บางแสน เมืองชายทะเลที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของหาดทราย วิถีชีวิตท้องถิ่น และมหาวิทยาลัย เมืองพักผ่อนใกล้กรุงจุดหมายปลายทางของใครหลายๆ คน ที่กำลังจะกลายเป็นบันทึกหน้าใหม่ของวงการเสียงเพลงภาคตะวันออก เมื่อพิจารณาจากกระแสความเคลื่อนไหวทางดนตรีที่กำลังเติบโตอย่างน่าสนใจ บางทีบางแสนอาจกลายเป็นศูนย์กลางแห่งใหม่ของดนตรีนอกกระแสที่มีเอกลักษณ์ พื้นที่ทางศิลปะ และมีชุมชนที่เข้มแข็ง เฉกเช่นเดียวกับจังหวัดเชียงใหม่
ผู้คนส่วนมากอาจไม่เคยคิดถึงชายหาดแห่งนี้ในฐานะ ‘แลนด์มาร์ก’ ของเสียงดนตรีทางเลือก ด้วยภาพจำเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะสุดสัปดาห์และวันหยุดยาว พากันมาเล่นน้ำก่อทราย ปูเสื่อหรือกึ่งนั่งกึ่งนอนบนเก้าอี้ผ้าใบ กินอาหารทะเลสดใหม่ที่ซื้อจากรถเข็นหรือร้านอาหารใกล้ๆ รวมถึงคาเฟ่เก๋ๆ ริมหาด แต่เบื้องหลังความคุ้นเคยนี้ กำลังมีการก่อร่างสร้างตัวของพื้นที่ดนตรีที่มีความหลากหลาย ตั้งแต่บาร์แผ่นเสียงที่คัดสรรแนวเพลงเฉพาะทาง คลับเฮาส์ที่อาบด้วยแสงสีเสียงดนตรี EDM (Electronic Dance Music) ไปจนถึงร้านนั่งชิลยามราตรีที่มีดนตรีสดหลากสไตล์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเกิดวัฒนธรรมย่อย
บทความนี้จะบอกเล่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้บางแสนมีศักยภาพเป็น ‘หมุดหมาย’ แห่งใหม่สำหรับดนตรีนอกกระแสท้องถิ่นของไทย ทั้งในแง่ของทำเลที่ตั้งที่เข้าถึงง่าย พลังของกลุ่มนักศึกษาที่เป็นทั้งผู้สร้างและผู้เสพ รวมถึงบรรยากาศผ่อนคลายที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับศิลปินท้องถิ่น
การเดินทางทางดนตรีครั้งใหม่นี้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วที่ชายหาดบางแสน คุณพร้อมที่จะค้นพบจังหวะใหม่ของเมืองนี้หรือยัง?

เมืองมหาวิทยาลัย : พลังขับเคลื่อนหลักที่สดใหม่
สิ่งที่ทำให้บางแสนแตกต่างจากหลายๆ เมืองในภูมิภาค คือมีสถานะเป็น ‘เมืองมหาวิทยาลัย’ โดยมีมหาวิทยาลัยบูรพาเป็นศูนย์กลาง ความหนาแน่นของนิสิตไม่ได้สื่อถึงจำนวนของคนรุ่นใหม่เพียงเท่านั้น แต่หมายถึง ฐานผู้เสพและผู้สร้างงานศิลปะที่มีการหมุนเวียนและเติมไฟอยู่ตลอดเวลา
สำหรับบทบาทผู้เสพ นักศึกษาเป็นกลุ่มที่มีความเปิดกว้างในการรับวัฒนธรรมใหม่สูง พวกเขากระหายการค้นพบเสียงที่ไม่ซ้ำใคร และพร้อมจะสนับสนุนพื้นที่เล็กๆ ให้ศิลปินได้เล่นเพลงที่ตัวเองแต่ง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ดนตรีนอกกระแสหรือดนตรีอินดี้ (Indie Music) อยู่รอดได้
ในส่วนของบทบาทผู้สร้าง นักศึกษาที่ร่ำเรียนสายดนตรี ศิลปะ และสื่อสารมวลชน มักเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ทดลองและผลักดันดนตรีแนวใหม่ๆ พวกเขาต้องการพื้นที่แสดงออกที่หลุดพ้นจากกรอบดนตรีกระแสหลัก (Mainstream) ทำให้เกิดการรวมตัวกัน เปิดห้องซ้อมหรือสตูดิโอขนาดเล็กเพื่อสร้างวงดนตรีอินดี้ นอกจากสร้างสรรค์ผลงานของตนเองแล้ว พวกเขายังหารายได้พิเศษและเก็บเกี่ยวประสบการณ์จริงจากการเล่นตามร้านกลางคืน ที่มีอยู่มากมายตลอดแนวหาดวอนนภา ริมถนนลงหาดบางแสน และแหลมแท่น เขาสามมุก

ตัวอย่างคลาสสิกที่มักถูกนำมาอ้างอิงคือ วงเพลย์กราวด์ (Playground) วงอัลเทอร์เนทีฟร็อก (Alternative Rock) เริ่มฟอร์มวงขณะที่ ติ๊ก – กฤษติกร พรสาธิต (ร้องนำ), ตุ้ย – วัชระ ชัยพันธุ์ (กีตาร์) และ เก้ง – ปรัชญา คำเมือง (เบส) กำลังเรียนที่มหาวิทยาลัยบูรพา และไม่กี่ปีก่อนวงเพลย์กราวด์ (Playground) ได้โพสต์ภาพโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์งานแสดงของวง ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2545 ที่โรงอาหารภายในมหาวิทยาลัย โดยมีรายละเอียดว่ามีเนื้อเพลง ‘ปล่อยวาง’ ที่พวกเขาทำขึ้นเอง แจกฟรีที่หน้างานด้วย
อีกหนึ่งตัวอย่าง คณะเบียร์บูด (Khana Bierbood) วงไซคีเดลิคร็อก (Psychedelic Rock) ที่มีกลิ่นอายเสียงอีสาน ได้ออกอัลบั้ม 2 ชุด ภายใต้สังกัดค่ายเพลงญี่ปุ่น และเคยออกทัวร์ยุโรปแล้วถึง 2 รอบ ก็เป็นวงที่ก่อตั้งโดยกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยบูรพา โดยในตอนนั้นใช้ชื่อวงว่า Strange Brew

มหาวิทยาลัยบูรพามีคณะดนตรีและการแสดง ซึ่งแยกตัวออกมาจากคณะศิลปกรรมศาสตร์เมื่อปี 2550 โดยในส่วนของดนตรีมีการเปิดสาขาวิชาดนตรีคลาสสิก, ดนตรีแจ๊ส, ดนตรีสมัยนิยม, การขับร้อง, และเทคโนโลยีดนตรี ซึ่งเป็นแหล่งผลิตทรัพยากรบุคคลป้อนสู่ตลาดที่สำคัญแห่งหนึ่ง ในขณะเดียวกัน นักศึกษาที่รักและฝักใฝ่สร้างสรรค์ผลงานเพลงก็มาจากสาขาวิชาและคณะอื่นอีกเป็นจำนวนมาก
หากเทียบกับการเติบโตทางดนตรีของเชียงใหม่ ที่มีรากฐานจากศิลปินที่ลงหลักปักฐานมานาน บางแสนนั้นกำลังก่อร่างสร้างเสน่ห์ของการเป็นพื้นที่ ‘เกิดใหม่’ ที่กระตือรือร้นและเต็มไปด้วยความไม่รู้จบของพลังวัยรุ่น

ทำเลที่ตั้งและ ‘ความสมดุล’: ใกล้กรุงแต่ยังมีความเป็นส่วนตัว
บางแสนมีปัจจัยหนึ่งที่มีความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์คือ ‘ใกล้กรุงเทพฯ’ ด้วยระยะทางขับรถเพียงชั่วโมงเศษ ทำให้บางแสนกลายเป็นจุดเชื่อมต่อที่สำคัญระหว่างดนตรีกระแสหลักกับดนตรีนอกกระแส
ด้วยสมดุลของที่ตั้งนี่เองที่ทำให้ศิลปินอินดี้จากกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นในภาคตะวันออก สามารถมาแสดงดนตรีที่บางแสนได้ง่าย ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมทางเสียงเพลง ร้านกลางคืน ผับบาร์ หรือคาเฟ่ย่อมๆ สามารถกลายเป็น ไลฟ์เฮาส์ (Live House) ที่วงหน้าใหม่ผลัดเวียนกันใช้ทดลองสนาม
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ศิลปินเบอร์ใหญ่ๆ และวงดนตรีนอกกระแสแถวหน้า ต่างเดินทางมาแสดงสดในบางแสนหลายงานในแต่ละเดือน เปิดโอกาสให้คนบางแสนและพื้นที่ใกล้เคียงได้สัมผัสประสบการณ์ดนตรีติดขอบเวที นอกจากนี้ในงานอีเวนต์ของเทศบาลเมืองแสนสุข องค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี และจังหวัดชลบุรี ก็บรรจุฟรีคอนเสิร์ตของศิลปินดังเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมงาน เช่นเดียวกับคอนเสิร์ตใหญ่ของบริษัทเอกชน ก็มักปักหมุดบางแสนไว้ในโปรแกรมเดินสายทัวร์
CHAIYO ร้านกลางคืนบนถนนบางแสนล่าง เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับการทำธุรกิจและมีส่วนขับเคลื่อนดนตรีบางแสนเป็นเวลาหลายปี ไม่เพียงเปิดพื้นที่ให้วงดนตรีท้องถิ่น แต่ยังให้อิสระในการเลือกเพลง ทั้งยังนำวงอินดี้ดังๆ มาเสิร์ฟให้ผู้รักเสียงเพลงในท้องถิ่นได้สัมผัสตัวจริงเสียงจริงบ่อยครั้ง เช่น โปรเจกต์ส่งท้ายปีกับวง H 3 F, KIKI, และ Yonlapa และโปรเจกต์ที่ผ่านมาในเดือนกุมภาพันธ์ กับวง Desktop Error, Solitude is Bliss, และ Inspirative นอกจากนี้ทางร้านยังพาศิลปินนอกกระแสจากต่างประเทศมาโชว์ในบางแสนด้วย
สำหรับศิลปินที่ต้องการหลีกหนีความเร่งรีบและความตึงเครียดของเมืองหลวง บางแสนเสนอ ‘พื้นที่แห่งความผ่อนคลาย’ ใกล้ทะเล ที่ยังคงมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แต่มีค่าครองชีพและค่าเช่าพื้นที่ทำกิจกรรมที่ผ่อนปรนกว่าในกรุงเทพฯ บรรยากาศแบบนี้มักเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดงานศิลปะที่แตกต่างออกไป

การก่อตัวของ ‘พื้นที่เฉพาะทาง’ (Specialised Venues)
สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดของการเติบโตของซีนดนตรีนอกกระแส กล่าวคือ การเกิดขึ้นของสถานที่ที่ไม่ใช่แค่ ‘ร้านเหล้า’ แต่เป็น ‘พื้นที่ของรสนิยมทางดนตรี
บาร์ลับและร้านนั่งชิลบางแห่งในบางแสนบ่งชี้ว่า มีกลุ่มคนฟังที่พิถีพิถันและเปิดรับแนวดนตรีเฉพาะทาง ไม่ใช่แค่เพลงกระแสหลัก การมีสถานที่เหล่านี้ทำให้เกิดการรวมตัวของกลุ่มคนที่มีรสนิยมคล้ายกัน
การมีร้านขนาดเล็กที่มีคอนเซ็ปต์เฉพาะตัวและไม่ได้เน้นดนตรีคัฟเวอร์เพียงอย่างเดียว เป็นการเปิดโอกาสให้นักดนตรีท้องถิ่นได้เล่นเพลงของตัวเองมากขึ้น และดึงดูดผู้ฟังที่ต้องการคุณภาพและสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์
ตัวอย่างเช่น Beehive Art-icle Rare ทาวน์เฮาส์หนึ่งห้องที่ซ่อนตัวอยู่ในซอยเล็กๆ ละแวกแหลมแท่น จัดกิจกรรมที่ชื่อว่า Wednesday Club ทุกคืนวันพุธ เพื่อสร้างพื้นที่เล็กๆ แต่อบอุ่น ให้เกิดการรวมตัวกันเพื่อเล่นและฟังดนตรี โดยมี บุญสมัย (Boon Smile) วงแนวแจ๊สและบลูส์ (Jazz and Blues) เล่นยืนพื้น พร้อมเปิดช่วงให้ผู้ร่วมงานได้เล่น ร้อง และเขย่าคาชีชี (caxixi) ด้วยกัน นอกจากนี้ เจ้าของบ้านยังจัดกิจกรรมพิเศษเป็นระยะๆ ทั้งในและนอกสถานที่

ข้างต้นเป็นเพียง 3 ปัจจัยพื้นฐานที่พร้อมผลักดันให้บางแสนเป็นอีกหมุดหมายที่น่าสนใจสำหรับดนตรีนอกกระแสในเมืองไทย ในความเป็นจริงแล้ว วงดนตรีอินดี้ไม่ได้มีเพียงวงที่ก่อตั้งในบางแสนเท่านั้น ยังมีอีกหลายวงที่เข้ามามีส่วนในกระแสนี้ โดยเฉพาะจากพื้นที่ใกล้เคียงอย่างศรีราชา และนาเกลือ พัทยา ซึ่งมีศิลปินอินดี้หลากสไตล์ที่น่าสนใจอยู่มากมาย และมีจัดงานดนตรีอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับบางแสน
นับตั้งแต่ปลายทศวรรษที่แล้ว มีหลากหลายอีเวนต์พิเศษที่รวมวงดนตรีในบางแสนและชลบุรี ที่มีผลงานเพลงของตัวเอง ภายใต้คอนเซปต์ ‘Made in Bangsaen’ และงานที่มีสเกลใหญ่ที่สุดและเป็นที่รู้จักแพร่หลายคือ เทศกาลดนตรีนอกกระแสบางแสน SAEN INDIE ซึ่งจัดมาแล้ว 2 ครั้งในปี 2566 และ 2568 ที่ร้าน Bora Bora ริมหาดวอนนภา โดยอัดแน่นด้วยไลน์อัพเกือบ 20 วงตลอดการแสดง 2 วัน

กิจกรรมของนิสิตมหาวิทยาลัยบูรพาเป็นอีกหนึ่งชิ้นส่วนสำคัญที่ขับเคลื่อนวงการนอกกระแสในท้องถิ่น เปิดโอกาสให้วงดนตรีหน้าใหม่ และศิลปินอินดี้ที่สร้างสรรค์เพลงตนเองได้เล่นสดต่อหน้าผู้ชมบนเวที บางปีก็มีวงระดับโรงเรียนได้เล่นด้วย อาทิ งาน แบกะดิน (BAE KA DIN) ของคณะศิลปกรรมศาสตร์ ซึ่งจัดต่อเนื่องยาวนานกว่า 10 ปี, งาน Long-do ของคณะดนตรีและการแสดง, งาน สัปดาห์ประชาธิปไตย ของคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีงานประจำปีของคณะดนตรีและการแสดง ซึ่งเป็นการแสดงเพื่อจบการศึกษาของนิสิตชั้นปีที่ 4 ตามสาขาวิชาต่างๆ เช่น Sum of Music (แจ๊ส), Play Day (ป๊อป), Turn Professional Recital (ขับร้อง), Music Technology Showcase (เทคโนโลยีดนตรี) เป็นต้น
ด้วยบริบทและประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน ศักยภาพของบางแสนไม่ได้อยู่ที่การเป็น ‘เชียงใหม่แห่งที่ 2’ แต่กำลังการสร้างโมเดลของตัวเองขึ้นมา หากเปรียบเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางวัฒนธรรม เน้นความยั่งยืนของอาชีพดนตรี และการรวมกลุ่มที่ชัดเจน ภาพของบางแสนคือพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการทดลอง แต่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาและพลวัต ซึ่งขับเคลื่อนด้วยพลังงานของวัยรุ่นคนหนุ่มสาว มีความใกล้ชิดกับเมืองหลัก และความสะดวกในการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ตราบใดที่นักศึกษาและศิลปินท้องถิ่นยังคงมีพื้นที่ให้ปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ และมีผู้ฟังที่พร้อมจะหลีกหนีจากเสียงอึกทึกของเมืองใหญ่ มานั่งฟังเสียงกระซิบของคลื่นดนตรีนอกกระแสที่ริมหาด ทะเลแห่งนี้ก็พร้อมที่จะกลายเป็น ‘หมุดหมาย’ ที่เต็มไปด้วยจังหวะใหม่ๆ ที่จะมาเติมเต็มแผนที่ดนตรีของประเทศไทยได้อย่างสมภาคภูมิ



