/

เราอยู่กันแบบครอบครัว : ว่าด้วยธุรกิจ ‘กงสี’ กับความเป็นภาคตะวันออก

ไม่รู้ว่าใครเคยดูภาพยนตร์เรื่อง ‘Where we belong หรือ ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า’ ของผู้กำกับ คงเดช จาตุรันต์รัศมี ไหม? ภาพยนตร์เรื่องนี้ว่าด้วยเรื่องของ ซู ลูกสาวของ ป๋าชู เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวชื่อดังในตัวเมืองจันทบุรีที่ถูกเตี่ยของตัวเองและ
ผู้คนรอบตัวคาดหวังให้เธอกลับมารับช่วงต่อร้านก๋วยเตี๋ยว แต่ซูกลับเลือกที่จะไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ 

หรือถ้าใครที่มีโอกาสได้ดูละครโทรทัศน์เรื่อง ‘เลือดข้นคนจาง’ ของผู้กำกับ ทรงยศ สุขมากอนันต์ ที่มีฉากหลังว่าด้วยการ
ทำธุรกิจแบบครอบครัว ซึ่งนำไปสู่ปมของคดีฆาตกรรม

พล็อตเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการรับช่วงต่อกิจการอาจจะมีให้เห็นมาหลายต่อหลายครั้งแต่ก็ยังเป็นที่นิยมไม่เสื่อมคลายนั่นก็เพราะ พล็อตแบบนี้มันเทียบเคียงกับความเป็นจริงของเหล่าทายาทที่ต้องรับช่วงต่อกิจการของครอบครัวทั้งที่เต็มใจและไม่เต็มใจ
ไม่ว่าจะเป็นชูจากเรื่อง
Where we belong ภัสสรลูกสาวคนที่สามจากเรื่องเลือดข้นคนจาง หรือเป็นนางสาว ก. ลูกสาวร้าน
ขายยาจีน นาย ข. หลานชายร้านขายส่งเซี่ยงกง หรือทายาทรุ่นที่สองและรุ่นที่สามอีกนับร้อยนับพันคนที่มีอยู่จริงๆ 

และใช่เรากำลังจะพูดถึงรูปแบบธุรกิจครอบครัวที่เรียกกันว่า ‘ธุรกิจกงสี’ นั่นเอง

หลายๆ ครั้ง เราคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “ธุรกิจกงสี คือ ธุรกิจที่ถูกสร้างและเริ่มประสบความสำเร็จในรุ่นแรก
มั่นคงในรุ่นที่สอง และมักล้มเหลวในรุ่นที่สาม”

ซึ่งนั่นมีความหมายบางอย่างซ่อนอยู่

ธุรกิจกงสีกับภาคตะวันออก 

ถ้าพูดรูปแบบธุรกิจที่มีอยู่ในภาคตะวันออกของเราไม่ว่าจะขนาดใหญ่หรือขนาดย่อม ก็จะพบว่ามีอยู่หลายรูปแบบ ซึ่งหนึ่ง
ในนั้นก็คือ
‘ธุรกิจกงสี’ 

ซึ่งต้องย้อนกลับไปตั้งแต่การอพพยเข้ามาตั้งถิ่นของคนจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย ชาวจีนอพยพมาประเทศไทยตั้งแต่
สมัยอยุธยาจวบจนช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งส่วนใหญ่อพยพมาจาก 3 มณฑลชายทะเล คือ กวางตุ้ง, ไหหลำ และฮกเกี้ยน
ด้วยเหตุผลเรื่องภัยธรรมชาติ, ปัญหาการเมือง ฯลฯ 

ส่วนการเข้ามาของธุรกิจกงสีในภาคตะวันออกก็เป็นอิทธิพลจากการเข้ามาของชาวจีนซึ่งอพยพล่องเรือต่อมาจนมาขึ้นเทียบท่าในพื้นที่ภาคตะวันออกโดยเฉพาะในพื้นที่ 4 จังหวัดที่ติดชายฝั่งทะเลและมีแม่น้ำสายสำคัญอย่าง จังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด และฉะเชิงเทรา และได้นำพา รวมถึงถ่ายทอดวัฒนธรรมบางอย่างเข้ามาในภาคตะวันออกด้วย 

โดยคำว่า ‘กงสี’ มาจากคำว่า ‘公司’ ในภาษาจีนแต้จิ๋ว หมายถึง ของกองกลางที่ใช้รวมกันสำหรับคนหมู่หนึ่ง ๆ  เช่น กิจการ
ของตระกูลที่แบ่งผลประโยชน์ร่วมกัน 

แต่ในสมัยรัตนโกสินทร์ก่อนที่คำว่า ‘กงสี’จะถูกใช้ในบริบทของกิจการของครอบครัวที่แบ่งผลประโยชน์ร่วมกัน ที่เราเรียกว่า Family Business คำว่า กงสีเคยถูกใช้ในบริบทของนายจ้างกับลูกจ้างที่กินนอนอยู่ด้วยกันเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน เนื่องจากกิจการคนจีนรุ่นเก่าที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานก่อนก็จะกลายเป็นที่พึ่งพาสำหรับกลุ่มคนจีนพลัดถิ่นรุ่นใหม่ที่เข้ามาเป็นลูกจ้าง
ที่บางรายอาจไม่มีญาติพี่น้องที่พึ่งพิงได้ นายจ้างจึงกลายเป็นที่พึ่งพิงให้ที่พักอาศัย จัดหาอาหารการกิน ไปจนถึงร่วมโต๊ะ
รับประทานอาหารด้วยกัน ส่วนลูกจ้างก็ช่วยงานในบ้านนายจ้าง ความสัมพันธ์เสมือนวิถีแบบครอบครัว แบบนี้จึงถูกเรียกว่า ‘กงสี’ 

โดยสิทธิเทพ เอกสิทธิพงษ์ ผู้เขียนหนังสือ “กบฏจีนจน บนถนนพลับพลาไชย” อธิบายเพิ่มเติมว่า “ความสัมพันธ์ในลักษณะนี้ทำให้คนงานเกิดความรู้สึกเสมือนญาติพี่น้องกับนายจ้าง จิตสำนึกในการทำงานของลูกจ้างจึงเป็นจิตสำนึกของการทำงานเพื่อเลี้ยง ดูครอบครัวใหญ่ซึ่งเป็นของคนงานและครอบครัวเดียวกัน”

รู้จักธุรกิจกงสีในบริบทปัจจุบัน  

ปัจจุบันจากการเติบโตทางเศรษฐกิจตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองและการสนับสนุนของรัฐบาลจอมพลป. พิบูลสงคราม
เพื่อให้ประเทศไทยมีความก้าวหน้าทัดเทียมชาติตะวันตกทำให้กิจการกงสีในบริบทของนายจ้างที่เลี้ยงลูกจ้างเสมือนเป็นครอบครัวลดน้อยลงและเปลี่ยนรูปแบบการดูแลลูกจ้างไปเป็นระบบบริษัท ในขณะที่ธุรกิจกงสีก็เปลี่ยนบริบทเป็นการสืบทอด
กันในครอบครัวจนถึงทุกวันนี้ 

ดังนั้นธุรกิจกงสีในบริบทปัจจุบันจึงหมายถึง ธุรกิจของสมาชิกทุกคนในครอบครัว ทุกคนจะต้องมีส่วนร่วมในการบริหารธุรกิจตามแต่หน้าที่ที่ครอบครัวจัดแจงให้ และจะต้องบริหารในส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบให้เจริญรุ่งเรือง โดยส่วนมากสายบริหารหลักมักสืบทอดต่อกันในครอบครัวของลูกชายคนโตผู้รับหน้าที่เป็นเถ้าแก่ใหญ่ดูแลธุรกิจและส่งต่อธุรกิจกงสีกันแบบรุ่นสู่รุ่น 

กฎข้อตกลงสำคัญของกงสี คือ รายรับของการทำธุรกิจทั้งหมดต้องเก็บรวมไว้ที่กองกลาง บริหารและปกครองด้วยระบบอาวุธโส โดยผู้ที่มีหน้าที่บริหารกงสีจะจ่ายค่าใช้จ่ายทั้งส่วนรวมและเงินเดือนส่วนตัวของสมาชิกแต่ละคนในครอบครัว รวมถึงค่าใช้จ่ายทั้งหมดในบ้าน สิทธิ์ขาดของระบบมักจะอยู่ที่ลูกชายคนโต ในบางธุรกิจสมาชิกแต่ละคนอาจได้สิทธิ์พิเศษในการเลือกใช้สินค้าหรือบริการภายใต้ร่มธุรกิจของครอบครัวตามลำดับชั้นอาวุธโส 

รุ่นที่ 1  รุ่นที่ 2  และรุ่นที่ 3

เครดิตสวิส บริษัทที่ปรึกษากองทุนชั้นนำ มีการเก็บสถิติการเติบโตของธุรกิจกงสี โดยพบว่า “ ผลประกอบการธุรกิจครอบครัวในรุ่นแรกและรุ่นที่สอง จะสามารถสร้างมูลค่ากิจการให้เติบโตประมาณปีละ 9% แต่เมื่อธุรกิจตกไปอยู่ในมือของทายาทรุ่นที่สามตัวเลขจะลดลงมาอยู่ที่ปีละ 6.5%” สอดคล้องกับคำพูดที่ว่า 

“ธุรกิจกงสี คือ ธุรกิจที่ถูกสร้างและเริ่มประสบความสำเร็จในรุ่นแรก มั่นคงในรุ่นที่สอง
และมักล้มเหลวในรุ่นที่สาม”

ความหมายของรุ่นแรก ชัดเจนอยู่ในตัวเอง ซึ่งก็คือหมายถึงรุ่นที่ริเริ่มสร้างกิจการขึ้นจากศูนย์ ส่วนใหญ่เป็นรุ่นของอากงอาม่า ปู่ย่า ตายาย ที่บางส่วนอาจจะหอบเสื่อผืนหมอนใบจากประเทศจีนเข้ามาตั้งรกรากในประเทศไทย และเริ่มสร้างกิจการของ
ตัวเองขึ้นมาด้วยความยากลำบาก อาศัยเพียงกำลังกาย กำลังใจ ความขยัน อดออมของตัวเอง จนสร้างกิจการหรือธุรกิจขึ้น
มาสำเร็จ เป็นต้นแบบของเจ้าของธุรกิจที่ทำทุกอย่างตัวเองอย่างแท้จริง ทำให้มีสิทธิ์ขาดในการบริหารจัดการหรือปกครองอย่างเต็มที่ และ
ในขณะเดียวกันก็มีความรักและหวงแหนในกิจการหรือธุรกิจของตนอย่างมาก 

รุ่นที่สอง มักเป็นรุ่นลูกของรุ่นแรก ประมาณว่า เตี่ยเป็นผู้ก่อตั้ง ตั่วเฮียพี่ชายคนโตช่วยคุมคนงาน  ตั่วเจ้พี่สาวคนโตคุมบัญชี
หยี่เฮียพี่ชายคนรองคุมการขาย ซึ่งจะว่าไปรุ่นที่สองเป็นรุ่นที่มีทางเลือกน้อยเมื่อเทียบกับคนรุ่นที่สาม เนื่องจากบริบทของสังคมและการศึกษาเมื่อย้อนกลับไปเมื่อ 50 – 60 ปีก่อน นับตั้งแต่รุ่นที่สองเกิดมาก็ถูกเลี้ยงดูท่ามกลางการทำงานหนักของรุ่นที่ 1 และเติบโตขึ้นมาพร้อมการช่วยรุ่นที่หนึ่งทำงานในช่วงที่ธุรกิจยังไม่ได้มีความมั่นคง ‘
สถานการณ์ของคนรุ่นที่สองจึงอยู่ระหว่างความผูกพัน ภาวะจำยอมและความรับผิดชอบอันหนักหน่วง’ นอกจากนั้นในบางครั้งคนรุ่นที่สองยังเผชิญความกดดันเนื่องจากต้องบริหารจัดการภายใต้การปกครองของคนรุ่นที่หนึ่ง และอาจจะต้องเสียสละหลายอย่างในชีวิต

ส่วนรุ่นที่สามหรือที่หลายคนคิดว่าคนเหล่านี้ คือ คนโชคดีที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด แต่รู้หรือไม่ว่าเรื่องจริง ไม่ได้ราบรื่นสวยงามอย่างที่หลายคนคิด เพราะ พริวิลเลจที่หลายๆ คนมี มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่งกว่า นอกจากนั้นยังมีทายาทรุ่นที่สามที่ไม่ได้ต้องการรับช่วงต่อกิจการของครอบครัวที่ต้องการความเข้าใจอย่างมากด้วยเช่นกัน และแม้จะมีทายาทรุ่นที่สามที่ยินดีรับช่วงต่อ แต่ “การสร้างที่ว่ายาก การรักษาให้อยู่ต่อไปยากยิ่งกว่า” 

ซึ่งเป็นความรู้สึกกดดันที่ทายาทรุ่นสามไม่สามารถปฏิเสธได้ โดยมีเหตุผลมาจากในรุ่นที่สามธุรกิจกงสีมักมีการขยับขยายจนมีขนาดใหญ่ขึ้นจึงทำให้ผลการเติบโตลดลงและรุ่นที่สามยังมักเป็นรุ่นที่ต้องเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ มิติ ทั้งจากกระแส Digital Disruption และระบบเศรษฐกิจโลก ทำให้โครงสร้างการบริหารแบบเดิมๆ ไม่เอื้อต่อการบริหารสถานการณ์ในปัจจุบัน

นอกจากนั้นกงสีในรุ่นที่สามยังอาจจะต้องเผชิญกับความแตกต่างทางความคิดที่มาจากช่วงอายุ ซึ่งทำให้ขาดการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างรุ่นที่สามและสองรุ่นแรก ในบางครั้งสมาชิกรุ่นก่อตั้งก็มักไม่ให้ความเชื่อใจสมาชิกรุ่นใหม่ หรือเกิดการแย่งชิงผลประโยชน์เมื่อมาสมาชิดในครอบครัวมากขึ้นซึ่งเป็นปัญหาในเรื่องของการขาดการวางแผนสืบทอดกิจการที่ชัดเจน

‘ธรรมนูญครอบครัว’ ทางออกของธุรกิจกงสี 

วิธีที่จะทำให้ธุรกิจกงสีอยู่ต่อได้อย่างมั่นคงควรเริ่มด้วยการวางแผนในการสืบทอดกิจการ จัดทำเอกสารทางกฎหมายที่สำคัญเช่น พินัยกรรม สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นล่วงหน้า ประเมินและสืบทอดธุกิจด้วยความสมัครใจ มีการวางแผนกลยุทธ์ทั้งในด้านการบริหารธุรกิจและบริหารการเงินโดยแยกเงินองค์กรออกจากเงินครอบครัว 

รวมถึงจ้างมืออาชีพหรือผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์เข้ามาช่วย แต่ที่สำคัญที่สุดคือ การสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสมาชิกในครอบครัวอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งอาจเรียกว่า ‘ธรรมนูญของครอบครัว’ เพื่อให้ทุกคนรับรู้เรื่องราวความเป็นไปในธุรกิจ เห็นความสำคัญ เกิดแรงบันดาลใจและมีความรับผิดชอบร่วมกัน 

‘ธรรมนูญครอบครัว’ ซึ่งเป็นกฎของบ้าน ที่สมาชิกในครอบครัวทำข้อตกลงร่วมกัน เพื่อเป็นตัวกำหนดกฎ กติกา และเงื่อนไข ในการทำงานร่วมกันของสมาชิกครอบครัว เพื่อเกิดการสื่อสารไปในแนวทางเดียวกัน อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาของสมาชิกรุ่นต่อๆ ไปที่เข้ามาสืบทอดธุรกิจ 

ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความสัมพันธ์อันดีในครอบครัวที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและการเติบโตให้ธุรกิจในทุกๆ
ยุคสมัย 

ชวนดูธุรกิจแบบกงสีในภาคตะวันออก

ซอสพริกโกศล ซอสพริกของคนชลบุรีที่ดังไกลไปทั่วโลก

ซอสพริกโกศลเป็นซอสพริกสัญชาติไทยที่ไปดังไกลถึงต่างแดน ทั้งในแถบยุโรป อเมริกา  ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เอเชีย และอื่นๆ ซอสพริกโกศล เป็นซอสพริกที่ถือกำเนิดขึ้นมาที่จังหวัดชลบุรี โดยคุณยายล่อปิ๊ก เมื่อปี 2492 หรือกว่า 75 ปีมาแล้ว 

ปัจจุบันซอสพริกโกศลผ่านการสืบต่อธุรกิจกงสีมาถึงสามรุ่น เริ่มตั้งแต่ในรุ่นของ โกศล  คงชยาสุขวัฒน์ ซึ่งนับเป็นรุ่นแรก โกศลเป็นลูกชายของคุณยายล่อปิ๊กเจ้าของสูตรน้ำพริกโกศล ได้ริเริ่มนำซอสของแม่ใส่ขวดลงตะกร้าไปเดินเร่ขายแถวบ้าน และฝากขายในตลาด จนเริ่มเป็นที่รู้จักในจังหวัดชลบุรี ก่อนโกศลขยับขยายตลาดไปวางขายในกรุงเทพมหานครเป็นผลสำเร็จ และก่อตั้ง “โรงงานโกศลพานิช” ขึ้นในปี 2518 จากนั้นเปลี่ยนชื่อจากเป็น “บริษัท โกศล-อัมพา จำกัด” ตามคำแนะนำของหลานชายผู้เป็นทายาทรุ่นที่สามที่อยากให้ตั้งชื่อโรงงานตามชื่อตนและภรรยา

ส่งต่อไปรุ่นที่สองอย่าง สันทัด คงชยาสุขวัฒน์ ผู้บริหารคนปัจจุบันที่สานต่อธุรกิจของครอบครัวให้แข็งแกร่ง โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและพัฒนาด้านกระบวนการผลิต โดยใช้หลักการวิทยาศาสตร์อาหารมารวมกับวิศวกรรมอาหารเข้ามาช่วยในเรื่อง การจัดการคุณภาพและความปลอดภัยในการทำงาน        

และมีการวางตัวทายาทรุ่นที่ 3 ไว้อย่าง กฤษ คงชยาสุขวัฒน์ ในวัย 31 ปี ไว้แล้วเช่นกัน กฤษ เริ่มเข้ามาช่วยธุรกิจครอบครัวในเรื่องยกระดับเรื่องมาตรฐานต่างๆ เพื่อให้ซอสพริกโกศลเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เช่น ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับการผลิตอาหาร หรือ  Food Safety System Certification 22000 (FSSC 22000)   ได้รับการรับรอง การปฏิบัติที่ดีในการผลิตอาหาร หรือ Codex Good Manufacturing Practice (cGMP)และโรงงานยังได้รับการขึ้นทะเบียนกับองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (USFDA) อีกด้วย 

 

ตั้ง เซ่ง จั๋ว ตำนานร้านขนมเปี๊ยะ 90 ปีของคนบางคล้า

ตั้งเซ่งจั้ว ถือกำเนิดมาให้คนไทยได้ลิ้มลองกันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 โดย อากงฮก แช่ตั้ง ลูกจ้างร้านขนมเปี๊ยะจากประเทศจีนที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาตั้งรกรากที่

อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา นับเป็นเวลากว่า 90 ปี และสามรุ่นที่ตั้งเซ่งจั๋วสืบทอดกิจการต่อกันมา โดยยังคงมาตราฐานในรสชาติและความพิถีพิถันในการทำขนมโบราณชนิดนี้

ก่อนจะส่งต่อไปที่รุ่นที่สอง ซึ่งความพิเศษของตั้งเซ่งจั๋วในรุ่นที่สองหรือเป็นบรรดาลูกๆ ของอากงฮก คือ การช่วยเหลือกันและกันโดยมีหัวเรือใหญ่คือ ช่วงชัย ตันคงคารัตน์ ซึ่งใช้ความอร่อยในการมัดใจนักชิม ด้วยกรรมวิธีที่ต้องพิถีพิถัน ใช้ความละเอียดสูง และยังคงรักษาไส้ฟักถั่ว ซึ่งเป็นไส้คลาสสิกของตั้งเซ่งจั้วไว้แม้จะเป็นไส้ที่ทำยากก็ตามที

ร้านขนมเปี๊ยะตั้งเซ่งจั๋วเติบโตอย่างก้าวกระโดดในรุ่นที่สามของ อุ้ย-ปิยะพร ตันคงคารัตน์ ผู้อยากทำให้ตั้งเซ่งจั้วเป็นมากกว่าร้านขนมเปี๊ยะแต่เป็นร้านขายของฝากที่แตกต่างจากเจ้าอื่นๆ ในประเทศ โดยการนำเอาการออกแบบและสถาปัตยกรรมเข้ามาช่วยเนื่องจากตัวอุ้ยเรียนจบในสาขาการออกแบบภายใน ซึ่งเป็นการผสานตัวตนของตัวเองเข้ากับธุรกิจกงสีของครอบครัวได้อย่างไร้รอยต่อ นอกจากอุ้ยแล้วในรุ่นที่สามนี้ก็ยังได้ คิว-ระบิล ตันคงคารัตน์ เข้ามาดูแลในส่วนบรรจุภัณฑ์ให้ตั้งเซ่งจั้วดูเฟรนด์ลี่ด้วยการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่มีความทันสมัยช่วยลบภาพขนมเปี๊ยะที่ดูเชยออกไปได้อย่างคาดไม่ถึง 

อุ้ยบอกว่า “ ถ้ายุคอากงต่อสู้กับความอดอยาก ยุคคุณพ่อต่อสู้กับความยากจน ยุคของทายาทรุ่นสามคงไม่ต่างกัน เพราะต้องต่อสู้กับยุคโซเชียลมีเดีย”

แต่ไม่ว่าแต่ละยุคจะต้องต่อสู้กับอะไรสิ่งที่ตั้งเซ่งจั๋วมี คือ พวกเขาไม่เคยต่อสู้ตัวคนเดียวแต่สู้ไปด้วยกันทั้งครอบครัว ซึ่งเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุดในการทำธุรกิจแบบกงสี

.

อ้างอิง

จุดเปลี่ยนระบบ “กงสี” ของกิจการจีนในไทยจางลง แปรเป็น “บริษัท” และ “ชนชั้นกลาง”

กงสี คืออะไร ?

ธุรกิจกงสีรุ่นที่สามจะเติบโตกว่ารุ่นพ่อได้อย่างไร

การสร้างธรรมนูญครอบครัวกับการจัดการธุรกิจกงสี แบบเลือดข้นแต่คนไม่จาง

ซอสพริกโกศล ซอสจากชลบุรี ที่ส่งออกตลาดนอกเกิดครึ่ง

“ซอสพริกโกศล” แบรนด์โลคัลเมืองชล ที่หากินเมืองนอกได้ง่ายกว่าเมืองไทย

ตั้งเซ่งจั้ว ร้านขนมเปี๊ยะ 88 ปีแห่งฉะเชิงเทรากับรสและสูตรที่ในประเทศจีนยังหากินยาก

 

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR