/

เมื่อ ‘การกระจายอำนาจ’ และ ‘การมีส่วนร่วมของประชาชน’ ในท้องถิ่นหายไปในรัฐธรรมนูญ 60

8 ก.พ. 2569 วันสำคัญจากปลายปากกาของคนไทย วันที่ถูกกำหนดให้เป็นวันลงประชามติพร้อมกับวันเลือกตั้งใหญ่ ไม่นับความสับสนแบบฝุ่นตลบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดการเลือกตั้งได้แบบอิหยังวะ การจดจำเบอร์พรรคที่ชอบ เบอร์คนที่ใช่เพื่อกากบาทในคูหาเลือกตั้งแล้ว อีกหนึ่งคูหาที่เราต้องเดินไปต่อเพื่อกาบัตรสีเหลือง ช่องเห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือช่องไม่เห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ความเข้าใจในรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ก็สำคัญไม่น้อย บทความนี้ชวนทุกคนมามองเรื่องที่เหมือนใกล้ตัวแต่ดูห่างไกลของคนต่างจังหวัดที่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาสำรวจกันว่าคำว่า การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นคืออะไร มีความเป็นมาอย่างไร ทำไมเราต้องสนใจ และปลายปากกาเราจะทำอะไรได้หากเราเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับมัน 

 ‘กระจายอำนาจ’ คำที่หายไป รูปธรรมการถดถอยในรัฐธรรมนูญ 2560

คำว่าการกระจายอำนาจกับคำว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นสองคำที่ควบคู่กันมาในประวัติศาสตร์การปกครองบ้านเรามายาวนานและปักหมุดได้อย่างสง่างามในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และฉบับปี 2550 การปกครองส่วนท้องถิ่น คือ การปกครองหน่วยย่อยของประเทศ เป็นรูปแบบของการกระจายอํานาจจากรัฐบาลกลางที่เปิดโอกาสให้ประชาชนหน่วยย่อยสุดในแต่ละท้องถิ่นได้มีส่วนร่วม ในการเลือกผู้นําของตนให้เข้ามาทําหน้าที่บริหารงานและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ของตน กล่าวอีกนัยหนึ่ง การกระจายอำนาจเป็นการถ่ายโอนอำนาจการตัดสินใจ ทรัพยากร และภารกิจ จากภาครัฐส่วนกลางสู่ระดับท้องถิ่นนั้นเอง โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นสามารถเลือกตั้งผู้แทนของตัวเองเข้าไปบริหารสภาท้องถิ่นได้ จู่ๆ คำว่า ‘กระจายอำนาจ’ ให้ อปท. ก็หายไปจากสารบบของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 

ผลกระทบที่ตามมาซึ่งเห็นชัดที่สุด คือ พัฒนาการในการเพิ่มอำนาจให้ท้องถิ่นต้องหยุดชะงักลง ตาม พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตําบล พ.ศ. 2537 ซึ่งมีการประกาศใช้และแก้ไข/เพิ่มเติมเรื่อยมาเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป และพ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 ซึ่งจัดตั้งคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขึ้น โดยกลไกของกฎหมายอย่างน้อยสองฉบับข้างต้นได้หยุดชะงักลงอย่างไม่มีกำหนดเมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำการรัฐประหารเมื่อปี 2557 และออกประกาศและคำสั่งสองฉบับที่มีสาระสำคัญซึ่งทำให้มีการหยุดการเลือกตั้งท้องถิ่นทุกรูปแบบจนกว่าประกาศนี้จะมีการเปลี่ยนแปลง 

และส่งผลอย่างต่อเนื่องเมื่อ คสช. ประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2560 จนถึงปัจจุบันในวันที่เราต้องลงประชามติว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้งหรือไม่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าของเดือนกุมภาพันธ์นี้ โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีการบัญญัติไว้อย่างชัดเจนถึงการกระจายอำนาจสู่ระดับท้องถิ่น แม้จะมีคำว่า อปท. แต่สาระสำคัญที่หล่นหายไปของคำว่ากระจายอำนาจ ทั้งการลดอำนาจ อปท. ไว้เพียงแค่จัดทำบริการสาธารณะ, ที่มาผู้บริหาร อปท. ไม่กำหนดวาระ, อปท. พิเศษไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง และการมีส่วนร่วมของประชาชนลดลงเมื่อเทียบรัฐธรรมนูญฉบับเก่า เหตุผลเหล่านี้ใช้เป็นฐานในการแก้ไขรัฐูธรรมนูญให้เข้าร่องเข้ารอยได้

การเลือกตั้งท้องถิ่นอำนาจในมือประชาชนที่มีต้นทุน  

6 ปีหลังการรัฐประหาร เมื่อปี 2563-2564 ไทยก็กลับมาเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกครั้ง ทั้งเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ปลายปี 2563 เลือกตั้งเทศบาลต้นปี 2564 เลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ช่วงปลายปี และทุกๆ 4 ปี หลังครบวาระการดำรงตำแหน่งของสภาและผู้บริหารท้องถิ่น ประชาชนก็จะมีโอกาสในการเลือกผู้นำท้องถิ่นของตัวเองอีกครั้ง ดังเช่นที่เกิดขึ้นล่าสุดในเขตตำบลเมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2569 ที่ผ่านมา หลายตำบลเตรียมประกาศผู้นำคนใหม่อยู่  

หน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง เทศบาล อบจ. อบต. กรุงเทพมหานคร หรือเมืองพัทยา เป็นคำถามสำคัญมากที่ประชาชนจะออกแรงกลับบ้านต่างจังหวัดเพื่อเลือกตั้งระดับท้องถิ่นของพวกเขาหรือไม่ อีกทั้ง การสื่อสารที่ไม่เพียงพอจากหน่วยงานรัฐ การจัดการเลือกตั้งแยกย่อยบ่อยครั้งเกินไป หรือการตระหนักถึงความสำคัญของ อปท. น้อยเกินไปส่งผลโดยตรงต่อความตื่นตัวที่น้อย เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งระดับประเทศ และยังสะท้อนถึงเสียงที่ไม่แท้จริงทั้งหมดในท้องถิ่น ทุกคนคงพอนึกภาพออกว่าต่างจังหวัดได้ศูนย์เสียคะแนนเสียงของคนหนุ่มสาวที่เข้ามาทำงานในเมืองหลวงไปมากขนาดไหน   

ทางออกหนึ่งของการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่น คือ เชื่อมสิทธิประชาชนเข้ากับพื้นที่ใช้ชีวิตจริงโดยใช้ ‘สิทธิเลือกตั้งตามที่อยู่อาศัย’ นักวิชาการได้เสนอเอาไว้ว่าควรเพิ่มสิทธิเลือกตั้งนอกเขตและเลือกตั้งล่วงหน้าในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นให้เหมือนกับระดับประเทศได้ด้วย คณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งมีขีดความสามารถมากกว่า อปท. อาจดึงหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นกลับมาจัดเองได้ หรือไม่ก็ใช้วิธีเลือกตั้งทางไกลผ่านไปรษณีย์ โดยลงทะเบียนกับ อปท. ที่มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อรับบัตรเลือกตั้งและส่งบัตรเลือกตั้งกลับไป อีกวิธีที่อาจเป็นไปได้ คือ การเปิดให้ผู้ย้ายถิ่นเข้าไปอาศัยในพื้นที่นั้นๆ มีสิทธิลงคะแนนเสียงในพื้นที่นั้นเสียเลย เพื่อให้มีสิทธิกำหนดทิศทางการพัฒนาและความเป็นไปในพื้นที่ที่ตนอาศัยอยู่จริง

มากไปกว่าพิธีกรรมการเลือกตั้ง การสามารถตอบสนองความทุกข์ยาก การยึดโยงต่อประชาชน และการมีความหมายต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่น ภารกิจการกระจายอำนาจและถ่ายโอนอำนาจจากส่วนกลางไปสู่ อปท. ที่คั่งค้างมาเป็นเวลากว่าสองทศวรรษต้องกลับมาเดินหน้าอีกครั้งเช่นกัน ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ต้องกำหนดให้การกระจายอำนาจสู่ อปท. ต้องปรากฎอย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญให้ได้อีกครั้ง  

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่เข้มแข็งทำอะไรได้บ้าง 

เรามาลงรายละเอียดสักนิดถึงการกระจายอำนาจเพื่อให้เห็นศักยภาพอย่างเต็มที่ของ อปท. ที่หลายคนอย่างเห็นและอยากให้เป็นมากไปกว่าภาพลูกหลานบ้านใหญ่ เจ้าภาพงานวัด มุ้งการเมือง หรือได้ครับพี่ ดีครับนายท่าน การกระจายอำนาจที่ว่าเป็นการถ่ายโอนอำนาจทั้งการตัดสินใจ ทรัพยากร และภารกิจ จากภาครัฐส่วนกลางสู่ระดับท้องถิ่น ให้ท้องถิ่นสามารถตอบสนองต่อความทุกข์ความสุขของคนในพื้นที่

ภารกิจที่เป็นจุดใกล้ชิดประชาชนมากที่สุดนี้ มีหน้าที่ให้บริการสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ อย่างถนน ทางเท้า ความสะอาด การจัดหาน้ำประปา การระบายน้ำ การศึกษาขั้นต้น การตลาดและการค้า ในต่างประเทศ ท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการเรื่องระบบขนส่งสาธารณะและผังเมืองในพื้นที่ของตนเองได้อย่างเต็มที่ การตอบสนองที่ตรงจุดก็เป็นจุดแข็งของ อปท. เนื่องด้วย สถานการณ์และปัญหาในแต่ละพื้นมีความแตกต่างและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การเพิ่มอำนาจให้กับท้องถิ่นในการบริหารจัดการเรื่องรายละเอียดในท้องที่ตนเอง ควบคู่กับระบบการรับผิดรับชอบต่อประชาชนในท้องถิ่นของตนเองที่เลือกตนเองเข้ามาทำงานจะช่วยให้อำนาจการตัดสินใจและทรัพยากรอยู่ในมือของผู้ที่เผชิญและเข้าใจถึงปัญหามากที่สุด

การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ยังสามารถช่วยให้เกิดการพัฒนาในช่องทางอ้อมได้ด้วย เช่น ทำให้เกิดนวัตกรรมท้องถิ่น และการแข่งขันในการให้บริการระหว่างท้องถิ่นในการจัดทำบริการสาธารณะ เพื่อดึงดูดให้ผู้คนที่มีความต้องการสินค้าสาธารณะประเภทเดียวกันเข้ามาอยู่ในพื้นที่ของตน

แต่อย่างไรก็ตาม การถกเถียงกันในวงวิชาการและสาธารณะว่าความก้าวหน้าในการกระจายอำนาจให้ อปท. ถดถอยในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา ทั้งในแง่การฉีกรัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหาร หรือการจำกัดอิสระทางด้านงบประมาณ ไม่มีอิสระในการกำหนดการใช้จ่ายเพื่อดำเนินการกิจกรรมต่างๆ ของตนเอง งบประมาณจากส่วนกลางมาพร้อมเงื่อนไข และการอนุมัติงบประมาณที่สลัดไม่พ้นระบบราชการ ในปี 2569 นี้ เป้าหมายหนึ่งที่กำหนดให้หลักการการกระจายอำนาจของ อปท. ฟื้นคืนชีพและมีอิสระในการกำหนดนโยบาย การปกครอง การบริหารงาน เงิน และบุคลากรของตน และทำการถ่ายโอนอำนาจจากส่วนกลางให้ท้องถิ่นทำงานได้จริง เหมาะสม ต่อเนื่อง และประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง จึงเป็นหมุดหมายหลักหนึ่งของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในปี 2569 นี้ได้ด้วย

 

สุดท้าย นี่จะเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ปลายปากกาของคนภาคตะวันออกจะได้กำหนดให้ปัญหาในพื้นที่ถูกแก้ไขโดยคนที่ไว้ใจอย่างคล่องตัวตรงจุดได้อย่างไร 8 ก.พ. นี้ คุณกาอะไรระหว่าง เห็นชอบ หรือ ไม่เห็นชอบ ให้มีการแก้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 


เรื่องโดย Montana Duangprapa
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR