/

ตะวันออกกับปัญหาผังเมือง EEC ที่มาก่อนกาล ความจุ้นจ้านของรัฐที่ปรับผังเมืองแบบไม่ถามประชาชน

เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน เราอาจจะเห็นข่าวเรื่องการปรับผังเมืองของกรุงเทพมหานครฯ ที่กลายเป็นประเด็นว่อนในโซเชียลมีเดีย

เรื่องของเรื่องก็คือ ศุภนัฐ มีนชัยนันท์ หรือ สส.แบงค์ จากพรรคก้าวไกล ได้เดินทางไปร่วมเวทีประชุมรับฟังความคิดเห็นและปรึกษาหารือกับประชาชนเกี่ยวกับการวางและจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) ในวันที่ 6 มกราคม 2567 ซึ่งเครือข่ายภาคประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ได้รวมตัวกันเพื่อร่วมส่งเสียงคัดค้านและคว่ำร่างฯ ดังกล่าว หนึ่งในปัญหาที่จะเกิดขึ้นคือ มีการระบุว่าจะมีการปรับปรุงขยายถนน ซึ่งอาจมีเรื่องของการเวนคืนที่ดินเข้ามาเกี่ยวข้อง
ซึ่งด้าน สส.ศุภนัฐ เองก็ได้แสดงความคิดเห็นต่อร่างผังเมืองใหม่ของกทม.ว่า เป็นไปเพื่อเอื้อนายทุน จากการเปลี่ยนสีการใช้ประโยชน์พื้นที่เป็นสีแดง ซึ่งกำหนดให้เป็นที่ดินสำหรับการพาณิชยกรรม ส่งผลให้ที่ดินนายทุนพัฒนาได้มากกว่า โดยผู้มีอำนาจจริงในการร่างผังเมืองฯ ไม่ได้เข้าร่วม
แต่ว่านี่อาจไม่ใช่เรื่องใหม่เท่าไหร่นักกับปัญหาการเปลี่ยนผังเมืองที่มาจากรัฐ เพราะในภาคตะวันออกเอง ภูมิภาคนี้ก็ผ่านความชอกช้ำจากการปรับผังเมืองมาไม่น้อย ทั้งการสร้างความบอบช้ำให้ทั้งกับสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของชาวตะวันออกไว้อย่างมากมาย ด้วยความเป็นพื้นที่เมืองปากแม่น้ำ หรือเมืองติดชายทะเล
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ ‘ผังเมือง EEC’ ที่ประกาศออกมาแบบไม่ถามใคร โดยหัวหน้า ‘คณะรักษาความสงบแห่งชาติ’ อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อปีพ.ศ. 2557

ผลที่ตามมานั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นการพยายามเปลี่ยนโฉมหน้าพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อเน้นย้ำความเป็นพื้นที่เพื่อ ‘รองรับอุตสาหกรรม’ ของภาคตะวันออกให้มากขึ้นไปอีกขั้น โดยอาจละเลยถึงปัญหาในเชิงรายละเอียดที่ตามมาจากเปลี่ยนแปลงผังเมือง ซึ่งปัญหาที่ว่านั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตของประชาชนที่อาศัยอยู่ในภาคตะวันออกอย่างปฏิเสธไม่ได้

และนี่คือบทเรียนสำคัญของทั้งประเทศ เมื่อผังเมืองไม่ได้มาจากเสียงของประชาชนจริงๆ

ผังเมืองคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร?

หากพูดถึงเรื่องผังเมืองแล้ว หลายคนอาจจะยังสงสัยว่าเกี่ยวข้องอย่างไรกับความเป็นอยู่ของประชาชน หากให้อธิบายแบบง่ายๆ ‘ผังเมือง’ คือ การจัดระเบียบพื้นที่ ควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดิน และยังเป็นการออกแบบเมืองเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เป็นการกำหนดกรอบการพัฒนาให้พื้นที่ว่าสามารถทำอะไร ได้แค่ไหน โดยแต่ละพื้นที่จะมีการใช้ประโยชน์ไม่เหมือนกัน อ้างอิงตามสภาพแวดล้อมของท้องที่นั้นๆ จะใช้อำนาจตาม ‘พระราชบัญญัติการผังเมือง’ ที่กำหนดแนวทางและแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ เพื่อสอดรับการพัฒนาหรือเพื่อการรักษาพื้นที่ดังกล่าวต่อไป ซึ่งประโยชน์ของการวางผังเมืองที่ดีนั้น จะส่งผลให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้นตามลำดับ เช่น การไม่ต้องเสียเวลาไปกับการจราจรที่ติดขัด หรือการเข้าถึงสภาพแวดล้อมที่ดี เป็นต้น

