100 เมตร คือระยะห่างระหว่างจุดที่ปลาหมอคางดำอาศัยอยู่ ซึ่งเป็นพื้นที่ปากคลอง กับชายฝั่งทะเลเนินฆ้อ จ.ระยอง
ปลาหมอคางดำที่ห่างทะเลเพียง 100 เมตร
หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบคือ ศูนย์การเรียนรู้วิถีประมง ชุมชนเนินฆ้อ ซึ่งอยู่ติดกับปากคลองพังหัก สองฝั่งคลองถูกขนาดข้างด้วยป่าชายเลน ถัดไปไม่ไกลมีแหล่งหญ้าทะเลอันแสนล้ำค่า ข้างๆ แนวฝั่งคลองด้านหนึ่งมีสะพานปลาและเรือประมงชายฝั่งจอดเรียงราย มองไปมีชาวประมงหลายคนกำลังปลดปลาที่ได้จากอวน บางคนกำลังถอดแห บางคนก็กำลังเก็บขยะที่ติดมากับอุปกรณ์ประมง มองจากปลายสุดของสะพานห่างออกไปไม่เกิน 100 – 200 เมตรคือ ทะเลเนินฆ้อ ทะเลที่เป็นแหล่งอาหารและแหล่งทำมาหากินของชาวประมงที่นี่มาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ ทะเลที่ชาวประมงเนินฆ้อเรียกว่า ‘หน้าบ้านของพวกเรา’
แต่มองย้อนกลับมาที่ปากคลองพังหักก่อนที่จะออกสู่หน้าบ้านหลังนี้ สิ่งที่เราเห็นนอกจากน้ำสีดำอมเขียวที่ไม่ใสนัก คือ เงาของฝูงปลาหมอคางดำที่ลอยตัวขึ้นสู่ผิวน้ำบ้าง ลอบหลบอยู่ใต้สะพานหรือท้องเรือบ้าง แค่เท่าที่มองเห็นหลายฝูงจำนวนคงไม่น้อยไปกว่าหลายร้อยตัว
และที่น่าตกใจจนขนลุกคือ เมื่อชาวประมงลองทอดแหให้เราดู ต่อการเหวี่ยงแหหนึ่งครั้งปลาที่ติดขึ้นมา เป็นปลาหมอคางดำเกิน 90 % ส่วนอีก 10% ที่เหลือเป็นขยะ โดยไม่มีปลาชนิดอื่นเลย นายบุญธรรม รุจิวงศ์ ประธานกลุ่มประมงพื้นบ้านอนุรักษ์เนินฆ้อ เป็นอีกเสียงที่ยืนยันว่า เขาและเพื่อนชาวประมงเห็นปลาหมอคางดำเห็นปลาหมอคางดำว่ายออกจากปากคลองพังหักแหล่งนี้ออกไปนอกชายฝั่งทะเลจริงๆ เพียงแต่ระยะที่ว่ายออกไปอยู่ 400 – 500 เมตร ไม่ใช่ว่ายไปไกลกว่า 3 ไมล์อย่างที่ทางทะเลสมุทรปราการพบ แต่ถึงอย่างนั้นในระยะ 400 – 500 ที่เนินฆ้อแหล่งนี้ก็ยังมี แหล่งทรัพยากรสำคัญอย่างแหล่งหญ้าทะเลที่เป็นอาหารของหมูน้ำ (พะยูน) อยู่ด้วย
โดยข้อมูลจาก นายจิราสิน ศิลารักษ์ เจ้าพนักงานประมงให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “เนื่องจากปลาหมอคางดำกินทั้งพืชและสัตว์ จึงมีความเป็นไปได้ว่าจะกินหญ้าทะเลโดยเฉพาะหญ้าทะเลขนาดเล็กอย่างหญ้าทะเลกุ๋ยช่ายด้วย ซึ่งทางกรมทรัพยากรฯ จะทำการพิสูจน์ด้วยการผ่าท้องตรวจชีววิทยาการกินอาหารของมันต่อไป รวมถึงต้องทำการเปรียบเทียบปริมาณของหญ้าทะเลก่อนหน้านั้น”
“แต่โชคดีที่ยังไม่พบว่ามีปลาหมอคางดำไปถึงแนวปะการัง เนื่องจากมันเป็นสัตว์ที่เอาตัวรอดสูง รับรู้โดยสัญชาติญาณว่าแนวปะการังมีนักล่าประจำถิ่นซึ่งสามารถคุกคามมันได้”
เท่ากับมีการยืนยันทั้งจากชาวบ้านในพื้นที่และเจ้าหน้าราชการว่าปลาหมอคางดำสามารถว่ายออกนอกชายฝั่งสู่ทะเลและอาจกลายเป็นภัยคุกคามครั้งใหญ่ให้กับท้องทะเลไทยได้

จุดเริ่มต้นของการแพร่ระบาด
สำหรับตำบลเนินฆ้อปลาหมอคางดำไม่ใช่เพิ่งมาแพร่ระบาดแต่แพร่ระบาดอย่างหนักมาเกือบสิบปีจนกระทั่งแหล่งอาหารและแหล่งกระกอบอาชีพของพวกเขาอย่างในคลองพังหักและทะเลหน้าบ้านแทบไม่เหลือทรัพยากรใดๆ
บุญธรรมเล่าว่า “เดิมปลาหมอคางดำเป็นปลาที่เลี้ยงไว้กินขี้กุ้งในบ่อกุ้งที่กลุ่มบริษัท CP มาเช่าต่อจากตระกูลคุณปลื้ม ชื่อแสนสุขฟาร์ม ก่อนจะปล่อยล้างไว้โดยไม่ได้จัดการกับปลาหมอคางดำ จนกระทั่งปี 57 คสช. ขึ้นมามีอำนาจ ให้อำนาจกรมป่าไม้เข้าทำลายบ่อที่มีปลาหมอคางดำตามโครงการคืนป่า ทำให้ปลาหมอคางดำที่เคยอยู่ในบ่อกุ้งร้างหลุดเข้าสู่แหล่งน้ำธรรมชาติในราวปี 2558 – 2559”
นับตั้งแต่นั้นจากความเห็นแก่ตัวของกลุ่มทุนและความสะเพร่าของรัฐก็ทำให้ปลาหมอคางดำระบาดอย่างหนักในพื้นที่ 4 หมู่บ้านในตำบลเนินฆ้อ ทั้งบ่อกุ้ง วังปลา คลองธรรมชาติ คูน้ำข้างถนน ในป่าชายเลน หรือแม้แต่ในกะหลุกน้ำขังเล็กๆ ที่นี่ก็มีปลาหมอคางดำ บุญธรรมบอกว่า หายนะแบบนั้นดำเนินต่อเนื่องมาอีกสามสี่ปี (2562) ก่อนที่ในคลองพังหักแหล่งนี้ตลอดลำน้ำที่กว้างราว 5 – 7 เมตร และลึกอย่างน้อย 3 – 4 เมตรเต็มไปด้วยปลาหมอคางดำ ที่ในตอนนั้นบุญธรรมและชาวประมงเนินฆ้อเข้าใจว่าเป็น ปลาหมอเทศ รู้ตัวอีกทีในคลองพังหักและแนวชายฝั่งทะเลเนินฆ้อก็แทบไม่เหลือทรัพยากรอื่นๆ ตอนนั้นแหละที่ชาวบ้านรู้ว่า หายนะครั้งนี้รุนแรงแค่ไหน
ต้องอีกกี่ครั้งที่ชาวบ้าน ประชาชน คนธรรมดาจะต้องมารับผลกระทบจากความเห็นแก่ตัวของกลุ่มทุนและความสะเพร่าของรัฐ

9 ปีที่เสียงคนเนินฆ้อดังไม่พอให้คนสนใจ
9 ปีผ่านไป เสียงความเดือดร้อนของชาวประมงเนินฆ้อก็ไม่เลยได้รับการตอบสนองช่วยเหลือโดยภาครัฐอย่างจริงจัง มีเพียงปีเมื่อปี 2564 ที่กรมประมงเรียกชาวประมงในแถบพื้นที่นี้เข้าไปประชุมที่เทศบาลเพื่อให้ชาวประมงซื้ออวนถี่ขนาดตา 4.5 เซนติเมตรเพื่อใช้การดักจับปลาหมอคางดำ แต่ไม่ได้ผลเนื่องจากปลาหมอคางดำที่ขนาดตัวเล็กๆ ก็ยังแพร่ระบาดต่อไป
บุญธรรมบอกเล่าด้วยความรู้สึกเจ็บปวดว่า “เชื่อไหมว่าถ้าไอ้ปลานี่ (ปลาหมอคางดำ) ไม่ไประบาดที่กรุงเทพ ไม่ไปเจอกลางบึงมักกะสัน ก็ไม่มีหน่วยงานไหนเขามาสนใจหรอก เมื่อวานเพิ่งมีคนจากกรมประมงโทรหาผมครั้งแรก หลังจากที่มันระบาดมา 9 ปี”
ตลอด 9 ปีที่ผ่านมาชาวบ้านใช้วิธีทอดแหเพื่อจับปลาหมอคางดำเหล่านี้ โดยวันๆ หนึ่งจับได้ถึง 1000 กิโลกรัม โดยมักนำปลาหมอคางดำเหล่านี้ไปขายเป็นเหยื่อปูม้าในราคากิโลกรัมละ 12 -13 บาท เพราะปลาหมอคางดำที่นี่ตัวเล็ก มีขนาดใหญ่สุดเพียง 3 – 4 ขีด มีกระดูกเยอะ เนื้อแข็ง จึงไม่นิยมนำไปประกอบอาหาร ส่วนใหญ่เวลาชาวประมงจับปลาหมอคางดำได้ถ้าไม่นำไปขายเป็นเหยื่อปูก็นำไปทำให้สุนัขหรือแมวกิน หรืออย่างแย่ที่สุดก็คือจับขึ้นมาแล้วปล่อยให้ตายเพื่อเป็นการกำจัดทิ้ง

หนีปลาหมอคางดำ ปะน้ำมันรั่ว
ระหว่างที่พูดคุยกันปลาหมอคางดำที่ถูกจับขึ้นมาทิ้งอยู่เต็มกาบเรือเมื่อ 20 นาทีที่แล้วก็ยังไม่ตาย แสดงให้เห็นถึงความทรหดของปลาชนิดนี้
แต่นับจากปีปี 2565 จนถึงปัจจุบันปลาหมอคางดำในคลองพังหักกลับลดจำนวนลง สอดคล้องกับการเกิดน้ำมันรั่วในทะเลระยองในปี 2565 ซึ่งมีการพบกากคาร์บอนและคราบของน้ำมันลอยไกลมาจนถึงหน้าหาดทะเลเนินฆ้อ และชายหาดเจ้าหลาวในจังหวัดจันทบุรี ร่วมกับจุดที่น่าสังเกตอีกอย่างคือ ปลาหมอคางดำที่เนินฆ้อมีขนาดตัวที่เล็กกว่าปลาหมอคางดำที่พบที่จังหวัดอื่นมากๆ ซึ่งจุดนี้บุญธรรมบอกว่ามาจากคุณภาพน้ำที่แย่ ที่แม้แต่ปลานักล่าที่อึดที่สุดอย่างปลาหมอคางดำก็แพ้น้ำมันรั่วจึงเป็นไปได้ว่าส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบมาจากเหตุการน้ำมันรั่วครั้งนั้นตลอดจนเหตุการน้ำมันรั่วในปี 2555
ถึงปลาหมอคางดำจะลดน้อยลงแต่น้ำมันรั่วก็เป็นการซ้ำเติมที่ยิ่งทำให้สัตว์ทะเลอื่นๆ ลดน้อยลงไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปูม้าที่นอกจากจะถูกปลาหมอคางดำกินลูกปูตอนปล่อยจากธนาคารปูแล้ว ส่วนที่เหลือรอดก็ไม่สามารถอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำที่คุณภาพแย่ได้ รวมถึงปลาหมอเทศ ปลากระบอกและปลาอื่นๆ ที่ถูกคุกคามโดยปลาการล่าของปลาหมอคางดำและย้ายถิ่นฐานหนีไปเพราะน้ำมันรั่ว
แต่ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติแบบไหน ไม่ว่าจะเป็นทั้งน้ำมันรั่ว หรือการถูกคุกคามจากเอเลี่ยนสปีชี่ส์ทั้งหมดล้วนเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้ชาวประมงเนินฆ้อ และชาวประมงชายฝั่งตลอดแนวอ่าวไทยสูญเสียอาชีพได้ทั้งนั้น

ความรู้สึกของชาวประมงเนินฆ้อ
หลังจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำถูกตระหนักถึงแม้จุดเริ่มต้นจะมาจากคนเสียงดังในเมืองหลวงแต่ชาวประมงที่นี่ก็รู้สึกมีความหวังขึ้นมาวูบหนึ่ง เพราะหากยังปล่อยให้ปลาหมอคางดำแพร่กระจายต่อไป พวกตนก็ไม่รู้จะใช้ชีวิตต่อกันยังไง
“ต่อการทอดแหหนึ่งครั้งร้อยละ 90 เป็นไอ้ปลานี่ ที่เหลือเป็นขยะทะเล เหมือนออกเรือไปเพื่อเสียเวลาแกะขยะ(จากอวน)” ชาวประมงรายหนึ่งเล่าบ้าง
ในขณะที่บุญธรรมบอกว่า สำหรับเขารู้สึกว่า “เมื่อไหร่มันจะหมดไป และขัดแย้งกันอยู่ลึกๆ ว่ามันไม่มีทางหมดไป จะทำยังไงให้หมดไป ตนมองไม่เห็นทาง” เป็นความรู้สึกทนแทบไม่ไหวระคนจนใจ เพราะทั้งๆ ที่ชาวประมงชายฝั่งดิ้นรนแทบตายเพื่อที่จะประกอบอาชีพของตน และพยายามมีชีวิตที่มีดีและความสุขไม่ได้ขออะไรมากมายแต่กลับต้องเจอกับอุปสรรคใหญ่ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำอุปสรรคเหล่านั้นยังไม่เคยเกิดจากพวกเขาเลยสักครั้ง แต่พวกตนกลับเป็นกลุ่มที่ต้องรับผิดชอบ

ความเป็นไปได้ของการแก้ไขปัญหา
สำหรับความเป็นไปได้ของการแก้ไขปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำในเนินฆ้อ นอกจากการร่วมกันทอดแหจับแล้ว การปล่อยปลากระพงขาวซึ่งเป็นปลานักล่าได้ผลสำหรับที่นี่ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะปลาหมอคางดำที่นี่มีขนาดตัวเล็กกว่าเมื่อเทียบปลาหมอคางดำที่อื่น
แต่เจ้าพนักงานประมงจากศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออกให้ข้อมูลเพิ่มว่า แนวทางการปล่อยปลานักล่าอย่างปลากระพงขาวมีความเสี่ยงที่อาจจะทำให้สมดุลนักล่าที่มีอยู่เดิมขาดไป อีกครั้งปลากระพงก็ไม่สามารถตั้งระบบได้ว่าจะกินแต่ปลาหมอคางดำ จึงเป็นแนวทางที่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นแนวทางการปล่อยปลาหมอคางดำที่ผ่านการปรับเปลี่ยนให้เป็นหมันก้เป็นแนวทางที่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรและเวลาในการสร้างสูง
ปัจจุบันแนวทางในการแก้ปัญหาที่เป็นไปได้และใช้วิธีสั้นที่สุด จึงอาจเป็นการจับอย่างที่ชาวเนินฆ้อเคยทำ ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ปลาหมอชนิดนี้จะหมดไปจากแหล่งน้ำธรรมชาติ
จะเห็นว่าปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำส่งผลกระทบทำลายระบบนิเวศ ทรัพยากรไปจนถึงวิถีชีวิต ในขณะที่แนวทางการแก้ปัญหาก็ไม่ทันท่วงที เป็นไปได้ยาก และสูญเสียทรัพยากรจำนวนมหาศาล นำไปสู่คำถามไปยังผู้นำเข้าและผู้อนุญาตว่าจะมีส่วนรับผิดชอบอย่างไร และเมื่อไหร่ รัฐไทยจะมีระเบียบ กฎเกณฑ์ รวมถึงแนวทางปฎิบัติที่เคร่งครัดเพื่อหยุดยั้งความเสียหายทั้งหมดจากต้นทางแทนการตามแก้ปัญหาครั้งแล้วครั้งเล่า




