/

ถึงเวลาคุยกันเรื่อง ‘เขตกันชนอุตสาหกรรม (Buffer zone)’ ในวันที่อุบัติเหตุอุตสาหกรรมภาคตะวันออกเกิดมากขึ้นทุกวัน

เดี๋ยวก็ไฟไหม้ เดี๋ยวก็โรงงานระเบิด เดี๋ยวก็มีการลักลอบสารเคมีเข้าไปในพื้นที่ชุมชน นี่คือสิ่งที่คนตะวันออกเจอแบบไม่พักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

เมื่อพื้นที่แห่งการพัฒนาที่สร้างรายได้มวลรวม (GDP) สูงที่สุดให้กับประเทศไทยอย่างภาคตะวันออก กลับมีเหตุการณ์อุบัติภัยที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม และสร้างผลกระทบต่อชุมชนอยู่บ่อยครั้ง ส่งผลให้ประชาชนมีความกังวลต่อแนวทางการจัดการความปลอดภัยของรัฐและโรงงานอุตสาหกรรม

แต่หากพิจารณาดูให้ถี่ถ้วนแล้ว แนวทางการรับมือต่อเหตุการณ์ทำนองนี้นั้น ถูกกำหนดไว้อยู่แล้วในตัวบทกฎหมาย หรือแบบประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม แต่เพราะเหตุใดยังเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอยู่บ่อยครั้งในภาคตะวันออก และไม่มีทีท่าว่าปัญหาจะถูกคลี่คลายอย่างเป็นระบบได้อย่างไร?

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2567 เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้โกดังเก็บสารเคมีของโรงงาน วิน โพรเสส ณ ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ซึ่งเป็นโกดังเก็บกากขอเสียอุตสาหกรรมและสารเคมีอันตราย ส่งผลให้สารเคมีอันตรายจากควันไฟ ฟุ้งกระจาย และส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบริเวณ ทำให้ประชาชนที่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงได้รับผลกระทบ มีอาการแสบจมูกและผิวหนัง

มีการรายงานในเวลาต่อมาว่า กลุ่มควันลอยออกมาทั่วบริเวณนั้น เกิดจากการติดไฟของ อลูมิเนียม ดรอส (Aluminum Dross) ซึ่งมีอยู่มากถึง 9,000 ตัน และมีความอันตรายต่อสุขภาพ หากสูดดมเข้าไปอาจทำให้เกิดอาการสาหัส หรือนำไปสู่การเสียชีวิตได้ จากเหตุการณ์นี้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 2 ราย รวมถึงชุมชนโดยรอบที่ได้รับผลกระทบทางตรงและต้องติดตามปัญหาทางสุขภาพในระยะยาว

ประกอบกับเหตุการณ์ ถังสารเคมีระเบิดในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 พ.ค 2567 ที่มีการรายงานว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้ถังเก็บน้ำมัน ภายในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง ของบริษัท มาบตาพุดแทงค์เทอร์มินัล จำกัด ภายใต้เครือ SCGC บริเวณใกล้ท่าเรือฯ มาบตาพุด ซึ่งถังเก็บสารเคมีที่ระเบิด คือ ถังเก็บสารเคมี C9 ซึ่งเป็นสารเพิ่มค่าออกเทนในน้ำมัน และเป็นสารตั้งต้นสำหรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีอีกหลายรายการ มีการประกาศภาวะฉุกเฉินให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว อพยพออกจากพื้นที่โดยเร็ว มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้จำนวน 5 ราย โดยได้รับการยืนยันว่ามีผู้บาดเจ็บสาหัสถึง 3 ราย ซึ่งในเวลาต่อมามีการรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตจำนวน 1 ราย

ทั้งสองเหตุการณ์ที่ยกมาในข้างต้น นับเป็นสองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดระยองในเวลาไล่เลี่ยกัน และถือว่าเป็นเหตุการณ์การระเบิดและเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นของพื้นที่ภาคตะวันออกในช่วงระยะเวลา 10 ปีหลังสุด ตอกย้ำภาพของการเป็นพื้นที่ของอุตสาหกรรมว่า อาจไม่มีความปลอดภัยเพียงพอ และสร้างผลกระทบต่อสถานที่หรือชุมชนโดยรอบ โดยไม่มีมาตรการรองรับที่เหมาะสม คำถามต่อมาคือ เพราะเหตุใด ปัญหาทำนองนี้ ถึงได้เกิดขึ้นอยู่อย่างซ้ำๆ ในพื้นที่ที่เรียกว่าเป็น ‘เขตพัฒนาอุตสาหกรรม’ ?

 

 

ปัญหานี้เกิดจากอะไร

เราจะเห็นได้ว่า อุบัติภัยเหล่านี้ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน และชุมชนโดยรอบ มักเกิดขึ้นบ่อยครั้งในพื้นที่ที่ถูกสถาปนาให้เป็นเขตการพัฒนาด้านอุตสาหกรรม เมื่อดูที่เอกสาร เวทีวิชาการเพื่อมาบตาพุด: ทิศทางผังเมืองรวมมาบตาพุดและพื้นที่กันชน โดย สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย  ได้ระบุว่า ;

“…ผังเมืองรวมบริเวณอุตสาหกรรมหลักและชุมชน จังหวัดระยอง ยังไม่เคยมีสัญลักษณ์สีและข้อกําหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน ประเภทพื้นที่แนวกันชน (Buffer Zone) เป็นการเฉพาะ ซึ่งการกําหนดเรื่อง ดังกล่าวต้องใช้ระยะเวลานานจึงไม่เหมาะในช่วงที่เร่งจัดทําผัง

การจัดทําผังเมืองรวมฯ เป็นส่วนหนึ่งในมาตรการป้องกันมลพิษจาก โรงงานอุตสาหกรรม จึงมีการกําหนดระยะแนวกันชนไว้เป็นมาตรฐานแล้ว จากข้อเสนอเรื่องการจัดการปัญหาระยะห่างระหว่างอุตสาหกรรมและชุมชนใน พื้นที่มาบตาพุดโดยคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรค สองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทั้งนี้ระยะห่างของแนวกันชนตาม มาตรฐานอาจไม่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ที่มีการใช้ประโยชน์ที่ดินบางประเภท ไปก่อนแล้ว ระยะห่างของแนวกันชน จึงไม่ได้ตามมาตรฐานที่กําหนด ความ ปลอดภัยของชุมชนจึงลดน้อยลง”

อาจสรุปได้ว่า สาเหตุที่ในบ่อยครั้งที่มีการเกิดอุบัติภัยอันมีความเกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมในพื้นที่การพัฒนานั้น มาจากการวางโครงสร้าง ‘ผังเมือง’ ที่ไม่ครอบคลุมมากพอ เช่นการกำหนดสีหรือประเภทของผังเมืองของพื้นที่อุตสาหกรรมที่มาภายหลังชุมชน ส่งผลให้การพิจารณา ‘พื้นที่กันชน’ จากเขตที่อยู่อาศัยและเขตอุตสาหกรรมนั้น ไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภาพจาก: คมชัดลึก

แนวกันชน (Buffer zone) คืออะไร เกี่ยวข้องยังไงกับ ‘ผังเมือง’

คณะกรรมการจัดทำพจนานุกรมศัพท์ผังเมือง ได้ให้ความหมายของ ‘เขตกันชน (Buffer zone)’ ไว้ว่า พื้นที่กันชน เป็นพื้นที่คั่นกลางที่กำหนดขึ้นเพื่อลดผลกระทบของการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ขัดแย้งกันในประเด็นต่างๆ

เขตกันชน อาจเป็นพื้นที่ธรรมชาติ เช่น แม่น้ำ ลำคลอง ป่า ภูเขา หรือเป็นพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นเขตควบคุมการพัฒนาเกี่ยวกับประเภท ขนาด และความสูงของอาคาร เช่น เขตกันชนระหว่างนิคมอุตสาหกรรม และพื้นที่อยู่อาศัย

เหตุการณ์ไฟไหม้โกดังเก็บสารเคมี วิน โพรเสส และเหตุการณ์ถังสารเคมีระเบิดที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความสำคัญในการจัดการผังเมืองและการกำหนดพื้นที่กันชนในเขตอุตสาหกรรม หากมีการวางผังเมืองและการจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ เหตุการณ์เหล่านี้อาจสามารถป้องกันหรือบรรเทาความรุนแรงได้ แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น สะท้อนให้เห็นได้ว่า การวางผังเมืองรวมนั้นอาจมีปัญหาจากการพิจารณาเรื่องพื้นที่กันชนได้อย่างไม่ครอบคลุมมากพอ จากการกำหนดเขตพื้นที่อุตสาหกรรมที่มีความใกล้ หรือซ้อนทับกับชุมชนดั้งเดิมในพื้นที่

ประกอบกับการเข้ามาของ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีการยกเลิกผังเมืองเดิม และจัดทำผังเมืองใหม่ บางพื้นที่ถูกเปลี่ยนสีประเภทของผังเมืองจากเขตเกษตรกรรมหรือเขตที่อยู่อาศัย เป็นโรงงานเขตอุตสาหกรรมหนัก โดยไม่มีการทำประชาพิจารณ์ เพราะอาศัยอำนาจตาม มาตราที่ 44 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) (สามารถอ่านบทความเรื่อง ‘ผังเมือง’ เพิ่มเติมได้ที่ ตะวันออกกับปัญหาผังเมือง EEC ที่มาก่อนกาล ความจุ้นจ้านของรัฐที่ปรับผังเมืองแบบไม่ถามประชาชน – EPIGRAM (epigramnews.co) จึงมักจะเกิดปรากฎการณ์ความเดือดร้อนของประชาชนที่อาศัยอยู่รอบเขตโรงงานอุตสาหกรรมเสมอมาในภาคตะวันออก แม้จะอาศัยอยู่มาก่อนก็ตาม

ซึ่งแนวทางในการกำหนดเขตกันชน (Buffer zone) ที่เหมาะสม อ้างอิงจากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ระยะแนวกันชนจะกําหนดขึ้นตามประเภทอุตสาหกรรมซึ่งจําแนกออกเป็น 6 ระดับ โดยมีระยะแนวกันชนในแต่ละระดับ ตั้งแต่ 0 – 2,000 เมตร ดังนี้ ;

  1. อุตสาหกรรมงานบริการหรือการผลิตสินค้าขนาดเล็กที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ระยะแนวกันชน 0 เมตร
  2. อุตสาหกรรมผลตรองเท้า การผลิตเสื้อผ้าสําเร็จรูป งานไม้ งานพิมพ์ ระยะแนวกันชน 50 เมตร
  3. อุตสาหกรรมมการผลิตวัสดุก่อสรางขนาดเล็ก การผลิตสบู่การประกอบชิ้นส่วน ยานยนต์ ยาสูบ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมการผลิตเซรามิค อุตสาหกรรมเหล็ก และโลหะที่เป็นการขึ้น รูป ตัด พับ เชื่อม โรงผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) ที่ไม่ใชถ่านหินหรือขยะเป็น เชื้อเพลิง โรงผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมากที่ เป็นประเภทพลังงานความร้อน (VSPP) ระยะแนวกันชน 150 เมตร
  4. อุตสาหกรรมมสิ่งทอ อุตสาหกรรมแก้วและกระจก การผลิตสินค้าเครื่องโลหะและหนัง การผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า และวัสดุก่อสร้าง อุตสาหกรรมเหล็กรีดร้อนและรีดเย็น ระยะแนวกันชน 500 เมตร
  5. อุตสาหกรรมปิโตรเคมี โรงแยกก๊าซธรรมชาติ และอุตสาหกรรมเคมีที่ไมอยู่ในระดับ 6 อุตสาหกรรมเหล็กและโลหะที่มีเตาหลอม อุตสาหกรรมยานยนต์ การผลิตเครื่องจักรขนาดใหญ่ อุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษขนาดใหญ่อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ โรงงานน้ำตาล โรงไฟฟ้าชีวมวลที่ไม่ได้ใช้ขยะเป็นเชื้อเพลิงที่ไม่อยู่ในระดับ 3 การผลิตสังกะสีการผลิตเส้นใย asbestos อู่ต่อเรือเล็ก อุตสาหกรรมการจัดการของเสียขนาดใหญ่ อุตสาหกรรมอาหารและการผลิตน้ำมันปรุงอาหารขนาดใหญ่ โรงไฟฟาก๊าซธรรมชาติ อุตสาหกรรมเส้นใยสังเคราะห์ ระยะแนวกันชน 1,000 เมตร
  6. อุตสาหกรรมกลั่นน้ำามัน อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้น และอุตสาหกรรมเคมีขนาดใหญ่ โรงถลุงเหล็ก อุตสาหกรรมผลิตวัตถุระเบิด เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ การผลิตยาปราบศัตรูพืช อุตสาหกรรมต่อเรือขนาดใหญ่ การผลิตกาวจากสัตว์ โรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้าจากขยะ ระยะแนวกันชน 2,000 เมตร

ยกตัวอย่างข้อมูลผังเมืองในจังหวัดระยอง

กฎกระทรวงฯ เรื่องผังเมืองรวมบริเวณอุตสาหกรรมหลักและชุมชนจังหวัดระยอง ยังไม่เคยมีสัญลักษณ์ สี และข้อกําหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทพื้นที่แนวกันชน (Buffer Zone) เป็นการเฉพาะ จากปัญหาการกำหนดให้พื้นที่อุตสาหกรรม ซ้อนทับกับชุมชนที่อาศัยอยู่มาก่อน จึงส่งผลให้เกิดปัญหาการเวนคืนที่ดินในเวลาต่อมา

หากจะให้สรุปอย่างรวบยอด การจัดทำผังเมืองนั้น จะมีการกำหนดสี หรือสัญลักษณ์ขึ้นมาในผังเมืองนั้นๆ เพื่อระบุถึงการใช้ประโยชน์ในที่ดิน ซึ่งในปัจจุบัน ผังเมืองของจังหวัดระยองนั้น ถูกปรับให้อยู่ภายใต้แผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และแผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และระบบสาธารณูปโภค เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2562 (ผัง EEC)  โดยจะมีการระบุดังนี้ ;

ภาพจาก : สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

เมื่อสังเกตุดูผังเมืองรวมจังหวัดระยองในปัจจุบัน ที่อยู่ภายใต้ ผัง EEC ในพื้นที่ที่เกิดเหตุอุบัติภัยล่าสุดอย่าง อ.บ้านค่าย และมาบตาพุด จะเห็นได้ว่า ที่ดินที่ถูกระบุให้เป็นที่ดินประเภทเขตพัฒนาอุตสาหกกรม และที่ดินประเภทเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพื่อกิจการอุตสาหกรรมนั้น ตั้งอยู่ใจกลางของที่ดินประเภทชุมชนชนบท และใกล้ชิดกับที่ดินประเภทชุมชนเมืองอย่างมาก โดยไม่มีที่ดินประเภทอื่นๆ ถูกระบุหรือจัดทำให้เป็นพื้นที่เขตกันชนระหว่างที่อยู่อาศัยและอุตสาหกรรม (ซึ่งโดยปกติจะเป็นพื้นที่ทางการเกษตร หรือพื้นที่เอกชนที่รัฐทำการเวนคืน หรือพื้นที่รกร้างอื่นๆ) ดังที่เห็นตามภาพ

ภาพจาก: ราชกิจจานุเบกษา

อีกทั้งเอกสาร ผังเมืองกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชน โดย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ระบุว่า กรมโยธาธิการและผังเมืองได้จัดการประชุมประชาชน เพื่อแสดงข้อคิดเห็นในการวางและจัดทำผังเมืองรวมจังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2557 (ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2557) ประชาชนในพื้นที่ไม่เคยได้รับข้อมูลของการวางผังเมืองรวมจังหวัดระยองและไม่เคยมีส่วนร่วมในการให้ความเห็นต่อข้อมูล การวิเคราะห์และการกำหนดทิศทาง ทางเลือก และวัตถุประสงค์ของการวางผังฉบับใหม่นี้ แม้กรมโยธาธิการและผังเมืองจะแจ้งว่าก่อนการประชุมได้มีการโฆษณา 7 วันและปิดประกาศ 15 วันก็ตาม

ซึ่งเอกสารที่ประชาชนได้รับแจกในการประชุมนั้น มีเฉพาะแผนที่ซึ่งมีขนาดเล็กไม่เห็นรายละเอียดขอบเขตพื้นที่และข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เขียนนั้น ไม่มีรายละเอียดให้ประชาชนได้ทราบว่าอุตสาหกรรมใดจัดอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูงและเป็นอุตสาหกรรมที่มีมลพิษต่อพื้นที่ชุมชน

ส่งผลให้ประชาชนทั่วไปไม่สามารถเข้าใจได้ว่าเป็นโรงงานชนิดใด มีผลกระทบอย่างไร และปัจจุบันจังหวัดระยอง มีอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีความเสี่ยงต่อมลพิษอยู่มากและมีอุบัติภัยจากอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพอยู่บ่อยครั้ง การอธิบายถึงการกำหนดพื้นที่ชุมชน พื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่อนุรักษ์ พื้นที่อุตสาหกรรม ทั้งประเภท ลักษณะผลกระทบ การกำหนดพื้นที่กันชนเพื่อความปลอดภัยของชุมชนจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ประชาชนในชุมชนต้องได้รับทราบให้เข้าใจก่อนเข้าร่วมประชุมแสดงความคิดเห็นนอกจากนี้เอกสารแผนที่ที่แจกให้ประชาชน ซึ่งมีหมายเลขในแต่ละสีนั้นดูได้ยาก และไม่มีรายการประกอบแผนผังที่มีคำอธิบายขอบเขตพื้นที่ให้ประชาชนเข้าใจได้

 

ต่างประเทศเขาทำเขตกันชน (Buffer zone) ยังไงกันบ้าง?

เขตกันชน (buffer zone) ที่ดี จะต้องมีการออกแบบที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน  หากจะให้ยกตัวอย่างประเทศที่มีการจัดการเรื่องแนวกันชนอย่างเป็นรูปธรรมที่สุดประเทศหนึ่ง คงต้องกล่าวถึงประเทศอย่าง สหราชอาณาจักร ซึ่งมีกฏหมายที่ใช้ควบคุมอัตราการขยายตัวของพื้นที่เมืองและการพัฒนาทางเศรษกิจมาเป็นระยะเวลากว่า 70 ปี กฎหมายที่ว่านั้น คือกฎหมายว่าด้วยการจัดการ ‘แนวกันชนสีเขียว’ หรือที่เรียกกันอย่างลำลองด้วยชื่อ Green Belt

Green Belt หมายถึง แนวกันชนสีเขียวอันเป็นพื้นที่ธรรมชาติซึ่งยังไม่ได้รับการพัฒนาเป็นชุมชนเมือง และอยู่ล้อมรอบพื้นที่ชุมชนเมือง พื้นที่เหล่านี้อาจรวมถึงพื้นที่รกร้างว่างเปล่า ป่าไม้อุทยาน พื้นที่ทำการเกษตรหรือเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ถูกกำหนดตามผังเมือง เขตปกครองพิเศษ หรืออำนาจปกครองอื่น ๆ

แนวกันชนสีเขียวจะทำหน้าที่เป็นแนวกันชนยามเกิดภัยธรรมชาติ หรือุบัติภัยขึ้น แนวกันชนสีเขียวที่ล้อมรอบชุมชนเมืองยังช่วยกักเก็บน้ำใต้ดินที่มีความจำเป็นในช่วงที่เกิดภัยแล้งได้อีกด้วย

ภาพจาก: The Standard UK

เมื่อพิจารณาจากข้อมูลทั้งหมด จะเห็นได้ว่า ปัญหาที่แท้จริงของการได้รับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากอุบัติภัยของโรงงานอุตสาหกรรมต่อชุมชนโดยรอบนั้น อาจมีที่มาจาก การกำหนดเขตพื้นที่อุตสาหกรรมที่ซ้อนทับหรือใกล้เคียงกับพื้นที่ชุมชนดั้งเดิมมากกว่าที่กฎหมายกำหนด ส่งผลให้เกิดปัญหาต่อการกำหนดเขตพื้นที่กันชน หรือ Buffer zone ตามมา เพราะไม่สามารถจัดทำผังเมืองที่มีการระบุระยะและขอบเขตอย่างชัดเจนได้ แต่เมื่อมีการอนุมัติให้สร้างโรงงานอุตสาหกรรมแล้ว จึงนำมาสู่ปรากฎการณ์ที่ผู้คนที่อยู่อาศัยโดยรอบแนวเขตอุตสาหกรรม ที่โดยส่วนใหญ่แล้วตั้งถิ่นฐานมาก่อน จะได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากอุตสาหกรรม

เครื่องหมายคำถามตัวโตๆ ต่อการจัดการเรื่องผังเมืองที่ส่งผลถึงการกำหนดเขตกันชนระหว่างพื้นที่อุตสาหกรรมและพื้นที่อยู่อาศัยของรัฐนั้น คงอยู่ในทำนองที่ว่า หากมีการกำหนดอย่างชัดเจนในกฎหมายผังเมืองแล้วว่า ความสำคัญของการระบุถึงพื้นที่กันชนคืออะไร

แต่เพราะเหตุใด สิ่งที่เป็นอยู่ถึงได้ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ถูกระบุเป็นตัวหนังสืออย่างกลับหัวกลับหางถึงเพียงนี้?    

 

 

อ้างอิง

ATTENTION : ไฟไหม้โกดังเก็บสารเคมีและกากอุตสาหกรรม ของ บริษัท วิน โพรเสส อ.บ้านค่าย จ.ระยอง เร่งอพยพย้ายประชาชน ยังควบคุมเพลิงไม่ได้ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงหมดสติระหว่างปฏิบัติงาน

ATTENTION : อลูมิเนียม ดรอส คืออะไร คนระยองกำลังเผชิญกับอะไร? อัพเดตสถานการณ์ไฟไหม้โกดังเก็บกากอุตสาหกรรม ‘วิน โพรเสส’ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง

ATTENTION : เกิดเหตุเพลิงไหม้แท้งก์เก็บสารเคมี ภายในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง ประกาศอพยพด่วน

buffer zone เขตกันชน สำนักงานราชบัณฑิตยสภา

เวทีวิชาการเพื่อมาบตาพุด: ทิศทางผังเมืองรวมมาบตาพุดและพื้นที่กันชน, สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (tei.or.th)

ผังเมืองรวมบริเวณอุตสาหกรรมหลักและชุมชนจังหวัดระยอง พ.ศ.2546 แก้ไข พ.ศ.2548 และ พ.ศ.2549 (tei.or.th)

ผังเมืองกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชน, สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ร่างกฎหมายว่าด้วยการจัดการแนวกันชนสีเขียว (krisdika.go.th)

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR