ด้วยความที่มีทั้งภูเขาและทะเล ภาคตะวันออกจึงเป็นอีกหนึ่งภูมิภาคที่มีความอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายของต้นไม้และพืชพรรณ ทั้งที่เป็นไม้ยืนต้นและไม้ล้มลุก ทั้งที่กินได้และกินไม่ได้ และความรุ่มรวยของพืชพันธุ์ต่างๆ ของภาคตะวันออกไม่ได้ปรากฏให้เห็นเพียงแค่ภาพของผืนป่าหรือภูเขาที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน หรือปรากฏเป็นวัตถุดิบอย่างใดอย่างหนึ่งในสำรับอาหารเท่านั้น แต่ยังได้กลายมาเป็นหลากหลายชื่อบ้านนามเมืองในเบื้องตะวันออก ทั้งชื่อจังหวัด ตำบล และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ
และในคอลัมน์นามเมืองเบื้องตะวันออกคราวนี้ เราขอแนะนำให้รู้จักกับชื่อบ้านย่านเมืองในภาคตะวันออกที่มาจากชื่อพืชพันธุ์ไม้ชนิดต่างๆ ที่โดยส่วนมากมักปรากฏเป็นชื่อตำบล อาทิ ตำบลวังหว้า, ตำบลวังโตนด, ตำบลแสลง, ตำบลแสนภูดาษ, และตำบลมะขามหย่ง หากแต่ก็มีบ้างที่ชื่อของต้นไม้ไปปรากฏเป็นชื่อจังหวัด อันได้แก่ ตราด และระยอง รวมถึงปรากฏเป็นชื่อสถานที่ท่องที่ยวสำคัญของภาคตะวันออก เช่น เกาะเสม็ด
และต่อจากนี้คือเรื่องราวของนามเมืองในเบื้องตะวันออกซึ่งมีที่มาจากชื่อของต้นไม้หลากหลายชนิดพันธุ์ที่เคยเจริญเติบโตและมีอยู่อย่างหนาแน่นในพื้นที่ของภาคตะวันออก
กราดและราย็อง จากชื่อต้นไม้ก่อนกลายเป็นชื่อจังหวัด
สำหรับชื่อจังหวัดในภาคตะวันออกที่มีที่มาจากต้นไม้ มีอยู่ด้วย 2 จังหวัด นั่นก็คือตราดและระยอง ซึ่งเรื่องราวที่มาที่ไปของชื่อจังหวัดทั้งสองมีดังนี้
ตราด เป็นจังหวัดที่อยู่สุดปลายบูรพาทิศ มีพรมแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา เป็นจังหวัดที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและค่อนข้างที่จะโลดโผน เพราะครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ จังหวัดตราดเคยถูดยึดครองจักรวรรดินิยมฝรั่งเศส โดยที่ทางการไทยไม่ได้มีสิทธิ์ใดๆ ในพื้นที่นี้
สำหรับชื่อจังหวัดตราดนั้นไม่ปรากฏที่มาที่ไปอย่างชัดเจน หากแต่มีข้อสันนิษฐานที่เชื่อถือจาก คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุฯ ซึ่งเป็นคณะทำงานที่ทำหน้าที่ในการรวบรวม จัดเก็บ รักษา และเผยแพร่เอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ ระบุไว้ว่า พระครูคุณสารพิสุทธิ์ (เจ้ง จันทสโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อมและอดีตเจ้าคณะจังหวัดตราด เล่าไว้ว่าชื่อ ตราด เป็นคำที่เพี้ยนมาจาก ‘กราด’ ซึ่งหมายถึงไม้พื้นเมืองชนิดหนึ่ง เป็นไม้ยาง
ขณะที่พระราชเขมากร (ปกรณ์ เขมากโรทัย) ที่เป็นอดีตเจ้าคณะจังหวัดตราดเช่นกัน ก็ได้เล่าเพิ่มเติมไว้ว่าตราด หรือตราษ เดิมทีเป็นภาษาเขมรที่หมายถึงต้นไม้ยาง ซึ่งในอดีตถือเป็นไม้ที่ขึ้นอยู่มากในแถบนั้น และจากที่มีผู้ไปสืบค้นในพจนานุกรม Dictionaire Vieux Khmer-Francais-Anglais on old Khmer-French-English Dictionary ก็พบคำว่า ‘ตฺราจ’ ทั้งในภาษาเขมรโบราณและภาษาเขมรปัจจุบัน อันเป็นชื่อต้นไม้ที่มีน้ำยางเรียกว่าต้นตราจ
ทั้งนี้ เกี่ยวกับต้นกราดที่กลายเป็นชื่อของจังหวัดตราดนั้น พบข้อมูลจากกรมป่าไม้ว่า ต้นกราด หรือยางกราด เป็นไม้ยืนต้นยืนที่ใช้ประโยชน์ได้ทั้งการนำเนื้อไม้มาสร้างบ้านเรือน และการนำน้ำมันจากต้น ที่เรียกกันว่า ‘น้ำมันกราด’ ที่สามารถนำมาใช้ทำเป็นยาไต้เรือ หรือใช้ทาเครื่องจักรสานก็ได้
ในส่วนของ ระยอง ก็เป็นจังหวัดที่ได้ชื่อมาจากต้นไม้เช่นกัน โดยมีผู้สันนิษฐานกันไว้ว่าที่จริงแล้วระยองเพี้ยนเสียงมาจากคำว่า ‘ราย็อง’ อันเป็นภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ชอง ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองท้องถิ่นดั้งเดิมในภาคตะวันออก นิยมตั้งถิ่นฐานกันมากในแถบจันทบุรีและระยอง และคำว่าราย็องนี้ก็มีความหมายว่า ‘ไม้ประดู่’ หรือ ‘ต้นประดู่’ ที่ว่ากันว่าเป็นไม้ซึ่งเคยมีอยู่อย่างหนาแน่น

ต้นประดู่ป่า
ที่มาภาพ สวนส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจ สำนักเศรษฐกิจการป่าไม้
อย่างไรก็ดี เกี่ยวกับชื่อจังหวัดระยองนี้ นอกเหนือจากที่มาซึ่งมาจากชื่อเรียกต้นประดู่ในภาษาชองแล้ว ยังได้มีการสันนิษฐานถึงที่มาของชื่อเอาไว้ในอีกหลายทฤษฎี เป็นต้นว่า ระยองมาจากคำว่าราย็องในภาษาชอง แต่แปลว่า ‘เขตรแดน’ ไม่ได้แปลว่าต้นประดู่
ขณะที่ในอีกทฤษฎีหนึ่งซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือ วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดระยอง ระบุว่าชื่อจังหวัดระยองไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับภาษาชอง แต่มาจากตำนานที่เล่าสืบกันต่อมาว่าระยองเพี้ยนมาจากคำว่า ‘ยายยอง’ อันหมายถึงยายแก่คนหนึ่งที่ชื่อว่า ยอง ซึ่งเป็นคนแรกๆ มาตั้งหลักทำไร่ไถนาในแถบนี้ และมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วจนทำให้คนที่ผ่านไปผ่านมาพากันเรียกบบริเวณนี้ว่า ‘ไร่ยายยอง’ หรือ ‘นายายยอง’ เมื่อเวลาผ่านไปจึงเพี้ยนมาคำว่าระยองในที่สุด
นอกจากนี้แล้ว ยังมีอีกทฤษฎีหนึ่งที่ว่าระยองเป็นคำที่แผลงมาจากภาษามลายู โดยอธิบายว่าในอดีตพื้นที่แถบจังหวัดระยองเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชุมชนดั้งเดิมซึ่งเป็นชาติพันธุ์มลายู มีอาชีพประมงและทำเกษตรกรรมเล็กน้อย ชุมชนดังกล่าวมีการเรียกชื่อถิ่นฐานของตนตามลักษณะภูมิศาสตร์ว่า ‘กัวลา’ ‘ลาหญา’ หรือ ‘ลางเยา’ และต่อมาเมื่อถูกผนวกรวมเข้ากับกรุงศรีอยุธยา จากคำว่า ลาหญา หรือลางเยา ก็กลายเป็น ‘รยอง’ และระยอง
อย่างไรก็ดี ด้านนักประวัติศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญโบราณคดีอย่าง สุจิตต์ วงษ์เทศ ได้แสดงความเห็นเกี่ยวที่มาของชื่อเมืองระยองเอาไว้ว่า ระยองเป็นภาษาชอง ที่แปลว่าต้นประดู่ พร้อมทั้งยืนยันว่าคนระยองเองก็เชื่อมั่นในข้อมูลชุดนี้มากไปกว่าข้อมูลชุดอื่นๆ ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ตามข้อคิดเห็นนี้ว่าชื่อของจังหวัดระยอง (ในแบบฉบับที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วกัน) มีที่มาจากภาษาชองที่แปลว่าต้นประดู่นั่นเอง
หว้า โตนด ลำพู และมะขาม ว่าด้วยนามต้นไม้ที่กลายเป็นชื่อตำบล
นอกเหนือไปจากชื่อจังหวัดแล้ว พบว่าในภาคตะวันออกยังมีชื่อของตำบลอีกหลายแห่งที่มีที่มาจากชื่อของพืชพันธุ์ และในที่นี้เราจะขอหยิบยกมาเล่าสู่กันฟังในจำนวน 4 ตำบล อันได้แก่ ตำบลวังหว้า, ตำบลวังโตนด, ตำบลแสลง, ตำบลมะขามหย่ง และตำบลแสนภูดาษ ซึ่งที่มาของชื่อในแต่ละตำบลมีดังนี้
ตำบลวังหว้า เป็นตำบลหนึ่งในอำเภอแกลง จังหวัดระยอง ถือเป็นหนึ่งในตำบลที่มีความเก่าแก่ของจังหวัด มีข้อมูลของตำบลแห่งนี้ปรากฏขึ้นตั้งแต่ในช่วงปี พ.ศ. 2440 โดยชื่อตำบลวังหว้านี้มีที่มาจากพื้นที่ในแถบนี้มีลักษณะภูมิศาสตร์ที่เป็นห้วงน้ำหรือแอ่งน้ำ หรือเป็นบริเวณที่น้ำลึก ซึ่งคนโบราณจะเรียกกันว่า ‘วัง’ ประกอบกับมี ‘ต้นหว้า’ ขนาดใหญ่ขึ้นอยู่หนาแน่น ดูโดดเด่นขึ้นมาจากพืชพันธุ์อื่นๆ ที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน ดังนั้นผู้คนจึงพากันเรียกแถบนี้ว่าวังหว้ามาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน
ต่อมา ตำบลวังโตนด ที่ตั้งอยู่ในอำเภอนายายอาม จังหวัดจันทุบรี ที่มาของชื่อตำบลนี้ก็เช่นเดียวกับตำบลวังหว้า กล่าวคือ มีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เป็นห้วงน้ำหรือแอ่งน้ำ หรือเป็นบริเวณที่น้ำลึก ประกอบกับต้นตาลโตนดขึ้นเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ผู้คนพากันเรียกแถบนี้ว่าวังโตนดนั่นเอง

ต้นตาลโตนด
ด้าน ตำบลแสลง ที่ตั้งอยู่ในอำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ก็มีชื่อเรียกที่มาจากต้นแสลง หรือต้นแสลงใจ ซึ่งเป็นพืชมีสรรพคุณมากในทางยา สามารถนำมาใช้แก้ไข้ บำรุงร่างกาย แก้พิษภายใน แก้ปวดเมื่อย หรือแก้ไข้ บำรุงหัวใจให้เต้นแรง บำรุงธาตุ บำรุงประสาท ขับปัสสาวะ แก้กษัย แก้เหน็บชาได้ และในสมัยอดีต บริเวณที่เป็นตำบลแสลงในปัจจุบันก็มีต้นแสลงใจเติบโตขึ้นอย่างโดดเด่น และจากชื่อของต้นไม้ก็ได้กลายมาเป็นชื่อเรียกตำบลในที่สุด
ในส่วนของ ตำบลมะขามหย่ง ซึ่งเป็นตำบลหนึ่งในอำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ที่แต่เดิมคือพื้นที่ของกองทัพเรือนั้นก็มีชื่อเรียกมาจากต้นมะขามที่เติบโตขึ้นในแถบนั้น หากแต่เป็นต้นมะขามที่มีรากอยู่ในลักษณะหย่ง หรือยกสูงขึ้น เนื่องจากถูกน้ำทะเลกัดเซาะ ด้วยความที่เป็นลักษณะซึ่งดูแปลกตา ชาวบ้านในแถบนั้นจึงเรียกขานย่ายตำบลนี้ว่ามะขามหย่ง
