/

นาขาวัง : นวัตกรรมท้องถิ่นโดยคนตะวันออก ที่กำลังหายไปเพราะ ‘อุตสาหกรรม’

ลองนึกถึงพื้นที่การเกษตรที่สามารถสร้างผลผลิตได้หลายชนิดในเวลาพร้อมๆ กัน คงจะเป็นวิธีการที่ตอบโจทย์คนที่ใฝ่ฝันอยากเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ เพราะไม่ต้องเหนื่อยมาก และยังสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำอีกด้วย แต่รู้หรือไม่ว่า ภาพเหล่านั้นกำลังค่อยๆ หายไป

อาจเพราะด้วยกระแสการพัฒนาที่รัฐได้ผลักดันนโยบายโดยโฟกัสไปที่ภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก ส่งผลให้พื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในภาคตะวันออก และในไทย ที่ทรัพยากรความมั่นคงทางอาหารที่มีได้ถูกส่งไปหล่อเลี้ยงคนในเมืองกรุงมาอย่างช้านาน กำลังค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปเป็นพื้นที่ไว้สำหรับรองรับอุตสาหกรรมในอนาคตอันใกล้อย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก

พื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ที่กล่าวถึงในข้างต้น คือ จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยฉะเชิงเทรานับว่าเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่สำหรับการทำการเกษตรขนาดใหญ่ที่สุดจังหวัดหนึ่งในภาคตะวันออก อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงาานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ระบุว่า ฉะเชิงเทรา มีพื้นที่การทำการเกษตรกว่า 2,433,075 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 3,344,375 ไร่ คิดเป็น 72.75% ของพื้นที่ โดยส่วนมากจะปลูกข้าวนาปี นาปรัง ทำไร่มันสำปะหลัง ไร่ยางพารา ปลูกมะม่วง มะพร้าว รวมไปถึงพื้นที่การทำเกษตรแบบอื่นๆ มีสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญได้แก่ ไก่ หมู กุ้งขาว และปลากะพงขาว

นอกจากนี้ ยังเป็นจังหวัดที่เป็นแหล่งกำเนิดของวิถีการทำการเกษตรที่อาจเรียกได้ว่าเป็น ‘นวัตกรรม’ เลยทีเดียว นั่นคือ ‘นาขาวัง’ ในพื้นที่ตำบลเขาดิน บริเวณใกล้กับปากแม่น้ำบางปะกง ที่หากใครเคยขับรถหรือนั่งรถผ่านบริเวณจุดพักรถมอเตอร์เวย์ (ทางหลวงหมายเลข 7) ในอดีตเมื่อไม่นานมานี้ จะสังเกตได้ว่าสองข้างทางนั้นเต็มไปด้วยท้องนามากมาย

แต่ในปัจจุบันพื้นที่ตรงนั้นถูกแปรเปลี่ยนมาเป็นโรงงานเพื่อรองรับการขยายตัวของระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ หรือ EEC และอาจส่งผลให้การทำเกษตรอันมีอัตลักษณ์ และสะท้อนการอยู่ร่วมกับระเบบนิเวศน์ของประชาชนในพื้นที่ หายไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ

ภาพจาก : moveforwardparty.org

ระบบนิเวศแบบ ‘3 น้ำ’ ณ ปากแม่น้ำบางปะกง

ตำบลเขาดิน ตั้งอยู่ที่ อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา มีสภาพพื้นที่เป็นที่ราบลุ่มขนานไปกับแม่น้ำบางปะกง และเป็นป่าชายเลนโดยส่วนใหญ่ เป็นบริเวณที่มี ตะกอนดินปากแม่น้ำ สะสมอยู่เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้มีความอุดมสมบูรณ์ เพาะปลูกพืชจำพวกข้าวได้ดี และยังมีธาตุอาหารของตัวอ่อนสัตว์น้ำอีกหลายชนิดที่ใช้ในการเจริญเติบโต ประชาชนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้จึงมักจะประกอบอาชีพกสิกรรม ได้แก่ การทำนาปลูกข้าว และการเพาะเลี้ยงสัตว์ทะเล เช่น ปลากะพง ปูทะเล กุ้ง เป็นต้น

จากการที่เป็นระบบนิเวศแบบ 3 น้ำ โดยพื้นที่นี้มีทั้ง น้ำจืด น้ำเค็ม และน้ำกร่อย ทำให้เกิดนวัตกรรมทางการเกษตรที่มีอยู่ที่เดียวในไทย และอาจจะที่เดียวในโลก คือ การทำการเกษตรแบบ ‘นาขาวัง’ ที่มาของชื่อนาขาวังนั้น มาจากคำว่า ‘นา’ รวมกับคำว่า ‘ขาวัง’ ซึ่งคำว่าขาวังนี้ หมายถึง ร่องน้ำรอบแปลงนา เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวตำบลเขาดิน ที่เกิดจากการพลิกแพลงเพื่อยู่ร่วมกับระบบนิเวศน์ธรรมชาติมาเป็นเวลากว่า 20 ปี นั่นคือการทำนาและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่เกษตรเดียวกัน

‘นาขาวัง’ นวัตกรรมที่อยู่ร่วมกับระบบนิเวศ

ก่อนที่จะมาเป็นนวัตกรรมทางการเกษตรที่ชื่อว่า ‘นาขาวัง’ นั้น ได้เกิดสถานการณ์ฝนแล้ง ส่งผลให้พื้นที่มีน้ำเค็มมากกว่าน้ำจืดจนไม่สามารถทำการเกษตรได้อย่างที่ควรจะเป็นติดต่อกันหลายปี เกษตรกรจึงทดลองทำการขุดร่องรอบผืนนา โดยมีความลึกประมาณ 2 เมตร มีความกว้างจากคันนาไปจึงถึงผืนนาประมาณ 2-5 เมตร และเปิดประตูน้ำให้น้ำกร่อยเข้ามาเต็มรอบๆ ร่องดินที่ขุดไว้ ประกอบกับพื้นที่นี้อยู่ในบริเวณปากแม่น้ำ ทำให้น้ำที่เข้ามา ได้นำพาพันธ์ุสัตว์ทะเลตัวเล็กๆ จำพวก กุ้ง ปู ปลา มาด้วย หลังจากนั้นจึงพบว่า สามารถทำนาข้าว ไปพร้อมๆ กับการเพาะเลี้ยงพันธุ์สัตว์ทะเลได้ และให้ผลผลิตที่ดี ซึ่งจะเริ่มเตรียมแปลง หว่านเมล็ด ทำนาข้าวในช่วงหน้าฝน โดยน้ำที่ใช้การทำเกษตรช่วงนั้นจะเป็นน้ำจืด ตั้งแต่ช่วงเดือน มิถุนายน – กันยายน และเก็บเกี่ยว ไปพร้อมๆ กับขายสัตว์น้ำที่เจริญเติบโตเต็มที่แล้วในบ่อ ช่วง ตุลาคม – ธันวาคม ก่อนที่จะปล่อยให้น้ำเค็มเข้าสู่ร่องน้ำในช่วงหลังเก็บเกี่ยว ช่วงเดือน มกราคม – พฤษภาคม และวนเวียนเช่นนี้เป็นปฏิทินการทำการเกษตรหนึ่งรอบปี ชาวบ้านในบริเวณนั้นจึงพากันเปลี่ยนวิธีการทำการเกษตรมาเป็นการทำ ‘นาขาวัง’ และพัฒนาโดยการซื้อพันธุ์สัตว์น้ำมาปล่อยเพื่อเพาะเลี้ยงเพิ่มเติมในคราวหลัง

ลักษณะพื้นที่ของนาขาวัง จากหนังสือ นาขาวัง : สีผังเมือง และนัยทางนิเวศปากแม่น้ำบางปะกง

 

ปฎิทินการดำรงชีพของชาวบ้านตำบลเขาดิน จากหนังสือ นาขาวัง : สีผังเมือง และนัยทางนิเวศปากแม่น้ำบางปะกง

 

รายได้

หากประเมินมูลค่าของทรัพยากรที่มี จากศักยภาพการผลิตที่ได้รับสูงสุด หมายถึง การคำนวณรายได้จากมูลค่าการขายผลผลิตที่ได้รับจำนวนเงินสูงสุดเท่าที่เคยได้รับมา กล่าวคือ คำนวณจากราคาข้าวที่ 15,000 บาท/เกวียน ราคาปลากะพง 150 บาท/กิโลกรัม รวมถึงรายได้จากการขุดลอกบ่อเพื่อนำสัตว์น้ำไปขายเฉลี่ย 2,500 บาท/ไร่ คิดจากพื้นที่การทำนาขาวังจำนวน 323 ไร่ของ 9 ครัวเรือน จะมีมูลค่ารายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนละประมาณ 939,389 บาท/ปี เลยทีเดียว

เบื้องหลังของ ‘เกษตรกร’ ชาวเขาดิน

โดยส่วนใหญ่แล้ว ชาวบ้าน ต.เขาดิน จะเช่าที่ดินเพื่อใช้ในการทำการเกษตรเป็นเวลากว่า 60 ปีมาแล้ว เหตุเพราะสูญเสียที่ดินโดยการจำนองกับนายทุนโรงสี นายทุนเงินกู้ จากการที่ ‘นาล่ม’ หมายความว่า ที่ดินที่มีอยู่ ไม่สามารถเก็บเกี่ยวพืชผลหรือทำการเกษตรต่อไปได้ เพราะเกิดภัยธรรมชาติ เหตุการณ์สำคัญคือในปี พ.ศ.2500 เกิดน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่บ้านเขาดินเป็นเวลา 15 วัน ส่งผลให้ชาวบ้านโดยส่วนใหญ่ไม่สามารถชดใช้หนี้ที่กู้มาเพื่อการทำนาได้ จึงจำเป็นต้องขาย หรือจำนองที่ดินนั้นไว้แก่เจ้าหนี้ บ้างก็โดนโกงที่ จากที่ต้องเสียที่จำนวนไม่กี่ไร่เพื่อชดใช้หนี้ กลับต้องเสียที่ดินไปเยอะกว่านั้นมาก ด้วยความที่ชาวบ้านไม่สามารถเข้าถึงการศึกษา และจำเป็นต้องทำการเกษตรเพื่อหาเลี้ยงชีพ เหตุการณ์นี้ทำให้ชาวบ้านตำบลเขาดิน กลายเป็น ‘ชาวนาไร้ที่ดิน’ และจำเป็นต้องเช่าที่นาเพื่อหาเลี้ยงชีพในที่สุด

ภาพจาก : Facebook บางปะกง สายน้ำแห่งชีวิต

 

‘การพัฒนา’ ทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยนไป

ประกอบกับการเข้ามาของการพัฒนา ที่ส่งผลกระทบในทุกๆ ทาง เช่น การที่โรงไฟฟ้าบางปะกงได้ก่อตั้งขึ้นใน อ.บางปะกง และเริ่มดำเนินการผลิตไฟฟ้าในปี พ.ศ.2527 มีการปล่อยน้ำหล่อเย็นเตาของโรงไฟฟ้า ซึ่งมีอุณหภูมิที่สูงมากลงแหล่งน้ำธรรมชาติ ส่งผลให้ตัวอ่อนของสัตว์น้ำตามธรรมชาติตาย และเป็นผลกระทบต่อเนื่องไปยังเกษตรกรที่ทำนาข้าวและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สร้างความเสียหายต่อชาวบ้านเขาดินอยู่เป็นเวลาหลายปีก่อนที่ปัญหาจะถูกแก้ไขในภายหลัง

รวมถึงนโยบายอย่าง EEC หรือระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เกิดปรากฎการณ์ ‘นายทุนที่ดินขายนา’ ส่งผลให้เกษตรกรที่ทำการเช่านามาเป็นเวลานาน บางรายอาจเช่านาที่ตนเองเคยเป็นเจ้าของ จำเป็นต้องโยกย้ายออกจากที่ดินผืนดังกล่าว ผลต่อเนื่องที่ตามมาหลังจากนั้นคือ พื้นที่ที่เป็นดั่ง ‘นวัตกรรม’ หนึ่งเดียวในไทยจะต้องถูกฝังกลบเพื่อปรับพื้นที่ใหม่ ส่วนเกษตรกรที่มีองค์ความรู้ในการจัดการ ‘นาขาวัง’ จะต้องโยกย้ายไปอยู่ยังที่อื่น หลายรายยุติอาชีพการทำการเกษตรไปโดยปริยาย รวมถึงคำถามต่อนายทุนโรงงาน ที่แม้จะดูเหมือนว่าเข้ามาพัฒนาพื้นที่ สร้างรายได้ให้กับประเทศ แต่การพัฒนาที่ว่านั้น ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่มีความเปราะบางอย่างพื้นที่ป่าชายเลนปากแม่น้ำ ซึ่งอาจส่งผลกระทบมากมายต่อระบบนิเวศในเวลาต่อมา

อาจเรียกได้ว่า การเกิดขึ้นของนวัตกรรมที่สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้มากขึ้นแบบ ‘1 อาชีพ รายได้ 2 ทาง’ นั้น มาจากการที่ชาวบ้านต้องดิ้นร้นจากภาระหนี้สินที่เกิดขึ้นจากการทำเกษตรที่ประสบภัยธรรมชาติ พร้อมทั้งปรับตัวเข้ากับสภาพของธรรมชาติและระบบนิเวศน์ในพื้นที่ จนทำให้เกิดนวัตกรรมที่ชื่อ ‘นาขาวัง’ ขึ้น สิ่งนี้เป็นตัวสะท้อนความอุดมสมบูรณ์และยั่งยืนของพื้นที่ รวมถึงศักยภาพที่สามารถพัฒนาและต่อยอด นำไปสู่พื้นที่ตัวอย่างที่อาจมีไว้เพื่อเป็นโมเดลในการพัฒนาการเกษตรเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร สร้างรายได้มวลรวมให้กับทั้งประเทศ

แต่น่าเสียดายที่สิ่งเหล่านี้อาจหลงเหลือเป็นเพียงประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งที่ถูกบันทึกไว้เท่านั้น หลังจากการเข้ามาของกระแสธารการพัฒนาอุตสาหกรรม ที่พัดพาทุกสิ่งที่เคยมีให้หายไป

 

บทความชิ้นนี้ อ้างอิงจากหนังสือ นาขาวัง : สีผังเมือง และนัยทางนิเวศปากแม่น้ำบางปะกง โดย พรพนา ก๊วยเจริญ ,สรวิศ เหลาเกิ้มหุ่ง ,เฉลิมชัย วัดจัง ,วศิน พงษ์เก่า เรียบเรียงโดย บำเพ็ญ ไชยรักษ์ สามารถเข้าถึงได้ที่ ; นาขาวัง สีผังเมือง และนัยทางนิเวศปากแม่น้ำบางปะกง

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR