/

อากาศแปรปรวนยิ่งกว่าใจคน ทบทวนสถานการณ์ความแปรปรวนของอากาศที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกตลอดปี 2567

แล้งจนทุเรียนยืนต้นตาย น้ำท่วมในพื้นที่ที่ไม่เคยท่วม มีคนร้อนจนตายได้ เดี๋ยวหนาวเดี๋ยวร้อน ปฏิเสธไม่ได้ว่าปรากฏการณ์เหล่านี้คือคำเตือนว่าคนตะวันออกกำลังเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวนรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ในปีนี้

 

หากสังเกตสัปดาห์ที่ผ่านมา คนตะวันออกบางคนอาจจะได้ฟินกับลมหนาว และอากาศเย็นๆ ที่ช่วยสร้างบรรยากาศของเดือนธันวาคมให้พิเศษกว่าเดือนไหนๆ แต่ดูเหมือนว่ายังไม่ทันจะได้ดื่มด่ำกับฤดูหนาวที่นานๆ ทีจะเวียนมาถึง ความเย็นที่ว่าก็ดูเหมือนจะอันตธานหายไปรวดเร็วราวกับน้ำแข็งในแก้วที่ละลายเสียแล้ว

โดยปีนี้กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศว่าประเทศไทยเข้าหน้าหนาวอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา แต่มีใครรู้สึกไหมว่าหน้าหนาวปีนี้มาช้าและอากาศแปรปรวนกว่าที่เคย เพราะเราเพิ่งจะได้มาสัมผัสอากาศหนาวกันเมื่อกลางเดือนธันวามคมนี่เอง แล้วยิ่งกว่านั้นคือ แต่เพิ่งผ่านไปไม่ถึงสองสัปดาห์ดูเหมือนอากาศเย็นก็จะโบกมือลาเราไปแล้ว  

ซ้ำร้ายปี พ.ศ. 2567 ประเทศไทยยังเผชิญหน้ากับมหันตภัยทางธรรมชาติที่อุบัติขึ้นจากอากาศแปรปรวนอย่างไม่หยุดหย่อน ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิที่ร้อนจนทุบสถิติ สภาวะฝนตกสุดขั้ว น้ำท่วมหนักทั้งภาคเหนือและภาคใต้ ดินสไลด์ภูเขาถล่มที่ภูเก็ต เชียงรายจมคลื่นโคลน ความตายของพะยูน 

ในขณะเดียวกันแม้ภาคตะวันออกจะดูไม่พบเจอกับความรุนแรงระดับที่พูดถึงมา แต่ว่าความแปรปรวนที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกก็ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ไม่น้อยไปกว่าใคร

ชวนย้อนดูความรวนของอากาศที่เกิดขึ้นที่ภาคตะวันออกในรอบ 1 ปีมานี้ เพื่อนึกถึงกันไว้ว่าโลกของเราไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และถึงเวลาที่ต้องเรียกร้องให้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเป็นต้นเหตุของภาวะโลกรวนนี้จริงจังในการแก้ปัญหาเสียที

สภาพอากาศแปรปรวนไม่ได้เกิดขึ้นเอง

หลายคนคงเคยได้ยินว่าประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในประเทศที่มีความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาวสูงเป็นอันดับ 9 ของโลก ตามรายงานดัชนีชี้วัดความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระหว่างปี 2000 – 2019 (Global Climate Risk Index for 2000-2019) ที่ Germanwatch เผยแพร่มาเมื่อต้นปี พ.ศ. 2564 

โดยขณะนี้โลกของเรามีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศเพิ่มขึ้นกว่า 50% เมื่อเทียบกับยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ ตลอดจนการตัดไม้ทำลายป่า และจากข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2562 พบว่า อุตสาหกรรมพลังงาน(Energy industries) ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดจำนวน 103.4 ล้านตัน โดยเฉพาะในภาคตะวันออกของเราที่ได้ชื่อว่า เป็นภูมิภาคที่มีโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลมากที่สุดในประเทศ เพราะแค่ที่ระยองจังหวัดเดียวเราก็มีโรงไฟฟ้าที่จ่ายไฟให้กฟผ.มากถึง 39 โรงแล้ว ยังไม่นับรวมโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าใช้เองภายในอุตสาหกรรมอีกด้วย

การถลุงทรัพยากรโดยไม่มีทีท่าจะลดลงนี้ นำมาซึ่งการล่มสลายของระบบทางธรรมชาติ ที่จับต้องได้มากที่สุดคืออุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น ไม่น่าแปลกใจเลยที่ประเทศไทยและภาตตะวันออกต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่แปรปรวนมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกโดยไม่ต้องรอไปถึงทศวรรษหน้า 

ปีนี้มีคนร้อนจนตายได้ 

ความร้อน (heat) ที่ร้อนมากจนแสบผิวหรือร้อนจนทนไม่ไหวอย่างที่เราน่าจะเคยสัมผัสมา คือ หนึ่งในผลกระทบที่เกิดจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศแปรปรวนและเป็นสภาพอากาศแบบสุดขั้วที่คนตะวันออกน่าจะได้สัมผัสมากที่สุด 

โดยความร้อนปีนี้ที่ผู้คนสัมผัสได้ เริ่มระอุมาตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2567 ซึ่งหน่วยงานติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโคเปอร์นิคัสของสหภาพยุโรป (C3S) ระบุว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 เป็นเดือนที่โลกร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกสถิติมา และนับเป็นเดือนที่ 9 ติดต่อกันแล้วที่โลกร้อนจนทุบสถิติ 

สำหรับภาคตะวันออกของเราเทียบกันในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เราได้แตะสัมผัสความเย็นเพียงช่วงต้นเดือนหลังจากนั้นก็มีฝนฟ้าคะนองหลายพื้นที่ และเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการ 

อีกหนึ่งเรื่องที่ทำให้ฤดูร้อนปีนี้จะร้อนจนแทบทนไม่ไหวมาจากหางเลขของปรากฏการณ์เอลนีโญและหย่อมความร้อนที่เข้ามาปกคลุมตั้งแต่ต้นปีจนถึงกลางปี ส่งผลให้ประเทศไทยมีอุณหภูมิที่สูงกว่าค่าปกติ สอดคล้องกับการคาดการณ์ล่าสุดโดยกรมอุตุนิยมวิทยาที่คาดว่า อุณหภูมิของไทยจะสูงกว่าค่าปกติ 1.0 – 1.5 องศาฯ ซึ่งสูงกว่าช่วงฤดูร้อนของปี พ.ศ. 2566 ในขณะที่อุณหภูมิต่ำสุดทั้งประเทศเฉลี่ยสูงกว่าค่าปกติประมาณ 1องศาฯ 

โดยอุณหภูมิสูงสุดที่คนภาคตะวันออกได้สัมผัสเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 42.0 – 44.0 องศาฯ ตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งจัดอยู่ในเกณฑ์อากาศร้อนจัด 

โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 4 – 5 มีนาคม พ.ศ. 2567 ที่จังหวัดชลบุรี  และจังหวัดตราดเป็นสองจังหวัดที่ติดอันดับจังหวัดที่มีค่าดัชนีความร้อนหรือความร้อนที่ร่างกายมนุษย์รู้สึกได้โดยอยู่ที่ 48.3 – 51.4 องศาฯ ซึ่งอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ เช่นเดียวกับในเดือนพฤษภาคม จังหวัดระยองและจังหวัดชลบุรีก็ติดหนึ่งใน 12 จังหวัดที่ถูกเตือนว่าจะมีค่าดัชนีความร้อนสูงสุดที่ 52 องศาฯ ซึ่งอยู่ในระดับอันตรายมาก นอกจากนั้นเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2567 ที่อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรียังมีการรายงานผู้เสียชีวิตจากอุณหภูมิที่ร้อนกว่า 40 องศาฯ ด้วย  

มากไปกว่านั้น นอกจากความร้อนจะไปกระตุ้นความรุนแรงของการเจ็บป่วยและเพิ่มความเครียดจนเริ่มเป็นอันตรายต่อมนุษย์แล้ว อุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นยังส่งผลกระทบต่อมลพิษทางอากาศ เช่น ก่อให้เกิดไฟไหม้ได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ผลไม้ไม่ออกตามฤดูกาล ทำให้เกิดการฟอกขาวของปะการังในทะเล และการแห้งตายของหญ้าทะเล จนไปถึงทำให้มีการใช้พลังงานมากขึ้น

ปีนี้แล้งจนทุเรียนยืนต้นตาย

แล้ง (drought) คือ ภัยที่เกิดจากการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง เป็นเวลานาน โดยในภาคตะวันออกพบภัยแล้งได้จากสองลักษณะ หนึ่งคือ ฝนแล้งในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายนและสองคือฝนทิ้งช่วงในช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม มีรายงานว่า 15 – 25% ของประชากรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาศัยอยู่ในพื้นที่แห้งแล้งและมีมูลค่าความเสียหายจากภัยแล้งเฉลี่ยต่อปีที่ราว 52 พันล้านดอลลาร์ (USD) 

แม้ในช่วงครึ่งปีหลังของปี พ.ศ. 2567 จะเข้าสู่ปรากฎการณ์ลานีญาและกรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศว่าฤดูร้อนสิ้นสุดลงในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมแล้ว แต่หางเลขจากปรากฎการณ์เอลนีโญอาจทำให้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงต่อเนื่อง ส่งผลให้ช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม ประเทศไทยมีระยะเวลากักเก็บน้ำในช่วงฤดูฝนสั้นลง สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติประเมินว่าปีนี้มีปริมาณน้ำฝนน้อยกว่าปี พ.ศ. 2566 จนต้องมีการควบคุมคุมการใช้น้ำ โดยในภาคตะวันออกมีปริมาณน้ำ 1,689 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 54% ของความจุกักเก็บ ซึ่งหากเทียบสถานการณ์น้ำปัจจุบันกับค่าเฉลี่ยในรอบ 15 ปี (พ.ศ. 2549- พ.ศ.2565) พบว่าปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำต่ำกว่าค่าเฉลี่ย

นอกจากนั้นสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติยังได้ เปิดเผยพื้นที่เฝ้าระวังเสี่ยงภัยแล้งจากฝนแล้งในภาคตะวันออกซึ่งได้แก่ พื้นที่ อ.สอยดาว และ อ.โป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรีและในพื้นที่ อ.เขาสมิง โดยเฉพาะ ต.ทุ่งนนทรี ต.เขาสมิง ต.วังตะเคียน ต.เทพนิมิต และ ต.แสนตุ้ง จังหวัดตราด เนื่องจากเป็นพื้นที่ต้นน้ำที่มักประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตรในช่วงฤดูแล้งเป็นประจำทุกปี โดยสาเหตุมาจากเป็นพื้นที่มีแหล่งเก็บน้ำต้นทุนน้อย แต่ความต้องการใช้น้ำเพิ่มสูงขึ้นประกอบกับเกษตรกรหันมาปลูกทุเรียนกันมากขึ้นเนื่องจากความต้องการของตลาด แต่ทุเรียนเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความต้องการน้ำเพื่อการเติบโตตลอดทั้งปีเจ้าของสวนทุเรียนที่จันทบุรีและตราดบางรายจึงถึงขั้นต้องซื้อน้ำมารดทุเรียนอย่างที่เราได้เห็นภาพข่าวรถบรรทุกน้ำหลายสิบคันต่อแถวเติมน้ำจากบ่อ

โดยศูนย์วิจัยของกสิกรวิเคราะห์ว่า ผลผลิตทุเรียนในภาคตะวันออกตลอดฤดูกาลในปีนี้จะลดลง 14% คือมีผลผลิตออกสู่ตลาดราว 0.65 ล้านตัน เนื่องจากเผชิญความร้อนแล้งรุนแรงในช่วงราว 4 เดือนแรกของปี โดยเฉพาะในเดือนเมษายนที่น้ำฝนน้อยลงอย่างมาก ทำให้ต้นทุเรียนได้รับน้ำฝนในปริมาณที่น้อยลงกว่าปีก่อน ส่งผลต่อการติดดอกออกผลและทำให้ผลที่ได้มีน้ำหนักเบา ไม่ได้คุณภาพและราคาตกลงกว่าที่ควร

มากไปกว่าภาวะฝนแล้งในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนแล้ว ภาคตะวันออกยังต้องเผชิญกับภาวะฝนทิ้งช่วงที่ทำให้สถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ปีนี้ได้รับผลกระทบไม่น้อย และจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งจากฝนทิ้งช่วงมากสุดในภาคตะวันออกคือ จังหวัดฉะเชิงเทราและสระแก้ว โดยเฉพาะจังหวัดสระแก้วติดหนึ่งใน 32  พื้นที่นอกเขตชลประทานที่อาจเผชิญความเสียหายทางการเกษตร ซึ่งศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านพืช ระดับภูมิภาค คาดว่าในเดือนกันยายน – เดือนตุลาคม จังหวัดสระแก้วจะมีพื้นที่การเกษตรที่เสียหายจากการเผชิญกับภัยแล้งราว 12,124  ไร่  

ทั้งนี้ภัยแล้งไม่ได้สร้างความเสียหายแก่ภาคการเกษตรเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการผลิตในภาคอุตสาหกรรมเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และบริการที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมในระบบเศรษฐกิจอีกด้วย

ปีนี้ฝนถล่มจนเจอน้ำท่วมหลายแห่ง

ตลอดช่วงปี พ.ศ. 2567 หลายคนคงเห็นข่าวมหาอุทกภัยที่ทำให้ทั้งเหนือสุดและใต้สุดของประเทศไทยจมอยู่ใต้น้ำ โดยทางภาคเหนือในช่วงเดือนสิงหาคม – กันยายน เกิดน้ำท่วมในพื้นที่เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แพร่ และน่านทำให้เมืองและพื้นที่หลายอำเภอจมอยู่ใต้บาดาลและคลื่นโคลนนานเกินครึ่งเดือน ก่อนจะตามมาติดๆ ด้วยสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่เลวร้ายไม่ต่างกันที่สุดปลายด้ามขวานที่จังหวัดชายแดนใต้ตั้งแต่ สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาสในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา คำถามคือ แล้วภาคตะวันออกที่หลายคนคิดไม่ถึงว่าแม้จะอยู่ติดทะเลแต่เกิดน้ำท่วมได้อย่างไร? 

ก่อนอื่นต้องเกริ่นก่อนว่า อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกมาแถลงว่าประเทศไทยเปลี่ยนเข้าสู่สภาวะลานีญา ในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน พ.ศ. 2567 และจะต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2567 – มกราคม พ.ศ. 2568 ซึ่งจะทำให้ในเดือนกรกฎาคม,สิงหาคม และตุลาคม ประเทศไทยจะมีฝนมากกว่าปกติ แล้วยังมีโอกาสสูง ที่จะมีพายุหมุนเขตร้อน(ดีเปรสชั่น โซนร้อนและไต้ฝุ่น) เคลื่อนผ่านบริเวณประเทศไทย 1 – 2 ลูก ซึ่งจะทำให้บางช่วงมีฝนตกหนักถึงหนักมากติดต่อกันหลายวัน ก่อให้เกิดสภาวะน้ําท่วมฉับพลัน น้ําป่าไหลหลาก ดินถล่ม และน้ําล้นตลิ่งได้ 

ประกอบกับปรากฏการณ์ที่อยู่ๆ ฝนก็ตกลงมาอย่างหนักหรือที่เราเรียกกันว่าฝนระเบิด (Rain Bomb) ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งซึ่งเกิดจากการที่ร่องมรสุมความกดอากาศต่ำเกิดปะทะกับแถบของไอน้ำหรือแม่น้ำในบรรยากาศที่พาดผ่านมาพอดี อาจทำให้เกิดระเบิดฝนจนปริมาณน้ำฝนในช่วงเวลาสั้นๆ ทะลุขีดจำกัด  และเกิดน้ำท่วมโดยฉับพลัน เช่น เหตุการณ์ฝนตกติดต่อกันนานกว่า 10 ชั่วโมงในพื้นที่จังหวัดตราดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้น้ำระบายไม่ทัน มีน้ำท่วมขังบนถนนและบ้านเรือนประชาชนในตัวเมืองหลายจุด โดยเฉพาะตำบลหนองเสม็ด ซึ่งถือว่าเป็นฝนที่ตกหนักสุดในรอบ 30 ปีของจังหวัดตราด จากปัจจัยต้นเหตุทั้งหมดทำให้นอกจากมหาอุทกภัยที่เราเห็นบนพื้นที่ข่าวแล้ว ภาคตะวันออกเองก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงน้ำท่วมได้แม้จะเป็นจังหวัดที่ถูกเข้าใจว่าระบายน้ำได้เร็วเนื่องจากอยู่ติดทะเลก็ตาม 

สำหรับภาคตะวันออก เดือนกรกฎาคมถึงกันยายนมีปริมาณฝนรวมจะใกล้เคียงค่าปกติ (ค่าปกติ 289, 286 และ 352 มิลลิเมตร ตามลําดับ) ส่วนเดือนตุลาคม ปริมาณฝนรวมมากกว่าค่าปกติประมาณร้อยละ 10 (ค่าปกติ 219 มิลลิเมตร) โดยรายงานสถานการณ์น้ำท่วม ปี พ.ศ. 2567 (วันที่ 1 สิงหาคม) จากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ระบุว่าในภาคตะวันออกพบพื้นที่น้ำท่วมที่จังหวัดปราจีนบุรีจำนวนกว่า 60,009 ไร่ ที่จังหวัดนครนายกจำนวน 17,475 ไร่ ที่จังหวัดจันทบุรีจำนวน 2,133 ไร่  และที่จังหวัดตราด 1,785 ไร่ โดยรวมภาคตะวันออกมีพื้นที่น้ำท่วมทั้งสิ้นกว่า 147,512 ไร่

นอกจากนั้นยังมีรายงานข่าว ฝนตกหนักน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดระยองบริเวณถนนสาย 36 ช่วงบ้านหนองผักหนาม อำเภอเมืองระยองทั้งขาเข้าและขาออก และที่บริเวณถนนเลียบทางรถไฟข้างถนนสุขุมวิทพัทยาใต้ทำให้รถยนต์จมน้ำหลายคันและบ้านเรือนถูกน้ำท่วมเสียหาย 

ในขณะเดียวกันปีนี้ คนจันทบุรีเองก็ต้องเจอภาวะน้ำท่วมนานติดต่อกัน 5 วัน และมีผู้เสียชีวิตจากอุทกภัย 1 ราย โดยน้ำท่วมทั้งหมด 8 อำเภอ มีผู้ประสบภัย 14,855 คน และพื้นที่การเกษตรเสียหายประมาณ 20,545 ไร่

ปีนี้จึงเป็นปีที่คนตะวันออกต้องอยู่ผวาว่าน้ำจะท่วมบ้านเมื่อไหร่อยู่ตลอดเวลาเช่นกัน

ปีนี้น้ำทะเลหนุนสูงจนพื้นที่ติดทะเลท่วมแล้วท่วมอีก

การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจากภาวะโลกร้อนทำให้เกิดการละลายของธารน้ำแข็งและแผ่นน้ำแข็งแถบขั้วโลก ซึ่งส่งผลทำให้เกิดความผันแปรของระดับน้ำทะเลในระดับภูมิภาค โดยในศตวรรษที่ผ่านมาระดับน้ำทะเลสูงขึ้นประมาณ 18 เซนติเมตร หรือโดยเฉลี่ย 1-2.5 มิลลิเมตร/ปี 

ซึ่งการเพิ่มสูงขึ้นของระดับน้ำทะเลส่งผลโดยตรงต่อการสูญเสียพื้นที่ชายหาดซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจหลักของภาคตะวันออก และในขณะเดียวกันก็ส่งผลให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งและน้ำท่วมบริเวณชายฝั่ง กระทบกับการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์โดยเฉพาะกับโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น ถนน หรือสิ่งปลูกสร้าง 

โดยในภาคตะวันออกจากผลจากการวิเคราะห์การเพิ่มสูงขึ้นของระดับน้ำทะเลโดยใช้แบบจำลองความสูงและภาพถ่ายดาวเทียม ชี้ให้เห็นว่า ภายในปี พ.ศ. 2643 สิ่งปลูกสร้างร้อยละ 10 ในพื้นที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี และร้อยละ 30 ในพื้นที่อำเภอแกลง จังหวัดระยองมีความมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากการเพิ่มสูงขึ้นของระดับน้ำทะเล

นอกจากนั้นผลกระทบระยะสั้นที่เกิดขึ้นทันทีจากภาวะน้ำท่วมอันเนื่องมาจากการเพิ่มสูงขึ้นของระดับน้ำทะเลหรือน้ำทะเลหนุน คือ แหล่งน้ำจืดน้อยลงและคุณภาพต่ำ ซึ่งในปี พ.ศ. 2567 นี้ที่ตัวเมืองจันทบุรีเองก็ประสบปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำเข้ามาในคลองสายหลัก เช่น คลองน้ำใสและคลองท่าช้าง ส่งผลต่อคุณภาพน้ำและปริมาณน้ำต้นทุนในเขตชุมชนและพื้นที่สวนทุเรียนมีน้ำจืดที่มีคุณภาพดีไม่พอใช้ในช่วงหน้าแล้ง และจากแน้วโน้มการเพิ่มขึ้นของระดับของน้ำทะเล ในอนาคตอาจจะเกิดผลกระทบระยาวต่อแหล่งน้ำใต้ดินได้เช่นเดียวกัน

ปีนี้หน้าหนาว เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวร้อน? 

สำหรับปี พ.ศ. 2567 ประเทศไทยเริ่มต้นเข้าสู่ฤดูหนาวในวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2567 (ช้ากว่าค่าเฉลี่ยปกติ 2 สัปดาห์) และจะสิ้นสุดฤดูกาลในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 โดยช่วงเวลาที่มีอากาศหนาวเย็นที่สุดจะอยู่ในช่วงประมาณเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 ถึงปลายเดือนมกราคม พ.ศ. 2568 แต่จากความแปรปรวนทั้งหมดที่เล่ามา และดูเหมือนว่าหลังจากผ่านไปไม่ถึงสองสัปดาห์ (14 ธันวาคม – 26 ธันวาคม 2567) ความหนาวเย็นก็ได้จากภาคตะวันออกไป 

อย่างไรก็ตามกรมอุตินิยมวิทยาบอกว่า ปีนี้จะหนาวช้าแต่อากาศจะหนาวเย็นมากกว่าปีที่ผ่านมาโดยมีอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย 20 – 21 องศาฯ (ฤดูหนาว ปี 2566 อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย 21.6 องศาฯ) ซึ่งชาวตะวันออกเราก็เพิ่งจะเริ่มได้สัมผัสกับความเย็นในช่วงที่ผ่านมา โดยมีอากาศเย็นในตอนเช้ากับมีลมแรง และอุณหภูมิจะลดลง 3 – 5 องศาฯ โดยมีอุณหภูมิต่ำสุดที่ 18 – 22 องศาฯ และจังหวัดในภาคตะวันออกที่ได้สัมผัสกับความหนาวที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยที่ 8 – 15.9 องศาฯ ได้แก่จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และสระแก้ว 

และตามพยากรณ์อากาศภาคตะวันออกในช่วงวันที่ 24 – 28 ธันวาคม พ.ศ. 2567 นี้ ภาคตะวันออกจะมีอากาศเย็นในตอนเช้า แต่หลังจากนั้นอุณหภูมิจะสูงขึ้น 1 – 3 องศาฯโดยมีอุณหภูมิต่ำสุด 20 – 23 องศาฯ และอุณหภูมิสูงสุดที่ 29 – 34 องศาฯ ทำให้ไม่น่าแปลกใจที่หลังคริสต์มาสมาเราจะรู้สึกร้อนขึ้น ก่อนที่จะกลับมาสัมผัสอากาศเย็นอีกครั้งในราววันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2568

ซึ่งการที่ปีนี้เข้าสู่ฤดูหนาวช้าและอากาศเดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาวทั้งหมดเกิดจากการเคลื่อนตัวของลมหนาวจากจีน และการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญต่อเนื่องกับปรากฎการณ์ลานีญาที่เกิดขึ้นเชื่อมต่อกันในปีนี้ โดยปรากฎการณ์เอลนีโญทำให้อากาศแห้งและหนาวน้อยลง ในขณะที่ปรากฎการณ์ลานีญาทำให้อากาศเย็นยาวนานกว่าปกติ  

อย่างไรก็ตามแม้ทั้งสองปรากฎการณ์จะเป็นกลไกตามธรรมชาติของโลก แต่ผลกระทบจากปรากฎการร์ดังกล่าวในลักษณะที่รุนแรงขึ้นและไม่เป็นระบบเนื่องจากโลกไม่ปกติส่งผลต่อทั้งความร้อน ความแล้ง ฝนแล้งและฝนทิ้งช่วงจนทำให้ปี พ.ศ. 2567 เกิดสภาพอากาศแปรปรวนสุดขั้วตามที่เล่ามาทั้งหมดด้วย 

นอกจากภัยพิบัติในระยะสั้นแล้ว ผลกระทบในระยะยาวก็น่ากลัวไม่แพ้กัน

ร้อน แล้ง ฝนตกหนัก น้ำท่วม น้ำทะเลท่วมสูง หรืออากาศแปรปรวนจนเกือบไม่มีฤดูหนาว เป็นเพียงแค่ทีเซอร์ หรือน้ำจิ้มของ  มหากาพย์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวเท่านั้น สำหรับบางคนถ้าผลกระทบยังมาไม่ถึงก็คงยากที่จะจินตนาการออกว่าผล กระทบในระยะยาวที่ว่าเป็นอย่างไร ในวรรคนี้เราเลยจะมาฉายภาพหนังเรื่องเต็มหรืออาหารจานหลักที่จะตามมาหลังภัยพิบัติที่กล่าวไปแล้วกัน

ผลกระทบแรกเราได้เกริ่นไปแล้วในหัวข้อของความแล้ง เพราะสิ่งที่ตามมาจากความแล้งแน่นอนว่า คือ การขาดแคลนน้ำสะอาด โดยเฉพาะในภูมิภาคที่มีความจำเป็นต้องใช้น้ำอย่างมหาศาลเพราะมีแหล่งนิคมอุตสาหกรรมระดับประเทศ ซึ่งจากเดิมกิจกรรมของอุตสาหกรรมและเกษตรอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตก็เบียดเบียนน้ำจากภาคเกษตรกรรมรายย่อยและครัวเรือนอยู่แล้ว

โดย วีรภัทร ฤทธาภิรมย์ Renewable Energy Associate Campaigner จาก กรีนพีซไทยแลนด์ให้สัมภาษณ์กับเราว่า “การขาดแคลนน้ำสะอาดเริ่มส่งผลกระทบกับเกษตรกรสวนทุเรียนรายย่อย ทำให้เกษตรกรต้องซื้อน้ำสะอาดมารดต้นทุเรียน หรือบางคนที่ไม่มีทุนทรัพย์มากพอก็จำต้องปล่อยให้ทุเรียนซึ่งกำลังให้ผลผลิตร่วงและยืนต้นตาย แต่ถ้าลองจิตนาการต่อ หากวิกฤตภัยแล้งนี้รุนแรงขึ้น ยาวนานขึ้น ภาวะขาดแคลนน้ำสะอาดนี้อาจไม่หยุดอยู่เพียงน้ำสำหรับทำเกษตร แต่อาจจะลุกลามรุนแรงไปจนถึงน้ำสำหรับอุปโภค บริโภคของเราในที่สุด”

เช่นที่มีสถานการณ์เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบันที่อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ชาวสวนทุเรียนเจอวิกฤตภัยแล้งฝนไม่ตก ไม่มีแหล่งน้ำสำรอง และคลองสาธารณไม่มีน้ำ จนรวมถึงขยายความรุนแรงไปจนเกิดเป็นศึกแย่งน้ำระหว่างชาวสวนด้วยกันเองหลายครั้ง

ผลกระทบที่สองคือ ความมั่นคงทางอาหารของภาคตะวันออกที่กำลังจะหายไป แม้เราจะเป็นภูมิภาคที่มีทั้งระบบ นิเวศชายทุ่ง แม่น้ำและชายฝั่งก็ตาม โดยผลกระทบจากโลกรวนทั้งความร้อน ความแล้ง อุณภูมิที่แปรปรวนทำให้พืชผลทางการเกษตรไม่ออกตามฤดูกาล การเก็บเกี่ยวยุ่งยากขึ้นเนื่องจากน้ำท่วมก่อนที่จะเกี่ยวข้าวได้ทำให้ผลผลิตลดน้อยลง ทำให้ศัตรูพืชทั้งโรคและแมลงแข็งแรงมากขึ้นเกษตรกรจึงต้องใช้สารเคมีมากขึ้นจนเกิดการสะสมของสารเคมีในผลผลิต  หรืออุณหภูมิของน้ำทะเลที่สูงขึ้นส่งผลให้ปะการังฟอกขาวโดยในทะเลตะวันออกพบการฟอกขาวของปะการังมากกว่า 90%  ซึ่งทำให้แหล่งอาหารและพื้นที่อนุบาลสัตว์ทะเลวัยอ่อนหายไป สัตว์น้ำและอาหารทะเลก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย

วีรภัทรเสริมว่า “ทั้งการขาดแคลนน้ำสะอาดและความมั่นคงทางอาหารที่ลดลงเป็นเพียงภาคต่อของผลกระทบจากภัยพิบัติทั้งหลายเท่านั้น แต่ถ้าหากมองเชื่อมโยงต่อไปในที่สุดผลกระทบเหล่านั้นก็จะวนกลับมาสู่มนุษย์อย่างไม่รู้จบ เช่น อาจจะนำไปสู่ผลกระทบด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย ตลอดจนก่อให้เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจและนำไปสู่การอพยพย้ายถิ่นฐานออกจากเมืองเนื่องจากไม่สามารถอาศัยอยู่ได้อย่างที่เคย”

แล้วตอนนั้นภาคตะวันออกยังจะเป็นภูมิภาคที่โชติช่วงชัชวาลย์อยู่หรือไม่ ในขณะที่เราก็เป็นภูมิภาคที่เปราะบางจากผลกระทบของโลกรวนไม่ต่างจากภูมิภาคอื่น

ซ้ำร้ายกว่านั้นด้วยความที่เราเป็นภูมิภาคที่ผลิตพลังงานจ่ายให้คนทั้งประเทศใช้ เป็นภูมิภาคที่เป็นฐานการผลิตของประเทศ และเป็นภูมิภาคที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอุตสาหกรรมให้กับประเทศไทย ดังนั้นหากภาคตะวันออกไม่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นก็จะส่งไปถึงคนไทยทั้งประเทศแน่นอน

ก่อนจะสายไปเราทำอะไรได้บ้าง รัฐบาลไทยขยับตัวหรือยัง? 

ชัดเจนว่าสภาวะโลกร้อนส่งผลให้เกิดสภาพภูมิอากาศแปรปรวนซึ่งจะยังไม่ยุติลงง่ายๆ และมีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้นในอนาคตตราบเท่าที่มนุษย์ยังไม่แก้ไขที่สาเหตุของปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจัง และเปลี่ยนแนวคิดเดิมๆ ที่จะเอาชนะธรรมชาติด้วยโครงสร้างวิศวกรรมอย่างที่ผ่านมา โดยเฉพาะการสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด การสร้างกำแพงกันคลื่นที่เห็นได้ชัดว่าไม่บรรลุผล ซึ่งในขณะที่ต่างประเทศอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาเริ่มทำการระเบิดเขื่อนทิ้ง แต่ประเทศไทยกลับยังมีโครงการสร้างเพิ่ม เช่น ที่ภาคตะวันออกจะมีโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำเครือหวาย และอ่างเก็บน้ำคลองตาดำ ที่จังหวัดจันทบุรีซึ่งจะเริ่มดำเนินการในปี พ.ศ.2568 

กลับมาสู่คำถามว่าแล้วเราทำอะไรได้บ้าง จากการบรรยายในหัวข้อ  ‘ทางออกของเมืองเพื่อการรองรับวิกฤตภูมิอากาศ (Urban solution for Climate Crisis)’ โดยรศ. ดร. วิจิตรบุษบา มารมย์ หัวหน้าหน่วยวิจัยอนาคตและนโยบายเมืองแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจากการสัมภาษณ์ วีรภัทร ฤทธาภิรมย์ Renewable Energy Associate Campaigner จาก Greenpeace Southeast Asia (Thailand Office) กล่าวสอดคล้องกันว่าตามหลักการแล้วเราสามารถรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศผ่าน 2 แนวทางหลักได้แก่ การลดทอนสาเหตุของปัญหา (Mitigation) และสองการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ (Adaptation)

#ลดสาเหตุของปัญหา

โดยรศ. ดร. วิจิตรบุษบา ได้ยกตัวอย่างแนวทางในการลดปัญหา ลดปัจจัยที่ทำให้โลกร้อนไว้บางประการ เช่น การกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นจาก 20-25% เป็น 30-40% ณ ปี ค.ศ. 2030  การกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2065 การเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียน พลังงานสะอาด การสนับสนุนเศรษฐกิจสีเขียว การส่งเสริมศักยภาพของแหล่งทรัพยากรตามธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ ทะเลและมหาสุมทร เลือกใช้การคมนาคมขนส่งที่ยั่งยืน  การเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดอย่างโซล่าเซลล์ในระดับครัวเรือนหรือในธุรกิจขนาดเล็ก และการช่วยกันลดขยะ หรือการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคารผ่านการออกแบบได้

แต่ถ้าเรามองให้ลึกลงไปจะเห็นว่าแม้รัฐบาลจะมีการกำหนดเป้าหมายหรือแม้กระทั่งการตั้งนโยบายหลายๆ อย่างที่สอดคล้องกับแนวทางลดปัญหาตามความเห็นของนักวิชาการ แต่ทั้งนี้การวางเป้าหมาย การกำหนดนโยบาย ไปจนถึงการตั้งหน่วยงานเฉพาะ กลับยังไม่ปรากฎการลงมือปฏิบัติจริงที่ส่งให้เกิดผลลัพธ์แต่อย่างใด

โดย รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ จาก SDG Move ได้ยกตัวอย่างว่า  การกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยแก๊ซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 30% ภายในปี ค.ศ.2030 และเป็น Net Zero ในปี ค.ศ.2065 ปรากฎชัดว่าช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนด้วยกันซึ่งจะทำให้ประเทศไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันระดับภูมิภาคและระดับโลก เนื่องจากบริษัทใหญ่ๆ อย่าง Google Microsoft amazon มีเป้าหมาย Net Zero ที่ปี 2030 – 2040  

และแม้รัฐบาลจะมีนโยบายเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียน และพลังงานสะอาด แต่เมื่อหันกลับมามองที่ร่างแผน PDP 2024 โดยเฉพาะในส่วนของสัดส่วนของการผลิตไฟฟ้าเมื่อแยกตามประเภทของเชื้อเพลิง จะเห็นว่าจนกระทั่งถึงปี 2580 ประเทศไทยก็ยังมีการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติสูงถึง 41% ซึ่งการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิสเป็นภาคส่วนที่ปลดปล่อยแก๊สคาร์บอนไดซ์ออกไซด์มากที่สุดเมื่อเทียบกับกิจกรรมอื่นของมนุษย์

นอกจากนั้นเมื่อมาดูในส่วนของการเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนจะเห็นว่าในสัดส่วน 51% ของพลังงานสะอาด ยังประกอบไปด้วยพลังงานน้ำจากต่างประเทศ 15% อย่างเขื่อนในแม่น้ำโขงซึ่งเป็นโครงการที่ทั้งกระทบวิถีชีวิตชุมชนเดิม กระทบสิ่งแวดล้อม และยังเป็นการนำเข้าไฟฟ้าจากต่างประเทศ ทั้งยังมีการระบุถึงการใช้พลังงานนิวเคลียร์อีกด้วย 

ยิ่งไปกว่านั้นสำหรับการเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดอย่างโซลาร์เซลล์ซึ่งแทนที่รัฐบาลจะลงมาสนับสนุนการใช้โซลาร์เซลล์ในระดับครัวเรือนหรือในธุรกิจขนาดเล็กโดยตรง ด้วยการลดเงื่อนไข และลดการขออนุญาตติดตั้งโซล่าเซลล์ที่ซ้ำซ้อนลงให้ครัวเรือนหรือผู้ประกอบการรายย่อยสามารถติดตั้งโซล่าเซลล์ได้สะดวกยิ่งขึ้น หรือให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อติดตั้งโซล่าเซลล์ดอกเบี้ยต่ำ ไปจนถึงทบทวนแนวคิด Net metering และเพิ่มโควต้าเปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จากโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งบนหลังคา หรือโซลาร์รูฟท็อปในโครงการโซลาร์ภาคประชาชนให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้มีจำนวนรวมเพียง 90 เมกะวัตต์ (ภายในเวลา 10 ปี นับตั้งแต่ปี 2564-2573)

แต่รัฐกลับให้บริษัทเอกชนขนาดใหญ่ประมูลสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แทน 

และตั้งแต่โครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรอบแรก จนกระทั่งโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรอบเพิ่มเติม ซึ่งหากรวมกำลังการผลิตไฟฟ้าที่รับซื้อจากเอกชนทั้ง 2 รอบคือจำนวน  6,997.66 เมกะวัตต์ ซึ่งสูงกว่าการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จากภาคประชาชนถึง 77 .7 เท่า เห็นชัดว่าภาครัฐนั้นกลับเอื้อให้แก่เอกชนมากกว่า ในขณะที่โซลาร์ภาคประชาชนกลับถูกล็อคไว้ด้วยกฎหมาย แล้วสุดท้ายการเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนที่เป็นธรรมที่จะช่วยแก้ปัญหาโลกเดือดได้จริงจังจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่

สุดท้ายการตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่เพื่อรับมือกับภาวะโลกร้อนโดยเฉพาะ เช่น กรมโลกร้อนซึ่งก็ยังจำเป็นที่จะต้องจับตามองทั้งในเรื่องของบทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบ และผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจากการทำงานของกรมฯ  ทั้งยังต้องตรวจสอบการใช้งบประมาณและการจัดการเงินเพื่อให้ตรงวัตถุประสงค์และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน อย่างในกรณีล่าสุดที่กรมโลกร้อนเพิ่งได้รับเงินจาก COP29 มาจำนวน  7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณสองร้อยกว่ารล้านบาทโดยไม่มีเงื่อนไขผูกมัด 

จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นว่าสำหรับแนวทางการลดปัญหา โดยการขับเคลื่อนที่นำพาโดยภาครัฐไทยยังไม่เห็นรูปธรรมที่เพียงพอในหลายๆ ด้าน ซึ่งทำให้ความหวังที่จะลดการเกิดภัยพิบัติถูกผลักมายังแนวทางที่สองที่ว่าด้วยการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ มากขึ้น

#ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง

สำหรับการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ  ประเทศไทยได้มีการกำหนดแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan) หรือที่เราเรียกกันว่า NAP  plan โดยมีการศึกษาและประเมินความเปราะบางจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในด้านต่างๆ ของประเทศไทย ทั้งในเชิงพื้นที่รายภูมิภาคและรายจังหวัด และในเชิงสาขาการพัฒนาทั้ง 6 สาขาได้แก่ ทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรธรรมชาติ เกษตร สาธารณสุข การท่องเที่ยว และการตั้งถิ่นฐานกับความมั่นคงมนุษย์ พร้อมทั้งจัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่เปราะบางของประเทศ รวมถึงจัดทำฐานข้อมูลความรู้เกี่ยวกับวิธีการปรับตัวที่ดีที่สุดจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับประเทศ

โดยวีรภัทรได้ยกตัวอย่างหลักการของการทำแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บางประการให้เราฟัง เช่น

  • การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ (Water Management)
  • การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) ที่ให้ความสําคัญกับการพัฒนา ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
  • การปรับตัวโดยอาศัยระบบนิเวศ (Ecosystem-based Adaptation) ซึ่งเป็นการอาศัยความหลากหลายทางชีวภาพและประโยชน์จากระบบนิเวศ มุ่งเน้นการสร้างและใช้โครงสร้างสีเขียว (Green infrastructure)
  • การปรับตัวโดยชุมชน (Community-based Adaptation) ซึ่งเน้นการพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น ด้วยการจัดทําแนวทางการปรับตัวที่อาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชน
  • การจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ (Resource efficiency) เป็นหลักการลดอัตราการใช้ทรัพยากรต่อหน่วยกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

และสุดท้ายที่วีรภัทรบอกว่า เป็นข้อที่เขายินดีที่สุดที่ถูกคำนึงถึง คือเรื่องสิทธิมนุษยชน (Human rights) และการคํานึงถึงเพศ (Gender responsiveness) ซึ่งคือการคํานึงถึงสิทธิ และเสรีภาพขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ ที่มีความเสมอภาค เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน

ในขณะเดียวกัน ความคิดเห็นของ รศ. ดร. วิจิตรบุษบา ก็ได้ยกตัวอย่างในด้านของการวางผังเมืองเพื่อเข้าไปรองรับสภาพภูมิอากาศ โดยเบื้องต้นจำเป็นจะต้องมีการระบุภัยเพื่อให้รู้ว่าแต่ละพื้นที่จะมีภัยพิบัติอะไรบ้าง ตามมาด้วยการประเมินความเสี่ยงและจุดเปราะบางในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้การออกแบบออกมารองรับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นเฉพาะในพื้นที่นั้นๆ  และจะต้องรู้ว่าคนที่อยู่ตรงนั้นเป็นอย่างไรเป็นกลุ่มเปราะบางหรือสามารถปรับตัวได้ไหม เพื่อนำมาสู่การออกแบบมาตรการในที่สุด

โดยมาตรการที่เป็นไปได้ในเชิงพื้นที่ได้แก่ การออกแบบบ้านให้สามารถอยู่อาศัยได้ทั้งภาวะน้ำท่วมและแล้ง การวางมาตรฐานอาคารในเมือง การออกแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างยั่งยืน การวางผังเมืองโดยคำนึงถึงพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวทางสิ่งแวดล้อม การลดความเสี่ยงสำหรับกลุ่มเปราะบางโดยไม่เอาคนที่เปราะบางไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยง การเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานให้ยืดหยุ่นและมีอายุใช้งานที่นานขึ้น เป็นต้น 

แต่ทั้งหมดที่กล่าวมาก็ยังเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่จะช่วยชะลอหรือลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเท่านั้น แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับความเอาจริงเอาจังของรัฐบาลที่จะออกมาตรการเพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนนี้

 

เพราะหากนิ่งเฉยต่อไป ทุกอย่างก็อาจจะสายเกินแก้

 

อ้างอิง 

จากการสัมภาษณ์ วีรภัทร ฤทธาภิรมย์ Renewable Energy Associate Campaigner จาก Greenpeace Southeast Asia (Thailand Office)

เนื้อหาบางส่วนมาจากการฟังบรรยายในหัวข้อ Urban solution for Climate Crisis (เมืองเพื่อการรองรับวิกฤตภูมิอากาศ) โดย รศ. ดร. วิจิตรบุษบา มารมย์ หัวหน้าหน่วยวิจัยอนาคตและนโยบายเมือง แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เนื้อหาบางส่วนมาจากทอล์ก และวงเสวนาภายในงาน A Better world is Possible: ถกถามแผน PDP2024 เพื่อประชาชนและโลกที่ดีกว่าเดิม โดย รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ จาก SDG Move และรพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์ จาก Climate Finance Network Thailand

พยากรณ์อากาศวันนี้ -15 ธ.ค.ไทยตอนบน-กทม.ฝนเล็กน้อย อุณหภูมิลดลง ใต้ฝนเพิ่ม

พยากรณ์อากาศประจำวัน  12 ธันวาคม 2567

คาดหมายอากาศรายเดือนแบบอินโฟกราฟิก  กุมภาพันธ์ 2567

สธ.เผยปีนี้”ค่าดัชนีความร้อน” อันตราย มีผู้เสียชีวิตจากความร้อน 38 ราย

กลุ่มเปราะบางระวังฮีทสโตรก คนนอนเสียชีวิตกลางอากาศร้อนจัด

ความเสี่ยงภัยแล้งและน้ำท่วม ปี 2567: ผลกระทบต่อภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง

‘น้ำภาคตะวันออก’ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 15 ปี

ปี 2567 น้ำน้อยแต่ปลูกข้าวนาปรังทั่วประเทศได้เกินแผน

พื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง 2 จว.ภาคตะวันออก

‘Rain Bomb’ ฝนตกไม่ลืมหูลืมตา ปรากฏการณ์ที่มาพร้อมกับ ‘ลานีญา’

สถานการณ์น้ำปี 2567

มหาภัยพิบัติ หายนะโลกปี’67 ป่วนสุดขั้วใกล้ตัว “มนุษยชาติ”

การคาดหมายลักษณะอากาศช่วงฤดูฝนของประเทศไทย พ.ศ.2567

ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่มีต่อการเพิ่มสูงขึ้นของระดับน้ำทะเล

การเพิ่มสูงขึ้นของระดับน้ำทะเล การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การวางผัง สำคัญกับการวางผังเมืองอย่างไร

มรสุม 2567: เมื่อเส้นชีวิตกลายเป็นภัยพิบัติ สำรวจสถานการณ์น้ำท่วมเเละการตั้งรับปรับตัวของไทย

แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ

เป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (2nd Update NDC)

แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ

พยากรณ์อากาศ 7 วันรายภาค

โป่งน้ำร้อนแล้งหนัก ทุเรียนลูกร่วงยืนต้นตาย ต้องซื้อน้ำมารดต้นยื้อที่เหลือ

 

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR