ในช่วงที่เราอยากจะเริ่มต้นใหม่ อยากได้พลังใจดีๆ หนึ่งในสิ่งที่หลายๆ คนน่าจะนึกถึงกันก็คงเป็นการได้ไปขอพร หรือได้ไปกราบไหว้สิ่งที่ตัวเองเชื่อและเคารพนับถือ เพราะสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเหมือนการ ‘มานิเฟสเทชัน (Manifestation)’ ที่อาจจะเป็นการเสริมแรงบันดาลใจให้หลายๆ คนต่อสู้กับช่วงเปลี่ยนผ่านได้
แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เพิ่งเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นในยุคนี้ แต่จริงๆ ถ้าย้อนกลับไปก็จะพบว่ามนุษย์เราต่างขอพรกับสิ่งที่เราเชื่ออยู่เสมอ ที่เห็นกันชัดๆ ก็อย่างวัฒนธรรมไทย-จีน ที่มีอยู่ทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะชุมชนติดทะเลที่มักจะมี ‘ศาลเจ้าจีน’ อยู่เสมอ
ในภาคตะวันออกเองก็เช่นกัน
ขึ้นชื่อว่าเป็นภูมิภาคที่ติดทะเลแล้ว แน่นอนว่าชาวจีนโล้สำเภาก็ย่อมเข้ามามีอิทธิพลกับผู้คนในภาคตะวันออกด้วย และนั่นทำให้ชุมชนเก่าแก่ในภาคตะวันออก มักเป็นชุมชนชาวไทยเชื้อชายจีนที่หลากหลายมากๆ ตั้งแต่ฮกเกี้ยน ไหหลำ แต้จิ๋ว ที่นอกจากจะหอบเสื่อผืนหมอนใบ ก็ยังเอาภูมิปัญญา วัฒนธรรมและอิทธิพลทางศาสนาทั้งพุทธนิกายมหายาน เต๋า และลัทธิขงจื้อติดไม้ติดมือเข้ามาด้วย
ทำให้หลายจังหวัดในภาคตะวันออกมีการสร้างศาลเจ้าจีนหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นในชลบุรี ที่ชุมชนบางปลาสร้อย, ฉะเชิงเทราที่อ.แปดริ้ว, ระยองที่ย่านยมจินดา รวมไปถึงในจันทบุรีและตราด ที่ล้วนแล้วแต่เป็นเมืองติดทะเลและมีแม่น้ำสายสำคัญ
ช่วงเวลาเริ่มต้นชีวิตใหม่ วันใหม่ เดือนใหม่ ปีใหม่ แบบนี้ เราก็เลยขอชวนทุกคนร่วมเดินทางไปทำความรู้จักศาลเจ้าในภาคตะวันออกที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ในพื้นที่ของภูมิภาค
เตรียมใส่ชุดสีแดงให้พร้อม แล้วออกเดินทางไปด้วยกัน

1.ศาลเจ้าปุ่นท้าวกง กวนอู ฮกเกี้ยน บางปลาสร้อย
เมื่อพูดถึงบางปลาสร้อย นอกจากวิถีชีวิตแบบชุมชนดั้งเดิมที่เป็นชุมชนเก่าแก่ติดทะเลที่ยังตั้งอยู่อย่างมั่นคงท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเมืองชลบุรีแล้ว บางปลาสร้อยยังมีความสัมพันธ์แสนแนบแน่นกับชาวจีน จนกลายเป็นหนึ่งในชุมชนไทยจีนที่ยังเต็มไปด้วยวิถีวัฒนธรรมของคนไทยเชื้อสายจีน ถึงขนาดว่าชุมชนนี้มีชื่อเรียกภาษาจีนว่า ‘มั่งก้ะส่วย’ ด้วย
และนั่นทำให้ที่นี่จึงมีศาลเจ้าจีนชื่อดังที่พลาดไม่ได้เลยก็คือ ศาลเจ้าปุ่นท้าวกง กวนอู ฮกเกี้ย
หากเราเดินไปบริเวณสะพานท่าเรือพลี ที่เชิงสะพานจะมีศาลเจ้าฮกเกี้ยนตั้งอยู่คอยเป็นผู้ปกปักรักษาคุ้มครองคนที่ออกทะเล เพราะตามความเชื่อแล้วศาลเจ้าฮกเกี้ยนเป็นศาลเจ้าเก่าแก่ที่ชาวเรือให้ความเคารพนับถือ
เมื่อเข้าไปในศาลเจ้า เราจะพบว่าด้านหน้าของศาลเจ้าจะหันเข้าหาทะเล เพื่อคอยดูแลคนเดินเรือ หรือผู้ที่ต้องผจญอยู่ในผืนน้ำกว้างนั่นเอง สำหรับชาวชลบุรีดั้งเดิมเองก็มักจะเรียกศาลแห่งนี้ว่า ‘ศาลเจ้าตีนทะเล’ สันนิษฐานว่าเป็นเพราะศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นริมทะเล เปรียบเหมือนหน้าด่านแรกของทั้งผู้ที่จะออกทะเล และผู้ที่จะกลับเข้าฝั่ง
ตามประวัติศาสตร์นั้นก็มีการเล่าขานกันว่า ศาลเจ้าฮกเกี้ยนแห่งนี้สร้างโดยชุมชนชาวฮกเกี้ยนที่อพยพเข้ามาในบางปลาสร้อยในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เพราะมีข้อสันนิษฐานว่าอาจจะสร้างมาก่อน พ.ศ. 2451 จากหลักฐานที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงบันทึกไว้เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองชลบุรีที่พูดถึงศาลเจ้าแห่งนี้เมื่อปี พ.ศ. 2451 ใจความมีอยู่ว่า “เรือเมล์เขามาจอดที่สะพานศาลเจ้าอยู่ระหว่างสะพานหลวงเดิม” ซึ่งหมายถึงศาลเจ้าฮกเกี้ยนที่อยู่ตรงเชิงสะพานท่าเรือพลีนั่นเอง
และหากใครได้ไปเยือนที่ศาลเจ้าแห่งนี้ก็จะพบว่าภายในศาลมีเทพเจ้าหลายองค์ให้ผู้คนได้เคารพสักการะบูชาโดยเทพเจ้าเหล่านี้ก็มาพร้อมกับพ่อค้าที่ผูกพันกับการเดินเรือสำเภา
แต่หากพูดถึงเทพเจ้าที่ชาวฮกเกี้ยนผู้เดินเรือมานับถือเป็นอย่างมากนั้นก็ย่อมหมายถึง เทพเจ้ากวนอูที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพราะสำหรับการเดินเรือแล้วก็คงไม่มีอะไรที่จะดีไปกว่าความกล้าหาญเพื่อต่อสู้ท่ามกลางผืนน้ำยิ่งใหญ่และคลื่นลม กับความสามัคคีของผู้เดินทางที่ต้องอาศัยอยู่บนเรือลำเดียวกันนั่นเอง
ใครที่อยากเพิ่มความกล้าหาญให้ตัวเอง หรืออยากให้เกิดความสามัคคีแล้วล่ะก็ ลองแวะมาเยี่ยมเยียนศาลเจ้าฮกเกี้ยนแห่งนี้ได้นะ

2.ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ เกาะสีชัง
สำหรับเกาะสีชัง หลายคนอาจจะนึกถึงสะพานอัษฎางค์หรือหาดต่างๆ บนเกาะ แต่นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ แล้ว บนเกาะสีชังยังมีศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ตั้งอยู่ด้วย
ย้อนกลับไปในสมัยโบราณในขณะที่ชาวเรือเดินทางออกมาจากปากแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำบางประกง จุดสังเกตอันเป็นจุดหมายสุดท้ายก่อนล่องสู่ท้องทะเลอันเวิ้งว้างก็จะมีก็แต่เกาะสีชังเท่านั้น โดยเกาะสีชังยังเป็นจุดแวะพักจอดเรือและขนถ่ายสินค้ายอดนิยมของชาวเรืออีกด้วย ซึ่งชาวเรือที่ว่านั้น ส่วนใหญ่ก็จะเป็นพ่อค้าเรือสำเภาชาวจีน ซึ่งเป็นผู้ค้นพบเจ้าพ่อเขาใหญ่บนเกาะสีชังนั่นเอง
โดยเชื่อกันว่าในอดีตมีพ่อค้าชาวจีนสังเกตเห็นว่า บริเวณด้านบนของภูเขาหินบนเกาะสีชังในช่วงพลบค่ำจะปรากฏแสงสว่างสุกใสเป็นที่น่าอัศจรรย์ จึงได้พากันขึ้นสำรวจและค้นพบถ้ำซึ่งปรากฏหินธรรมชาติลักษณะคล้ายรูปแกะสลักของศีรษะและใบเจ้าพ่อเขาใหญ่ในลักษณะนั่งประทับอยู่ จึงได้สักการะบนบานขอให้การค้าเจริญรุ่งเรืองเมื่อประสบผลสำเร็จจึงเกิดศรัทธาอันแรงกล้าสร้างเป็นศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ขึ้นในปี พ.ศ. 2435
ปัจจุบันเรียกว่าภูเขาหินบนเกาะสีชังถูกเรียกว่า ‘คยาศิระ’ ซึ่งถ้าใครสนใจแวะมากราบไหว้สามารถเดินจากท่าเรือเทววงศ์มาทางทิศเหนือไม่เกิน 900 เมตรก็จะพบกับเนินเขาเตี้ยๆ ที่มีสถาปัตยกรรมแบบวัดไทยผสมจีนสร้างอยู่ เมื่อเข้ามาในพื้นที่ จะต้องเดินขึ้นบันไดขึ้นมาอีกเพื่อขึ้นไปสักการะขอพรศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ซึ่งตัวศาลมีลักษณะเป็นถ้ำธรรมชาติที่ถูกดัดแปลง
ภายในพื้นที่ศาลนอกจากจะมีองค์เจ้าพ่อเขาใหญ่แล้วยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ประดิษฐานอีกมากมาย เช่น ศาลเจ้าพ่อเสือ ที่ชาวจีนเชื่อว่าเมื่อบูชาแล้วจะช่วยเสริมเรื่องอำนาจบารมี ศาลเจ้าแม่กวนอิม โดดเด่นในเรื่องเมตตาบารมี ศาลแปดเซียน หินที่นำมาปั้นเซียนทั้งแปดเป็นหินที่มาจากศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่เป็นส่วนผสมหลัก จึงมีความเชื่อว่าให้โชคในด้านการค้าขาย การลงทุน หน้าที่การงานต่างๆ
เรื่องราวของความศักดิ์สิทธิ์ของศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ได้กระจายออกไปอย่างกว้างขวางทำให้ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศทั้งเชื้อสายจีน มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวันและจีนผู้เคารพเลื่อมใสต่างพากันมาสักการะไหว้ แนะนำว่าเหมาะมากสำหรับผู้ที่อยากขอพรเรื่องการค้าขาย ความร่ำรวย รุ่งเรือง

3.ศาลเจ้าแม่เขาสามมุข
ชื่อ ‘หาดบางแสน’ และ ‘เขาสามมุข’ คือเครื่องยืนยันถึงตำนานรักอันลือลั่นแห่งชลบุรี ซึ่งนอกจากชื่อชายหาดและเนินเขาแล้ว ตำนานรักอันรันทดระหว่างนายแสน และนางสาวสามมุขยังทิ้งเครื่องยืนยันไว้อีกอย่าง ซึ่งนั่นก็คือ ศาลเจ้าแม่เขาสามมุข
โดยมีตำนานรักเล่าขานกันมาอย่างยาวนานว่า ‘มีหญิงสาวงามคนหนึ่งชื่อ สามมุข เป็นชาวเมืองปลาสร้อยอาศัยอยู่กับยายในกระท่อมที่ตั้งอยู่หน้าผาริมทะเล สามมุขมีโฉมหน้าที่สวยงามเป็นที่เลื่องลือ วันหนึ่งมีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อว่า แสน ผู้เป็นลูกชายของ กำนัลบ่ายเศรษฐีแห่งหมู่บ้านอ่างศิลาเล่นว่าวปลิวไปตกที่กระท่อมของสามมุข เธอได้เก็บว่าวของแสนได้ และเมื่อแสนมาตามว่าวที่หายไปจึงได้มาพบกับสามมุข ทั้งสองตกหลุมรักกันโดยแสนได้ให้สาบานว่าจะรักสามมุขตลอดไปและให้แหวนแทนใจของตนไว้กับหญิงสาว
เมื่อพ่อของแสนได้ข่าวเขาโกรธมากและจัดหาหญิงสาวมาให้แสนแต่งงาน ในขณะพิธีรดน้ำสังข์ สามมุขมาที่งานแต่งของแสนเพื่อคืนแหวนให้แสน และตัดสินใจกลับไปกระโดดลงหน้าผา ครั้นแสนตามมาพบว่าหญิงสาวที่เขารักกระโดดหน้าผาไปแล้ว แสนจึงได้กระโดดลงหน้าผาตามสามมุขไป’
ต่อมาชาวบ้านได้มีการสร้างศาลไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ในความรักที่ทั้งสองมีไว้ให้กัน
ศาลเจ้าแม่เขาสามมุก ตั้งอยู่ที่ตำบลอ่างศิลา บนเขาสามมุขที่หากใครได้มาเยือนจะพบว่าบริเวณด้านข้างของศาลโอบล้อมด้วยธรรมชาติของเขาสามมุข ในขณะที่บริเวณด้านหน้าติดกับทะเลสามารถมองวิวทะเลและรับอากาศบริสุทธิ์ได้ตลอดทั้งปี
ศาลเจ้าแม่เขาสามมุขจึงเป็นที่รู้จักกันดีของชาวบางแสนรวมไปถึงพ่อค้าแม่ค้าและชาวประมงที่ก่อนจะออกเรือมักจะพากันมากราบไหว้ขอพรที่ศาลเจ้าแม่เขาสามมุขเพื่อให้การเดินทางนั้นเป็นไปอย่างปลอดภัยโดยมีเจ้าแม่สามมุขคอยเฝ้ามองคุ้มครองอันตราย
เมื่อเข้ามาในพื้นที่ศาลสิ่งแรกที่จะเห็นได้อย่างชัดเจนที่สุดคือเจ้าแม่กวนอิมที่เรียกได้ว่าเป็นจุดแลนด์มาร์คของศาล เพราะว่าตั้งตระหง่านอย่างสวยงามอยู่ตรงกลางของศาลแห่งนี้เลยก็ว่าได้ จากนั้นเมื่อเดินเข้ามายังด้านในซึ่งตกแต่งด้วยสิ่งของที่เป็นสีแดงและสีชมพู ก็จะเจอกับรูปปั้นเจ้าแม่สามมุขที่มีชื่อเสียงและเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้นักท่องเที่ยวและผู้มีจิตศรัทธาหลั่งไหลกันเข้ามาขอพรในเรื่องความรัก ใครที่อยากสมหวังในรัก แวะเวียนมาที่นี่กันได้

4.ศาลเจ้าแม่ทับทิม ชากแง้ว
ในอดีต ขณะพัทยายังเป็นเพียงชุมชนประมงเล็กๆ ชากแง้วกำลังเฟื่องฟูและเป็นแหล่งทำมาค้าขายสำคัญ จนต่อมาในปัจจุบัน พัทยาได้เติบโต เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกแล้ว ชากแง้วก็ได้กลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยังคงความเป็นเมืองเก่าที่มีเสน่ห์น่าค้นหาได้
ตลาดบ้านจีนโบราณอย่าง ‘ชากแง้ว’ เป็นชุมชนชาวจีนแต้จิ๋ว ที่ลงเรือสำเภาหนีภัยสงครามมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ ครั้นเข้ามายังประเทศไทยเอง ในยุคนั้นก็ถูกคนไทยมองว่าเข้ามาแย่งอาชีพ ประกอบกับช่วงนั้นกำลังมีการกวาดล้างขบวนการอั้งยี่ครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ ชาวจีนแต้จิ๋วกลุ่มนี้จึงต้องย้ายถิ่นทำกินเข้าไปในบริเวณที่ราบเนินเขา ในเขต ต.ห้วยใหญ่ จ.ชลบุรี ซึ่งมีคำท้องถิ่นเรียกที่ราบว่า ‘ชาก’ และบังเอิญว่าที่ราบแห่งนี้มีต้นงิ้วขึ้นมากมายทำให้ในเริ่มแรกชุมชนแห่งนี้จึงมีชื่อว่า “ชากงิ้ว” ก่อนจะเพี้ยนเสียงไปเป็น ‘ชากแง้ว’ ตามแรงงานจากภาคอีสานที่เข้ามาทำโรงโม่แป้ง
เมื่อเราเดินเข้ามาในถนนซากแง้ว ซอย 1/2 จะพบกลับห้องแถวเรือนไม้อายุกว่า 100 ปี เหนือแนวถนนมีโคมไฟแดงแต่งประดับสร้างบรรยากาศ หน้าอาคารบ้านเรือนส่วนใหญ่เปิดเป็นร้านอาหารตำรับจีนโบราณ เช่น ก๋วยเตี๋ยวเป็ด ข้าวต้มทรงเครื่อง บ๊ะจ่าง ขนมโป๊งเหน่ง เต้าเจี้ยวจุ้ย (น้ำเต้าหู้) และอื่นๆ และถ้าใครแวะมาในวันเสาร์ช่วงบ่ายสามโมงถึงสามทุ่มอาจจะได้เห็นผู้คนใส่ชุดกี่เพ้าเดินกันขวักไขว่ ย้อนอดีตวันวานให้ได้เห็น
หลังจากกินจนอิ่ม เดินต่อมาอีกหน่อยก็จะพบกับตลาดซึ่งมี ‘โรงงิ้ว’ รูปเก๋งจีน อันเป็นสถานประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ในการอัญเชิญเจ้าแม่ทับทิมหรือ ‘อาหม่าโจ๋ว’ มาประทับ ซึ่งคนจีนซากแง้วเรียกสั้นๆ ว่า “อาม่า”
เวลามาที่ชากแง้ว จึงพลาดไม่ได้ที่จะได้มาเคารพศาลเจ้าแม่ทับทิมด้วยนั่นเอง
ว่ากันว่าศาลเจ้านี้สร้างขึ้นในปีพ.ศ. 2455 จุดเริ่มต้นมาจากการพบจอมปลวกรังต่อหัวเสือสูง 2 เมตรกลางท้องทุ่ง ซึ่งนอกจากชาวบ้านในตอนนั้นจะไม่กล้าทุบทำลายทิ้งแล้วยังช่วยกันสร้างศาลขึ้นครอบจอมปลวกไว้เพื่อบูชาอีกด้วย โดยขนานนามให้ว่า ‘พระเจ้าเสือ’ หรือ ‘เล่งโหวเอี้ยะ’
ต่อมามีชาวประมงจีนเร่ขายปลารายหนึ่ง เกิดเก็บไม้ได้ท่อนหนึ่งจากทะเลแถวบ้านอำเภอได้ จึงนำไปวางบูชาอยู่คู่เล่งโหว- เอี้ยะพร้อมกระถางบรรจุขี้ธูปกับก้านธูปที่อุตส่าห์เก็บรักษามาจากเมืองจีน จนกระทั่งปี พ.ศ. 2500 ได้มีการนำไม้ท่อนนั้นไปให้ช่างชาวอ่างศิลาแกะสลักเป็นองค์เจ้าแม่ทับทิมหรืออาม่าแล้วอัญเชิญมาประทับไว้ยังศาลหลังใหม่ที่สร้างแทนหลังเก่าคู่กับเล่งโหวเอี้ยะ
นับตั้งแต่นั้นศาลเจ้าแม่ทับทิมกลายเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวของชาวชุมชนชากแง้วมานานกว่า 100 ปี โดยชาวเรือที่นี่มีความเชื่อว่า
อาม่าเป็นเทพที่จะช่วยคุ้มครองให้ลูกหลานชาวเรือชากแง้วปลอดภัย แคล้วคลาดจากอันตราย
เวลาออกทะเล และบันดาลให้ฝนฟ้าตกตามฤดูกาล
ในทุกๆ ปีชาวชากแง้วก็จะจัดเทศกาลไหว้เจ้าแม่ทับทิมขึ้นเพื่อเป็นการแสดงความเคารพและงานเทศกาลไหว้เจ้าแม่ทับทิมนี้จัดสืบทอดต่อกันเป็นเวลานานกว่าร้อยปี

5.ศาลเจ้าแม่ทับทิม ยมจินดา
ยมจินดาเป็นถนนสายแรกของเมืองระยองที่ตัดผ่าใจกลางเมืองและวางตัวขนานไปกับแม่น้ำระยอง ทำให้เกิดชุมชนยมจินดาที่เป็นทั้งย่านที่อยู่อาศัย แหล่งการค้า รวมถึงแหล่งขนถ่ายสินค้าไปยังกรุงเทพฯ และหัวเมืองอื่นๆ
ปัจจุบันถนนยมจินดา ยังคงบรรยากาศบ้านไม้และบ้านปูนแบบโบราณเรียงรายโดยหากใครได้ไปก็จะได้พบกับคาเฟ่ ร้านอาหาร และร้านทำของแฮนด์เมด แต่ที่มองผ่านเลยไปไม่ได้เลยก็คือศาลเจ้าจีนที่อยู่ในย่าน
นั่นก็คือ ศาลเจ้าแม่ทับทิม ที่หันหน้าเข้าสู่แม่น้ำระยอง นั่นเอง
หากลองสังเกตกันดีๆ ที่ผนังด้านหลังของศาลมีรูปวาดบอกเล่าตำนานของเจ้าแม่ทับทิม และเทพเจ้ากวนอู รวมถึงภาพวาดวิถีชีวิตการค้าและการประมงในอดีต ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญและอิทธิพลของชาวจีนที่เข้ามามีบทบาทในเมืองระยองโดยเฉพาะในเรื่องการค้า จนขยับขยายไปสู่การตั้งถิ่นฐาน
ศาลเจ้าแม่ทับทิมจังหวัดระยอง สันนิษฐานว่าสร้างเมื่อปี พ.ศ.2421 เพื่อประดิษฐานองค์เจ้าแม่ทับทิมและสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกหลายองค์อันเป็นที่เคารพนับถือและกราบไหว้ของชาวระยองทั้งชาวไทยและชาวจีนทุกเชื้อสาย
โดยศาลเจ้าแม่ทับทิม ระยองมีชื่อเป็นทางการว่า ‘ศาลเจ้าจุ้ยบุยเหนี่ยว’ สันนิษฐานว่าเป็นศาลเจ้าของชาวจีนไหหลำ เป็นที่เคารพบูชาในหมู่ชาวเรือชาวประมง พ่อค้าเรือสำเภาซึ่งเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่อพยพล่องเรือเข้ามาอาศัยในพื้นที่จังหวัดระยองในช่วงรัชกาลที่ 1
ในอดีตศาลเจ้าแม่ทับทิม ระยองเป็นแหล่งพบปะ ถามสารทุกข์สุกดิบและ
ส่งข่าวของชาวจีนไหหลำที่เดินทางข้ามโพ้นทะเลด้วย
เล่ากันว่าเจ้าแม่ทับทิมองค์นี้มาจากเมืองไหหลำ โดยในแต่ละปีจะมีการอัญเชิญรูปปั้นเทพเจ้ากวนอูที่ประดิษฐานอยู่บนเกาะสมุย กลับไปยังเมืองไหหลำหนึ่งครั้ง ก่อนจะเดินทางกลับได้ทำพิธีหล่อรูปปั้นเจ้าแม่ทับทิมจำลองจากเมืองไหหลำขึ้นมาประทับบนเรือเพื่อช่วยคุ้มครองความปลอดภัยขณะเดินทางบนท้องทะเล เมื่อกลับมาถึงเกาะสมุยได้เชิญเทพเจ้ากวนอูกลับศาล และได้ทำการเสี่ยงทายเพื่ออัญเชิญเจ้าแม่ทับทิมขึ้นประดิษฐานที่เกาะสมุยหลายครั้งแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ จนกระทั่งล่องเรือต่อจากเกาะสมุยมาที่ท่าเรือท่าประดู่จังหวัดระยองจึงได้มีการเสี่ยงทายอีกครั้ง ปรากฏว่าเจ้าแม่ทับทิมเสี่ยงทายขึ้นที่ระยอง จึงได้มีการสร้างศาลขึ้น
เรียกได้ว่าตั้งอดีตจนถึงปัจจุบัน ศาลเจ้าแม่ทับทิมที่นี่ยังเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของคนไทยเชื้อสายจีนในระยองโดยยังมีการกลับมารวมตัวกันในทุกงานเทศกาลสำคัญๆ ของแต่ละปี เช่น งานกินเจ งานลุยไฟ และงานแจกข้าวสาร นอกจากนั้นศาลเจ้าแม่ทับทิมยังเป็นพื้นที่สาธารณะให้คนในเมืองเข้ามาใช้งานอีกด้วย

6.ศาลหลักเมืองระยอง
สำหรับปีใหม่จีนที่กำลังจะมาถึง การเลือกมาไหว้ขอพรจากศาลหลักเมืองในแต่ละจังหวัดที่ตัวเองอยู่ ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ
ศาลหลักเมืองระยองตั้งอยู่บนถนนหลักเมือง ใกล้กับตลาดไฟไหม้และย่านพานิชย์เก่าที่ขยายตัวต่อมาจากถนนยมจินดาของจังหวัดระยอง และมักจะเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ต้องแวะสักการะในเส้นทางการไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในจังหวัดระยอง
ศาลหลักเมืองระยองประดิษฐานเจ้าพ่อหลักเมือง ‘ปึงเถ้ากง’ หรือ ‘ปูนเถ้ากง’ ซึ่งไม่ปรากฎหลักฐานว่าที่ประเทศจีนมีเทพเจ้าชื่อนี้ จึงสันนิษฐานว่าคำว่าปึงเถ้ากงหรือปูนเถ้ากงนั้นเป็นชื่อเรียกเทพเจ้าของชาวจีนโพ้นทะเลหรือชาวจีนที่อพยพย้ายถิ่นฐานมาจากจีนแผ่นดินใหญ่
เทพเจ้าปึงเถ้ากงเป็นเทพเจ้าประจำชุมชนของชาวจีนเชื้อสายแต้จิ๋วซึ่งน่าจะหมายถึงเทพเจ้าผู้ปกปักษ์รักษาชุมชนดั้งเดิม เพราะคนไทยเชื้อสายจีนที่อพยพเข้ามาอยู่ในเมืองไทยมักมีความผูกพันกับแผ่นดินมาตุภูมิหรือแผ่นดินแม่ในประเทศจีน
ศาลหลักเมืองระยองสร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2438 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เดิมเป็นศาลไม้ ต่อมาได้รับปฏิสังขรณ์เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนมีลักษณะเป็นศาลเจ้าจีน ตัวหลักเมืองเดิมอยู่หน้าศาล
จากนั้นเมื่อปีพ.ศ. 2486 ในระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา เสาหลักเมืองเกิดชำรุดหักขาดลง ชาวบ้านได้ช่วยกันนำไปฝังไว้ในที่เดิมโดยไม่มีอาคารคลุม ต่อมาในปีพ.ศ. 2535 จึงมีการสร้างใหม่และสร้างมณฑปจัตุรมุขครอบตัวเสาหลักเมือง และจะมีงานสมโภชในช่วงเทศกาลงานสงกรานต์ทุกปี

7. ศาลหลักเมืองขลุง
ศาลหลักเมืองขลุงเป็นหนึ่งความภาคภูมิใจของชาวขลุงเนื่องจากเป็นสิ่งยืนยันว่าครั้งหนึ่งในอดีตเมืองขลุงเคยมีสถานะเป็นเมืองจัตวา และเคยเฟื่องฟูเป็นสถานที่ต้อนช้างไปที่เมืองเพนียด เมืองจันทบูรณ์ แล้วคัดช้างส่งไปใช้แรงงานในอาณาจักรขอม
ที่บอกว่าภูมิใจเพราะการตั้งเสาหลักเมืองได้นั้น เมืองๆ นั้นจะต้องมีความสำคัญหรือมีสถานะเทียบเท่าจังหวัด ที่ขลุงเอง ซึ่งแม้เป็นเพียงอำเภอหนึ่งในจันทบุรี แต่ก็ยังมีความสำคัญถึงขั้นมีศาลหลักเมืองเป็นของตัวเอง
ถ้าใครเคยมาที่ขลุง ก็น่าจะจำได้กับย่านเมืองเก่าขลุงที่มีความเป็นพหุวัฒนธรรม 2 ศาสนา 3 วัฒนธรรม โดยวัฒนธรรมจีนเป็นหนึ่งในสามวัฒนธรรมที่เข้ามามีบทบาทส่วนสำคัญ จะเห็นได้จาก 3 ศาลเจ้าอันประกอบไปด้วย ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง (หัวมังกร) ศาลเจ้าขลุงมูลนิธิ (ท้องมังกร) และศาลเจ้าปึงเท่ากง (หางมังกร)
สำหรับศาลเจ้าพ่อหลักเมืองขลุง จากหลักฐานภาพถ่ายอาคารเดิมพบว่าเป็นอาคารทรงไทยพื้นบ้าน หน้าจั่วมีลายเทพพนมแบบไทยใช้ชื่อว่า ‘ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองเฉิงหวงเหมี่ยว’ ต่อมามีการซ่อมแซมศาลใหม่ขึ้นแทนหลังเดิมให้กลายเป็นอาคารคอนกรีตประดับลวดลายอาคารแบบจีนเข้าไปเป็นทรงเก๋งจีนและเรียกชื่อศาลเปลี่ยนจากศาลเจ้าหลักเมืองเป็นศาลหลักเมือง
ภายในศาลมีหลักเมืองตั้งอยู่ 2 หลัก มีประติมากรรมเจ้าพ่อหลักเมืองขลุง มีอักษรจีนกำกับว่า ‘กง เชิง หวู ซื่อ’ ซึ่งหมายถึงคนซื่อสัตย์ และมีสัญลักษณ์ศาสนาเต๋าอยู่ด้านหลัง ภายในศาลเจ้ามีจิตรกรรมศาสนาเต๋าและวรรณกรรมเลียดก๊กที่มีอักษรจีนกำกับไว้
ศาลเจ้าแห่งนี้มีพ่อค้าประชาชนทั้งชาวไทยและจีน มากราบไหว้ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล ให้แก่ครอบครัวและก็ได้รับพรตามที่ขอสมความมุ่งมาดปรารถนาทุกประการ
เป็นอีกหนึ่งศาลเจ้าเก่าแก่ที่ชวนเราย้อนอดีตไปพร้อมๆ กับบรรยากศเมืองขลุงที่มีเสน่ห์ในแบบตัวเอง

8. ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองฉะเชิงเทรา
สำหรับจังหวัดฉะเชิงเทรา หรือพูดให้เจาะจงลงไปอีกนิดก็คือเมืองแปดริ้วนี่เอง เป็นอีกหนึ่งเมืองที่มีการอพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามาอาศัยของคนจีนเป็นจำนวนมากในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เมื่อมีการสร้างบ้านแปงเมืองครั้งใหญ่ของชาวจีนโพ้นทะเล โดยย้ายจากปากน้ำเจ้าโล้มาตั้งอยู่ตำบลท่าไข่ ริมฝั่งแม่น้ำบางปะกง
แน่นอนว่าเมื่อมีชาวจีนโพ้นทะเลเข้ามา ก็ย่อมมีศาลเจ้าจีนอยู่ด้วย นั่นก็คือ ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองฉะเชิงเทราหรือ ‘ศาลเจ้าพ่อเซี่ยงกง’
ศาลเจ้าแห่งนี้ตั้งอยู่ตำบลหน้าเมือง โดยจะอยู่ข้างๆ โรงพยาบาลเมืองฉะเชิงเทรา ริมแม่น้ำบางปะกง ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ทำให้เห็นความกลมเกลียวของวัฒนธรรมไทย-จีน ก็คือการที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ซึ่งมีสถาปัตยกรรมแบบจีน และเต็มไปด้วยศิลปะจีนนั้น ตั้งอยู่เคียงคู่กับศาลหลักเมืองที่มีสถาปัตยกรรมแบบไทย ซึ่งมีหลังคาทรงจัตุรมุข ส่วนบนเป็นยอดปรางค์
ซึ่งการสร้างศาลทั้งสองนั้น ก็มาจากความเชื่อว่า เมื่อมีศาลหลักเมือง จึงจำเป็นต้องมีศาลเจ้าพ่อหลักเมืองเอาไว้คอยปกป้องคุ้มครองตามความเชื่อดั้งเดิม จึงเป็นที่มาของ
ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองฉะเชิงเทรา ที่คอยเป็นขวัญกำลังใจให้คนในเมือง
เพราะหากย้อนกลับไปในอดีต เมืองฉะเชิงเทราเองก็เป็นเมืองหน้าด่านสำคัญในการปกป้องเมืองหลวงจากการรุกรานของญวน ซึ่งลุกลามมาจากสงคราม “อานามสยามยุทธ” ทำให้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ย้ายที่ว่าการฉะเชิงเทรามาอยู่ที่บริเวณริมแม่น้ำบางปะกงและให้สร้างป้อมกำแพงเมืองขึ้น พร้อมทั้งมีการสร้างเสาหลักเมืองจังหวัดฉะเชิงเทราขึ้นเป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2377 เชื่อกันว่าเป็นที่สถิตของจิตวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อคุ้มครองบ้านเมืองและประชาราษฎร์ให้พ้นจากภัยสงครามและอันตรายทั้งปวง
ซึ่ง ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองฉะเชิงเทรานี้ก็เป็นศาลเก่าแก่ที่มีอายุมาเป็นเวลากว่า 200 ปี แล้วด้วย ใครที่ต้องการการปกป้องคุ้มครอง ลองแวะเวียนมากันได้เลย

9. ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองจังหวัดตราด
เมืองตราด เป็นเมืองเล็กๆ แสนน่ารัก และที่สำคัญก็คือยังเป็นเมืองที่ติดทะเลทอดตัวยาวตามเขตแดนจังหวัด ทำให้มีการติดต่อกับวัฒนธรรมจีนที่เข้ามาพร้อมการโล้สำเภาของชาวจีนค่อนข้างมาก
สำหรับศาลเจ้าจีนที่เป็นที่รู้จักนั้นก็ต้องเป็นที่ ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองจังหวัดตราด ซึ่งหากใครได้มาเดินเล่นที่ตราด ที่นี่จะมีถนนชื่อถนนหลักเมือง ซึ่งเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าแห่งนี้นั่นเอง
ที่ศาลเจ้าแห่งนี้ยังมีประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับพระเจ้าตากสินมหาราชอีกด้วย เพราะสันนิษฐานว่าศาลเดิมสร้างโดยพระเจ้าตากสินมหาราชเมื่อครั้งยังเป็นพระยาวชิรปราการ มารวบรวมไพล่พลกอบกู้เอกราชที่ตราด ต่อมาชาวเมืองตราดได้บูรณะให้คงสภาพดี ในปี พ.ศ.2543
และตามความเชื่อแล้ว ก็มีเรื่องเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์ของศาลเจ้าพ่อหลักเมืองตราดว่า ในยุคที่ฝรั่งเศสยึดครองเมืองตราด ได้สั่งให้ถอนทำลายเสาหลักเมืองเพราะต้องการทำลายขวัญกำลังใจของคนเมืองตราด แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ มิหนำซ้ำยังทำให้ช้างตกหล่มตามมา จนคนคุมงานเสียชีวิต จนต้องสั่งยกเลิกคำสั่งไปในที่สุดและไม่มีชาวฝรั่งเศสคนไหนกล้าแตะต้องศาลเจ้าพ่อหลักเมืองอีกเลย
ก้าวแรกที่เข้ามาในบริเวณพื้นที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองก็จะพบสถาปัตยกรรมรูปทรงคล้ายพระราชวังจีนโบราณที่โดดเด่นด้วยงานปูนปั้นอันอ่อนช้อย จากนั้นเมื่อเข้ามา ภายในศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ซึ่งสามารถแบ่งพื้นที่ได้เป็น 2 ส่วน ได้แก่ พื้นที่ชั้นในของศาลเจ้าที่ตรงกลางเป็นแท่นที่ประทับขององค์เจ้าพ่อหลักเมือง ‘เสี่ยอึ่งกง’ เคียงข้างด้วยเทพเจ้าอีก 2 องค์ ด้านซ้ายคือ เทพเจ้าโชคลาภไฉ่ซิ้งเอี๊ย ด้านขวาคือ เทพเจ้าปฐพีกำเทียงได้ตี่
ชั้นนอกของศาลหลักเมืองเป็นที่ประดิษฐานของเสาหลักเมือง 2 หลัก เสาต้นสูงคือเสาหลักเมือง เสาต้นต่ำคือเสาศิวลึงค์ มีเรื่องเล่าว่าศิวลึงค์เดิมอยู่ที่ตำบลห้วยแร้ง เจ้าเมืองสมัยนั้นเดินทางไปพบมีผู้คนศรัทธากราบไหว้เชื่อว่าสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้จึงอัญเชิญมาไว้คู่กัน
ถ้าใครสนใจไปสักการะนอกจากช่วงตรุษจีนแล้วแนะนำให้ไปในวันขึ้น 6 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี ซึ่งมีงานฉลองที่เรียกว่า “วันงานพลีเมือง” หรือ“วันเซี่ยกงแซยิด” หมายถึง วันเกิดเจ้าพ่อหลักเมือง มีพิธีทำบุญตักบาตรแบบไทย และมีงานประจำปีศาลปุงเถ้าม้าแบบจีน
.
อ้างอิง
เตรียมเช็คลิสต์ 10 สถานที่ขอพรสุดปัง!ในจังหวัดชลบุรี รับรองงานนี้มีแต่ เฮงๆ รวยๆ กันถ้วนหน้า
การวิจัยเพื่อศึกษาวัฒนธรรมจีนที่ศาลเจ้าในภาคตะวันออก เขียนโดย: รศ. บุญเดิม พันรอบ เผยแพร่เมื่อ: 15 มีนาคม 2557
ตำนานรักอมตะ ‘สามมุข-แสน’ ใครผิดคำสาบาน ต้องโดดหน้าผาตายตามกัน
“อาม่า” เจ้าแม่ทับทิม องค์พิทักษ์ชุมชนซากแง้ว
#กราบไหว้ศาลเจ้าแม่ทับทิมระยอง
144 ปี ศาลเจ้าแม่ทับทิมระยอง ความหวัง พลังชีวิต
ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ เกาะสีชัง ไหว้ขอพรค้าขายรุ่งเรือง ศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ชลบุรี
‘ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่’ เกาะสีชัง สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองชลบุรี
รีวิว ศาลเจ้าแม่เขาสามมุข ขอพร โชคลาภ สักการะบูชาเจ้าแม่
ขลุง เมืองพหุวัฒนธรรมและเกษตรนำวิถี
ประวัติของการตั้งศาลเจ้าพ่อหลักเมือง
https://mgronline.com/travel/detail/9650000121565
ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองตราด ศูนย์รวมศรัทธาที่วิจิตรด้วยสถาปัตยกรรมแบบเก๋งจีน


