/

สุญญากาศแห่งการ ‘ขอความร่วมมือ’ ฟังเสียงสะท้อนของนักดนตรี-ผู้ประกอบการ ในวันที่รัฐยังไม่อาจสื่อสารให้ชัดเจน

ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติขอความร่วมมือประชาชนไว้ทุกข์ทั่วประเทศ เนื่องในเหตุการสวรรคตของพระพันปีหลวง (24 ต.ค. 2568) โดยเป็นขอความร่วมมือจากภาคธุรกิจประเภทสถานบันเทิงให้ลดงานและการจัดกิจกรรมรื่นเริงเป็นเวลา 30 วัน และให้ปรับรูปแบบกิจกรรม หรือในกรณีงานกิจกรรมที่เตรียมการแล้วก็ให้ปรับตามกาลเทศะ ส่วนในกรณียังไม่ได้ดำเนินการ ก็ให้ ‘พิจารณา’ เลื่อนไปก่อน

แม้ภาครัฐจะเน้นย้ำผ่านแถลงการณ์ว่าไม่ได้มีคำสั่งบังคับยกเลิกงานรื่นเริง เพียงขอให้ผู้ประกอบการใช้ ‘ดุลยพินิจ’ เพื่อเลื่อนหรือปรับรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะสม แต่นั่นก็ทำให้ตามมาด้วยคำถามว่า แล้วขอบเขตการขอความร่วมมือควรอยู่ตรงไหน และมติเช่นนี้นับเป็นการผลักภาระให้ผู้ประกอบอาชีพด้านความบันเทิงต้องตัดสินใจเองหรือไม่?

เพราะในกรอบระยะเวลา 30 วัน ได้ครอบคลุมทั้งงานเทศกาลลอยกระทง เทศกาลฮาโลวีน เทศกาลท่องเที่ยวในหลายจังหวัด ตลอดไปจนงานคอนเสิร์ตน้อยใหญ่ และอีเวนต์อื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งน่าสนใจว่าการประกาศขอความร่วมมือเช่นนี้ มีผลกระทบต่อคนทำงานบริการด้านความบันเทิงมากน้อยแค่ไหน

เราจึงอยากชวนสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการ คนทำงานบริการ นักดนตรี ไปจนถึงลูกจ้างรัฐในเมืองท่องเที่ยวอย่างชลบุรีต่อประเด็นการขอความร่วมมือไว้ทุกข์กัน

ปรับและเปิดโหมดขาว – ดำ ก่อนดำเนินทุกอย่างจะต่อไปอย่างที่เคย 

ไดมอนด์ (นามสมมุติ) พนักงานเสิร์ฟในบาร์แห่งหนึ่งย่านบางแสน เผยว่าวันแรกหลังมีข่าวเรื่องการสวรรคต บรรยากาศของร้านก็เงียบเหงา มีลูกค้าค่อนข้างน้อย ทางร้านได้เปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีในช่วงก่อนที่นักดนตรีจะขึ้นเล่น เพื่อร่วมแสดงความไว้อาลัย  แต่เมื่อมีประกาศขอความร่วมมือจากรัฐบาล ร้านก็ได้ปรับตัวโดยเลื่อนเวลาปิดร้านเร็วขึ้น 1 ชั่วโมง คือจากเดิมปิด 01.00 น. เลื่อนมาเป็น 00.00 น.

เขาบอกอีกว่ามีร้านอีกแห่งหนึ่งในบางแสนได้แจ้งคืนค่าบัตรคอนเสิร์ตและยกเลิกงานคอนเสิร์ตที่เตรียมการไว้แล้วเพื่อแสดงร่วมความไว้อาลัย ขณะที่อีเวนต์ใหญ่อย่างเทศกาลพลุนานาชาติเมืองพัทยา ซึ่งมีกำหนดการจัดงานในวันที่ 29 พฤศจิกายน ก็ได้ปรับธีมของงานให้สอดคล้องไปกับประกาศของรัฐบาล พร้อมทั้งชวนคนร่วมงานด้วยการแต่งชุดไทย ติดริบบิ้นดำ เพื่อร่วมกันแสดงออกถึงการไว้อาลัย

ขณะที่ มอส (นามสมมุติ) นักดนตรีกลางคืนในพื้นที่พัทยา ศรีราชา และบางแสน บอกกับเราว่าเพื่อนนักดนตรีหลายคนถูกยกเลิกงานในวันแรกที่มีข่าวการสวรรคตออกมา เพราะผู้ประกอบการทั้งผับทั้งบาร์ รวมไปถึงตัวนักดนตรีเอง ต่างก็ยังไม่รู้กันว่าควรหรือไม่ควรทำอะไร เพราะทุกอย่างดูคลุมเครือไปหมด จนกระทั่งมีประกาศของรัฐบาลตามมาในวันที่ 25 ตุลาคม 2568 ก็ถือว่าช่วยไขข้อสงสัยได้บ้าง เพราะในประกาศนั้นขอเพียงความร่วมมือ ทำให้หลายๆ ร้านมีความมั่นใจที่จะกลับมาเล่นดนตรีสดดังเดิม

แต่ถึงแม้ว่าทุกอย่างดูมีเป็นไปในทิศทางที่ดี คือรัฐให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ดุลยพินิจของตนเองเพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ แต่ทว่าสิ่งนี้ก็เป็นเหมือนดาบสองคม โดยมอสได้แบ่งปันเพิ่มเติมว่ามีหลายร้านเลือกไปต่อ ขณะที่หลายร้านก็เลือกที่จะปิดไปเลยเป็นเวลาหนึ่งเดือน

 

ในภาพรวม มอสมองว่าอาจเพราะภาคตะวันออกเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว ทำให้ผลเกิดกระทบไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม การเปิดผับ-บาร์ และมีดนตรีสด ก็สามารถถูกมองว่าเป็นการไม่เคารพสถาบันในมุมมองของคนบางกลุ่มได้เช่นกัน

“ (การให้ผู้ประกอบการพิจารณาเอง) ค่อนข้างผลักภาระให้ร้านระดับหนึ่ง มันก็ดีที่ให้แต่ละฝ่ายตัดสินใจได้เอง แต่กลายเป็นว่าช่วงหนึ่ง เราเห็นเจ้าของร้านโพสต์ว่า ‘กูโดนล่าไปหมดแล้ว’ เพราะเจ้าของร้านยังเปิดร้านให้นักดนตรีเล่น บางคนที่ไม่เห็นด้วยจะมาว่าร้านทำนองว่า ‘ไม่เทิดทูลหรือไม่เคารพต่อสถาบันเลย’ ซึ่งมันมีเหตุการณ์แบบนี้ในโลกออนไลน์ในช่วง 2-3 ที่ผ่านมา” มอสกล่าว

สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในส่วนของร้านกลางคืนเท่านั้น มอสยังแบ่งปันกับเราอีกว่าวัดแถวบ้านที่พัทยาก็ได้ประกาศยกเลิกวันลอยกระทง โดยถือเป็นการทำตาม ‘ความร่วมมือ’ ในประกาศของรัฐบาล และนั่นก็ให้พ่อค้าแม่ค้าที่ลงทุนไปแล้วกับร้านรวงต่างๆ ไม่สามารถขายของได้อย่างที่คาดหวังไว้ ซึ่งมอสมองว่าผลกระทบหนักๆ ที่เนื่องมาจากการขอความร่วมมือของรัฐบาลนี้ จะไปตกกับคนขายของช่วงเทศกาลมากกว่านักดนตรี เพราะอย่างน้อยในกลุ่มของนักดนตรีก็ยังพอจะมีงานเล่นหรือทำกิจกรรมอื่นๆ ได้ เพราะอย่างน้อยก็ยังพอที่จะปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้ เช่น เพลงเอาเพลงจังหวะโจ๊ะๆ ออกจากเซ็ทลิสต์ไปบ้าง เป็นต้น

ในส่วนของ วิน (นามสมมุติ) เจ้าของบาร์ย่านหนองมน ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์การทำร้านคราฟต์เบียร์เล็กๆ ในช่วงเหตุการณ์สวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อปี พ.ศ. 2559 บอกกับเราว่าทิศทางของภาครัฐในตอนนี้ก็ดูมีความเข้าใจผู้ประกอบการมากขึ้น คือไม่ได้มีคำสั่งให้ยกเลิกงานแบบเด็ดขาด แต่เปิดให้ผู้ประกอบการสามารถพิจารณาเองได้ว่าจะให้ความร่วมมืออย่างไร 

“ปีนี้ (รัฐ) สื่อสารขอความร่วมมือเฉยๆ เหมือนจะชัดเจนนะว่าใครจะทำไม่ทำ ก็ไม่มีบทลงโทษ ขอความร่วมมือเท่านั้น” วินแสดงความเห็นต่อไปว่า “คิดว่าแค่ใส่ชุดสีดำหรือขาวเพื่อแสดงออกก็โอเคแล้ว ส่วนเรื่องการงดกิจกรรมการแสดงและงานรื่นเริง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการไว้ทุกข์โดยตรงในมุมมองของเรา แค่คนแสดงออกว่าเขาเข้าใจก็พอแล้ว”

โดยแนวทางของวิน คือเขาเลือกที่จะเปิดร้านต่อไป เพราะมองว่าร้านบาร์ของตนมีบรรยากาศชิลๆ ใช้ดีเจเปิดแผ่นเป็นหลัก เน้นพูดคุย และสังสรรค์เบาๆ ก็ดูไม่ขัดไปกับบรรยากาศในภาพรวมมานัก แต่ถึงอย่างนั้น วินก็มองว่าในส่วนของร้านที่มีความต่างออกไป เช่นเป็นร้านที่เน้นการเล่นดนตรีเป็นหลัก วินมองว่า คนที่ไม่เห็นด้วยควรเข้าใจผู้ประกอบการและคนทำอาชีพตรงนี้ 

“เพราะแต่ละคน แต่ละธุรกิจต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่าย มีต้นทุน ซึ่งแต่ละคนมีเหตุผลต่างกัน” วินกล่าว

นักดนตรี คนทำงานกลางคืน คนทำงานภาคบริการ กับภาพสะท้อนการทำงานของรัฐราชการไทย

ในฐานะนักดนตรีอาชีพ มอสชวนให้เรามองภาพรวมของนักดนตรีที่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดของการทำมาหากินอยู่โดยตลอดแม้กระทั่งในสภาวะปกติ 

“แม้แต่วันหยุดทางศาสนาที่มีการห้ามขายเหล้าเบียร์ นักดนตรีก็ยังต้องหยุด ซึ่งมันก็ได้รับผลกระทบเหมือนกัน และถ้าพูดถึงขอบเขตของการไว้ทุกข์ ผมคิดว่ามันค่อนข้างกว้างมาก คนที่อดทนต่อความหิวได้ก็มี แต่คนที่ไม่ยอมก็มีเยอะ ผมคิดว่าต้องดูว่าเหตุการณ์นั้นๆ ส่งผลต่อพื้นที่ยังไง คือถ้ามีการกระจายอำนาจในแต่ละพื้นที่ก็น่าจะดี เพราะแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกันแน่นอน ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งในการลดข้อจำกัดให้คนทำอาชีพแบบนี้ได้ เช่น เชียงใหม่ ชลบุรี ภูเก็ต เป็นพื้นที่ยกเว้นได้ไหม แต่ในขณะเดียวกัน นักดนตรีจังหวัดอื่นๆ ล่ะ มันก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่เหมือนกัน” มอสกล่าว

 

นอกเหนือไปจากผู้ประกอบสถานบันเทิงแล้ว ในส่วนของคนทงานภาครัฐเองก็ได้รับผลกระทบจากประกาศความร่วมมือของรัฐบาลเช่นกัน

 

บาส (นามสมมุติ) ลูกจ้างหน่วยงานรัฐที่อยู่ภายใต้กรมการปกครองบอกกับเราว่าสิ่งที่คนทำงานราชการ ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจ จะได้รับผลกระทบจากการขอความร่วมมือในช่วงเวลาเช่นนี้คือค่าใช้จ่ายในการหาซื้อชุดขาวดำเติมตู้เสื้อผ้า 

“ถ้างานราชการ ก็ส่งผลเรื่องเดียวคือการแต่งกาย จากที่ปกติจะเห็นการแต่งกายหลากสีสัน เช่น วันจันทร์ใส่สีเหลือง วันศุกร์ใส่สีฟ้า เปลี่ยนเป็นใส่สีขาวดำล้วน” บาสกล่าว

แต่ถึงอย่างนั้น บาสยังชี้ไปอีกว่าการที่ภาครัฐออกประกาศขอความร่วมมือแต่ก็ไม่ได้ให้ความหมายของความร่วมมืออย่างชัดเจน อาจจะมองได้ว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการน้อยใหญ่ใช่ดุลยพินิจของตนเอง แต่นั่นก็อาจจะไม่ต่างอะไรจากการผลักภาระในการตัดสินใจออกไป เพราะหากย้อนกลับมาที่การปรับตัวของคนทำงานกลางคืน เหตุการณ์นี้ตอกย้ำถึงความเปราะบางของกลุ่มอาชีพนักดนตรีในรัฐไทยที่มีเป็นทุนเดิมแล้ว

“ผู้ใช้อำนาจรัฐต้องตรงไปตรงมาและเคลียร์ที่สุด” บาสกล่าว

 

ในช่วงท้ายๆ ของบทสนทนา บาสชวนเรามองอีกประเด็นหนึ่ง นั่นก็คือการขอความร่วมมือในการแสดงความอาลัยหรือการไว้ทุกข์ที่มีความเปลี่ยนแปลงไปในหลายประการ อาทิ โทรทัศน์ปรับแค่มีโลโก้ขาวดำจากประกาศของ กสทช. ไม่มีสารคดีเฉลิมพระเกียรติวนซ้ำ ไม่มีการถ่ายทอดสดพระราชพิธีบำเพ็ญกุศล แต่ถึงกระนั้น บาสก็ยอมรับว่าการขอความร่วมให้คนทำงานราชการต้องแสดงความไว้อาลัยเป็นเวลา 1 ปี นั้นก็แสดงถึงความเป็นรัฐราชการของประเทศไทยที่ชัดเจน

.

.

.

เขียนโดย ยสินทร กลิ่นจำปา

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR