/

จากซ้องกั๋งสู่พนัสนิคม ชลบุรี ‘เอ็งกอ’ ศิลปะการแสดงแบบจีนที่สืบทอดกันมานานเกือบ 100 ปี

ซ้องกั๋ง หรือตำนาน 108 ผู้กล้าแห่งเขาเหลียงซาน ไม่เพียงแค่เป็นวรรณกรรมต่อต้านระบบศักดินาในประเทศจีน แต่ยังได้กลายเป็นท้องเรื่องของการแสดง ‘เอ็งกอ’ หนึ่งในศิลปะการแสดงแบบจีนที่มีการแสดงและสืบทอดต่อเนื่องกันมาในประเทศไทยนานกว่า 80 ปี 

หากใครเคยแวะเวียนไปอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ในช่วงที่มีงานประเพณีบุญกลางบ้าน (เดือนพฤษภาคม) หรือช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ (เดือนกันยายน) คงจะได้เคยสัมผัสกับขบวนเอ็งกอ ที่ผู้แสดงจะควงไม้พลองขนาดสั้น 2 ท่อน พร้อมกับร่ายรำในท่วงท่าที่พร้อมเพรียงและขึงขัง ตามจังหวะของการตีกลองแบบจีน โดยที่แต่ละคนจะมีลวดลายประดับบนใบหน้าคล้ายกำลังพรางตัวในยามออกศึก

การแสดงเอ็งกอได้สร้างความคึกคักให้แก่ย่านเมืองเก่าในอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ได้เป็นอย่างดี ขับเน้นให้ถนนหนทางในพนัสนิคมอบอวลไปด้วยความขึงขังที่มีมนตร์เสน่ห์เฉพาะตัว โดยเฉพาะในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาของการจัดงานเทศกาลเอ็งกอ 

และนี่เป็นจุดตั้งต้นที่ทำให้เราค่อยๆ ออกไปสำรวจตัวตนของเอ็งกอที่พนัสนิคม

เพราะจุดเริ่มต้นของเอ็งกอพนัสนิคม คือประวัติของคนพนัสฯ เชื้อสายจีน

แดดแรงในวันฟ้าโปร่งฉายกระทบไปที่กำแพงอาคารบริเวณทางเข้าลานจอดรถอาคารหอประชุมมูลนิธิบุญญวิทยา ที่ตั้งอยู่ในย่านเมืองเก่าพนัสนิคม ขับเน้นให้เห็นลวดลายบนกำแพงที่เป็นภาพของ สือเชียน ( 时迁) หรือ ‘ตัวงู’ หนึ่งในคาแรกเตอร์จากวรรณกรมจีนเรื่อง ซ้องกั๋ง

สือเชียนเป็นโจรภูเขาที่มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนแห่งเขาเหลียงซาน แต่ในขบวนการแสดง ‘เอ็งกอ’ เขาเป็นหัวขบวนที่เดินนำหน้าสมาชิกเอ็งกอคนอื่นๆ ทำหน้าที่คอยกำกับดูแลจังหวะและทำให้ทั้งขบวนเคลื่อนที่ไปอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยมีเอกลักษณ์คือการร่ายรำพร้อมกับงูที่ทำมาจากหนังสังเคราะห์ยัดนุ่น ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในตัวละครที่โดดเด่นเลยทีเดียว

“ในขบวนแห่ บางครั้งผมก็ต้องไปก่อน ไม่ใช่แค่รับบทบาทตัวงู แต่ต้องดูว่าถนนข้างหน้าเป็นยังไง แล้วกลับมาบอกเพื่อน” ‘กัปตัน’ วสุชนก์ ปิยฉัตรโรจน์ เด็กพนัสฯ ที่เคยรับบทบาทเป็นสือเชียนในขบวนเอ็งกอและผู้เป็นต้นแบบของภาพสือเชียนบนผนังกล่าวเสริม

 

บริเวณใกล้กับสตรีทอาร์ตสือเชียน เราพบว่ามีสตรีทอาร์ตที่เกี่ยวกับเอ็งกออีกกว่า 4 แห่ง โดยเป็นภาพของคาแรกเตอร์ตัวหลักที่นิยมในพนัสนิคม ได้แก่ กวนเซิ่ง (關勝) หรือหนวดแดง หลี่ขุย (李逵) หรือหนวดดำ บู๊ซ้ง (武松) หรือผู้กล้าพเนจร และหลู่จือเซิน (鲁智深) หรือหลวงจีนลายบุปผา ซึ่งตามเนื้อเรื่องซ้องกั๋ง พวกเขาเป็นหนึ่งในดวงวิญญาณ 108 ดวง ที่แบ่งได้เป็น 36 ขุนพลสวรรค์ และ 72 ขุนพลพสุธา ซึ่งได้รับการปลดปล่อยมาเกิดบนโลกอีกครั้ง เพื่อปราบขุนนางกังฉินในสมัยราชวงศ์ซ่ง และตามเนื้อเรื่อง พวกเขาจะถูกมองว่าเป็นคนนอกกฎหมาย แม้จะสามารถรวมตัวกันเอาชนะกลุ่มขุนนางชั่วได้ ทว่าสมาชิกจำนวนกว่า 2 ใน 3 ของพวกเขากลับต้องเสียชีวิตลงอย่างน่าเศร้า

 

หากว่ากันตามหลักแล้ว นักแสดงในขบวนเอ็งกอที่อ้างอิงมาจากซ้องกั๋งจะต้องมีสมาชิกจำนวนทั้งหมด 108 คน แต่ในความเป็นจริง จำนวนนั้นก็มักลดหลั่นกันลงมา ขึ้นอยู่กับจำนวนคนในพื้นที่ที่มีการจัดแสดงเอ็งกอ และสำหรับคณะเอ็งกอในอำเภอพนัสนิคม แม้จะมีนักแสดงไม่ถึงจำนวนดังกล่าว แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่ตอกย้ำว่าเอ็งกอมีความสัมพันธ์กับคนพนัสฯ อย่างเข้มข้น นั่นก็คือ ‘สตรีทอาร์ต’ ที่ปรากฎอยู่ทั่วไปในเมือง

ข้อมูลจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรระบุว่า พนัสนิคมเป็นพื้นที่ที่มีคนท้องถิ่นและชาวจีนอาศัยอยู่ร่วมกันจำนวนมาก การเข้ามาของคนจีนถูกสันนิษฐานว่าเป็นผลจากการขยายตัวของกลุ่มคนจีนในบางปลาสร้อย จังหวัดชลบุรี และคนจีนในบริเวณแปดริ้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อชุมชนคนจีนแถบแม่น้ำหรือริมชายฝั่งทะเลเริ่มแออัด บางส่วนจึงอพยพลึกเข้าไปในแผ่นดินมากขึ้น และหนึ่งในเมืองที่คนจีนอพยพเข้ามาเป็นจำนวนมากก็คือเมืองพนัสนิคม

ภาพการแสดงเอ็งกอในศาลเจ้าที่อำเภอพนัสนิคม

ที่มาภาพ ศาลเจ้าจุ้ยกัวไต่ตี่ชลบุรี

นอกจากการขยายตัวของเมืองแล้ว ความขัดแย้งทางเชื้อชาติยังเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนจีนอพยพมาพนัสนิคม โดยความขัดแย้งดังกล่าวรุนแรงถึงขีดสุดในปี พ.ศ. 2391 เมื่อรัฐไทยสนับสนุนให้ชาวลาวได้ขึ้นเป็นเจ้าเมืองแปดริ้ว ทำให้คนจีนจำนวนหนึ่งในพื้นที่เกิดความไม่พอใจ นำมาสู่กบฏ ‘ตั้วเหี่ย’ ที่ได้สังหารเจ้าเมืองและยึดเมืองแปดริ้วเอาไว้ ก่อนจะถูกปราบปรามอย่างรุนแรง และการปราบปรามนี้ก็ได้ทำให้ชาวจีนอพยพย้ายถิ่นฐานหนีภัยไปพนัสนิคม

ถัดจากนั้น ในช่วงหลัง พ.ศ. 2447 รัฐไทยได้ดำเนินนโยบายชาตินิยมอย่างเข้มงวด มีกฎหมายควบคุมคนจีนเพราะความหวาดระแวงต่อภัยคอมมิวนิสต์ มีการบังคับสอนภาษาไทยอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง รวมไปถึงกำหนดให้มีการเปลี่ยนนามสกุลจาก ‘แซ่’ ต่างๆ ให้กลายเป็นไทยมาก และทั้งหมดทั้งมวลทำให้ความเป็นจีนค่อยๆ ถูกกลืนไปกับความเป็นไทย

แต่ถึงอย่างนั้น อัตลักษณ์และตัวตนของคนไทยเชื้อสายจีนยังคงอยู่ รวมไปถึงการสืบทอดวัฒนธรรมบางอย่าง และนั่นได้ทำให้ศิลปการแสดงเอ็งกอถูกหยิบยกขึ้นมา เพราะโดยเนื้อหาแล้ว เอ็งกอเป็นการแสดงที่เล่าเรื่องการเดินทางของคนทุกชนชั้นร่วมมือกันต่อสู้กับความอยุติธรรม มีจังหวะการแสดงและเสียงดนตรีที่เร้าอารมณ์ ซึ่งอาจเป็นส่วนกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกเป็นยึดโยงและพวกเดียวกันภายในชุมชนคนจีนโพ้นทะเล

ภาพการแสดงเอ็งกอในศาลเจ้าที่อำเภอพนัสนิคม

ที่มาภาพ ศาลเจ้าจุ้ยกัวไต่ตี่ชลบุรี

เวลาผ่านไป เมื่อปฏิทินเผยเลข พ.ศ. 2482 การแสดงเอ็งกอก็ได้ถือกำเนิดขึ้นที่พนัสนิคม โดยในครั้งนั้นเป็นการแสดงที่เริ่มจากพิธีล้างป่าช้าของศาลเจ้าเซียนซือ แต่เนื่องจากการล้างป่าช้าจะจัดขึ้นเพียง 1 ครั้งต่อ 10 ปี นั่นหมายความว่าการแสดงเอ็งกอพนัสนิคมหาดูยากมากๆ ส่งผลให้การสืบทอดและการฝึกฝนขาดความต่อเนื่อง

จนกระทั่งบุญชัย ทิพยางกูร อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาล 2 วัดกลางทุมมาวาส ได้นำเอ็งกอมาสอดแทรกรวมไว้กับวิชาเรียนอื่นๆ เช่น การวาดหน้าในวิชาศิลปะ การฝึกกำลังในวิชาพละศึกษา ทำให้ไม่เพียงแต่เป็นส่วนหนึ่งของพิธีการล้างป่าช้า แต่ได้ถูกนำมาแสดงในงานเทศกาลบุญกลางบ้าน งานเทศกาลไหว้พระจันทร์ รวมถึงงานจ้างอื่นๆ และได้เข้าไปอยู่ในความทรงจำคนพนัสฯ เรื่อยจนถึงปัจจุบัน

วัฒนธรรมที่ร้อยรัดผู้คนไว้ด้วยกัน

เอ็งกอ (英歌) ในภาษาจีนกลางออกเสียงว่า ‘อิง-เกอ’ หมายถึง ผู้กล้าแห่งเสียงเพลง มีผู้สันนิษฐานว่า เอ็งกออาจมีต้นกำเนิดจากประเพณีพื้นบ้านที่หลากหลาย เช่น อาจพัฒนามาจากระบำหน้ากากผี ซึ่งเป็นระบำเซ่นไหว้บวงสรวงของชาวฮั่น ผู้แสดงจะวาดลวดลายเป็นผีบนหน้ากาก แต่งกายสีเข้ม โดยเชื่อกันว่าระบำนี้จะช่วยขับไล่วิญญาณร้ายและปัดเป่าภัยอันตรายทั้งปวง

การระบำหน้ากากผีเป็นที่นิยมมากในพื้นที่ที่มีภัยพิบัติและตามชนบทของจีน ต่อมาในยุคราชวงศ์หมิง การแสดงแบบงิ้วในเอ็งกอได้ปรากฏขึ้นเพื่อเชิดชูคุณธรรมของผู้กล้าที่ต่อต้านการกดขี่ของชนชั้นปกครอง และหลังจากนั้นเอ็งกอก็เริ่มถูกนำมารวมเข้ากับประเพณีแห่เจ้า โดยถูกปรับให้มีรูปแบบเป็นขบวนแห่นับแต่นั้นมา และได้มีการปรับเปลี่ยนบางกระบวนท่าเพิ่มเข้ามา พร้อมกับเปิดโอกาสให้คนทุกเพศเข้าร่วมการแสดงได้ (จากเดิมที่อนุญาตเฉพาะผู้ชาย)

 

โชค-ศุภกร ปิยฉัตรโรจน์ หนึ่งในนักแสดงเอ็งกอจากพนัสนิคมที่เคยได้ไปสัมผัสบรรยากาศการแสดงเอ็งที่โผวเล้ง ประเทศจีน ดินแดนที่เป็นจุดกำเนิดของการแสดงเอ็งกอ เล่าว่าผู้คนที่นั่นให้ความนิยมกับเอ็งกอมากถึงขนาดที่ว่าในหมู่บ้านหนึ่งจะมีคณะเอ็งกอมากถึง 100 คณะ รวมถึงมีการจัดงานแข่งขันกันแบบจริงจัง 

“บางครั้งเดินๆ อยู่ เขาก็ตีกลองใส่กัน เป็นการประชันกันของสองคณะในหมู่บ้าน แต่ที่นี่ (พนัสนิคม) ไม่ถึงขั้นนั้นหรอกครับ” โชคกล่าว

 

แม้เอ็งกอที่ไทยจะไม่ได้จริงจังเข้มข้นเทียบเท่าแหล่งกำเนิด แต่เอ็งกอที่ไทยก็ไม่ได้มีรูปแบบการแสดงเป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมดเช่นกัน

เท่าที่มีการบันทึก เมื่อคลื่นผู้อพยพชาวจีนเริ่มเผยแพร่เอ็งกอในช่วงทศวรรษ 2480 อดีตนักแสดงเอ็งกอชาวจีนโพ้นทะเลจากหมู่บ้านโถ่วเกาได้บุกเบิกคณะเอ็งกอที่ศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อได้รับความนิยมมากขึ้น เอ็งกอคณะศาลเจ้าปู่-ย่า ในจังหวัดอุดรธานีก็ถือกำเนิดขึ้น โดยมีเอกลักษณ์คือการใช้ไม้พลองสั้นประกอบการแสดง ส่วนที่พนัสนิคม มีเรื่องเล่าว่า สองพี่น้องจากเมืองจีนชื่อ ‘เหล่าซำ’ และ ‘เหล่าเฮี้ยว’ เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาตั้งรกรากที่พนัสนิคม พวกเขาก็นำรูปแบบการละเล่นเอ็งกอแบบพื้นเมืองจากเมืองโผวเล้ง ซึ่งเป็นเมืองบ้านเกิดของพวกเขามาถ่ายทอด

ภาพการแสดงเอ็งกอในศาลเจ้าที่อำเภอพนัสนิคม

ที่มาภาพ ศาลเจ้าจุ้ยกัวไต่ตี่ชลบุรี

เมื่อพนัสนิคมไม่ได้มีแค่ผลิตภัณฑ์จักสาน

“ที่พนัสนิคมมีการฝึกสอนเอ็งกอให้กับเด็กๆ ตั้งแต่เล็กเลยครับ” โชคบอกกับเรา เขาถูกรุ่นพี่ชักชวนเข้าคณะเอ็งกอตั้งแต่ 9 ขวบ ฝึกฝนเรื่อยมาจนเป็นนักแสดงให้กับหลายคณะ มีสกิลวาดหน้าเอ็งกอจากการฝึกฝนด้วยตัวเอง และเคยได้รับโอกาสให้เป็นผู้ฝึกสอนคณะเอ็งกอโรงเรียนบุญญวิทยคาร โดยได้รับโอกาสจากท่าน วิจัย อัมราลิขิต อดีตนายกเทศมนตรีเมืองพนัสนิคม ผู้พลิกให้พนัสฯ เป็นเมืองที่ยั่งยืนทางด้านสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม แต่เมื่อถึง ม.6 โชคตัดสินใจออกจากวงการเอ็งกอทั้งในฐานะนักแสดงและผู้ฝึกสอนด้วยเหตุผลด้านการเรียน เพื่อเตรียมตัวศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา

“ในเนื้อเรื่องตอนหนึ่ง ซ้องกั๋ง (หรือซ่งเจียง : 宋江, หัวหน้ากลุ่มกบฏ) ถูกขุนนางกังฉินจับตัวไป เหล่าผู้กล้าจึงต้องหาทางเข้าไปช่วยในเมือง พวกเขาใช้วิธีปลอมตัวเป็นคณะแสดงเอ็งกอ ทาหน้าและใช้ไม้เป็นอุปกรณ์ประกอบการแสดงแทนอาวุธ ทำให้ไม่ถูกจับได้ สุดท้ายจึงเข้าไปช่วยซ้องกั๋งออกมาได้สำเร็จ”

หลังจากเล่าถึงที่มาที่ไปของเอ็งกอให้ฟังคร่าวๆ โชคก็บอกรายละเอียดอีกว่า เอ็งกอพนัสนิคมเป็นการแสดงที่รำสลับไม้ คือไม้ข้างหนึ่งจะขึ้น อีกข้างหนึ่งจะลง เป็นการเต้นแบบไขว้สลับกัน ต่างจากจังหวัดอื่นที่อาจมีการรำไม้ขึ้นพร้อมกันหรือเต้นรูปแบบอื่น ส่วนการแต่งกาย เอ็งกอพนัสนิคมจะแต่งชุดดำ แถบขาว สวมปกคอทับอกสีเหลืองเขียว ซึ่งเป็นสีประจำเมืองพนัสนิคม และส่วนหัวของงูที่ใช้ประกอบการแสดงจะทำมาจากไม้แกะสลัก  

เอ็งกอพนัสนิคมมักจะมีผู้แสดงตัวหลักมี 4 คน แต่ในปัจจุบัน รายละเอียดปลีกย่อยถูกปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เช่น เครื่องแต่งกายถูกปรับให้มีความสมจริงกับบทบาทตัวละครนั้นๆ หรือจำนวนผู้แสดงหลักที่มีจำนวนมากขึ้น โดยคณะใหญ่ๆ มีถึง 36 – 108 คน เลยทีเดียว

“โรงเรียนเทศบาล 2 วัดกลางทุมมาวาสเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นที่สำคัญ” โชคกล่าว ก่อนจะเล่าต่อว่าที่โรงเรียนจะมีการฝึกซ้อมเต้นทุกเช้าให้กับเด็กนักเรียน เริ่มตั้งแต่ชั้นอนุบาล ถือเป็นทั้งการออกกำลังกายและการถ่ายทอดวัฒนธรรมไปในตัว และหากเด็กเริ่มสนใจก็จะมีการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง “ซึ่งเมื่อเด็กเหล่านี้โตขึ้นก็จะกระจายไปตามคณะต่างๆ ”

ภาพเยาวชนนักแสดงเอ็งกออำเภอพนัสนิคม

ที่มาภาพ ศาลเจ้าจุ้ยกัวไต่ตี่ชลบุรี

ทุกวันนี้ ผู้แสดงของแต่ละคณะเอ็งกอต้องทำอาชีพอื่นๆ เป็นหลัก เพราะหากไม่ใช่ช่วงเทศกาลแล้ว งานจ้างทำบุญหรืองานจ้างอื่นๆ ก็จะมีไม่มากนัก แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ต้องหาเวลามาฝึกซ้อมเอ็งกอด้วย ซึ่งในการแสดงหนึ่งครั้งจะต้องฝึกซ้อมกันนานร่วมเดือน 

ปัจจุบัน พนัสนิคมมีเอ็งกออยู่ 4 คณะ ได้แก่ คณะเอ็งกอมูลนิธิสว่างกุศลธรรมสถานพนัสนิคม คณะเอ็งกอโรงเรียนเทศบาล 2 วัดกลางทุมมาวาส คณะเอ็งกอมูลนิธิพนัสนิคมร่วมศรัทธา (เต็กก่า) และคณะเอ็งกอโรงเรียนบุญญวิทยาคาร โดยที่สมาชิกของแต่ละคณะส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในช่วงมัธยมต้นถึงมัธยมปลาย ขณะที่คนเต้นเอ็งกอรุ่นเก่าบางส่วนก็ยังคงอยู่ในคณะเพื่อถ่ายทอดศิลปะการแสดงนี้ต่อไปเด็กรุ่นใหม่ 

พนัสนิคมในวันที่กลายเป็นเมืองหด กับอนาคตของเอ็งกอ

ปัจจุบันพนัสนิคมตั้งอยู่กลางดงพื้นที่อุตสาหกรรมในภาคตะวันออก และกำลังเผชิญกับปัญหาสังคมสูงวัยไม่ต่างจากหลายเมืองทั่วประเทศ เพราะคนรุ่นใหม่ในพื้นที่เลือกย้ายออกไปยังแหล่งที่มีงานทำมากกว่า จึงไม่ผิดนักถ้าจะกล่าวว่าปัจจุบันพนัสนิคมเผชิญสภาวะเมืองหด

 

แต่ถึงอย่างนั้น ด้วยทุนทางวัฒนธรรมที่มี เช่น การแสดงเอ็งกอ ก็น่าสนใจว่าจะช่วยสร้างรายได้และสามารถยึดโยงคนรุ่นใหม่ไว้กับพื้นที่ได้หรือไม่ ซึ่งสำหรับโชค ที่เป็นคนพนัสนิคมและคนเต้นเอ็งกอ เขาตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา คณะเอ็งกอของพนัสนิคมมีการเปลี่ยนแปลงและได้รับความสนใจจากที่อื่นๆ มากขึ้น และในอีกทางหนึ่งก็ทำให้เมืองพนัสนิคมมีจุดเด่นเพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่ง เขายังมองอีกว่าการแสดงเอ็งกอเป็นจุดดึงดูดการท่องเที่ยวได้ และการที่แต่ละคณะสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับการแสดงเอ็งกอ ก็ทำให้คนสนใจมากขึ้น

“การที่พนัสนิคมยังคงเหนียวแน่นกับศิลปะนี้ เพราะมีคนที่รักและผลิตเด็กรุ่นใหม่ ๆ ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง มันไม่สูญหายไปไหนหรอกครับ นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่าย ทำให้เกิดการแข่งขันเชิงสร้างสรรค์กัน เหมือนกับการแข่งขันเชิดสิงโตหรือมังกร ที่แต่ละคณะก็พยายามพัฒนาตัวเองให้คนสนใจ” โชคบอกกับเรา

เทศกาลเอ็งกอที่มีขึ้นในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เป็นหนึ่งในความพยายามสร้างเอกลักษณ์ให้แก่พนัสนิคม โดยเทศกาลดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยมหาวิทยาลัยศิลปากร ในชื่อ “การพัฒนาเมืองแห่งทุนวัฒนธรรมที่ยั่งยืน และเครือข่ายย่านวัฒนธรรมชุมชน” ที่ร่วมกับเทศบาลเมืองพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ในงานนี้มีคณะเอ็งกอจากไทยและจีนเข้าร่วมกว่า 8 คณะ ถือได้ว่าเป็นเทศกาลที่เพิ่มความรุ่มรวยให้เมืองพนัสนิคมได้อย่างมาก 

หากลากเส้นยาวจากปี พ.ศ. 2482 ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นของเอ็งกอพนัสนิคมอย่างเป็นทางการ มาจนปัจจุบัน ก็จะพบว่าเป็นเวลากว่า 86 ปีแล้ว ที่คนพนัสนิคมผูกพันเหนียวแน่นกับเอ็งกอ และเป็นที่เชื่อได้ว่าความผูกพันเช่นนี้จะยังคงดำรงอยู่อย่างมีชีวิตชีวาสืบต่อไป 

“ถ้าผมมีงานทำและมีเวลาว่าง ผมก็อยากกลับไปฝึกซ้อมและอยู่ในวงการเอ็งกอเหมือนเดิมนะ” โชคทิ้งท้าย

.

เขียนโดย ยสินธร กลิ่นจำปา

.

หมายเหตุ: ได้รับการสนับสนุนภาพบางส่วนจาก ศาลเจ้าจุ้ยกัวไต่ตี่ชลบุรี

.

อ้างอิง 

“โชค-กัปตัน” สองพี่น้องสายเลือด “เอ็งกอ” แห่งชุมชนพนัสนิคม

เมืองพนัสนิคม จ.ชลบุรี ภารกิจเชื่อมพนัสนิคมให้เป็นนิคมของคนรุ่นใหม่

บ้านเอ็งกอ

เอ็งกอ: จากศิลปะพื้นบ้านจีนสู่วิถีชุมชนไทย

สุชาดา พงศ์กิติวิบูลย์. การสืบทอดสื่อพื้นบ้านเอ็งกอเพื่อเสริมสร้างอัตลักษณ์ของชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีน อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี. คณะมนุษศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา. 2554.

Story Engkor By Chok kok

 

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR