เราเชื่อว่าหลายคนคงจะรู้จัก สุนทรภู่ กวีเอกแห่งสยาม และคงจะรู้จักเรื่อง พระอภัยมณี นิทานคำกลอนที่มีตัวละครสุดอัศจรรย์อย่าง นางเงือก ผีเสื้อสมุทร และม้านิลมังกร หรือไม่ก็ผลงานอื่นๆ ของสุนทรภู่ เช่น นิทานคำกลอน สุภาษิตคำสอน ตลอดจนนิราศต่างๆ
ผลงานของสุนทรภู่ยังคงติดอยู่ในใจของผู้คนแม้กระทั่งในปัจจุบัน และมักจะถูกหยิบยกมาตั้งคำถาม ขบคิด รวมไปถึงวิพากษ์วิจารณ์ในมิติต่างๆ อยู่เสมอ ซึ่งประเด็นหนึ่งที่เรารู้สึกว่าน่าสนใจมาก คือ การหยิบยกตัวละครในผลงานต่างๆ ของสุนทรภู่มาพิจารณาในมิติของ ‘เควียร์’ (Queer) หรือความหลากหลายทางเพศ
และเนื่องในเดือนมิถุนายน ที่มีทั้งวันคล้ายวันเกิดของสุนทรภู่ คือวันที่ 26 มิถุนายน รวมถึงเป็นเดือนแห่งความภาคภูมิใจของผู้มีความหลากหลายทางเพศ หรือ Pride Month เราจึงอยากที่จะนำเรื่องของตัวละครที่มีความหลากหลายทางเพศในผลงานของสุนทรภู่มาเล่าสู่กันฟัง
ถ้าเราบอกว่า สุนทรภู่ กวีเอกแห่งสยาม รู้จักและได้แต่งนิทานเกี่ยวกับเควียร์ (Queer) มาตั้งแต่ยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นแล้ว จะมีใครเชื่อหรือเปล่า?
แต่ก่อนที่จะไปถึงตรงนั้น ขอเราเกริ่นนำเกี่ยวกับประวัติของสุนทรภู่และนิยามความหมายของเควียร์ สักนิดหน่อย
สุนทรภู่ : นักเลงกลอน 4 แผ่นดิน
พระสุนทรโวหาร หรือ สุนทรภู่ (นามเดิม ภู่) มีชีวิตโลดแล่นเป็นนักเลงกลอนประจำวังหลวงอยู่ในราชสำนักสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เป็นกวีที่ใช้ชีวิตและฝากผลงานไว้ยาวนานถึง 4 แผ่นดินด้วยกัน คือ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 – รัชกาลที่ 4
สุนทรภู่ถือได้ว่าเป็นกวีที่มีผูกพันกับภาคตะวันออก เพราะเคยได้เดินทางมาที่เมืองแกลง จนได้เกิดเป็นผลงาน นิราศเมืองแกลง ขึ้น
สำหรับมิติของความหลากหลายทางเพศ สุนทรภู่ก็เป็นเช่นคนในยุคก่อนโดยทั่วไป คือยังไม่ได้รับรู้ถึงเรื่องความหลากหลายของตัวตนและเพศสภาพมากนัก ซึ่งก็ไม่ผิด เพราะสิ่งนี้เป็นเรื่องราวของยุคสมัยใหม่ แต่ถึงอย่างนั้นแล้ว กลับต้องยอมรับว่าสุนทรภู่เป็นผู้มีคุณูปการอย่างสูงต่อการมีอยู่ของเควียร์ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ เพราะได้นำเอาความเป็นเควียร์มาบรรจุอยู่ในผลงานหลากหลายเรื่อง อย่างที่เรากำลังจะเล่าถึงต่อไป
เควียร์ : ร่มคันใหญ่ของความหลากหลายทางเพศ
เควียร์ เป็นคำทับศัพท์ มาจากภาษาอังกฤษคำว่า ‘queer’ แปลแบบตรงๆ ได้ความหมายว่า ‘แปลก’และครั้งหนึ่งเคยถูกใช้เป้นคำดูถูกผู้มีความหลากหลายทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นเกย์ กะเทย ทอม หรือเลสเบี้ยน แต่ในบริบทปัจจุบัน ทุกคนมีสิทธิและมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ความหมายของเควียร์ก็เปลี่ยนไป กลายเป็นคำที่ใช้เรียกแทนการแสดงออกถึงตัวตนและเพศสภาพที่ไม่ได้จำกัดอยู่ภายใต้ระบบคิดแบบ 2 เพศ (Gender Binary) ซึ่งหมายถึงความคิดความเชื่อที่ว่าโลกนี้มีเพียงเพศชายและหญิงเท่านั้น
แต่ถึงอย่างนั้น เควียร์ ก็ไม่เคยมีเพียงความหมายเดียว เพราะในปัจจุบัน เควียร์ยังหมายถึงการก้าวออกจากกรอบของความเป็น ‘ปกติธรรมดา’ ที่สังคมกำหนดไว้ ซึ่งในมิติเรื่องความหลากหลายทางเพศ คำว่าเควียร์นับได้ว่าเป็นร่มคันใหญ่ที่ใช้พูดถึงผู้มีความหลากหลายทางเพศ ท่ามกลางคำนิยามของความหลากหลายทางเพศมากมาย
กล่าวอย่างง่ายๆ เควียร์ คือ คำที่แสดงถึงตัวตนและการยอมรับในตัวของทุกคนที่อยู่ภายใต้สายรุ้งของความหลากหลายทางเพศ หรือภายใต้คำย่อ LGBTQIN+ นั่นเอง
หญิงรักหญิงและการเล่นเพื่อนในนิทานคำกลอนของสุนทรภู่
พวกนายท้ายหมายเกาะลังกา ออกแล่นรีบเร็วลัดไม่ขัดขวาง
ข้าหลวงเหล่าสาวสวรรค์กำนัลนาง นั่งเท้าคางบ้างก็เอกเขนกพิง
บ้างแอบเพื่อนเหมือนหนึ่งน้องประคองปลอบ ชวนชื่นชอบชมชลาประสาหญิง
บ้างเบียดผลักควักช้อนชอ้อนอิง บ้างช่วงชิงที่นั่งทำรังแก
(พระอภัยมณี)
บทกลอนข้างต้นมาจากนิทานคำกลอนเรื่อง พระอภัยมณี เป็นตอนที่บรรยายถึงความเป็นไปของชาววัง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการ ‘อิงแอบแนบชิด’ รวมไปถึงการมี ‘กิจกรรมทางเพศ’ ของนางสนมนางกำนัลในวัง ซึ่งกิจกรรมเช่นนี้มีชื่อเรียกที่ชัดเจน ‘การเล่นเพื่อน’
ความสัมพันธ์ระหว่าหญิงกับหญิงภายในเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างปกติทั่วไปในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เพราะทุกจังหวะชีวิตของนางสนมกำนัลในสมัยนั้น พวกเธอไม่สามารถมีความสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามได้ อันที่จริงแล้วพวกเธอไม่แม้แต่จะได้พบเจอกับเพศตรงข้ามเลยต่างหาก ดังนั้น การเล่นเพื่อนนี้เองที่ได้นำพวกเธอบางส่วนไปสู่ความรักต่อเพศเดียวกันในที่สุด และสุนทรภู่ก็ได้นำเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์นี้มาใส่ไว้ในกลอนนิทาน ทำให้ทุกวันนี้ เราสามารถรับรู้เรื่องราวของหญิงรักหญิงหรือเควียร์ไทยในสมัยก่อนได้
ฝ่ายห้ามแหนแสนสนมเมืองรมจักร แต่ล้วนนักเลงเพื่อนเหมือนกันหมด
ด้วยเมื่ออยู่บุรีภิรมย์รส เพราะท้าวทศวงศาไม่ว่าไร
จนเคยเล่นเป็นธรรมเนียมนางรมจักร ทั้งร่วมรักร่วมชีวิตพิสมัย
กลางคืนเที่ยวเกี้ยวเพื่อนออกเกลื่อนไป เป็นหัวไม้ผู้หญิงลอบทิ้งกัน
(พระอภัยมณี)
นอกจาก พระอภัยมณี แล้ว สุนทรภู่ยังได้บรรจุเรื่องหญิงรักหญิงไว้ในนิทานเรื่อง สิงหไกรภพ กล่าวคือ เมื่อ ‘พระสิงหไกรภพ’ ได้ ‘นางสร้อยสุดา’ มาเป็นคู่ครอง ก็ไม่ได้เหลียวแลหญิงงามนางสนมอื่นๆ ทำให้บรรดานางสนมกำนัลต่างสงสัยในความงามของนางสร้อยสุดา ก่อนจะพบว่านางนั้นงดงามล้ำเลิศและนางสนมกำนัลเหล่านั้นได้ตกหลุมเสน่ห์นางสร้อยสุดาในที่สุด
แม้ว่าท่าทีน้ำเสียงของสุนทรภู่ที่มีต่อกิจกรรมทางเพศของหญิงกับหญิงไม่ได้เป็นไปในแง่บวกนัก เพราะไม่ใช่เรื่องธรรมดาสามัญของบริบทในยุคนั้น แต่ก็อาจกล่าวได้ว่าสุนทรภู่ได้สร้างสรรค์ผลงานที่แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางเพศ ความหลากหลายของความต้องการทางเพศ ที่สามารถ ‘ลื่นไหล’ ไปมาได้ ผ่านตัวละครในงานของท่านนั่นเอง
การข้ามเพศที่มาก่อนกาลในนิทานคำกลอนของสุนทรภู่
ความเป็นเควียร์ในผลงานของสุนทรภู่ไม่ได้มีเพียงหญิงรักหญิงเท่านั้น แต่ยังมีเรื่อง ‘คนข้ามเพศ’ ด้วย ซึ่งถูกนำเสนอผ่านการเปลี่ยนแปลงตัวตนของตัวละคร โดยคำสาปหรือคำอธิษฐานเป็นเครื่องมือ ที่ก็อาจเทียบเคียงได้กับกระบวนการข้ามเพศในยุคปัจจุบัน
การข้ามเพศในผลงานของสุนทรภู่ปรากฏอยู่ในเรื่อง ลักษณวงศ์ ที่กล่าวถึง ‘นางทิพเกสร’ ผู้อาศัยอยู่กับดาบสและได้ตั้งครรภ์กับ ‘พระลักษณ์วงศ์’ แต่ก็มีเหตุทำให้ทั้งสองพลัดพรากจากกันกลางป่า และเทวดาในป่าก็นึกสงสาร จึงได้มอบแหวนที่สามารถช่วยให้นางทิพเกสรได้มีร่างกายเป็นพราหมณ์หนุ่ม คือไม่มีหน้าอก เพื่อป้องกันภัยอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับนาง
แต่ถึงแม้นางทิพเกสรจะมีร่างกายเป็นชาย แต่ก็ยังคงแสดงกิริยาท่าทางเป็นหญิง และในตอนที่ได้เข้าไปรับใช้พระลักษณวงศ์ ตัวละครอื่นๆ ที่เป็นชายก็เชื่อว่านางทิพเกสรเป็นชาย ถึงแม้จะมีผิวพรรณที่งดงามและมีลักษณะอ้อนแอ้น แต่การไม่มีหน้าอกเช่นที่ผู้หญิงพึงมี ก็ทำให้เชื่อว่าพราหมณ์ผู้นี้เป็นชาย
นายพรานเห็นพราหมณ์ด้นมาคนเดียว คิดเฉลียวหว่าหวาดประหลาดใจ
แฝงพฤกษาเพ่งพิศพินิจนิ่ง ดูเพริศพริ้งนวลละอองงามผ่องใส
เอี่ยมสะอาดอ้อนแอ้นอ่อนละไม แลวิไลกิริยาเหมือนนารี
รูปจริตเป็นหญิงทุกสิ่งสม เว้นแต่นมมิได้เหมือนนารีศรี
(ลักษณวงศ์)
นอกจากนี้ นางทิพเกสรเองก็ดูจะใช้ชีวิตในร่างกายชายด้วยจิตใจที่เป็นหญิงอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา แม้จะโดนผู้คนขบขัน และถูกมองว่าแปลกประหลาดกับการแสดงออกอัตลักษณ์ทางเพศเช่นนั้น นับว่าเป็นการถ่ายทอดมุมมองความคิดของผู้คนในสมัยนั้นกับการมีอยู่ของเควียร์ได้เป็นอย่างดี
เตชะสัตย์อธิษฐานของเทวี ประเวณีสูญหายจากกายนาง
พญายักษ์ขวยเขินแล้วเมินพักตร์ ประนักนิ่งนึกอางขนาง
กระถดถอยปล่อยปละสละวาง ประหลาดนางนี้มาเป็นอย่างไรไป
(ลักษณวงศ์)
อีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเครื่องเพศในนิทานของสุนทรภู่ คือ การยืนหยัดการต่อสู้ของ ‘นางสุวรรณอำภา’ มารดาของลักษณวงศ์ ในตอนที่นางถูก ‘ท้าววิรุญมา’ ยักษ์เจ้าของเมืองมยุราจับตัวไปทำเมีย นางได้อธิษฐานขอให้ “ประเวณีสูญหายจากกายนาง” หมายถึง การขอให้อวัยวะเพศหายออกไปจากร่างกาย ทำให้ท้าววิรุญมาละอายใจเกินกว่าจะมีเพศสัมพันธ์กับนาง
ในอีกทางหนึ่ง ยังอาจนับได้ว่าการกระทำของนางสุวรรณอำภาเป็นการต่อสู้ เพื่อที่จะไม่สยบยอมให้ชายอื่นใดมีความสัมพันธ์กับนางโดยไม่ยินยอม และเพื่อให้นางยังคงความรักเดียวใจเดียวที่มีต่อพระสวามีได้อยู่
.
แม้ความเป็นเควียร์ในนิทานคำกลอนของสุนทรภู่มักปรากฏอยู่ในรูปแบบของเรื่องอัศจรรย์ น่าฉงน นั่นก็เพราะสิ่งนี้ถูกถ่ายทอดผ่านสายตาและความคิดของคนรุ่นก่อนหน้าที่ยังห่างไกลจากการรับรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ
แต่ถึงอย่างนั้น สุนทรภู่ก็ได้สะท้อนให้เห็นได้ถึงการมีอยู่ของเควียร์ในยุคนั้น ทำให้เควียร์รุ่นหลังได้รับรู้ถึงการมีตัวตน การมีอยู่ของคนรุ่นก่อนหน้าที่มีอัตลักษณ์ร่วมกัน หรือคล้ายคลึงกันกับตนเองนั่นเอง
จากคำกล่าวที่ว่า “ประวัติศาสตร์คือบทสนทนาอันไม่สิ้นสุด” ก็คงจะไม่ผิดถ้าจะบอกว่าผลงานของสุนทรภู่ก็คือประวัติศาสตร์อย่างหนึ่ง ที่ได้สร้างบทสนทนาระหว่างเควียร์ในยุคก่อนหน้าและเควียร์ในยุคปัจจุบัน และการตีความเรื่องราวเควียร์ๆ ในนิทานคำกลอนของสุนทรภู่ ก็ถือเป็นการเปิดกว้างให้เควียร์ยุคสมัยใหม่ได้มีพื้นที่สำรวจและมองหาตัวตนของตนเองได้ต่อไปในอนาคต
.
เขียนโดย พัชราคำ นพเคราะห์
.
อ้างอิง
10 อมตะบทกวี “สุนทรภู่” สอนใจคนรุ่นหลัง
เปิดประวัติ “วันสุนทรภู่” 26 มิถุนายน รำลึกกวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
สุจิตต์ วงษ์เทศ. (2550). นิราศเมืองแกลงของสุนทรภู่. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์เรือนแก้วการพิมพ์.
ทิฆัมพร ทองแถม ณ อยุธยา, และอรทัย เพียยุระ. (2564). เควียร์ในนิทานสุนทรภู่. ขอนแก่น: มหาวิทยาขอนแก่น.


