/

ปลาหมอคางดำ : ระบาดไปไหนบ้างในภาคตะวันออก?

เราอาจไม่มี ‘เคย’ ทำกะปิจากปากน้ำประแสอีก อาจไม่ได้กิน ‘ปลากระบอก’ ‘ปลาดอกหมาก’ จากชายฝั่งอ่าวไทย อาจไม่มี ‘ปลากระแห’  และ ‘ปลาสังกะวาด’ ให้นักตกปลาที่บางปะกงตก อาจไม่ได้เห็น ‘ปลาหมอเทศ’ ที่ป่าชายเลนเนินฆ้อ และอาจไม่มี ‘ปูม้า’ ‘กุ้งขาว’ และ ‘กุ้งฝอย’ ที่อ่าวคุ้งกระเบนอีกแล้ว 

 

ทั้งหมดนี่เป็นเพราะการแพร่ระบาดของ ‘ปลาหมอคางดำ’ ที่นาทีนี้คงไม่มีสัตว์ชนิดไหนที่ถูกพูดถึงไปมากกว่า ‘เอเลี่ยนสปีชี่ส์’ ชนิดนี้อีกแล้ว 

ปลาหมอคางดำเป็นเอเลี่ยนสปีชี่ส์ที่แพร่ระบาดเข้าสู่แหล่งน้ำธรรมชาติและบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของชาวประมงก่อให้เกิดการคุกคามต่อพืช และสัตว์น้ำพื้นถิ่น ด้วยลักษณะพิเศษของปลาหมอคางดำที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ทั้งในน้ำจืด น้ำกร่อยและน้ำเค็ม รวมถึงลักษณะทางกายภาพอย่างการ มีลำไส้ยาวกว่าขนาดตัวถึงสี่เท่า และใช้ระยะเวลาย่อยอาหารเพียง 30 นาที ที่ทำให้ปลาหมอคางดำกลายเป็น ผู้ล่าที่กินล้างกินผลาญที่สุด 

มากไปกว่านั้นปลาหมอคางดำมีระยะเวลาในการสืบพันธุ์และวางไข่เพียง 22 วัน ลูกๆ จำนวนมหาศาลของปลาหมอคางดำจึงเป็นศัตรูตัวฉกาจ ของแพลงตอลพืชและลูกสัตว์ทะเลวัยอ่อนที่รอเจริญเติบโตในป่าชายเลน แนวหญ้าทะเล และปะการัง 

ทั้งความสามารถในการดำรงชีวิต อัตราการแพร่พันธุ์และพฤติกรรมการกิน ปลาหมอคางดำจึงกลายเป็นหายนะทางระบบนิเวศครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทย

ข้อมูลจาก Thai PBS (วันที่ 17 กรกฎาคม 2567) รายงานว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พบสถานการณ์แพร่ระบาดของปลาหมอคางดำใน 16 จังหวัด ทั้งนี้เป็นจังหวัดในภาคตะวันออกรวม 5 ได้แก่ จันทบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ตราด และชลบุรี เราจึงกางแผนที่เพื่อให้เห็นภาพไปด้วยกันว่าตรงไหนบ้างของภาคตะวันออกที่มีการระบาดของปลาหมอคางดำ และสัตว์ท้องถิ่นประเภทไหนบ้างที่เสี่ยง

ฉะเชิงเทรา

จังหวัดฉะเชิงเทราเริ่มพบการระบาดของปลาหมอคางดำครั้งแรกในปี พ.ศ. 2564 ปัจจุบันมีการพบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้แก่ อำเภอบางปะกงที่คลองธรรมชาติใน ต.สองคลอง ต.หอมศีล  ต.บางเกลือ ตั้งแต่ย่านวัดนฤภัยประชาบำรุง ใกล้แนวตะเข็บรอยต่อ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ โดยพบว่าในพื้นที่ ต.สองคลอง มีการระบาดมากกว่าพื้นที่อื่นเนื่องจากปลาชนิดนี้ว่ายตามกระแสน้ำเค็มมาตั้งแต่ตอนที่ทำนบดินกั้นปากคลองประเวศบุรีรมย์พังทลาย ส่วนอำเภอที่สองที่พบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ คือ อำเภอบางคล้าพบปลาหมอคางดำที่คลองบางกระพ้อและอีก 3 คลองใน ต.บางกระเจ็ดแต่ยังไม่พบมากนัก ตามมาด้วยอำเภอที่สามและอำเภอที่สี่คือ อำเภอบ้านโพธิ์และอำเภอเมืองที่เพิ่งเริ่มพบการรอยคอของปลาหมอคางดำ

