เวลาเรานึกภาพหอศิลป์ เราก็มักจะนึกถึงภาพหอศิลปวัฒนธรรมที่กรุงเทพมหานคร แต่รู้หรือไม่ว่าจริงๆ แล้วภาคตะวันออกของเราก็มี ‘หอศิลปะและวัฒนธรรมภาคตะวันออก’ อยู่ด้วยเหมือนกัน แถมยังอยู่ในพื้นที่เข้าถึงง่ายอย่างมหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี หรือก็คือในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวอย่างบางแสนอีกด้วย
แต่ทว่า หอศิลปะและวัฒนธรรมภาคตะวันออกนี้ กลับถูกทิ้งร้างมาเนิ่นนานถึง 7 ปี
สิ่งเหล่านี้เลยอาจทำให้หลายคนไม่เคยรับรู้เลยว่า ในสมัยหนึ่ง พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นพื้นที่จัดนิทรรศการเพื่อรองรับงานศิลปะจากศิลปินแห่งชาติมาแล้วหลายท่าน ซึ่งแต่ละชิ้นมีมูลค่าจำนวนมหาศาล รวมไปถึงการเป็นสถานที่สาธาณะที่เปรียบเสมือนพื้นที่กลางของภาคตะวันออก ให้ทุกคนที่สนใจงานศิลปะ ได้มาพบปะ จัดแสดง หรือชื่นชมผลงานของศิลปินท้องถิ่นมาก่อน
อย่างไรก็ดี จังหวัดชลบุรีนั้น เป็นหนึ่งในเมืองที่ถูกระบุในแผนพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมเป็นหลัก ซึ่งการเป็นเขตพัฒนาพิเศษ ก็มีส่วนหนึ่งที่ระบุไว้ว่าจะมีการส่งเสริมศิลปะวัฒนธรรมในพื้นที่ แต่เหตุใดการพัฒนาจึงหลายเป็นความหมายของการเติบโตด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว และปล่อยให้พื้นที่แสดงศิลปะค่อยๆ ตายลง?
ในวันที่มีศิลปินมากมายเกิดขึ้นในภาคตะวันออก และเป็นศิลปินชื่อดังไม่น้อย แต่พื้นที่ทางศิลปะกลายเป็นพื้นที่ที่ถูกลืม ครั้งนี้เราอยากลองชวนทุกคนเดินทางไปหาคำตอบกันว่า อะไรทำให้หอศิลปะและวัฒนธรรมภาคตะวันออกถูกทิ้งร้าง อะไรคืออุปสรรคในการเปิดใช้งานพื้นที่สาธารณะแห่งนี้ ใครบ้างที่มีส่วนเกี่ยวข้อง แล้วทางออกของเรื่องนี้ควรเป็นอย่างไรต่อไป

หอศิลปะและวัฒนธรรมภาคตะวันออก
หากใครเคยได้แวะเวียนมาที่บางแสน จ.ชลบุรี อาจจะสังเกตเห็นกลุ่มอาคารรูปทรงตามสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ประกอบด้วยอาคารทรงไทยพร้อมด้วยองค์ประกอบลักษณะแปลกตา ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ด้านหน้า มหาวิทยาลัยบูรพา ในบริเวณพื้นที่ราวๆ 4 ไร่ ถึงอย่างนั้นแล้ว แต่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า กลุ่มอาคารเหล่านั้น คือ หอศิลปะและวัฒนธรรมภาคตะวันออก ที่ภายในประกอบไปด้วย หออัครศิลปิน ส่วนนิทรรศการถาวร ส่วนนิทรรศการหมุนเวียน ส่วนศิลปะท้องถิ่น เวทีการแสดง และสวนประติมากรรม
แต่เดิมนั้น การสร้างหอศิลปะและวัฒนธรรมในพื้นที่ภาคตะวันออก เป็นแนวคิดที่ริเริ่มขึ้นราวๆ ปี พ.ศ.2518 โดยอาจารย์ภาควิชาศิลปะและวัฒนธรรม คณะมนุษยศาสตร์ ในสมัยที่มหาวิทยาลัยบูรพา ยังไม่เปลี่ยนสถานะจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางแสน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เป็นสถานที่รองรับกิจกรรมทางศิลปะอย่างหลากหลาย และเพื่อให้คนในท้องถิ่นสามารถได้รับประสบการณ์ทางสุนทรียะ ทั้งสมัยเก่าและร่วมสมัยได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น
โดยระยะเวลาในการผลักดันนโยบายการจัดตั้งหอศิลป์ฯ ในพื้นที่ภูมิภาคอย่าง ‘ภาคตะวันออก’ นั้น ได้ดำเนินการมาเรื่อยและถูกส่งไม้ต่อมาเกือบ 20 ปี จนกระทั่งในสมัย รัฐบาล ชวน หลีกภัย (พ.ศ.2542) คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ในการขอรับการสนับสนุนสร้าง ‘หอศิลปะและวัฒนธรรมภาคตะวันออก’ จนในเวลาต่อมา นายกฯ ชวน หลีกภัย (ณ ขณะนั้น) ได้แจ้งผลการเจรจากับสำนักงบประมาณเรื่องการบรรจุโครงการหอศิลปะและวัฒนธรรมภาคตะวันออก ในปีงบประมาณ พ.ศ.2543 จำนวน 70,000,000 บาท
และนั่นทำให้ หอศิลปะและวัฒนธรรมภาคตะวันออก ได้เริ่มต้นก่อสร้างขึ้นในที่สุด ซึ่งหอศิลปะและวัฒนธรรมภาคตะวันออกได้ดำเนินก่อสร้างจนแล้วเสร็จ และเปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการ เมื่อปี พ.ศ.2549

งานศิลปะจากศิลปินแห่งชาติที่ถูกทิ้งร้างในหอศิลป์ตะวันออก
อย่างไรก็ตาม ในระยะเวลาราวๆ ปี พ.ศ.2558 – พ.ศ.2559 อยู่ๆ หอศิลปะและวัฒนธรรมภาคตะวันออก กลับปิดตัวลงและไม่เปิดให้สาธารณชนเข้าใช้ โดย ในขณะนั้น ยังไม่มีการชี้แจงอย่างชัดเจนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าเป็นเพราะเหตุผลใด ทำให้เกิดการตั้งคำถามจากหลายฝ่าย
แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นคือกลุ่ม ‘ศิลปินแห่งชาติ’ ที่ร่วมกันรังสรรค์ผลงานศิลปะเพื่อมอบให้กับหอศิลปะและวัฒนธรรมภาคตะวันออก เพื่อเป็นชิ้นงานที่ใช้สำหรับโชว์ในนิทรรศการเมื่อครั้งที่หอศิลป์ฯ แห่งนี้เปิดตัวและให้เข้าชมอย่างสาธารณะ เพื่อใช้จัดแสดงสำหรับเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านวิชาศิลปะให้แก่นักเรียน นิสิต และผู้ที่สนใจงานศิลปะในภาคตะวันออก
ในปี พ.ศ.2560 จากการรายงานโดยผู้จัดการออนไลน์ ดร.กมล ทัศนาญชลี ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ เป็นแกนนำคนสำคัญในการเชิญกลุ่มศิลปินแห่งชาติ ศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ และศิลปินที่มีชื่อเสียงด้านงานศิลปะระดับสากล ร่วมสร้างผลงานศิลปะมอบให้แก่ “หอศิลปวัฒนธรรมภาคตะวันออก ” ได้เดินทางมายังมหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อทวงถามตามหางานศิลปะของศิลปินผู้มีชื่อเสียงต่างๆ ที่ถูกทิ้งร้างไว้ และไม่ได้รับการเก็บรักษาตามวิธีที่ถูกต้อง หรือนำออกเผยแพร่ตามวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งหอศิลป์ฯ ตามนโยบายเมื่อครั้ง นายชวน หลักภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ให้ทุกภาคในประเทศไทยมีหอศิลปะ เพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของชาติ และในระดับภูมิภาค
ดร.กมล อธิบายแก่ผู้สื่อข่าวผู้จัดการออนไลน์ว่า หากนับรวมมูลค่าของศิลปะแต่ละชิ้นที่ศิลปินมอบให้แก่หอศิลป์ฯ แห่งนี้ นับว่ามหาศาล โดยเฉพาะงานของ อ.ถลัวย์ ดัชนี ที่ล่วงลับ บางชิ้นมีมูลค่ามากกว่า 10 ล้านบาท ไม่นับรวมงานศิลปะของ อ.ปรีชา เถาทอง, อ.เดชา วราชุน และศิลปินอีกหลายท่านทั้งที่ล่วงลับไปแล้วและยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งเมื่อรวมมูลค่ากันแล้วน่าจะสูงกว่างบประมาณในการก่อตั้งหอศิลป์ฯ ภาคตะวันออก ไปแล้ว

หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น รศ.ดร.วัชรินทร์ กาสลัก รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยบูรพา (ณ ขณะนั้น) ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีการที่หอศิลป์ฯ ภาคตะวันออก ไม่ได้เปิดใช้งาน โดยมีเนื้อหาว่า ในปัจจุบัน (พ.ศ.2560) หอศิลปะและวัฒนธรรมภาคตะวันออก มีผลประกอบการติดลบปีละ 1-2 ล้านบาท โดยในสิ้นปี พ.ศ.2559 มีผลประกอบการติดลบรวมทั้งหมดอยู่ที่ 7,258,000 บาท คาดว่าสิ้นปี พ.ศ.2560 จะมีผลประกอบการที่ติดลบเพิ่มมากขึ้น โดยอาจติดลบรวมถึง 8-9 ล้านบาท
โดย รศ.ดร.วัชรินทร์ ได้ชี้แจงต่อไปว่าได้มีแผนจัดสรรงบประมาณสำหรับ ปี พ.ศ.2561 ในการปรับปรุงสถานที่บางส่วนแล้ว และได้มอบหมายให้ คณะดนตรีและการแสดง มหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งมีพื้นที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง เป็นผู้ดูแลไปพลางๆ ก่อน ซึ่งทางรศ.ดร.วัชรินทร์ มองว่าคณะดนตรีและการแสดงก็สามารถใช้เป็นที่เรียนและฝึกซ้อมได้
รศ.ดร.วัชรินทร์ ยังได้เสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาว่า จะมีการเรียนเชิญศิลปินแห่งชาติ ตั้งคณะกรรมการร่วมกันกับมหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อกำหนดทิศทางในการบริหารหอศิลป์ฯ ภาคตะวันออก ให้สามารถเป็นประโยชน์แก่สาธารณะต่อไป ทั้งในรูปของการจัดการให้หอศิลป์ฯ กลับมามีชีวิต ทั้งในรูปของการจัดการพื้นที่ให้มีกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างรายได้เสริมให้สามารถดำเนินการต่อไปได้
ความซับซ้อนที่ไม่ควรซับซ้อน
หากเราย้อนกลับไปดูถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อสำรวจว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบสถานที่สำคัญของภาคตะวันออกแห่งนี้ จะพบว่าตามโครงสร้างในการจัดการหอศิลป์ตะวันออก ในช่วงปี พ.ศ.2549 ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องคือฝ่ายการดูแลหอศิลปะและวัฒนธรรมภาคตะวันออก ที่ตั้งขึ้นมาโดยเฉพาะ ซึ่งสังกัดกับสถาบันศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยบูรพา
ต่อมาในปี พ.ศ.2551 หอศิลป์ฯ ภาคตะวันออก ย้ายไปสังกัดกับ สถาบันวิจัยวัฒนธรรมและศิลปะ มหาวิทยาลัยบูรพา ก่อนที่ในปีเดียวกัน จะเปลี่ยนสังกัดเป็น คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ.2551
ในปัจจุบัน ‘หอศิลปะและวัฒนธรรมภาคตะวันออก’ อยู่ภายใต้สังกัด สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาบูรพา ตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยบูรพาว่าด้วยการแบ่งหน่วยงานภายในส่วนงาน พ.ศ. 2551 และฉบับปัจจุบันตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยบูรพาว่าด้วยการแบ่งหน่วยงานภายในส่วนงาน พ.ศ. 2555 โดยมี คณะดนตรีและการแสดง เป็นหน่วยงานที่ดูแลเรื่องการใช้สถานที่ในปัจจุบัน
EPIGRAM เดินทางไปสอบถามผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการอย่าง กองอาคารและสถานที่ สำนักอธิการบดี มหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งได้ให้ข้อมูลว่า ในส่วนของการจัดการสถานที่ คณะดนตรีและการแสดงจะเป็นผู้ดูแลหลัก กองอาคารและสถานที่จะดำเนินการในเรื่องซ่อมบำรุง และการดูแลค่าใช้จ่ายเรื่องค่าน้ำค่าไฟ ส่วนในเรื่องรายละเอียดและการตัดสินใจว่าจะบริหารจัดการยังไงต่อไปนั้น จะมาจากมติของ ‘สภามหาวิทยาลัยบูรพา’ โดยมีอธิการบดีเป็นประธานในที่ประชุม และมีผู้ทรงคุณวุฒิให้คำปรึกษาเรื่องแนวทางตามแต่หัวข้อของเรื่องนั้นๆ อีกทีหนึ่ง

ซึ่งเมื่อสอบถามคณะดนตรีและการแสดง ที่มีส่วนในการดูแลหอศิลปะและวัฒนธรรมภาคตะวันออก ก็ได้รับการยืนยันว่ามีส่วนรับผิดชอบแค่เพียงการดูแลการใช้พื้นที่ แต่ไม่มีส่วนในการบริหารจัดการ โดยผู้ให้ข้อมูลได้บอกกับ EPIGRAM ว่า “คณะดนตรีและแสดงไม่ได้จัดการ เพียงแต่ว่าเป็นผู้ดูแล โดยมีเจ้าหน้าที่อยู่หนึ่งคน มีหน้าที่ในการอํานวยความสะดวก แต่ว่าโดยโครงสร้างของหอศิลป์ฯ นั้น ขึ้นตรงกับสํานักงานอธิการบดี”
นอกจากนี้เขายังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “เมื่อก่อนหอศิลป์จะมีหน่วยหนึ่งที่เรียกว่าหน่วยในการจัดการดูแลหอศิลป์ฯ ภาคตะวันออก ซึ่งหน่วยนี้ถูกยุบไป ถ้าจําไม่ผิดน่าจะยุบไปประมาณ 2-3 ปีแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็จะกระจายกันไป บางคนก็มาสังกัดอยู่ที่คณะดนตรีและการแสดง บางคนไปอยู่คณะศิลปกรรม บางคนก็ไม่ได้ทํางานต่อ”
ซึ่งทางคณะดนตรีและการแสดง กล่าวว่า “ตอนนี้ก็เป็นที่จัดแสดงของนิสิต ถ้านิสิตขอใช้ เช่นการส่งผลงาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเรียน คณะดนตรีและการแสดงก็ต้องทําจดหมายเพื่อขอใช้ แต่ไม่ได้ใช้ฟรี ในบางกรณีก็ต้องเสียค่าใช้จ่าย แล้วก็มีส่วนที่นิสิตได้เข้าไปใช้ เพราะมันเป็นตึกที่มีพื้นที่ ก็กลายเป็นที่ซ้อมละคร ซ้อมงานดนตรี ซ้อมกิจกรรม ก็เหมือนกับที่ว่างใต้ตึก มีตรงไหนว่างเขาก็ไปซ้อมละคร ฉะนั้น ตรงนี้ถ้าเป็นพื้นที่ที่ไม่เป็นทางการก็กลายเป็นพื้นที่ที่นิสิตคณะดนตรีและการแสดงใช้ในเรื่องการทํากิจกรรม บางทีก็เปิดให้คนอื่นมาเช่าในการจัดงานต่างๆ ด้วย”
ในขณะที่ ผศ.ดร.ไพบูลย์ โสภณสุวภาพ นักวิชาการและอาจารย์จากคณะดนตรีและการแสดง ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นการเปิดใช้หอศิลป์ฯ ภาคตะวันออกว่า “คิดว่าสถานการณ์หอศิลป์ภาคตะวันออกตอนนี้เหมือนกับว่ามีการชะลอ เป็นเหมือนกับพื้นที่ที่รอให้คนมาใช้ มันไม่มีกิจกรรมที่ทําขึ้นมา หรือไม่มีตัวตั้งตัวตีที่จะลุกขึ้นมาทําให้หอศิลป์ฯ มันมีชีวิต ก็ไม่แน่ใจว่าตัวเป้าหมายของการจัดตั้งหอศิลป์ฯ ภาคตะวันออกในตอนนี้ ใครที่จะมีบทบาทในการมาทํา มันก็เลยเหมือนกับว่ามันไม่มีคนที่เข้ามาทําหรือว่าจัดการให้มันเกิดกิจกรรม มีโครงสร้าง มีตึก มีอาคาร แต่ว่าขาดคนที่เข้าไปดำเนินการ”
“ฉะนั้นอาจารย์คิดว่าที่มีการการยุบตัวหน่วยงานหอศิลปะและวัฒนธรรมภาคตะวันออก อาจจะเป็นสาเหตุที่ทําให้ไม่มีการขับเคลื่อนให้เกิดกิจกรรมในหอศิลป์ฯ ซึ่งหยุดดำเนินการไปน่าจะราวๆ สักช่วงก่อนโควิด จนถึงช่วงโควิด”

ซึ่งตรงกับข้อมูลของเจ้าหน้าที่ท่านหนึ่งซึ่งไม่สามารถเปิดเผยชื่อ-นามสกุล และสังกัดได้ ก็ได้ชี้แจงถึงสถานการณ์ปัจจุบันในส่วนของการจัดการ โดยปัญหาหลักอยู่ตรงที่ปัจจุบัน หอศิลปะและวัฒนธรรมภาคตะวันออกไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบดูแลโดยตรง เพราะสภามหาวิทยาลัยฯ ได้มีมติ ‘ยุบ’ ส่วนการจัดการของหอศิลป์ฯ ไปเมื่อราวๆปี พ.ศ.2565-2566 ส่งผลให้เกิดสภาวะสุญญากาศขึ้นเพราะไม่มีเจ้าภาพในการดูแลจัดการ
อีกทั้งยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า แนวทางปัจจุบันที่สภามหาวิทยาลัยฯ กำลังศึกษาเพื่อดำเนินการต่อไปในเรื่องนี้ มีอยู่ 3 แนวทางด้วยกัน คือ;
- ซ่อมแซม และทาสีใหม่ ให้ใกล้เคียงกับสภาพเดิมมากที่สุด
- ทุบตัวอาคารแต่ละอาคารให้เหลือเพียงโครงสร้างเดิม และเตรียมสร้างใหม่
- ทุบกลุ่มอาคาร ‘หอศิลปะและวัฒนธรรมภาคตะวันออก’ ทิ้ง และจัดสรรพื้นที่ใหม่สำหรับการดำเนินงานด้านอื่นๆ ของมหาวิทยาลัยบูรพา
ซึ่งทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับสภามหาวิทยาลัยฯ มีมติต่อไป โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิเป็นผู้ศึกษาแนวทางก่อนนำเสนอในที่ประชุม ส่วนสถานการณ์การจัดการพื้น ณ ปัจจุบัน คือ คณะดนตรีและการแสดง กำลังทำหนังสือ ดำเนินการเรื่องคืนการจัดการให้แก่สำนักอธิการบดีเป็นลำดับต่อไป
โดยเขายังได้อธิบายต่อไปอีกด้วยว่า คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เคยมาศึกษาพื้นที่ และมีแนวทางว่าจะใช้งบประมาณมาสนับสนุนหอศิลป์ฯ ภาคตะวันออก เพื่อเป็นพื้นที่สื่อสารเกี่ยวแนวทางของนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกสู่สาธารณะ แต่ก็เงียบหายไป
ซึ่งเจ้าหน้าที่ท่านนี้ได้ตั้งคำถามทิ้งทายในทำนองที่ตนเข้าใจว่า นโยบายของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกนั้น มีงบสนับสนุนและพัฒนาเกี่ยวกับเรื่องศิลปะและวัฒนธรรม แต่ทำไมภาพที่ทุกคนเข้าใจ ถึงเป็นการให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมเพียงด้านเดียว?
จากการสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม พบว่า มหาวิทยาลัยบูรพา ได้ทำข้อตกลงความร่วมมือเรื่อง การเดินหน้าสู่การเป็น ‘มหาวิทยาลัยหลักใน EEC’ จากการประสานงานระหว่าง ดร.อภิชาต ทองอยู่ ประธานคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC HDC) และ รศ.ดร.วัชรินทร์ กาสลัก อธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรพาในปัจจุบัน

โดย ดร.อภิชาต ได้เปิดเผยกับ salika.co ว่าได้เข้าร่วมเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยบูรพา และดำเนินงานตามภารกิจสำคัญที่ตกลงกันไว้คือมุ่งขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยบูรพาให้เป็นกำลังสำคัญในการผลิตและพัฒนาบุคลากรตอบโจทย์ความต้องการในพื้นที่ EEC
โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อวางแนวทางให้มหาวิทยาลัยบูรพา เนื่องจากในปี พ.ศ. 2559 มหาวิทยาลัยบูรพา ถูกคำสั่ง ม.44 เข้าจัดระเบียบ แก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา รัฐบาล ณ ขณะนั้น (คสช.) ได้ส่งผู้บริหารเข้ามาจัดการปัญหาและความขัดแย้งภายในสถาบัน ผู้รักษาการณ์อธิการบดีตอนนั้นได้หารือและตกลงร่วมมือกับทาง EEC ที่จะปรับฐานยกระดับให้บูรพาเป็นมหาวิทยาลัย EEC เพื่อส่งเสริมผลิตบุคลากรสนับสนุนการลงทุนใหม่ โดยได้ทำ MOU ร่วมกัน
ปัจจุบันศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้ของ EEC สาขาต่างๆ มีทั้งหมด 10 ศูนย์ฯ ด้วยกัน ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยบูรพาถึง 3 ศูนย์ คือ ศูนย์ EEC Automation Park ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ดำเนินการเกี่ยวกับระบบวิศวกรรมอุตสาหกรรม, ศูนย์พัฒนาการท่องเที่ยวคุณภาพสูงยุคใหม่ หรือ ENTOUR ที่คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยบูรพา จัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวสมัยใหม่ ยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวให้หลากหลายขึ้น และ ศูนย์เชี่ยวชาญ EV conversion (EVcon) ตั้งอยู่ที่ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ดำเนินการเกี่ยวกับยานยนต์พลังงานไฟฟ้า
ซึ่งดูเหมือนว่าทิศทางของสภามหาวิทยาลัย สังกัดสำนักอธิการบดี มหาวิทยาลัยบูรพา ในปัจจุบันอาจเล็งเห็นถึงความเป็นไปได้ในการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับด้านอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว มากกว่าการพัฒนาองค์ความรู้เชิงศิลปะและวัฒนธรรม
และชะตากรรมของหอศิลปะและวัฒนธรรมตะวันออก ก็ยังไม่รู้จะเป็นอย่างไรต่อไป

ทิ้งร่าง ห่างเหิน ไร้ทิศทาง
ทั้งหมดทั้งมวลนั้นคือความซับซ้อน และยังไม่อาจหาทางออกได้ แม้จะผ่านมายาวนานนับ 7 ปี ที่แม้เราจะมีหอศิลปะและวัฒนธรรมภาคตะวันออก แต่กลับถูกปิดตายลงไปโดยไร้คำตอบที่แน่ชัด
แน่นอนว่า 7 ปีที่ถูกทิ้งร่าง ทำให้สภาพของอาคารที่มีการทรุดโทรมตามกาลเวลา อาคารบางอาคารไม่ถูกเปิดใช้ ซึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนคือ หออัครศิลปิน ที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของหอศิลปะและวัฒนธรรมภาคตะวันออก เริ่มมีร่องรอยการผุผังจากโครงสร้างที่เป็นไม้ โดยเฉพาะบริเวณขั้นบันไดที่สังเกตเห็นได้ชัด
แต่แม้อาคารจะถูกปิดตาย แต่พื้นที่โดยรอบก็ยังเป็นพื้นที่ที่นิสิตเข้ามาใช้งานตามแค่พื้นที่จะอำนวย โดยนิสิตจากคณะดนตรีและการแสดง ก็ยังใช้งานสถานที่แห่งนี้เป็นที่เรียน และซ้อมการแสดงอยู่โดยรอบ ทำให้เห็นการขาดแคลนพื้นที่เรียนรู้ของนิสิตอย่างจริงจัง ไปพร้อมๆ กับประโยชน์ของหอศิลปะและวัฒนธรรมตะวันออกที่หลายคนมองข้าม

ซึ่งจากการสำรวจความคิดเห็นของ นิสิตคณะดนตรีและการแสดง มหาวิทยาลัยบูรพา ที่ใช้สถานที่อยู่ ณ บริเวณนั้นส่วนหนึ่ง ในพบว่า ปัจจุบัน หอศิลป์ฯ แห่งนี้ถูกใช้เป็นสถานที่สำหรับการจัดการเรียนการสอนในบางรายวิชาของคณะดนตรีและการแสดงเพียงเท่านั้น นอกจากนี้หากนิสิตต้องการสถานที่สำหรับการฝึกซ้อมละครเวที หรือถ่ายงาน ก็มักจะมาใช้กลุ่มอาคารดังกล่าวเป็นสถานที่สำหรับการฝึกฝน ซักซ้อม
อย่างไรก็ตามหากพวกเขามีผลงานที่อยากนำเสนอ ก็ไม่อาจจัดแสดงในสถานที่นี้ได้ หรือถ้าหากต้องการใช้สถานที่จริงๆ ก็ต้องทำเรื่องติดต่อมายังส่วนการจัดการของหอศิลป์ฯ ซึ่งอยู่ภายใต้กองอาคารและสถานที่ สังกัดสำนักอธิการบดี มหาวิทยาลัยบูรพา และมีการเสียค่าใช้จ่ายในการเช่าสถานที่
นอกจากนิสิตคณะดนตรีและการแสดงแล้ว อีกคณะทีไ่ด้รับผลกระทบก็คือ คณะศิลปกรรม มหาวิทยาลัยบูรพา ที่แม้จะเป็นคณะศิลปะ แต่ก็ไม่เคยได้ใช้พื้นที่ภายในหอศิลป์แห่งนี้
นอกจากนั้น หนึ่งในนิสิตของคณะศิลปกรรม บอกว่าจากที่เคยมีโอกาสได้เดินสำรวจสถานที่ภายในส่วนจัดแสดง ตนเองเห็นว่าส่วนใหญ่แล้วนิทรรศการถาวรด้านล่าง เป็นการจัดแสดงงานเชิงประวัติศาสตร์มากกว่า ซึ่งตนก็ไม่ได้เห็นว่าเป็นเรื่องที่ผิด หรือไม่ดี แต่เพียงตั้งคำถามว่า หากมีการเปิดใช้อย่างเป็นสาธารณะ และจัดสรรโซนภายในใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน อาจทำให้วงการศิลปะในภาคตะวันออกเฟื่องฟูมากขึ้นกว่านี้หรือไม่

โดยสรุป นิสิตส่วนใหญ่จากทั้ง 2 คณะของมหาวิทยาลัยบูรพา ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้หอศิลป์ฯ มากที่สุดแล้ว ก็ดูเหมือนจะมีความเข้าใจว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของคณะดนตรีและการแสดง รวมไปถึงหอศิลปะและวัฒนธรรมแห่งนี้ เป็นเพียงหอศิลปะและวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยบูรพาเพียงเท่านั้น มีเพียงบางส่วนที่รับรู้ว่า หอศิลปะและวัฒนธรรมแห่งนี้ถูกนิยามเมื่อครั้งก่อตั้งว่าเป็น หอศิลป์ฯ ของภาคตะวันออก
ถึงอย่างนั้นแล้ว ปัจจุบัน คณะดนตรีและการแสดง ในฐานะผู้รับผิดชอบดูแลสถานที่ในปัจจุบัน ก็มีความพยายามในการผลักดันพื้นที่เพื่อให้นิสิตและประชาชนทั่วไปได้เข้าใช้พื้นที่หอศิลป์ฯ แห่งนี้ จากการเปิดพื้นที่ด้านล่างของอาคารหลัก ให้เป็นแหล่งค้นคว้าข้อมูลด้านศิลปะและวัฒนธรรม และพื้นที่บริการ CO-Working space และเปิดให้ใช้สถานที่บางส่วนของหอศิลป์ฯ ได้เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา
คำถามสำคัญต่อไปคือ พื้นที่ที่ถูกเรียกว่า ‘หอศิลปะและวัฒนธรรมภาคตะวันออก’ แห่งนี้ ได้ใช้พื้นที่เต็มศักยภาพ และตรงตามวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งหรือไม่ อีกทั้งแนวทางในการแก้ไขปัญหานั้น อยู่ในขั้นตอนใดหลังจากผ่านระยะเวลามากว่า 7 ปี?
ไปให้ไกลกว่าคือพื้นที่ศิลปะภาคตะวันออกจะเติบโตได้อย่างไร?
แน่นอนว่าแม้จะเต็มไปด้วยความซับซ้อน แต่ใช่ว่าจะไม่มีทางออกที่เหมาะสม โดย ผศ.ดร.ไพบูลย์ โสภณสุวภาพได้บอกว่า
“ในมุมของอาจารย์ ก็เสียดายบทบาทของหอศิลป์ฯ ภาคตะวันออก คําว่าภาคตะวันออกคืออะไร สิ่งสําคัญคือกระบวนการที่จะทําให้เกิดมูลค่าทางด้านความรู้ มูลค่าที่ทําให้คนแวะเวียนมาซึมซับมันมากน้อยแค่ไหน อาจารย์ว่ามันขาดกระบวนการเหล่านี้ บวกกับมันขาดคนที่จะนําพากิจกรรม ซึ่งบางทีก็ไม่จําเป็นจะต้องหวือหวา แต่ว่ามันขาดคนที่จะเข้ามาบริหารจัดการแล้วทำให้มันเป็นแหล่งความรู้ของภาคตะวันออกจริงๆ ซึ่งพอมันไม่มีคนที่เข้ามาจัดการหลัก การประสานงานขอใช้จากที่ต่างๆ มันกลายเป็นขอใช้สถานที่แล้วมันเหมือนไม่มีใครมีอํานาจในการตัดสินใจที่จะให้ใช้ได้อย่างชัดเจน คือมันไม่มีทิศทาง”

“ถ้ามันจะจัดการดี มันต้องไม่ผูกติดอยู่กับหน่วยงานภายในด้วยซ้ำไป แต่ต้องเป็นหน่วยงานอิสระที่สามารถที่จะทํางานด้วยตัวเอง อย่างเช่นหอศิลป์ฯ มันก็ควรจะมีโครงสร้างของหอศิลป์ฯ ที่ทํางานแล้วคิดกิจกรรมด้วยตัวเอง โดยไม่ผูกติดกับตัวคณะใดคณะหนึ่ง อาจารย์ว่าสิ่งเหล่านี้อาจจะต้องการคนที่มาขับเคลื่อนให้ชัดเจน แล้วต้องมีทิศทางที่ต่อเนื่อง”
“ในมุมอาจารย์ คืออาจจะต้องกลับมาดูว่าบทบาทหน้าที่ของหอศิลป์ภาคตะวันออกคืออะไร แล้วไม่ควรไปอยู่ภายใต้ของทิศทางของหน่วยงานใด ต้องเป็นนโยบายที่บอกว่าใน 4 ปีจะต้องทําเรื่องนี้ ใน 4 ปีตามวาระของรัฐบาล จะต้องมาพร้อมกับทิศทางของรัฐบาลที่บอกจะต้องเปลี่ยนไปเป็นแบบนี้ บทบาทของหอศิลป์ฯ คือการสร้างความรู้ให้กับคนในภาคตะวันออก ซึ่งน่าจะมีตัวชูโรงด้วย ที่ไม่ใช่การจัดแสดงงานตามขนบ ตามโครงการ แต่เป็นงานที่ทําให้เกิดทิศทางไปต่อของสังคมในภาคตะวันออกได้ด้วย”
“มันอาจจะต้องมีกระบวนการในการรับฟังหรือกระบวนการในการพูดคุยสักที แล้วก็ไม่ได้พูดคุยเฉพาะแค่ฝั่งบริหารของมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่มันอาจจะต้องเปิดเป็นเหมือนเวทีสาธารณะที่มาจากทุกภาคส่วน ทุกกลุ่มคน ทุกช่วงวัย ทั้งนิสิตนักศึกษา ทั้งคนภายนอกด้วยที่อยากเห็น หรือคนที่เรียนจบไปแล้ว”
“อาจารย์คิดว่าเวทีนี้จะทําให้คนเกิดความเข้าใจด้วยว่า สิ่งที่ ‘ฉัน’ เคยเข้าใจว่าหอศิลป์ฯ ภาคตะวันออกเป็นแบบนี้มันมีการเคลื่อนไปด้วย มันมีความเข้าใจใหม่เกิดด้วย ซึ่งมันคือจุดเริ่มต้น พอมันเป็นแบบนี้แล้ว มันมา shape ได้ไหมว่าจะทํายังไงไปให้ถึงแบบที่ทุกคนหวังเอาไว้ ก็อาจจะต้องมาวิเคราะห์ว่าเป็นไปได้ไหมที่จะทําให้เกิดแบบนี้ แล้วใครบ้างจะทํา อันดับแรกอาจารย์ว่าต้องทําให้เกิดความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของด้วยร่วมกันของคนในสังคมด้วย และมันควรจะเริ่มได้แล้ว”

ในขณะเดียวกันการที่หอศิลปะและวัฒนธรรมภาคตะวันออกถูกทิ้งร้างก็สะท้อนปัญหาพื้นที่สร้างสรรค์ของคนตะวันออกที่มีจำนวนน้อยเกินไป ซึ่งหนึ่งในศิลปินที่เห็นปัญหานี้คือ Cigaboii ศิลปินอิสระรุ่นใหม่ในจังหวัดชลบุรี ที่ก่อนหน้านั้นเขาก็คือหนึ่งในนิสิต คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา และเปรียบเสมือน ‘ดาวรุ่ง’ ของวงการศิลปินในภาคตะวันออก
ปัญหาสำคัญที่ตัวเขาได้สังเกตเห็นและตั้งคำถามคือ การที่เมืองอย่าง จ.ชลบุรี ที่มีทรัพยากรและศักยภาพเพียงพอที่จะผลักดันให้พื้นที่แห่งนี้ ได้เป็นที่รู้จักในด้านศิลปะ ดนตรี วัฒนธรรม แต่สิ่งที่เกิดจริงในพื้นที่ กลับไม่เป็นอย่างที่เขา หรือหลายๆ คนหวังไว้
Cigaboii ได้ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีของการที่ภาคตะวันออกไม่มีพื้นที่สาธารณะสำหรับจัดแสดงงานศิลปะ หรือในกรณีอย่าง ‘หอศิลปะและวัฒนธรรมภาคตะวันออก’ ที่ไม่สามารถเข้าชมอย่างเป็นสาธารณะได้ในปัจจุบัน ว่า
“เราขาดพื้นที่โชว์งาน เราขาดประสบการณ์ด้านนี้ ทําไมเราถึงไม่ถูกสอนให้เรานำเสนองานศิลป์เป็น ที่ผ่านมาสมัยผมเรียน นิสิตคณะศิลปกรรมไม่ได้โชว์งานทุกคนเพราะพื้นที่มันน้อยครับ ทําให้เราไม่ค่อยได้โชว์งานกัน แล้วบางคนที่อยากโชว์จริงๆ ขาดพื้นที่ แล้วยิ่งคนที่ไม่มีคอนเน็คชันข้างนอกด้วย จะมาคุยกับคาเฟ่ ผมว่าก็คงยากครับ ยิ่งเป็นนิสิตอีก ผมว่าหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องควรจะซัพพอร์ตด้านนี้บ้าง”

“ณ ตอนนี้ ถ้าอยากจัดแสดงก็ต้องคุยกับเจ้าของร้านครับ คาเฟ่ในชลบุรีนี่เยอะมาก เขาก็มีพื้นที่ของเขาที่สามารถให้ใช้พื้นที่ ให้เราโชว์งานกันได้บ้าง แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้มีสถานที่โชว์งานแบบจริงจัง แบบให้มาเดินดูงานกันเหมือนหอศิลป์ฯ อย่างที่กรุงเทพ ทั้งๆ ที่เอาเข้าจริงเรามีสถานที่แบบนั้นนะ แต่มันไม่เปิดใช้ไง”
เขาได้กล่าวถึงความยากลำบากในการจัดแสดงผลงานของในฐานะนิสิต และในฐานะศิลปินอิสระ ที่หากไม่มีเครือข่าย หรือ ‘คอนเน็คชัน’ ที่ให้ความสำคัญกับงานศิลป์แล้ว ก็เป็นการยากที่จะถูกรับรู้และเป็นที่รู้จัก หรือมีตัวตนในสายงานของวงการศิลปะในพื้นที่ได้
อีกทั้งยังตั้งคำถามถึง ‘พื้นที่สาธารณะ’ ที่ไม่ใช่สถานที่ของเอกชน แต่เป็นสถานที่กลาง ที่สามารถทำให้คนอย่างพวกเขา สามารถเข้าถึงโอกาสในการเป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้นในวงกว้าง ดังเช่น หอศิลปะและวัฒนธรรม ที่อยู่ใจกลางเมืองหลวง เพียงแต่ว่า สถานที่ในทำนองนี้ถึงจะมีอยู่ในพื้นที่ก็จริง แต่หากไม่ถูกเปิดใช้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการไม่มีพื้นที่ให้พวกเขาได้โชว์ฝีมือ หรือจัดแสดงงาน

“ผมว่าศิลปะในพื้นที่นี้มันมีหลากหลายมาก ทั้งดนตรี งาน Event ต่างๆ Artist ก็เยอะมาก แต่กลายเป็นขาดที่โชว์ของกัน จริงๆ ผมคิดว่าศักยภาพของคนทำงานด้านนี้ในพื้นที่ ถ้าให้เทียบกันเราก็ไม่แพ้กรุงเทพฯ หรือไกลออกไปหน่อยอย่างเชียงใหม่เลยครับ ผมว่าเราไม่แพ้ใครเลยครับ เด็ดๆ ทั้งนั้น สายคาแรกเตอร์หรือสายสตรีทอาร์ตส่วนใหญ่ก็เป็นชาวภาคตะวันออกทั้งนั้น รุ่นต่อๆ ไปผมว่าก็เฟี้ยวไม่แพ้กัน เท่าที่ผมเห็น ณ ช่วงเวลาที่ผมอยู่ตอนนี้ ทุกคนมีจิตวิญญาณ แล้วมันหลากหลายมาก แต่เราอยู่ด้วยกันได้ เราแค่ขาดพื้นที่ในการแสดงออกบางอย่าง”
“ผมว่าพื้นที่มันจําเป็นมากๆ เลย ยิ่งชลบุรีเป็นเมืองท่องเที่ยวด้วย ล่าสุดหมูเด้งทําชลบุรีแตกนะครับ (หัวเราะ) แล้วจะยิ่งดีกว่านี้ถ้าแบบเรามีพื้นที่สาธารณะที่ให้คนมา นอกจากสวนสัตว์แล้ว มาหาดแล้ว มาพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแล้ว ยังมีหอศิลป์ฯ ของภาคตะวันออกให้ทุกคนได้เดินดูผลงาน และยังสะท้อนความเป็นภาคตะวันออกไปพร้อมๆ กันได้ด้วย”
“เราควรที่จะต้องสนับสนุน แล้วก็ให้ค่าพื้นที่อย่าง ‘หอศิลปะและวัฒนธรรมภาคตะวันออก’ ให้มากกว่านี้ครับ ผมว่ามันจะเกิดประโยชน์เยอะมากๆ สําหรับคนรุ่นใหม่ คนที่อยากสร้างความฝันของตัวเอง คนที่มีจิตวิญญาณทางด้านศิลปะ มันทําให้เรามีพื้นที่ และแสดงตัวตนของเราได้เพิ่มมากขึ้น เราไม่ต้องดิ้นรนไปถึงกรุงเทพฯ มันได้ประโยชน์มากๆ กับทั้งคนพื้นที่ คนที่มาเที่ยว คนที่ทํางาน มันควรมีพื้นที่แบบนี้บ้าง พวกเรากําลังบุกเบิกงานศิลปะในพื้นที่ เรากําลังทํามันให้เป็นจริงอยู่ สำคัญที่สุดคือต้องมีพื้นที่เพื่อรองรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นครับ”
ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของ ‘หอศิลปะและวัฒนธรรมภาคตะวันออก’ ที่ดูยังคงห่างไกลกับภาพฝันที่จะได้เปิดใช้งานให้สมฐานะ และอาจทำได้เพียงหวังว่า ‘ศิลปะ’ ในพื้นที่ตะวันออกจะถูกเห็นคุณค่า ผ่านการให้ความสำคัญกับพื้นที่แสดงออกเช่นหอศิลป์
เรื่องนี้อาจสะท้อนไปถึงการเปิดพื้นที่ให้กับความฝันแบบอื่นๆ ที่มากกว่าการพัฒนาด้วยอุตสาหกรรม และทำให้ ‘ภาคตะวันออก’ ไม่เหลือเพียงภาพจำที่ถูกกำหนดไปตามใจกลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่ง โดยทิ้งความฝันอื่นๆ ให้เป็นเพียงฝันลมๆ แล้งๆ