และ ตำบลแสนภูดาษ ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นตำบลที่ริมฝั่งแม่น้ำบางปะกง โดยชื่อแสนภูดาษนี้มีที่จากการมีลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นพื้นที่ราบลุ่มชายเลน ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ และที่สำคัญคือเป็นพื้นที่น้ำกร่อย ทำให้ในอดีตที่นี่มีต้นลำพูขึ้นอยู่มากมาย โดยที่บริเวณใต้ต้นลำพูก็จะมีหน่อลำพูแตกออกมา ทั้งใต้ดินและบนดิน ทำให้ในช่วงเวลาน้ำขึ้นของคืนเดือนหงาย หรือคืนพระจันทร์เต็มดวง จะสามารถมองเห็นหน่อลำพูโผล่พ้นน้ำขึ้นมานับแสนหน่อ มองเห็นเป็นสีขาวๆ ดาษดื่นไปทั่วทั้งบริเวณ ผู้คนที่อยู่อาศัยในแถบนั้นจึงนำเอาปรากฏการณ์ธรรมชาติเช่นนี้มาตั้งเป็นชื่อเรียกตำบลว่า แสนภูดาษ โดยคำว่า ‘ภู’ ก็มาจากชื่อของ ‘พู’ ที่หมายถึงต้นลำพูนั่นเอง
มีข้อมูลว่าในสมัยอดีต ผู้คนในตำบลแสนภูดาษต่างทำมาหากินโดยอาศัยธรรมชาติ อันได้แก่ การทำนา การทำประมงริมฝั่งแม่น้ำ รวมถึงมีอาชีพตัดหน่อลำพูขาย เพื่อเอาไปใช้ทำจุกขวดน้ำปลาและขวดสุราด้วย

ต้นลำพู
ที่มาภาพ ศูนย์การเรียนรู้มหานคร.com
นอกเหนือไปจากชื่อจังหวัดและชื่อตำบลแล้ว ยังมีอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในภาคตะวันออกที่หลายคนรู้จักกันดี แต่อาจะยังไม่รู้ว่ามีชื่อเรียกที่มาจากต้นไม้อย่างหนึ่ง ซึ่งพบได้มากในแถบภาคตะวันออก นั่นก็คือ เกาะเสม็ด
ที่มาของชื่อเกาะนี้ ก็คือต้น ‘เสม็ด’ ซึ่งเป็นพืชชอบขึ้นอยู่ตามป่าชายหาดใกล้ทะเล โดยเฉพาะป่าพรุ เป็นพืชที่มีความคงทนต่อสภาพที่เปียกชื้น รวมถึงมีความคงทนต่อน้ำเค็ม สามารถนำมาประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น ทำไต้จุดไฟ ทำฝาบ้าน และมุงหลังคา หรือถ้านำไปสกัดใบก็จะได้น้ำมันหอมระเหยที่เรียกว่า Cajuput oil มีคุณสมบัติในทางยาคล้ายกับน้ำมันยูคาลิปตัส และด้วยความบนเกาะเสม็ดนั้นมีทั้งต้นเสม็ดขาวและเสม็ดแดงขึ้นอยู่มาก จึงได้กลายมาเป็นที่มาของชื่อเรียกเกาะนั่นเอง

ต้นเสม็ดขาว
เจ้าของภาพ Mark Marathon
อนึ่ง นอกจากเกาะเสม็ดแล้ว ยังมี ตำบลเสม็ด ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดชลบุรีอีกด้วย โดยที่มาของชื่อตำบลนี้ก็เช่นเดียวกับเกาะเสม็ดคือเป็นพื้นที่ที่มีต้นเสม็ดเติบโตอยู่มาก หากแต่ภายหลังมีการอพยเข้ามาตั้งถิ่นฐาน มีการถางป่าเสม็ดทำที่อยู่อาศัยและทำไร่นา จึงทำให้เป็นปัจจุบันตำบลเสม็ดได้กลายมาเป็นพื้นที่ทุ่งนาไปเสียเป็นส่วนใหญ่
แน่นอนว่าชื่อที่ถูกหยิบยกมานั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของอีกหลากหลายชื่อและหลากหลายพืชพันธุ์ที่มีอยู่จริงในภาคตะวันออก ไม่แน่ว่าในอนาคต คอลัมน์นามเมืองเบื้องบูรพาคงจะได้รวบรวมเรื่องราวนำของชื่อบ้านย่านเมืองในภาคตะวันออกที่มาจากชื่อของต้นไม้มาเล่าสู่กันฟังอีกครั้งก็เป็นได้
.
.
อ้างอิง
https://www.silpa-mag.com/history/article_109699
https://www.silpa-mag.com/culture/article_52770
http://www.saowangwa.go.th/history.php
http://chan.nfe.go.th/wangtanot/index.php?name=news2&file=readnews&id=65