จากการสัมภาษณ์ นายคนึง คมขำ ประมงจังหวัดฉะเชิงเทรา ให้ข้อมูลว่า เบื้องต้นการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราส่งผลกระทบต่อชาวประมงในพื้นที่เป็นวงกว้างโดยเฉพาะในการเลี้ยงสัตว์น้ำแบบธรรมชาติ ที่รู้จักกันในชื่อวังปลา วังกุ้ง โดยเฉพาะบ่อเลี้ยงกุ้งก้ามกาม กุ้งแช่บ๊วย ซึ่งต้องพึ่งพาการนำน้ำเข้าออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติที่ปลาหมอคางดำอาจติดเข้ามาด้วย แต่ยังไม่ส่งผลกระทบมากนักในแม่น้ำบางปะกงเนื่องจากในแม่น้ำบางปะกงและคลองสายสำคัญในพื้นที่ฉะเชิงเทรามีปลานักล่าตามธรรมชาติซึ่งกินปลาหมอคางดำเป็นอาหารอยู่หลายชนิด เช่น ปลากระพงขาว ปลาดุกทะเล ปลาอีกง และปลาแขยงกง 

แต่อย่างไรก็ตามหากปลาหมอคางดำยังแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องอาจนำไปสู่การคุกคามปลากินพืชหรือปลากินเนื้อขนาดเล็กพื้นถิ่นในแหล่งน้ำธรรมชาติอย่าง ปลากระแห ปลาสังกะวาด ปลาตะเพียนขาว และปลาตะเพียนทอง ได้

 

ระยอง

จากการสัมภาษณ์ นายมานพ สนิท เครือข่ายชายฝั่งทะเลบูรพาห้าจังหวัดภาคตะวันออก จังหวัดระยองพบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำที่บริเวณใกล้เคียงกับพื้นที่ที่ทำบ่อกุ้ง นอกจากนั้นยังพบในแหล่งน้ำอื่นๆ ได้แก่ คลองใหญ่ ปากน้ำ (บริเวณสะพานเทศบาลติดสวนศรีเมืองใจกลางเมืองระยอง) แม่น้ำประแส ปากน้ำประแส  (บริเวณสะพานรักษ์แสม) หาดหินขาว หาดแม่รำพึง บ้านเพ ชายฝั่งและปากคลองในตำบลเนินฆ้อและในคลองพังราด อำเภอแกลง

มีการรายงานว่า มีการพบการแพร่ระบาดของปลาชนิดนี้มาตั้งแต่สองปีที่แล้ว (พ.ศ. 2565) ซึ่งพบว่าเกิดการแพร่กระจายพันธุ์อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีการสำรวจก็พบอีกหลายจุดในตัวอำเภอเมือง ที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือ ปลาหมอคางดำสามารถอาศัยในแหล่งน้ำที่ไม่สะอาดได้ด้วย อย่างการพบปลาหมอคางดำในบริเวณสะพานเทศบาล ซึ่งเป็นคลองสายที่มีน้ำเสียชุมชนไหลตามท่อลงมา

นอกจากนั้นยังมีรายงานว่าปลาหมอคางดำสามารถทนเค็มของน้ำทะเล(เกลือ)ได้ถึง 10 กรัมต่อลิตร ทำให้มีการพบปลาหมอคางดำในบริเวณริมชายฝั่งทะเล และมีพฤติกรรมกินลูกปลากระบอกและลูกปลาอื่นๆ เป็นอาหาร จนคุกคามต่อจำนวนของปลากระบอกและความหลากหลายทางอาหารที่ชาวประมงสามารถจับได้ 

โดย นายบุญธรรม รุจิวงศ์ ประธานกลุ่มประมงพื้นบ้านอนุรักษ์เนินฆ้อ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงจุดเริ่มต้นการระบาดลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติของปลาหมอคางดำในพื้นที่เนินฆ้อว่า 

“เดิมมันเคยอยู่ในบ่อกุ้งเก่า แต่หลังจากคำสั่ง คสช. อนุญาตให้กรมประมงมาขุดฟาร์มกุ้ง ปี 58 – 59 บ่อที่ไว้ระบายน้ำออก (น้ำเสีย)นั่นแหละ ไอ้คางดำมันก็หลุดออกมาด้วย”

ผลกระทบที่ตามมานายบุญธรรมยืนยันว่า ปลาหมอคางดำเป็นส่วนหนึ่งของการหายไปของเคยในแม่น้ำประแส และปลาหมอเทศในป่าแสมป่าโกงกางในพื้นที่เนินฆ้อ 

อย่างไรก็ตาม จากการยืนยันของนายวัชนะ บุญชัย อดีตหัวหน้าสวนพฤกษศาสตร์ระยองยังไม่พบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่สวนพฤกษศาสตร์ระยองซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญของจังหวัด 

 

จันทบุรี 

สำหรับจังหวัดจันทบุรีมีการพบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำใน 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอนายายอาม ที่ตำบลช้างข้าม ตำบลสนามชัย ตำบลกระแจะ  รวมถึงในอ่าวคุ้งกระเบนและอำเภอท่าใหม่ ที่ตำบลคลองขุด บริเวณคลองวังตะโหนด และปากน้ำแขมหนู ส่วนใหญ่พบแพร่กระจายในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะในบ่อเลี้ยงกุ้ง ทำให้คนเลี้ยงกุ้งได้รับผลกระทบหนัก

โดยจากการสัมภาษณ์ นายนิวัติ ธัญญะชาติ คณะทำงานแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ จังหวัดจันทบุรี ให้ข้อมูลว่า การจับปูม้าในบริเวณอ่าวคุ้งกระเบนได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากปลาหมอคางดำกินลูกปูม้าที่ปล่อยจากธนาคารปูม้าไปก่อนที่ปูม้าเหล่านั้นจะได้เจริญเติบโต นอกจากนั้นการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำในพื้นที่อ่าวคุ้งกระเบนยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลเป็นวงกว้างเพราะ พื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าชายเลนที่อุดมสมบรูณ์ขนาด 1,200 ไร่ และมีแนวหญ้าทะเล ที่เป็นแหล่งอนุบาลลูกสัตว์ทะเลวัยอ่อน และแหล่งอาศัยของแพลงต้อลพืช ลูกปลากระบอก กุ้งฝอย กุ้งขาว ปลาดอกหมาก ซึ่งสัตว์เหล่านี้เป็นสัตว์พื้นถิ่นที่กำลังกลายเป็นอาหารของปลาหมอคางดำ 

มากไปกว่านั้นจันทบุรียังจัดเป็นพื้นที่เฝ้าระวังเข้มข้น เนื่องจากหากควบคุมการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำไม่ได้ อาจลุกลามไปถึงแหล่งน้ำสาธารณะ โดยเฉพาะแม่น้ำจันทบุรี และป่าชายเลนพื้นใหญ่ที่อำเภอขลุง รวมถึงจังหวัดตราด ซึ่งเสี่ยงที่จะขยายขอบเขตการแพร่ระบาดไปถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาได้ ซึ่งถ้าถึงตอนนั้นแล้วการควบคุมจะทำได้ลำบากมากกว่านี้อีกหลายเท่าตัว

 

ชลบุรี

แม้จังหวัดชลบุรีจะเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีรายงานการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำในพื้นที่ตามรายงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่จากการสอบถามสำนักงานประมงจังหวัดชลบุรียืนยันว่า ยังไม่มีการพบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำที่ชลบุรีแต่อย่างใด 

โดยนายณัฐพงศ์ วรรณพัฒน์ ประมงจังหวัดชลบุรีให้สัมภาษณ์ว่า ได้จัดทีมลงพื้นที่สำรวจตามจุดต่างๆตามคำร้องเรียนของชาวบ้านและนักท่องเที่ยวว่าพบปลาหมอคางดำ ใน 3 พื้นที่ได้แก่ บริเวณหาดจอมเทียน ปากคลองแหลมฉบัง และคลองบางปลาสร้อย แต่ทั้งสามจุดยังไม่พบปลาหมอคางดำ ทั้งนี้ทางประมงจังหวัดชลบุรีมีการกำหนดพื้นที่เฝ้าระวังที่อาจเป็นจุดเสี่ยงในการพบเจอปลาหมอคางดำในบริเวณคลองออมใหญ่และคลองสาขาที่ได้รับน้ำจากแม่น้ำบางปะกงซึ่งกระจายเข้าสู่พื้นที่อำเภอพานทองด้วย

อย่างไรก็ตามแม้สำนักงานประมงจังหวัดชลบุรีจะออกมาชี้แจงว่าไม่มีการพบปลาหมอคางดำในพื้นที่ แต่มีรายงานอย่างไม่เป็นทางการจากชาวบ้านในพื้นที่ ว่าพบเห็นปลาหมอคางดำที่ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา กับ ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ 

 

ในขณะที่จังหวัดตราด นครนายก ปราจีนบุรี และสระแก้ว ยังไม่พบรายงานการระบาดของปลาหมอคางดำ

เรื่องนี้จึงยังเป็นเรื่องที่น่ากังวลและต้องติดตามทางแก้ปัญหาและผลกระทบที่ขยายเป็นวงกว้างขึ้นทุกวัน ซึ่งหากใครพบเจอปลาหมอคางดำ ทาง ThaiPBS ได้ที่แพลตฟอร์ม C-site 

 

อ้างอิง
https://www.matichon.co.th/region/news_4691433
https://mgronline.com/local/detail/9670000060374
https://www.thairath.co.th/agriculture/agricultural-policy/2800249
https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1/228665
https://www.thairath.co.th/agriculture/agricultural-policy/2802371
https://www.thairath.co.th/news/society/2800694
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR