/

ตะวันออกก็มีชนพื้นเมือง ชวนรู้จัก ชอง กะซอง และซำเร 3 กลุ่มชนพื้นเมืองในภาคตะวันออก

ถ้าจะให้นึกถึงอะไรๆ ที่อยู่ในนามของความเป็นภาคตะวันออก หลายคนอาจจะนึกถึงท้องทะเลสีฟ้า หาดทรายที่ทอดยาว อาหารทะเลที่สดใหม่ ผลไม้หลากหลายชนิด 

หรือบางคนก็อาจจะนึกถึงการเป็นแหล่งที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มีโรงไฟฟ้า มีคลังเก็บน้ำมัน และมีโรงงานขนาดน้อยใหญ่จำนวนมากมาย

แล้วเคยสงสัยกันไหมว่านอกเหนือไปจากสิ่งเหล่านี้แล้ว ยังมีอะไรที่อยู่ในนามของความเป็นภาคตะวันออกอีกบ้าง? 

สำหรับเรา คำตอบนั้นคือ ‘ผู้คน’ โดยเฉพาะผู้คนที่ตั้งถิ่นที่อยู่อาศัยในภาคตะวันออกมาอย่างยาวนาน

และเนื่องในโอกาส ‘วันสากลว่าด้วยชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมของโลก’ หรือ International Day of the World’s Indigenous Peoples และ ‘วันชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย’ ซึ่งตรงกับวันที่ 9 สิงหาคมของทุกปี เราขอเล่าสู่กันฟังในเรื่องราวของผู้คนที่เรียกตนเองว่า ชอง กะซอง และ ซำเร  ผู้คนที่ได้ชื่อว่าเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิมแห่งภาคตะวันออก 

แต่ก่อนที่จะไปถึงตรงนั้น ขอได้ขยายความไว้ให้พอหอมปากหอมคอนิดหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องของชนเผ่าพื้นเมืองและวันชนเผ่าพื้นเมืองฯ  เพราะนี่อาจไม่ใช่คำที่ผู้คนส่วนใหญ่คุ้นชินกันมากนัก

ว่าด้วยชนเผ่าพื้นเมือง และที่มาของวันชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย

คำว่า ชนเผ่าพื้นเมือง (Indigenous Peoples) มีความหมายถึงกลุ่มคนที่ในพื้นที่นั้นๆ มาเป็นเวลานาน เป็นกลุ่มคนที่มีวัฒนธรรม ภาษา และประเพณีเป็นของตนเอง พวกเขาจะมีความผูกพันกับผืนดิน ทรัพยากร และมักมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ยาวนานก่อนการเข้ามาของกลุ่มประชากรอื่นๆ หรือก่อนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในพื้นที่นั้นๆ 

ปัจจุบันถือกันว่าชนเผ่าพื้นเมืองเป็นคำที่มีความหมายต่างออกไปจากคำว่า ‘ชาติพันธุ์’ ด้วยเหตุผลที่ว่านิยามชาติพันธุ์เป็นการมองหาลักษณะร่วมที่เหมือนกัน แต่ไม่พูดถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจ แต่ถ้าเป็นนิยามชนเผ่าพื้นเมือง ชนเผ่าพื้นเมืองก็เป็นกลุ่มชาติพันธุ์เหมือนกัน แต่ว่ามีลักษณะความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่พวกเขาอยู่ในสังคมใหญ่ในลักษณะที่ด้อยกว่า ไม่เท่าเทียมกับกลุ่มใหญ่ๆ ในสังคม 

ซึ่งชนเผ่าพื้นเมืองที่มีอยู่ในภาคตะวันออกก็ได้แก่ผู้คนในกลุ่มชอง กะซอง และซำเร นั่นเอง  

ส่วน ‘วันชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย’ ก็เป็นวันที่รับอิทธิพลต่อมจาก ‘วันสากลว่าด้วยชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมของโลก’ ซึ่งตรงกับวันที่ 9 สิงหาคมของทุกปี  เป็นวันที่สืบเนื่องมาจากการที่สหประชาชาติประกาศให้มีวันสากลของชนเผ่าพื้นเมืองโลก ในปี พ.ศ. 2537 ทั้งนี้ก็เพื่อการสร้างความตระหนักในความสำคัญ และเรียกร้องให้มีการยอมรับ การคุ้มครองสิทธิ และการส่งเสริมวิถีชีวิตของชนเผ่าพื้นเมือง 

นับแต่นั้นเป็นต้นมา ในทุกๆ วันที่ 9 สิงหาคม หลายประเทศทั่วโลกก็จะมีการจัดงานเฉลิมฉลองในภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมในพื้นที่ต่างๆ รวมทั้งได้มีการสร้างพื้นที่สนทนาที่ว่าด้วยตัวตน การมีอยู่ ตลอดจนปัญหาที่ชนเผ่าพื้นเมืองกำลังเผชิญอยู่ในบริบทปัจจุบัน ซึ่งในปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2566) สภาชนเผ่าพื้นเมืองประเทศไทย (สชพ.) และศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ ก็ได้จัดงานกิจกรรมรณรงค์และเฉลิมฉลองเนื่องในวันสากลชนเผ่าพื้นเมืองโลกและวันชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยขึ้นเช่นกัน

ชอง

ชาวชอง หรือคนชอง เป็นกลุ่มชนพื้นเมืองดั้งเดิมที่มีหลักฐานการตั้งฐานถิ่นอยู่ในภาคตะวันออกมาอย่างยาวนาน โดยจะตั้งถิ่นฐานอยู่ในแถบ 4 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี และตราด 

ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี โดยส่วนมากชาวชองจะอาศัยอยู่ในบริเวณเขาสอยดาวเหนือ   และจะอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นในตำบลตะเคียนทองและตำบลคลองพลู อำเภอเขาคิชฌกูฎ ส่วนในจังหวัดตราด ชาวชองจะอาศัยอยู่ที่บ้านคลองแสง บ้านด่านชุมพล และบ้านปะเดา อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ข้อมูลการสำรวจภายใต้โครงการแผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทยของมหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ชาวชองในประเทศไทยมีประชากรประมาณ 4,000 คน

ชาวชองในปัจจุบัน

ที่มาภาพ LangArchive-TH

 

มีข้อมูลว่าช่วงก่อนปี พ.ศ. 2500 ระบบเศรษฐกิจของชาวชองเป็นการเกษตรแบบยังชีพเป็นหลัก คือ ปลูกข้าวเพื่อเลี้ยงครอบครัวไม่ใช่เพื่อการค้า แต่ก็มีบ้างที่เป็นการผลูกเพื่อขาย เช่น การปลูกกระวาน แต่ปัจจุบัน วิถีการดำรงชีพของชาวชองมีความหลากหลายมากขึ้น มีชาวชองบางส่วนได้เปลี่ยนมาการทำเกษตรเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะการทำสวนผลไม้ เช่น ทุเรียน มังคุด และเงาะ ขณะที่บางส่วนก็มีกลายมามีวิถีการดำรงชีพเช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่ในสังคม

การเล่นผีหิ้งของชาวชอง

ที่มาภาพ กรมศิปากร หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี

แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งที่เลื่องลือและรับรู้กันโดยทั่วไปเกี่ยวกับคนชองคือ ผู้คนกลุ่มนี้มีความเชี่ยวชาญอย่างมากในการปลูกพืชสมุนไพรพื้นถิ่นของภาคตะวันออกอย่าง เร่ว กระวาน และไม้กฤษณา ซึ่งในปัจจุบันก็ดูเหมือนว่าจะยังมีการพยายามสืบทอดภูมิปัญหาเหล่านี้เอาไว้ไม่ให้สูญหายไป เช่นเดียวการพยายามรักษาไว้ซึ่งระบบคิดทางสังคม ศาสนา และความเชื่อที่เป็นเอกลักษณ์ขอชาวชองที่ผสมผสานกันระหว่างศาสนาผี พุทธ และพราหมณ์ 

ปัจจุบัน สถานการณ์ของชาวชองเรียกได้ว่าอยู่ในสภาวะที่ใกล้จะสูญหายในทางวัฒนธรรม ซึ่งหมายถึงการที่ลูกหลานหรือผู้สืบเชื้อสายของคนกลุ่มนี้ยังคงมีอยู่ หากแต่สิ่งที่ถือเป็นภูมิปัญญา ประเพณี วัฒนธรรม ตลอดจนภาษา กำลังจะสูญหายไป

ลุงเฉิน ผันฉาย ชาวชอง ผู้นำในการฟื้นฟูภาษาและวัฒนธรรมชอง

ที่มาภาพ กรมศิปากร หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี

กะซอง

กะซอง หรือบ้างก็เรียกกันว่า ‘ชองของตราด’ เป็นกลุ่มชนเผ่าดั้งเดิมคนดั้งเดิมที่ตั้งถิ่นฐานในแถบจังหวัดตราด บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา เป็นกลุ่มมีความเชื่อผสมผสานกันทั้งพุทธและผี โดยจะเชื่อว่ามีผีดี หรือ ‘ผีขมุก’ เป็นผีบรรพบุรุษ ซึ่งต้องเซ่นไหว้เมื่อมีพิธีกรรมสำคัญๆ เช่น พิธีแต่งงานของลูกสาวหรือหลานสาวในบ้าน หากกระทำผิดผีต้องมีการเซ่นไหว้เพื่อขอขมาลาโทษ และผีร้าย หรือ ‘ผีแม่มด’ ที่ก็จะต้องมีประเพณีการเซ่นไหว้ผีเช่นกัน เพื่อป้องกันเภทภัยต่างๆ

การประกอบพิธีกรรมของชาวกะซอง

ที่มาภาพ ศูนย์มนุษยวิทยา สิรินธร (องค์การมหาชน)

ในอดีต ครอบครัวของชาวกะซองจะมีลักษณะเป็นครอบครัวขยาย และจะแต่งงานข้ามสายตระกูลไปมาภายในหมู่บ้าน แต่ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปเป็นรูปแบบครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น รวมทั้งมีการแต่งงานกับคนภายนอกหมู่บ้านมากขึ้นด้วย ทั้งชาวซำเร ชาวไทย และอื่นๆ

ในด้านอาชีพ ชาวกะซองเองก็ดำรงวิถีชีวิคล้ายคลึงกับชาวชอง คือทำการเกษตรเพื่อบริโภคกันเอง เก็บของป่า และล่าสัตว์ แต่ปัจจุบัน ประชากรชาวกะซองส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่เน้นเชิงพานิชย์มากขึ้น เช่น ปลูกยางพารา สับปะรด สวนผลไม้ และทำนา ทั้งเพื่อบริโภคในครัวเรือนและเพื่อขาย รวมทั้งมีอาชีพเสริมอื่นๆ ด้วย เช่น อาชีพรับจ้าง และเก็บของป่าในช่วงฤดูแล้ง

สวนยางพาราของชาวกะซอง บ้านคลองแสง ตำบลด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด

ที่มาภาพ ศูนย์มนุษยวิทยา สิรินธร (องค์การมหาชน)

ชาวกะซองถือเป็นกลุ่มคนมีความเชื่อเกี่ยวกับผีดีและผีร้าย โดยผีดี หรือ ‘ผีขมุก’ เป็นผีบรรพบุรุษ มักจะมีการเซ่นไหว้เมื่อมีพิธีกรรมสำคัญๆ เช่น พิธีแต่งงานของลูกสาวหรือหลานสาวในบ้าน หากกระทำผิดผีต้องมีการเซ่นไหว้เพื่อขอขมาลาโทษ ส่วนผีร้าย หรือ ‘ผีแม่มด’ จะมีประเพณีการเซ่นไหว้ผีแม่มดในช่วงเดือน 3 ของทุกปี

ผู้สูงวัยชาวกะซอง นิยมกินหมากทั้งหญิงและชาย

ที่มาภาพ ศูนย์มนุษยวิทยา สิรินธร (องค์การมหาชน)

นอกเหนือไปจากนี้ ชาวกะซองยังเป็นอีกหนึ่งกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมของภาคตะวันออก ที่มีวัฒนธรรมและภาษาพูดเป็นของตนเองด้วย แต่ทว่าสถานการณ์ทางภาษาของชาวกะซองอยู่ในภาวะวิกฤติที่เสี่ยงต่อการสูญหาย ไม่ต่างจากกลุ่มชาวชองที่จันทบุรี เนื่องจากผู้ที่สามารถใช้ภาษากะซองได้มีจำนวนน้อยและมักเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ

ซำเร

ซำเร หรือสำเหร หรือซำแร เป็นกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองของภาคตะวันออกที่ตั้งถิ่นอาศัยอยู่ในแถบจังหวัดตราด ในบริเวณชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา มีข้อมูลว่าในยุคที่เขมรแดงเรืองอำนาจ ชาวซำเรถูกรุกไล่ ทารุณกรรม และเอารัดเอาเปรียบ จึงต้องเดินทางอพยพออกจากชุมชนกระจัดกระจายกันไปหลายทิศทาง โดยในส่วนของประเทไศทยพบว่า ซำเรอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าทางภาคตะวันออกในเขตอำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด และอีกส่วนหนึ่งในเขตจังหวัดฉะเชิงเทรา 

ชาวซำเรหลากหลายรุ่น

ที่มาภาพ ศูนย์มนุษยวิทยา สิรินธร (องค์การมหาชน)

ชาวซำเรอาศัยปะปนกับคนไทยท้องถิ่น ชาวชอง และชาวกะซอง ทำให้เกิดการกลืนกลายทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะด้านภาษา ซึ่งทำให้คนซำเรรุ่นใหม่ไม่สามารถพูดภาษาซำเรได้ แต่ถึงอย่างนั้น ในปัจจุบันชาวซำเรยังคงรักษาความเชื่อเรื่องผีเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ยังมีการปฏิบัติตามพิธีกรรมในชีวิตประจำวันอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะพิธีสำคัญ อย่างการเล่นผีแม่มด ที่จะเล่นกันในช่วงเดือนสามตามปฏิทินจันทรคติ ถือเป็นพิธีกรรมเพื่อปัดเป่าความเจ็บป่วย และเป็นเทศกาลที่ชาวซำเรจะได้มาพบปะและร่วมสนุกรื่นเริงด้วยกัน

ในปัจจุบัน ชาวซำเรส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพทำการเกษตร รับจ้างทำสวนปาล์ม รับจ้างเพาะพันธุ์กล้าไม้กฤษณา สวนยางพารา บางคนออกไปทำงานรับจ้างเป็นแรงงานในสวนมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะประกอบอาชีพรับราชการครู หรือเป็นเจ้าของกิจการ 

การทำเครื่องจักรสานของชาวซำเร

ที่มาภาพ ศูนย์มนุษยวิทยา สิรินธร (องค์การมหาชน)

นอกเหนือไปจากนี้แล้ว ชาวซำเรในชุมชนยังมีรายได้จากการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในการสร้างผลิตภัณฑ์เครื่องจักสานจากกลุ่มภายใต้ชื่อกลุ่ม วิสาหกิจชุมชนจักสานบ้านคลองโอน ด้วย โดยผลิตภัณฑ์จักสานของกลุ่มนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘คลุ้มเงินคลุ้มทอง’ นั่นเอง

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เรื่องราวทั้งหมดของคนชน กะซอง และซำเร เพราะการดำรงอยู่ในภาคตะวันออกที่ยาวนานสืบกันติดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน ย่อมทิ้งร่องรอยและลายละเอียดในมิติต่างๆ ของทั้งสามกลุ่มคนเอาไว้เป็นจำนวนมาก หากแต่ด้วยข้อจำกัดด้านเวลาทำให้เราไม่สามารถที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังแบบละเอียดยิบได้ 

แต่ถึงอย่างนั้นก็หวังว่าทั้งหมดที่นำมาเล่าสู่กันฟังนี้ จะทำให้ผู้อ่านได้ตระหนักถึงการมีอยู่ของทั้ง 3 กลุ่มชนเผ่าดั้งเดิมแห่งภาคตะวันออกได้บ้าง ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ทั้งคนชอง กะซอง และซำเร ต่างตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อความสูญหายทางวัฒนธรรมด้วยกันทั้งสิ้น

.

อ้างอิงจาก

ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย

วันสากลของชนเผ่าพื้นเมืองโลก

ชาติพันธุ์ ≠ ชนเผ่าพื้นเมือง ชาติพันธุ์คือใครแล้วทำไมต้องชนเผ่าพื้นเมือง

ชอง

กะซอง

ซำเร

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR