถานการณ์รุนแรงขึ้นจนต้องอพยพทุกคนออกจากหมู่บ้าน เพราะบริเวณหมู่บ้านของพวกเขาเป็นโซนติดแนวปะทะโดยตรง

ในคืนเดียวกันนั้นเอง ป้าสวยกับลุงสุริวงศ์ก็ตัดสินใจออกจากบ้านเช่นกัน โดยทั้งคู่ให้เหตุผลว่า เพราะเสียงปืนดังหนักขึ้นเรื่อย ๆ และสถานการณ์เริ่มชัดว่า อยู่ต่อไม่ได้แล้ว ลุงสุริวงศ์อธิบายภาพที่ได้ยินและรับรู้ในคืนนั้นว่า
“ลูกปืนมันยิงทั้งคืน ของเราก็ยิง ของมันก็ยิงมา ยิงใส่กัน ข้ามไปข้ามมา”
เสียงปืนที่ดังอย่างต่อเนื่องทำให้ไม่มีใครกล้าอยู่บ้านต่อ แต่แม้ตัวของทั้งคู่จะปลอดภัยแต่ทั้งป้าสวยและลุงสุริวงศ์บอกว่า ความกังวลใจของตนอยู่ที่ข้าวที่เพิ่งเก็บเกี่ยวเสร็จ เพราะ อาชีพหลักของป้าสวยกับลุงสุริวงศ์ คือ ทำนาทำไร่ และของพวกเขาเพิ่งผ่านฤดูเก็บเกี่ยวพอดีก่อนเกิดการปะทะ ทำให้แม้ข้าวบางส่วนจะถูกขายไปแล้วแต่ข้าวส่วนใหญ่ยังอยู่ในยุ้ง
การรบปะทะรอบนี้จึงไม่เพียงทำให้ทั้งครอบครัวจะต้องอพยพออกจากบ้านของตัวเอง แต่รายได้ที่จะเป็นความอยู่รอดตลอดปีต่อไปของทั้งครอบครัวยังแขวนอยู่บนเส้นด้ายด้วย
ลุงสุริวงศ์เล่าเพิ่มเติมว่า ตอนนี้ข้าวที่ยังอยู่ในยุ้งต้องฝากให้ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านหรือชรบ. ช่วยดูแลไว้ให้ รวมถึงดูแลสัตว์เลี้ยงที่ไม่สามารถเอามาด้วยได้ครบด้วย

เมื่อถามถึงความรู้สึกต่อการปะทะครั้งนี้ลุงสุริวงศ์ตอบทันทีว่า
“อยากให้จบ” และเขาพูดอย่างชัดเจนว่า คำว่าจบของตนไม่ได้หมายถึงแค่ การรบปะทะจนอีกฝ่ายสิ้นความสามารถในการตอบโต้ทางทหาร แต่หมายรวมถึงการทำให้เขตทับซ้อนชายแดนชัดเจนด้วย
ลุงสุริวงศ์ย้ำว่า ตนอยากเห็นการจัดการแนวชายแดนแบบเด็ดขาด การปักเขตแดนให้ชัดเจนในระยะยาว เพราะ การปะทะที่เกิดขึ้นไม่ได้เพิ่งเกิดแต่เกิดมาแล้วหลายครั้ง โดยเฉพาะปี พ.ศ. 2554 ที่เคยเกิดการปะทะหนักในกรณีเขาพระวิหาร แม้หลังจากนั้นสถานการณ์จะเหมือนเงียบไปเป็นสิบปี แต่สำหรับคนชายแดนความเงียบที่เกิดขึ้นไม่ใช่การจบ แต่คือการรอวันปะทุ เท่านั้น
ความคาดหวังของป้าสวยและลุงสิริวงศ์จึงเป็นการต้องการจุดจบของปัญหาข้อพิพาทชายแดนอย่างแท้จริง เพื่อไม่ให้คนชายแดนต้องตกอยู่ในวงจรการอพยพ กลับบ้าน รอปะทะ แล้วอพยพซ้ำอีก
การอพยพที่เกิดขึ้นครั้งนี้จึงไม่ได้แค่พาคนออกจากบ้านเพียงอย่างเดียว แต่พาทั้ง ‘ชีวิต ความมั่นคง และอนาคต’ ของคนชายแดนออกมาด้วย โดยเฉพาะเกษตรกรที่รายได้ทั้งปีถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ท่ามกลางความหวังเดียวคือ อยากให้ความขัดแย้งชายแดนจบลงอย่างถาวร เพื่อไม่ต้องอพยพซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สุ : ตำบลตาพระยา

ครอบครัวของพี่สุเป็นอีกหนึ่งครอบครัวที่นอกจากจะต้องอพยพออกมาจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตแล้ว พวกเธอยังสูญเสียจังหวะที่ดีที่สุดในการเก็บเกี่ยวผลผลิตด้วย
พี่สุเล่าว่าเธอเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนบ้านทัพเซียม ตำบลตาพระยา โดยโรงเรียนที่เธอสอนอยู่ห่างแนวชายแดนเพียง 4 – 5 กิโลเมตรเท่านั้น แต่แม้พี่สุจะเป็นครูแต่ครอบครัวของเธอก็ยังพึ่งพาอาชีพเกษตรกรรม เพราะสามีของเธอเป็นเกษตรกร ทั้งคู่ปลูกข้าว และปลูกมัน ซึ่งช่วงนี้พวกเธอเพิ่งเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จไป และกำลังจะถึงเวลาถอนมันซึ่งอยู่ในช่วงที่ราคากำลังดี แต่แล้วก้เกิดเหตุการณ์การรบปะทะครั้งที่ 2 นี้ขึ้น
“เราก็ไม่รู้พอมีเหตุการณ์แบบนี้ ทุกอย่างมันชะงักไปหมด” พี่สุว่า ก่อนเล่าเพิ่มว่า ในหมู่บ้านกุดเตยที่พวกเธออยู่ แทบทุกครัวเรือนทำอาชีพเกษตร จึงมีชีวิตคนเป็นร้อยที่ผูกติดอยู่กับไร่นา สวนมันของพี่สุที่ยังไม่ได้ถอนเป็นเพียงหนึ่งในนั้น ทัั้งหมดนี้จึงเหมือนคนชายแดนอย่างพวกเธอต้องเลือกระหว่างชีวิตกับปากท้อง
และในสถานการณ์แบบนี้ เธอก็รู้ดีว่าคงยังถอนไม่ได้ จนกว่าสถานการณ์จะสงบลงและมีการตรวจสอบพื้นที่ว่าปลอดภัยแล้ว ทุกคนถึงจะกลับไปทำไร่ทำสวนตามปกติได้

“ถ้าเราถอนช้ามันก็เสียหาย แต่เรายอมเสียหายได้ เพราะสวนปลูกใหม่ได้” พี่สุว่าอย่างจนใจ
ในช่วงวันแรกของการปะทะ(วันที่ 8) พี่สุเล่าว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนเธอเก็บของไม่ทันจึงต้องพาครอบครัวเข้าไปหลบภัยในบังเกอร์ในหมู่บ้านก่อน แต่คืนนั้นเสียงระเบิดดังไม่หยุด จนกระทั่งในวันที่ 9 สถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรง เธอจึงตัดสินใจพาลูกสาวทั้งสองคนออกจากพื้นที่ในตอนเย็นของวันนั้น
ปัจจุบันในหมู่บ้านเดียวกันกับพี่สุ ชาวบ้านอพยพออกไปเกือบทั้งหมดแล้ว เหลือเพียงผู้ใหญ่บ้าน และชุด ชรบ. ซึ่งสามีพี่สุเป็นหนึ่งในนั้น ในฐานะชุด ชรบ. สามีพี่สุยังต้องปฏิบัติหน้าที่ในหมู่บ้าน
เพื่อป้องกันการโจรกรรมเพราะมีข้าวเปลือกจำนวนมากของชาวบ้านที่เพิ่งถูกเก็บเกี่ยวถูกทิ้งไว้ในยุ้ง
พี่สุเล่าว่า“ชาวบ้านเขาก็ไม่ได้อยากทิ้งบ้านไปไหน เพราะห่วงข้าวในยุ้ง ห่วงวัว ห่วงหมา ห่วงแมว ห่วงข้าวของ โดยเฉพาะเมื่อเริ่มมีข่าวจากหมู่บ้านใกล้เคียงว่ามีการขโมยข้าวเปลือกเกิดขึ้น”
ในฐานะหัวอกเดียวกันสิ่งที่ชาวบ้านกังวลที่สุดคือ การที่ทุกคนไม่รู้ว่าจะต้องอพยพนานแค่ไหน เพราะทุกคนอยากกลับบ้าน อยากกลับไปใช้ชีวิตปกติ อยากกลับไปทำสวน ถอนมัน เก็บเกี่ยวผลผลิต โดยไม่ต้องอยู่กับความหวาดระแวง
“ที่ผ่านมาชาวบ้านกลัวตลอด กลัวว่าเวลาลงสวนจะมีลูกระเบิดยิงมาตก เพราะบ้านเราอยู่ติดชายแดนจริง ๆ”
ในตอนนี้ความหวังเดียวของพี่สุและชาวบ้านคือ เรื่องพื้นฐานที่สุดอย่าง หลังจากทุกอย่างสงบลง
พวกเขาจะได้กลับไปใช้ชีวิตปกติอีกครั้ง
แรงงานรับจ้างหญิง 4 – 5 คน จากอำเภอคลองหาด อำเภออรัญประเทศ

ในวันที่มีการแจ้งเตือน ตอนนั้นพวกเธอยังทำงานรับจ้างตามปกติอยู่ในหมู่บ้าน โดยความรู้สึกแรก คือ ตกใจและตื่นกลัวไปหมด
“ ไม่รู้ว่าจะต้องไปอยู่ที่ไหน ไม่รู้จักศูนย์อพยพ ไม่รู้เส้นทาง ในหัวมีแต่ความห่วง ห่วงข้าว ห่วงของ ห่วงบ้าน มันเหมือนคนตกประหม่า คิดอะไรไม่ออก” พี่คนนึงบอก
ในช่วงแรกบางคนจึงยังไม่อพยพ จนกระทั่งได้ยินเสียงบึ้มบ้ำจากแนวปะทะ
ถึงเริ่มพากันออกมา บางครอบครัวเตรียมของไว้ล่วงหน้า บางคนยังไม่ได้แกะของออกจากลังตั้งแต่การปะทะรอบก่อน แต่ก็มีอีกหลายคนที่เก็บของไม่ทัน
พวกเธอทั้งหมดอพยพออกมาจากหมู่บ้านเดียวกัน โดยมีรถของคนในชุมชนไปส่งและมีรถจากพื้นที่ปลายทางมารับ ก่อนจะได้มาอาศัยพักและทานอาหารที่ศูนย์อพยพที่ตำบลกรอกสมบูรณ์แห่งนี้ โดยไปอาศัยนอนอยู่ในไซส์ก่อสร้างใกล้ๆ กัน เพราะมีญาติพี่น้องที่ทำงานที่นี้มาก่อน จึงพอมีที่พึ่งทางใจและทางกายได้ ไม่อย่างนั้นพวกเธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้องไปพักพิงที่ไหน
เมื่อถามถึงการปะทะชายแดนครั้งนี้ คำตอบจากกลุ่มแรงงานรับจ้างตรงกันคืออยากให้มันจบ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
“ไม่อยากอพยพอีกแล้ว อยากทำมาหากิน” เพราะสำหรับแรงงานอย่างพวกเธอ การอพยพคือ การขาดโอกาสทำงาน ซึ่งหมายรวมถึงการหยุดรายได้ทันที ไม่ใช่แค่ย้ายที่อยู่ ทั้งยังรวมถึงความเสี่ยงในการหางานในอนาคตที่พวกเธอต้องแบกรับไว้

นอกจากนั้นอีกหนึ่งความกังวลของพวกเธอคือ กรณีล่าสุดที่ฝั่งไทยเปิดด่านให้คนกัมพูชากลับประเทศ
แต่ฝั่งโน้นไม่เปิดให้คนไทยกลับ
“ลูกหลานก็ยังออกมาไม่ได้ ที่ไปทำงานอยู่ฝั่งโน้น” หนึ่งในกลุ่มรับจ้างพูดขึ้นก่อนขยายความว่า พ่อแม่ของลูกหลานที่ยังติดอยู่ฝั่งกัมพูชาต่างเป็นห่วงเพราะไม่รู้ว่าสถานการณ์จะพลิกผันเมื่อไร
ซึ่งพวกเธอจึงมองว่า การจัดการของรัฐบาลยังไม่ดีพอ โดยเฉพาะเรื่องการยุบสภาในช่วงนี้ พวกเธอมองว่ามันไม่ควรเกิดขึ้น
“มันไม่น่ายุบเน๊อะ เหมือนทิ้งประชาชน ทิ้งทวนไปเลย” หนึ่งในแรงงานรับจ้างว่าในสายตาคนทำงานรับจ้างรัฐบาลควรอยู่จัดการปัญหาให้จบก่อน ไม่ใช่ทิ้งภาระไว้กลางวิกฤต แต่ในอีกด้านหนึ่งบางคนก็มองว่า การยุบสภาอาจทำให้ทหารจัดการได้เต็มที่ขึ้น
และหวังว่าอย่างน้อยจากการสูญเสียที่เกิดขึ้นก็ขอให้สถานการณ์การรบปะทะครั้งนี้จบจริง ๆ
เมื่อถามถึงทางออกของการปะทะเสียงจากพี่ๆ รับจ้างตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า
“ก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุด” พวกเธอเชื่อว่าถ้ายอมวันนี้ ปัญหาจะกลับมาอีกเหมือนที่เคยเกิดเป็นระลอกๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
สุดท้ายความหวังของพวกเธอไม่ซับซ้อน ขอเพียงแค่ได้กลับบ้าน ได้ทำงานและไม่ต้องอพยพอีกก็พอ
ป้าแต๋ว : ตำบลป่าไร่

ป้าแต๋วเป็นเกษตรกร เธออพยพออกมาจากพื้นที่ตำบลป่าไร่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว และได้พาสุนัขพันธุ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ชื่อ ชิโร่ วัยเกือบ 5 ขวบ ออกมาด้วย 1 ตัว
ป้าแต๋วเล่าว่าเธอและชิโร่ออกจากบ้านมาตั้งแต่วันที่ 8 ตอนออกมาพวกเธอยังไม่ได้ยินเสียงปืนหรือเสียงระเบิดใดๆ จึงทำให้เจ้าชิโร่ไม่ได้ตื่นกลัว
ชีวิตปกติของป้าแต๋วคือ การทำไร่ ทำสวน อยู่กับนากับอ้อยและกับสัตว์เลี้ยง
เมื่อเกิดการปะทะ สิ่งที่คิดถึงไม่ใช่แค่ตัวเองแต่คือ เหล่าสัตว์เลี้ยงของเธอ เพราะนอกจากชิโร่แล้ว ที่บ้านของป้าแต๋วยังมีสุนัขอีก 4 ตัว แต่ป้าแต๋วเลือกพาชิโร่มาเพียงตัวเดียว เพราะชิโร่เป็นหมาที่ขี้กลัวที่สุด ส่วนอีกสี่ตัวเป็นหมาไทยที่คุ้นเคยพื้นที่มากกว่า
“ถ้าปล่อยไว้ที่บ้าน เขาจะกลัว” ป้าแต๋วว่า
นอกจากนั้นอีกความห่วงที่หนักไม่แพ้กัน คือ ลูกชายที่เป็นทหาร ซึ่งตอนนี้ประจำการอยู่ที่หนองหญ้าแก้ว แต่โชคดีที่ตอนนี้เธอยังได้ติดต่อและพูดคุยกับลูกชายได้เป็นระยะ
สำหรับป้าแต๋วการอพยพครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ย้อนกลับไปช่วงการปะทะเดือนกรกฎาคม
เธอเคยอพยพไปอยู่บ้านลูกเขยที่พนมสารคามมาแล้วครั้งหนึ่ง ป้าแต๋วเล่าย้อนว่ารอบนั้นเธอรู้สึกว่ายังไม่หนัก เพราะพื้นที่ใกล้บ้านเธอไม่ได้มีเสียงปืน แต่รอบนี้ต่างออกไป
“ตอนนี้ยิงข้ามหลังคาบ้านไปมา น่ากลัว กลัวมาก”

สำหรับรอบนี้ป้าแต๋วเลือกมาอยู่ที่ศูนย์รับผู้อพยพที่ตำบลกรอกสมบูรณ์แห่งนี้เพราะหนึ่งเธออยากอยู่กับเพื่อนๆ จากหมู่บ้านที่อพยพมาด้วยกันและสองคือ เธอไม่รู้ว่าการอพยพรอบนี้จะยาวนานยืดเยื้อแค่ไหน
ชีวิตของชิโร่ที่ต้องปรับตัวกับศุนย์อพยพจึงเริ่มขึ้น อย่างแรกด้วยความที่ชิโร่เป็นหมาตัวใหญ่เวลาเข้าไปนอนในศูนย์อพยพ ป้าแต๋วจึงมักเลือกนอนริม ๆ เพื่อไม่ให้รบกวนคนอื่น แต่เมื่อคืนฝนตก เธอเลยพาชิโร่เข้าไปอยู่ใกล้ประตู เพราะกลัวว่าหมาจะป่วย
เมื่อมาอยู่ศูนย์อพยพใหม่ ๆ ป้าแต๋วสังเกตว่าชิโร่ เหงาและตกใจ เพราะไม่มีเพื่อนๆ คนเยอะ และเสียงดัง เธอเห็นว่า
“คืนแรกเขานอนไม่ค่อยหลับ ลุก ๆ นั่ง ๆ ตลอดคืน”
โชคดีที่ศูนย์อพยพแห่งนี้มีพื้นที่ป่ามีต้นไม้ มีพื้นดิน และอากาศไม่ร้อนมาก ในตอนกลางวัน ป้าแต๋วจึงผูกชิโร่ไว้ใต้ต้นไม้ให้เขาได้อยู่ในร่มและแยกออกมาจากความวุ่นวายของคนจำนวนมาก
เมื่อถามถึงการจัดการของรัฐบาล ป้าแต๋วไม่ได้ให้ความเห็นเชิงวิเคราะห์ เธอพูดตรงไปตรงมาว่าไม่รู้และบอกว่า การอยู่ชายแดนที่ไม่สงบทำให้การใช้ชีวิตประจำวันแทบเป็นไปไม่ได้ ตอนนี้ชาวบ้านจำนวนมากต้องหนีออกจากบ้านของตัวเอง ต้องทิ้งหมู ทิ้งหมา ทิ้งไก่ ทิ้งบ้าน ทิ้งไร่โดยไม่รู้ว่าจะได้กลับเมื่อไร
สำหรับป้าแต๋วความหวังเดียวของเธอจึงไม่ได้แตกต่างกับผู้อพยพคนอื่นๆ นั่นคือ ขอให้ทุกอย่างจบลงเร็วที่สุด เพื่อจะได้กลับไปตัดอ้อย กลับไปใช้ชีวิตธรรมดา และไม่ต้องพาชิโร่อพยพอีก