ซึ่งกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ได้ให้ความหมายของการจัดทำผังเมืองไว้ว่า;

“การผังเมือง หมายความว่า การวาง จัดทำ และดำเนินการ ให้เป็นไปตามผังเมืองรวมและผังเมืองเฉพาะในบริเวณเมืองและบริเวณที่เกี่ยวข้องหรือชนบท เพื่อสร้างหรือพัฒนาเมืองหรือส่วนของเมืองขึ้นใหม่หรือแทนเมืองหรือส่วนของเมืองที่ได้รับความเสียหายเพื่อให้มีหรือทำให้ดียิ่งขึ้นซึ่งสุขลักษณะ ความสะดวกสบาย ความเป็นระเบียบ ความสวยงาม การใช้ประโยชน์ในทรัพย์สิน ความปลอดภัยของประชาชน และสวัสดิภาพของสังคม เพื่อส่งเสริมการเศรษฐกิจ สังคม และสภาพแวดล้อม เพื่อดำรงรักษาหรือบูรณะสถานที่และวัตถุที่มีประโยชน์หรือคุณค่าในทางศิลปกรรม สถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ หรือโบราณคดี หรือเพื่อบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิประเทศที่งดงาม หรือมีคุณค่าในทางธรรมชาติ”

การเข้ามาของ ‘ผังเมือง EEC’ แบบที่ไม่ถามสุขภาพประชาชนสักคำ

ตั้งแต่ยุคโชติช่วงชัชวาลย์เป็นต้นมา ภาคตะวันออกก็กลายเป็นภูมิภาคที่รัฐบาลเล็งเห็นถึงศักยภาพของพื้นที่ ด้วยความที่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ และสะดวกต่อการคมนาคมขนส่ง โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดภาคตะวันออกอย่าง จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง ที่ต่อมาก็มีชื่อเล่นว่า ‘3 จังหวัด EEC’

หลังจากการรัฐประหารโดย คสช. รัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ จึงได้ประกาศใช้ ‘ผังเมือง EEC’ แทนที่ผังเมืองเดิม โดยใช้อำนาจตามมาตราที่ 44 ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว (พ.ศ.2557) ก่อนที่จะประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2562 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2562 ซึ่งเป็นการดำเนินการตาม พ.ร.บ. เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561

มีการยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายผังเมืองเดิมของภาคตะวันออก เพื่อเปิดทางให้กับการพัฒนา ‘เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก’ หรือ EEC เพื่อให้การดำเนินการต่างๆ นั้น เป็นไปอย่างลุล่วง ซึ่งนี่ถือเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของรัฐบาล คสช. เพื่อเป็นการดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ ให้เข้ามาลงทุนใน 3 จังหวัด EEC โดยประกาศได้กำหนดให้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาเมือง

หากว่ากันตามหลักกฎหมายโดยสากลแล้ว การประกาศเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกนั้น ไม่ได้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ส่งผลให้กระบวนการอื่นๆ เพื่อการพิจารณาการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วมและคำนึงถึงสภาพแวดล้อมนั้นถูกละเลย เช่น กระบวนการรับฟังความคิดเห็น หรือกระบวนการพิจารณาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ทำให้เกิดปัญหาตามมาอีกมากมาย ซึ่งจะกล่าวถึงในประเด็นถัดไป

มากไปกว่านั้น ยังถือว่าเป็นการละเมิดต่อหลักสิทธิมนุษยชนครั้งมโหฬารอีกด้วย เพราะนอกจากจะไม่มีการสอบถามความคิดเห็น หรือการประชาพิจารณ์โดยคนในพื้นที่แล้ว ยังไม่มีแผนเพื่อรองรับปัญหาที่ตามมาจากมลภาวะในด้านต่างๆ อีกทั้งยังมีปัญหาจากอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ เมื่อไม่อยู่บนหลักการตั้งแต่ต้นทาง ในเชิงรายละเอียดจึงเต็มไปด้วยการละเมิดสิทธิคนในชุมชนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการกดดัน หรือขู่บังคับให้เกษตรกรเลิกทำการเกษตรและออกจากที่ดิน เพราะเจ้าที่ดินต้องการขายที่ดินที่ราคากระโดดสูงขึ้นมากหลังการประกาศผังเมืองใหม่ หรือการคุกคามผู้ที่ออกมาปกป้องสิทธิในการทำกิน หรือออกมาปกป้องสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้เกิดความกังวลต่อความปลอดภัยในชีวิต

ภาพจาก : thaipr.net

เสียกันไปเท่าไหร่ กับการประกาศใช้ผังเมือง EEC

อย่างที่เกริ่นไปในข้างต้นว่า เมื่อไม่อยู่บนหลักของกฎหมายที่ให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของพลเมืองผู้เป็นเจ้าของประเทศ จึงเกิดผลกระทบตามมาอย่างมากมาย โดยผลกระทบที่ตามมานั้น อาจแยกย่อยได้เป็น 5 ประเด็นใหญ่ๆ ซึ่งเป็นปัญหาที่ผูกพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน กล่าวคือ ;

  1. การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยกำหนดในผังเมืองใหม่ ให้เปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรม เป็นพื้นที่อุตสาหกรรม ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับสภาพโดยรวมของพื้นที่ และอาจส่งผลให้ระบบนิเวศดั้งเดิมของพื้นที่นั้นๆ เปลี่ยนแปลงไป จากการเตรียมที่ดินและปรับพื้นที่เพื่อรองรับโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ หรือเป็นการขยายพื้นที่ที่ถูกกำหนดให้เป็นเขตอุตสาหกรรมเดิมกว้างมากขึ้น ส่งผลต่อวิถีชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่โดยรอบเขตอุตสาหกรรมเดิม

  2. มาตรการสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินนั้น ไม่เพียงแค่ส่งผลให้สภาพพื้นที่เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น แต่ยังไม่มีมาตรการรองรับผลกระทบที่จะตามมาด้วย ทำให้สามารถตั้งโรงงานได้เกือบทุกชนิดในพื้นที่ที่ถูกสงวนไว้ในผังเมืองเดิม ไม่เว้นแต่โรงงานที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี หรือโรงงานคัดแยกขยะ เมื่อไม่มีกรอบผังเมืองเดิมแล้ว โรงงานที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน อาจตั้งอยู่ตรงที่ใดก็ได้ในเขต 3 จังหวัด EEC นี้ แม้แต่พื้นที่ชุมชนและสถานที่ท่องเที่ยว

  3. การขยายตัวของอุตสาหกรรมส่งผลให้เกิดขยะสะสม เมื่อสนับสนุนให้อุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้น ก็ไม่สามารถปฏิเสธการมาถึงของ ‘โรงงาน Recycle’ ได้ นำไปสู่การนำเข้าขยะจากประเทศอื่นๆ เข้ามากำจัด หรือรีไซเคิลในไทยมากขึ้น ซึ่งอาจเกินความสามารถของพื้นที่ในการรองรับขยะจำนวนมหาศาล ส่งผลให้เกิดมลภาวะด้านต่างๆ ตามมา ซ้ำยังทิ้งมลพิษไว้บนผืนดินของภาคตะวันออก ระบบนิเวศอาจไม่กลับมาเช่นเดิมได้ตลอดไป

  4. การผันน้ำตามธรรมชาติเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม เมื่อมีโรงงานมากขึ้น ความต้องการในการใช้ทรัพยากรอย่าง ‘น้ำ’ ก็มากขึ้นไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นไปเพื่อการผลิต การหล่อเย็น หรืออื่นๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเกษตรกรอย่างมาก โดยไม่ใช่เพียงแค่ใน 3 จังหวัด EEC เท่านั้น แต่รวมไปถึงเกษตรกรทั่วทั้งภาคตะวันออก กรณีตัวอย่างที่สำคัญคือ จังหวัดจันทบุรี ที่แต่เดิมนั้นมีความต้องการใช้น้ำเป็นจำนวนมากอยู่แล้วจากการที่เป็นเมืองแห่งผลไม้ แต่กลับถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ต้นน้ำที่จะผันน้ำมาใช้สำหรับอุตสาหกรรม

  5. สิทธิในการเข้าถึงสภาพแวดล้อมที่ดี จากปัญหาที่ได้กล่าวไปในข้างต้น เมื่อไม่มีกระบวนการสอบถามความคิดเห็นเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมแก่ประชาชน ซ้ำยังไม่มีกรอบเพื่อรองรับความเสี่ยงของผลกระทบที่ตามมาจากอุตสาหกรรมได้ จึงนับว่าเป็นการละเมิด ‘สิทธิในการเข้าถึงสภาพแวดล้อมที่ดี’ ของประชาชน ซึ่งในปัจจุบัน เรื่องนี้เป็นวาระที่ทั่วโลกให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก จากการที่ในวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ.2022 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติลงมติเห็นชอบและประกาศว่า การเข้าถึงสิ่งแวดล้อมที่สะอาด ดีต่อสุขภาพ และยั่งยืน (clean, healthy and sustainable environment) เป็นสิทธิมนุษยชนสากล

กรณีตัวอย่างที่สำคัญและสะท้อนถึงปัญหาจากการเปลี่ยนผังเมืองได้ดีที่สุด คือ กรณีของพื้นที่ ต.เขาดิน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมติดกับแม่น้ำบางปะกง ความพิเศษของพื้นที่นี้คือ เป็นพื้นที่ระบบนิเวศแบบ 3 น้ำ กล่าวคือ ทั้งน้ำเค็ม น้ำกร่อย และน้ำจืดจะเข้ามาหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่เกษตรสับเปลี่ยนไปตามฤดูกาล คนในพื้นที่มีนวัตกรรมทางการเกษตรท้องถิ่นเรียกว่า “นาขาวัง” เป็นการปลูกข้าวช่วงน้ำจืด และเลี้ยงสัตว์น้ำช่วงน้ำเค็ม สร้างรายได้หมุนเวียนในท้องถิ่นตลอดทั้งปี

แต่เมื่อมีการจัดทำผังเมือง EEC กลับไม่เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมต่อคนในพื้นที่ ไม่มีการรับฟังความคิดเห็นของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ส่งผลให้ผังเมืองที่ออกมา กำหนดให้ ต.เขาดิน กลายเป็นพื้นที่สำหรับอุตสาหกรรม ซึ่งไม่เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่และระบบนิเวศของลุ่มน้ำบางปะกงแต่อย่างใด

ภาพจาก : pvnweb.dpt.go.th

อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่าเเรื่องของ ‘ผังเมือง’ นั้น แม้จะดูเป็นเรื่องที่ไกลตัว แต่ผลจากการวางผังเมืองนั้น ส่งผลต่อชีวิตประชาชนในเกือบทุกมิติ เพราะฉะนั้น กระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่ง ‘ผังเมือง’ ที่ดีนั้น ต้องสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นผู้ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง ได้มีพื้นที่เข้ามาร่วมออกแบบเพื่อกำหนดรูปแบบของวิถีชีวิตที่จะเกิดขึ้นหลังจากการเปลี่ยนแปลงผังเมือง รวมไปถึงการเน้นย้ำประเด็นและให้ความสนใจจากสื่อ ที่ไม่ใช่เพียงแค่ ‘สาดแสง’ ไปใน ‘พื้นที่ศูนย์กลาง’ ของประเทศ ควบคู่ไปกับการร่วมกันขับเคลื่อนภาคประชาชนโดย ‘Active Citizen’ เพื่อปกป้องบ้านเกิดไปพร้อมๆ กัน

มิเช่นนั้น ผลของการเปลี่ยนแปลงผังเมือง อาจสร้างปัญหาตามมามากมายนับไม่ถ้วน ดั่งที่คนใน 3 จังหวัดภาคตะวันออก อย่างฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง กำลังเผชิญอยู่ก็เป็นได้

 

อ้างอิง

กรมโยธาธิการและผังเมือง – ความหมายของ “การผังเมือง” (dpt.go.th)

การผังเมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดินในประเทศไทย (humanitarianlibrary.org)

ก้าวสู่ปีที่ 3 ของการใช้ แผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดิน อีอีซี (salika.co)

เปิดคำฟ้องเพิกถอน “ผังเมือง EEC” : การพัฒนาของรัฐที่ทิ้งประชาชนไว้ข้างหลัง – มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม – EnLAW (enlawfoundation.org)

เปิดผลกระทบ “ผังเมือง EEC” : ทำลายระบบนิเวศ และวิถีชีวิตของประชาชน – มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม – EnLAW (enlawfoundation.org)

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR