/

ผีใช้ได้ค่ะ : หนังไทยที่หยิบเอาโลเคชั่นมาบตาพุดมาใช้ กับความตายของแรงงานที่ยังคงถูกทำให้ลืม

***เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของเรื่อง***

ต้องบอกว่าไม่บ่อยนักที่หนังไทยจะเลือกโลเคชั่นนิคมอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกมาใช้ในหนัง อย่างมากก็เป็นแค่ภาพในโรงงานสักโรงงาน แต่ทว่าในภาพยนตร์ไทยอย่าง ‘ผีใช้ได้ค่ะ’ (A Useful Ghost) กำกับโดย อุ้ย – รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค กลับฉายซีนแท็งก์ LNG และปล่องแฟลร์ริมชายฝั่ง ซึ่งแวบแรก ฉากแบบนี้ให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังอยู่ในหนังไซไฟ โลกดิสโทเปีย วันสิ้นโลกสักเรื่องเหมือนกัน

แต่สำหรับคนตะวันออก นี่คือภาพที่เห็นอยู่ทุกวันจนชินตา

หากให้สรุปโดยย่อที่ยังไม่สปอยล์มากเกินไป หนังเรื่องนี้เล่าถึง ‘มาร์ช’ ที่โศกเศร้าหลัง ‘แนท’ ผู้เป็นภรรยาเสียชีวิต ก่อนจะค้นพบว่าเธอได้กลายเป็นผีที่สิงอยู่ในเครื่องดูดฝุ่น แม้ทั้งคู่จะดีใจที่ได้กลับมาพบกัน แต่ก็ยังมีปัญหามากมายที่ขัดขวางความรักของคนกับผีไว้ ซึ่งทั้งหมดไม่ใช่แค่เรื่องของโลกความเป็น-ความตาย แต่เป็นปัญหาวุ่นวายมากมายใน ‘โลก’ ที่เราคุ้นเคยกัน ซึ่งความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้คือการที่หนังสามารถคว้ารางวัลยอดเยี่ยม (Grand Prize) จากสายประกวด Critics’ Week (Semaine de la Critique) ในเทศกาลหนังเมืองคานส์มาครองได้

แต่ลึกไปกว่านั้น เราอาจจะพูดได้ว่านี่คือหนึ่งในหนังที่สะท้อนสังคมไทยได้อย่างดุเด็ดเผ็ดมัน แบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ที่มีฉากหน้าเป็นการแสดงของตัวละครไร้อารมณ์ บทสนทนาที่เหมือนอ่านสคริปต์ และนี่อาจเป็นจุดที่ทำให้เราไม่ลืมหนังเรื่องนี้ก็เป็นได้

ถ้าพูดกันในมุมภาคตะวันออก จุดหลักๆ ที่เราสัมผัสและตราตรึงในใจเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้คือการพูดถึงฝุ่นและแรงงาน โดยมีฉากหลังที่แตะมายังอุตสาหกรรม โรงงาน และทุนไร้หัวใจ

โดยประโยคแรกที่ถูกเอ่ยออกมาคือการที่ตัวละคร ‘กระเทยวิชาการ’ (แสดงโดย วิศรุต หอมหวน) บอกว่าละอองฝุ่นเล็กๆ นี้ได้เปลี่ยนชีวิตของเขาไป ตามมาด้วยเสียงโทรทัศน์ที่นำเสนอภาพรัฐบาลที่พยายามจะแก้ไขปัญหาฝุ่น พร้อมกับประโยคว่า ที่ไหนมีการพัฒนา ที่นั่นย่อมมีฝุ่น

ฝุ่นเหล่านี้ ในทางตรงก็เปลี่ยนชีวิตใครหลายคนตั้งแต่ที่เราได้รู้จักกับ PM2.5 เพราะแม้แต่ตัวละครในเรื่องก็ได้รับผลกระทบกันระนาว และทำให้ผู้คนป่วย ล้มตายกันไปนักต่อนัก ไม่ว่าจะเป็นตัวละครอย่าง ‘แนท’ (แสดงโดย ใหม่ – ดาวิกา โฮร์เน่) ที่เสียชีวิตจากโรคบางอย่าง (ที่เราก็อาจจะพอเดาได้) หรือแรงงานในโรงงานอย่าง ‘ต๊อก’ ที่เสียชีวิตภายในโรงงานด้วยอาการไอเป็นเลือด นอกจากนี้เราจะเจอเหล่าคุณหมอที่เลือดกำเดาไหลระหว่างตรวจร่างกาย หรือเหล่าชนชั้นนำที่ใส่แมสก์ป้องกันแน่นหนาเป็นประจำทุกครั้งที่มีซีน

แต่ในอีกทาง ‘ฝุ่น’ ก็เป็นเพียงละอองเล็กๆ ที่คนมักจะลืมการมีอยู่ เราต่างมีสำนวนที่ใช้ในความหมายของการเป็นคนไม่สำคัญ คนไม่มีค่า คนที่ถูกลืม ว่าเป็นฝุ่นกันบ่อยๆ ฝุ่นในเรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นแค่สสารที่ล่องลอยไปมา แต่มันยังแสดงถึง ‘ประชาชน’ ทั่วไปที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรกับนายทุนและชนชั้นนำ แต่เมื่อรวมกับประโยคแรกของหนังที่บอกกับเราว่าฝุ่นได้เปลี่ยนชีวิต เพราะมันคือเรื่องราวของคนที่ถูกทำให้ไม่สำคัญ แต่ได้เปลี่ยนชีวิตของกระเทยวิชาการและเราในฐานะคนดู ไปสู่การบรรจบกับสิ่งที่หนังพยายามจะสื่อสารว่า ‘เราต้องไม่ลืม’

แต่มากกว่าเรื่องฝุ่น สิ่งที่เราสนใจมากๆ ในภาพยนตร์เรื่องนี้คือการเล่าถึง ‘แรงงานในอุตสาหกรรม’ เพราะพวกเขาคือคนที่มักจะถูกลืมมากที่สุด และเอาจริงๆ ในพาร์ตหลังๆ หนังก็อาจจะลืมพวกเขาไปด้วยซ้ำ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่บ่อยนักที่เราจะเห็นใครลุกขึ้นมาทำหนังสื่อสารเรื่องความเจ็บปวดของแรงงาน หนังที่สร้างประเด็นเหล่านี้ได้งดงามสำหรับเราคือ ‘หมานคร’ ที่เป็นหนังแนวทดลองไม่ต่างกัน (ดูเหมือนว่าการพูดถึงความเจ็บปวดของแรงงานก็หนีไม่พ้นการต้องเล่าด้วยน้ำเสียงรูปแบบจำเพาะ)

สำหรับ ‘ผีใช้ได้ค่ะ’ หนังได้ชวนเราไปดูจุดเริ่มต้นของผีที่สิงอยู่ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะเหล่าเครื่องดูดฝุ่น เครื่องกรองอากาศต่างๆ ซึ่งหนังพาเราไปเจอกับฉากการตายของต๊อก ที่มีเพียงแมสก์บางๆ ปิดจมูก และไอออกมาเป็นเลือดจนเสียชีวิต ทิ้งร่องรอยคราบเลือดเอาไว้ในโรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าแห่งนั้น เราชอบที่หนังได้พยายามเล่าการเลือนหายของความตายในโรงงานด้วยภาพการพยายามล้างคราบเลือด และทำให้ทุกอย่างกลับสู่ปกติโดยเร็วที่สุด ลืมให้เร็วที่สุด

แต่เรื่องกลับไม่เป็นเช่นนั้น ต๊อกได้ปรากฏตัวออกมาอีกครั้ง ทั้งการสิงอยู่ในเครื่องฟอกอากาศพร้อมส่งเสียงไอ หรือสิงในเครื่องดูดฝุ่นขนาดยักษ์ ที่เริ่มสร้างปมเส้นเรื่องที่ชวนกระตุกคิดผ่านบทสนทนาของต๊อกกับสุมาลย์ (แสดงโดย อาภาศิริ นิติพน) ภรรยาเจ้าของโรงงานที่ต้องลุกขึ้นมาสืบทอดหลังสามีเสียชีวิตไป

บทสนทนานั้นเล่าถึงความสัมพันธ์ของนายจ้างกับลูกจ้างได้น่าสนใจ โดยต๊อกพูดถึงแรงอาฆาตที่โรงงานนี้คือต้นตอที่ทำให้เขาต้องเสียชีวิต ในขณะที่สุมาลย์พูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งว่าโรงงานจะฆ่าคนได้อย่างไร และต๊อกต้องการอะไรอีก เพราะโรงงานก็ออกค่าใช้จ่ายจัดงานศพให้ทุกอย่าง จากบทสนทนาเล็กๆ นี้ แต่หากใครได้ติดตามประเด็นแรงงานบ่อยครั้ง อาจจะต้องหัวเราะขมขื่นกันเล็กน้อย เพราะการตายของแรงงานถูกชดใช้ด้วยการช่วยเหลืองานศพและมอบทุนการศึกษาให้ลูกหลานเพื่อจบเรื่องบ่อยครั้ง

แต่การแก้ปัญหาปลายเหตุนี้ กลับทำให้ไม่เคยมีใครตั้งคำถามกับสวัสดิการ สวัสดิภาพความเป็นอยู่ของแรงงาน ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาทั้งหมด โดยในหนังก็พาเราไปเห็นความลักลั่นย้อนแย้งของเรื่องนี้อย่างชัดเจน ผ่านฉากที่เจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาตรวจสอบโรงงาน และทดสอบเช็ดกระจกที่ตรงกลางสะอาดเอี่ยม แต่กรอบรอบๆ เต็มไปด้วยหยากไย่และฝุ่นที่เห็นได้ชัด

ซึ่งทุกคนน่าจะเดาได้ว่า นี่คือสิ่งที่เจ้าหน้าที่มองไม่เห็น

ประเด็นแรงงานในหนังยังไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะในหนังได้สอดแทรกทุนไร้หัวใจกับแรงงานที่ถูกลืมมาเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นฉากที่วางยานอนหลับพนักงานทุกคนเพียงเพื่อจะให้แนทเข้าไปจัดการกับต๊อก หรือการจับ ‘ปิ่น’ แฟนของต๊อกไปช็อตไฟฟ้าเพื่อลืมต๊อก ซึ่งในหนังได้พูดถึงวิธีการกำจัดผีคือการ ‘ลืม’ ผีเหล่านั้น ยังไม่รวมไปถึงการตั้งคำถามถึงความฝันของแรงงาน ที่พวกเขาต่างต้องการชีวิตที่ดี ชีวิตที่พวกเขาได้มั่นใจในตัวเอง ชีวิตที่จะมีความภาคภูมิใจ แต่สิ่งเหล่านี้เป็นได้เพียงแค่ฝัน และตามมาด้วยฝันร้ายเสมอ

อย่างไรก็ตาม นี่ก็ไม่ได้เป็นหนังที่พูดถึงแรงงานอย่างหนักหน่วง เพียงแต่พาเราสำรวจความฝัน ความหวัง ภายใต้การพัฒนาบนทุนนิยมที่เน้นผลิต เน้นทำรายได้ ในวันที่แรงงานเป็นเพียง ‘แรง’ ที่ทำให้ได้ผลลัพธ์เป็นผลิตภัณฑ์บางอย่าง แต่เราลืมความเป็น ‘มนุษย์’ ในแรงงานเหล่านี้ และแม้แต่ในหนังเรื่องนี้ ตัวละครแรงงานในอุตสาหกรรมก็เป็นเพียงตัวประกอบที่ค่อยๆ หายไปจากฉากเช่นกัน โดยเฉพาะต๊อกที่กลับมาเป็นคนอยู่ใต้อำนาจ สงบเสงี่ยม และไร้บทบาทอีกต่อไป แถมประเด็นแรงงานก็เป็นเพียงการเอ่ยถึง แต่ไมไ่ด้ผลักดันอะไรไปต่อจนสุดทาง

แต่ว่าไปแล้ว การดูหนังเรื่องนี้เองก็พาเราไปนึกถึงการตายของแรงงานที่หายไปจากความทรงจำของใครหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็นแรงงานที่เสียชีวิตจากเครนถล่ม แรงงานที่เสียชีวิตจากโรคต่างๆ ที่เกิดจากการปฏิบัติงาน แรงงานที่เสียชีวิตจากการระเบิดภายในโรงงาน พวกเขาถูกนำเสนอให้เป็นแค่เพียง ‘แรงงานที่เสียชีวิตจำนวน x คน’ เท่านั้นเสมอมาด้วยเช่นกัน

โดยสรุปแล้ว ‘ผีใช้ได้ค่ะ’ จึงไม่ใช่หนังผี ไม่ใช่หนังรัก ไม่ใช่หนังไซไฟ แต่คือหนังของ ‘ฝุ่น’ ของคนที่ถูกลืมไปแล้ว และกำลังจะถูกลืม ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าไม่น้อยที่ชีวิตของใครบางคนเลือนหายได้ง่ายดายเช่นนั้น

แต่ที่น่าเศร้ากว่าคือ หนังที่ถ่ายทอดบริบทที่เหมาะกับภาคตะวันออกเช่นนี้ แถมยังมีฉากหลังเป็นอุตสาหกรรม โรงงาน หรือเกาะสะเก็ดที่คนระยองคุ้นเคยดี แต่โรงหนังที่กลับไม่มีการโปรโมตใดๆ ไม่มีแม้กระทั่งโปสเตอร์แปะที่ทางเข้าโรงหนัง กลายเป็นว่าในเมืองอุตสาหกรรม หนังเรื่องนี้ก็ค่อยๆ ถูกลืมไปด้วยเช่นกัน

 

สุดท้ายแล้วเราจะ ‘ไม่ลืม’ กันได้อย่างไร

หรือเราแค่ชินกับโลกดิสโทเปียนี้ไปแล้วเท่านั้นเอง?


รูปโดย 185 Films
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR