สำหรับใครได้สัญจรไปมาระหว่างแต่ละจังหวัดของภาคตะวันออก โดยเฉพาะใน 4 จังหวัดตอนล่างของภูมิภาคที่เป็นชายฝั่งทะเล ไล่มาตั้งแต่ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ก็อาจจะพอสังเกตุเห็นได้ว่าหลายๆ พื้นที่ของจังหวัดเหล่านี้มีสถานที่ที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า ‘แหลม’ อยู่มากมาย เป็นต้นว่า แหลมฉบัง แหลมบาลีฮาย แหลมแม่พิมพ์ แหลมหญ้า แหลมสิงห์ หรือแหลมงอบ
แต่แล้วเคยสงสัยกันหรือไม่ว่า ‘แหลม’ หมายถึงอะไร และทำไมสถานที่เหล่านั้นจึงมีชื่อขึ้นต้นคือคำว่าแหลมเช่นเดียวกัน?
ในบทความชิ้นแรกของคอลัมน์ ‘นามเมืองเบื้องตะวันออก’ เราขอชวนมาไขข้อสงสัยนี้ไปด้วยกัน พร้อมกันนั้นเราอยากจะขอชวนมาสืบสาวไปให้ถึงประวัติความเป็นมา ที่มาที่ไป หรือความหมายในแต่ละชื่อแหลมที่น่าสนใจด้วย
ว่าด้วยแหลม
เริ่มต้นกันที่คำว่าแหลม เหตุที่ชื่อเรียกหลายๆ สถานที่ในภาคตะวันออก แม้จะอยู่กันละคนจังหวัดต่างมีคำว่าแหลมนำหน้านั้น ก็เพราะว่าสถานที่แห่งนั้นมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่แหลมยื่นเข้าไปในทะเล จึงกลายเป็นที่มาของชื่อเรียก เพื่อบ่งบอกว่าสถานที่นั้นๆ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นอย่างไรนั่นเอง
เพราะในทางภูมิศาสตร์ คำว่า แหลม หมายถึง แผ่นดินที่มีลักษณะแหลมยื่นลงไปในทะเล โดยส่วนที่ยื่นลงไปนั้นเป็นได้ทั้งหาดทรายและภูเขา ซึ่งในภาคตะวันออกของเราก็ปรากฏว่ามีแหลมทั้ง 2 ลักษณะ เช่น แหลมแม่พิมพ์ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นหาดทรายแหลม และแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นภูเขาหิน
และจากการทดลองไล่ดูตามแผนที่ของภาคตะวันออก พบว่ามีสถานที่ซึ่งมีชื่อขึ้นต้นว่าแหลมปรากฏอยู่ใน 4 จังหวัด คือ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด โดยชลบุรีถือเป็นจังหวัดที่มีแหลมมากที่สุดคือ 8 แห่ง ได้แก่ แหลมแท่น บางแสน, แหลมฉบัง, แหลมงู, แหลมถ้ำพัง, แหลมสีชัง, แหลมเขาขาด, แหลมบาลีฮาย พัทยา และแหลมปู่เจ้า
รองลงมาคือระยอง ซึ่งมีด้วยกัน 7 แหลม คือ แหลมเจริญ, แหลมรุ่งเรือง, แหลมหญ้า, หัวแหลมปากคลองแกลง, แหลมแม่พิมพ์, แหลมเตย และแหลมกุด บนเกาเสม็ด
ในส่วนของตราด จังหวัดที่อยู่สุดเขตปลายแดนของภาคตะวันออกก็มีอยู่ด้วยกัน 4 แหลม คือแหลมงอบ, แหลมกลัด, แหลมมะขาม และแหลมศอก
และสุดท้ายคือจันทบุรีที่มีแหลมอยู่ 3 แห่งคือบ้านหัวแหลม เจดีย์กลางน้ำ, แหลมเสด็จ และแหลมสิงห์
เมื่อนับรวมกันทั้ง 4 จังหวัดดังกล่าวแล้ว พบว่าภาคตะวันออกของเรามีแหลมอยู่มากถึง 32 แห่งเลยทีเดียว และในทั้งหมดนี้ก็ปรากฏอยู่หลายแห่งที่มีชื่อเสียงเรียงนามอันน่าสนใจ เหมาะแก่การสืบสาวไปถึงประวัติความเป็นมาของชื่อนั้นๆ เพื่อให้รู้จักและเข้าใจเกี่ยวกับแหลมแห่งนั้นมากยิ่งไปกว่าการเป็นพื้นที่ที่มีลักษณะแหลมยื่นเขาไปในทะเล
1.
แหลมแท่น บางแสน ชลบุรี
เพราะคือหนึ่งในจังหวัดโซนล่างของภาคตะวันออก ชลบุรีจึงมีพื้นที่ที่เป็นแหลมอยู่หลายแห่ง และหนึ่งในนั้นคือ ‘แหลมแท่น’ ซึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัด คือหาดบางแสนและหาดวอนนภา หรือหลายๆ คนที่อยู่นอกพื้นที่ก็อาจะรู้จักสถานที่แห่งนี้งานบางแสน กรังด์ปรีซ์ (Bangsaen Grand Prix) งานแข่งรถริมทะเลที่ดังทั้งชื่อและเสียง ซึ่งจัดกันทุกปีโดยใช้ถนนเลียบหาดบางแสน – แหลมแท่น – เขาสามมุข ซึ่งเป็นถนนเดียวกับที่ผู้คนแถวนั้นในสัญจรไปมาเป็นสนามแข่งนั่นเอง
ในหนังสือ ปกิณกะวัฒนธรรมชลบุรี โดย สำนักวัฒนธรรมจังหวัดชลบุรี บันทึกไว้ว่าในอดีตเขาแหลมแท่นเป็น่า มีสัตว์ป่าชุกชุม แต่ก็มีผู้คนอาศัยอยู่เช่นกัน โดยชาวบ้านจะทำอาชีพประมงเป็นส่วนใหญ่ โดยจะนำปลาที่หาได้ไปขายที่หนองมน แล้วในขากลับก็มักจะซื้อข้าวสารและถ่านกลับมาด้วย ขณะที่ผู้หญิงบางส่วนก็ทอผ้า ทั้งเพื่อการค้าขายและเพื่อนุ่งห่มกันเองภายในครัวเรือน ก่อนที่ต่อมาจะเริ่มกิจการนำหินมาสกัดเป้นของใช้ในครัวเรือน ทั้งครก สาก และโม่
สำหรับชื่อของแหลมแท่น มีปรากฏบันทึกอยู่ในเอกสารทางประวัติศาสตร์ช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ระบุว่าเมื่อราวปี พ.ศ. 2449 เจ้าดารารัศมี พระราชชายาองค์หนึ่งในรัชกาลที่ 5 ได้เสด็จรักษาตัวที่ค่ายหลวงอ่างศิลา และได้มาประพาสแหลมหินที่อยู่ไม่ไกลกัน เมื่อมาถึงแล้วทรงเห็นว่ามีแท่นศิลาขนาดใหญ่ตั้งโดดเด่นอยู่ จึงให้ประทานนามให้ว่า ‘แหลมแท่น’

นอกเหนือจากไปที่มาของชื่อแล้ว ความน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของแหลมแท่นที่อยากเล่าให้ฟังก็คือว่าที่นี่คือจุดกำเนิดขององค์กรนานาชาติที่เราคุ้นชื่อกันดีแต่อาจจะยังไม่คุ้นชินนักกับบทบาทการทำงาน นั่นก็คือ ‘สมาคมอาเซียน’ โดยที่มาที่ของการใช้สถานที่แหลมแท่นเป็นที่กำเนิดองค์กรดังกล่าวก็เนื่องมาจากความสำคัญของพื้นที่ที่ได้รับการขนานนามกันภายในหมู่ชนชั้นนำมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เรื่อยมาจนภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475
เรื่องมันมีอยู่ว่าแหลมแท่นเป็นสถานที่โปรดปรานของชนชั้นนำตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่มักจะมาประทับที่ค่ายหลวงอ่างศิลา ต่อมาสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี หรือเมื่อราวปี พ.ศ. 2497 ก็มีโครงการสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กเชื่อมจากแหล่มแท่นยื่นเข้าไปในทะเล โดยตรงปลายสะพานก็มีบาร์นามว่า ‘บาร์แหลมแท่น’ ทั้งความงามของทิวทัศน์และบาร์ดังกล่าวก็ได้ดึงดูดผู้คนจำนวนมากให้มาเยือน และทำให้ในห้วงยามหนึ่ง ‘บางแสน’ คือนิยามของการไปเที่ยวทะเล
และในราวปี พ.ศ. 2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำรัฐประหารยึดอำนาจจากจอมพล ป. ก็ได้สร้างบ้านพักตากอากาศ หรือบ้านพักรับรองขึ้นมากมายในหลายจังหวัด หนึ่งในนั้นคือ ‘บ้านแหลมแท่น’ ที่ได้กลายเป็นที่พักรักษาตัวก่อนที่จะถึงแก่อสัญกรรม ซึ่งภายหลังรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ยึดไปบ้านไปเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน และใช้เป็นบ้านพักรับรองโดยให้อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และในปี พ.ศ. 2510 ดร.ถนัด คอมันตร์ ก็ได้ชวนผู้นำจาก 4 ประเทศ คือมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ มาประชุมหารือและกำหนดแนวทางเพื่อการจัดตั้งสมาคมขึ้น โดยเลือกใช้บ้านพักรับรองแหลมแท่นเป็นที่ประชุม พร้อมกับได้จัดทำเอกสารข้อตกลงร่วมกัน เรียกว่า ‘Spirit of Bangsaen’ หรือ ‘จิตวิญญาณแห่งบางแสน’ ที่เป็นต้นตอของการลงนามปฏิญญาก่อตั้งอาเซียน ที่รู้จักกันในชื่อ ‘ปฏิญญากรุงเทพ (Bangkok Declaration) หรือ ‘ปฏิญญาอาเซียน’ (ASEAN Declaration)

2.
แหลมฉบัง ศรีราชา ชลบุรี
ตามประวัติที่มีการบันทึกและบอกเล่ากันสืบต่อมา ชื่อเรียกแหลมฉบังเพี้ยนมาจาก ‘แหลมกำบัง’ ซึ่งเป็นชื่อที่นักเดินเรือใช้เรียกกันมาตั้งแต่อดีต เพราะแหลมแห่งนี้มีนอกจากจะมีลักษณะแหลมยื่นเข้าในทะเลแล้ว ยังมีส่วนที่เป็นอ่าวเว้าเขามาตอนในภาคพื้นดินด้วย ดังนั้นพื้นที่ตรงนี้จึงมักถูกใช้เป็นจุดจอดเรือเพื่อหลบลมมรสุม

ในอดีต แหลมฉบังเป็นชุมชนชาวประมงขนาดเล็กไม่ต่างไปจากชุมชนชาวประมงที่แหลมแท่น แต่แล้วเมื่อราวปี พ.ศ. 2524 อันเป็นยุคคาบเกี่ยวระหว่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 และฉบับที่ 6 พื้นที่แหลมฉบังก็ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่เป้าหมายในการพัฒนา มีการก่อสร้างและพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเตรียมรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและกิจการเดินเรือน้ำลึก
และต่อมาในราวปี พ.ศ. 2535 อันเป็นช่วงเวลาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7 แหลมฉบังก็ได้ถูกเลือกอีกครั้ง โดยคราวนี้เป็นการกำหนดให้พื้นที่แหลมฉบังเป็นเขตเศรษฐกิจใหม่ในพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก หรืออีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Sea Board) ก่อให้เกิดการปรับปรุงทัศนียภาพของพื้นที่ฉหลมฉบังครั้งใหญ่ และทำให้มีการตั้งท่าเรือพาณิชย์ นิคมอุตสาหกรรม ขึ้นในพื้นที่อย่างที่เราได้เห็นกันเช่นในปัจจุบัน
Writer’s Note: ที่จริงในชลบุรียังมีแหลมอีกแห่งหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นก็คือ แหลมบาลีอาย ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีเรื่องราวน่าสนใจมากเสียจนต้องตัดใจเก็บไว้เขียนถึงโดยเฉพาะเลยจะดีเสียกว่า
3.
แหลมงอบ ตราด
แหลมงอบ นอกจากจะเป็นชื่อของแหลมแห่งหนึ่งที่ยื่นเข้าในทะเลจังหวัดตราดแล้ว ยังมีอีกสถานะเป็นชื่อของอำเภอด้วย ทั้งยังเป็นสถานที่ที่มีประวัติศาสตร์และมีการใช้งานพื้นที่มาอย่างยาวนาน ทั้งในฐานะเป็นที่ตั้งของสะพานเทียบเรือ ‘ปอฮง’ อันมีความสำคัญในการขนส่งคมนาคมทางน้ำ การขนถ่ายสินค้า และการสัญจรไปมาของผู้คนตามเกาะต่างๆ เช่น เกาะช้าง เกาะหมาก เกาะกูด เป็นสถานที่สุดท้ายที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ฝากรอยเท้าไว้ก่อนจะลี้ภัยทางการเมืองไปยังประเทศกัมพูชา ในราวปี พ.ศ. 2500 ปัจจุบัน แหลมงอบเป็นที่ตั้งของประภาคารและเป็นจุดชมวิวเกาะกูดซึ่งลอยเด่นเป็นสง่าอยู่กลางทะเล
ในส่วนของอำเภอแหลมงอบ เดิมทีชื่อว่า ‘อำเภอเกาะช้าง’ และมีที่ทำการของอำเภอตั้งอยู่บนเกาะช้าง ซึ่งทำให้การคมนาคมเป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะการจะเดินทางไปเกาะช้างต้องเจอกับคลื่นลมแรงตลอดทั้งปี ชาวบ้านจากฝั่งแหลมงอบจึงไม่ค่อยเดินทางไปติดต่อธุระที่อำเภอกันมากนัก ทางการจึงย้ายที่ว่าการอำเภอมาที่ฝั่งแหลมงอบแทน และก็ได้เปลี่ยนชื่อจากอำเภอเกาะช้าง มาเป็นอำเภอแหลมงอบ เพื่อให้สอดคล้องกับที่ตั้ง

ทว่า ที่มาที่ไปของชื่อแหลมงอบ ทั้งในส่วนของชื่อแหลมและชื่ออำเภอ มีตำนานเล่ากันว่าเนื่องมาจากชาวบ้านคนหนึ่งมีอาชีพทำประมงอยู่ตามชายฝั่งเกาะช้าง วันหนึ่งเขาออกเรือไปหาปลาตามปกติแต่ได้ไปเจอกับพายุลูกใหญ่เข้า ทำให้เรือของเขาถูกพัดจนเสียหาย ชายชาวประมงและข้าวของทั้งหมดบนเรือสูบหายไป หลงเหลือไว้เพียงงอบ หรือหมวกที่ทำจากใบจาก ที่ได้ลอยไปติดอยู่ตรงปลายแหลมแห่งหนึ่งเข้า ชาวบ้านมาพบเข้าจึงได้พากันเรียกแหลมแห่งนี้ว่าแหลมงอบ และได้สร้างกระโจมไฟ หรือประภาคาร ขึ้นไว้ตรงตำแหน่งที่งอบได้ลอยมาติด
อย่างไรก็ดี มีบ้างที่ชื่อกันว่าชื่อของแหลมงอบมีที่มาจากคำว่า ‘งอบ’ ซึ่งหมายถึงหมวกที่ทำมาด้วยใบจาก ซึ่งเป็นสิ่งของเอกลักษณ์ของผู้คนในพื้นที่นั่นเอง
4.
แหลมสิงห์ จันทบุรี
สำหรับแหลมสิงห์ ซึ่งเป้นแหลมที่ตั้งอยู่ในจังหวัดจันทุบรี ก็เช่นเดียวกันกับแหลมงอบ คือเป็นทั้งชื่อเรียกแหลมและชื่อเรียกอำเภอ โดยที่มาที่ไปของชื่อแหลมสิงห์มีตำนานเล่ากันสืบมาว่าเนื่องมาจากเป็นแหลมที่มีภูเขารูปร่างคล้ายสิงโต ซึ่งกลายเป็นจุดสังเกตของนักเดินเรือที่ทำให้ทราบได้ว่าเข้าสู่เขตเมืองจันทบุรีแล้ว โดยที่ภูเขารูปสิงโตนี้เป็นที่สักการะกันมากในหมู่นักเดินเรือ และเชื่อกันว่ามีบนภูเขาดังกล่าวมีสิงโตอาศัยอยู่จริง เป็นสิงโตคู่ผัวเมียที่มักจะพากันไปลงเล่นน้ำทะเลทุกวัน

ทว่า ต่อมาในยุคล่าอาณานิคม มีชาวฝรั่งเศสพวกหนึ่งได้มาดักทำร้ายสิงโตที่แหลมแห่งนี้ โดยใช้วัตถุระเบิดชนิดหนึ่งเป็นอาวุธ ส่งผลให้สิงโตตัวหนึ่งถึงแก่ความตาย ส่วนอีกตัววิ่งหนีลงทะเลไปและก็ได้จบชีวิตที่นั่น ซึ่งเมื่อตยแล้วก็ได้กลายเป็นสิงโตศิลายืนเด่นอยู่ ณ ที่แหลมแห่งนั้น โดยที่ข้างๆ กันก็จะมีซากปรักหังพังของสิงโตอีกตัวที่ถูกระเบิดตาย

แต่ในอีกตำนานหนึ่งก็เล่าเอาไว้ว่าชื่อของแหลมสิงห์นั้นเนื่องมาจากลักษณะของภูเขาหินที่มีรูปร่างละม้ายคล้ายสิงโต ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการมีอยู่จริงของสิงโตสองผัวเมียแต่อย่างใด และในส่วนของหินสิงโตที่ดูหักพังไม่สมบูรณ์เท่าอีกตัวนั้น ก็เพราะในช่วงที่ฝรั่งเศสเข้ามายึดเมืองจันทบุรี ได้ใช้ที่ตรงนั้นทำเป็นเป้าทดลองซ้อมยิงปืน จนกระทั่งส่วนที่ดูคล้ายหัวของสิงโตนั้นหักหลุดและตกไปน้ำไปนั่นเอง
.
อ้างอิง
ท่องไปกับใจตน : ‘จิตวิญญาณบางแสน’ เหตุเกิดที่แหลมแท่น 1967
ข้อมูลทั่วไปของเทศบาลนครแหลมฉบัง
ข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นตำบลแหลมงอบ
“ตำนาน” ที่คล้ายคลึงกันของ “สิงโตคู่ที่เมืองจันท์” กับ “สฟิงซ์แห่งของอียิปต์”
.
ที่มารูปภาพ
.


