/

จากหนึ่งโรงไฟฟ้าที่เตรียมเข้ามา สู่การขยับเข้าใกล้เส้นอวสานมะม่วงฉะเชิงเทรา 

ว่ากันว่า “มะม่วงแปดริ้ว ผิวสวยดั่งนางงาม” 

คำกล่าวนี้ไม่ถือว่าเกินจริงนัก เพราะความโดดเด่นของมะม่วงน้ำดอกไม้เมืองแปดริ้วที่นอกเหนือไปจากรสชาติหอมหวาน ก็คือเปลือกบางสีเหลืองทองและผิวเปลือกดูเรียบเนียนไร้ริ้วรอย 

ว่ากันอีกว่าความลับนางฟ้าของมะม่วงน้ำดอกไม้ที่นี่มีอยู่ 2 ประการคือ สภาพดินและน้ำของฉะเชิงเทรา ซึ่งมีแร่ธาตุอันอุดมสมบูรณ์ มีลักษณะของดินเป็นดินเหนียวปนตะกอน และมีความเค็มเล็กน้อยจากน้ำกร่อย ประกอบภูมิปัญญาการปลูก ดูแล และการเก็บเกี่ยวผลผลิตในแบบฉบับของชาวสวนมะม่วงฉะเชิงเทรา เช่น เทคนิคการฟันลำต้นและตัดแต่งกิ่งเพื่อกระตุ้นให้มะม่วงออกดอก การใช้ต้นหางแดงไหลปราบศัตรูพืชมะม่วง หรือการเก็บมะม่วงโดยใช้โอ่งและธูปเพื่อทำให้ผิวสวย เป็นต้น

ด้วยข้อได้เปรียบนี้ ทำให้เกิดมะม่วงน้ำดอกไม้ฉะเชิงเทรามีชื่อเสียงและได้รับความนิยมมาก ถูกยกให้เป็นหนึ่งในของดีประจำของจังหวัด ครองแชมป์มะม่วงสายพันธ์ุยอดนิยมที่มียอดส่งขายทั้งภายในและต่างประเทศ รวมถึงได้รับการขึ้นทะเบียน GI ปี พ.ศ. 2562 

แม้จะมีชื่อเสียง แต่ปัจจุบันสถานภาพของมะม่วงน้ำดอกไม้ฉะเชิงเทรากำลังมุ่งหน้าไปสู่บทอวสาน  นั่นก็เพราะสภาพดินและน้ำที่เคยเป็นข้อได้เปรียบ ล้วนแต่ได้รับผลกระทบจากนิคมอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้า ทำให้ดิน น้ำ และอากาศที่เคยดี กลายเป็นตัวบ่อนทำลายมะม่วงน้ำดอกไม้ ทั้งด้านคุณภาพและปริมาณ จนเกษตรชาวสวนมะม่วงหลายรายตัดสินใจล้มสวน โค่นต้นมะม่วง แล้วหันไปปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น บ้างก็หันไปทำฟาร์มโซลาร์เซลล์ 

ในขณะที่บทอวสานของมะม่วงน้ำดอกไม้กำลังใกล้เข้ามา ปรากฏว่ากำลังจะมีโรงไฟฟ้าแห่งใหม่เกิดขึ้นในฉะเชิงเทราเข้ามาเร่งปฏิกิริยา นั่นก็คือ ‘โรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์’ 

ด้วยเหตุนี้ เราอยากชวนไปสำรวจเส้นทางชีวิตของมะม่วงฉะเชิงเทรา นับแต่ยุครุ่งโรจน์มาจนถึงยุคที่ทั้งคุณภาพและปริมาณของมะม่วงฉะเชิงเทรากำลังเดินหน้าสู่กาลอวสาน  ในวันที่โรงไฟฟ้าแห่งใหม่จ่อประตูบ้าน ท่ามกลางเสียงที่บอกให้ชาวบ้านเสียสละเพื่อการพัฒนา

การล้มหายตายจากของสวนมะม่วงฉะเชิงเทรา

มะม่วงน้ำดอกไม้ฉะเชิงเทราเริ่มเป็นที่รู้จักและเพาะปลูกกันเมื่อราวปี 2523 จากการนำพันธุ์มาขยายและเพาะปลูกในพื้นที่อำเภอบางคล้า ซึ่งปรากฏว่ามะม่วงเจริญเติบโตได้ดี ให้ผลผลิตที่มีรูปทรงสวย เนื้อมะม่วงมีรสชาติหวาน และที่สำคัญมีผิวสีทองที่เรียบเนียนสวย ทำให้มะม่วงน้ำดอกไม้ฉะเชิงเทรากลายเป็นที่ต้องการอย่างของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

หลังแจ้งเกิดและกลายเป็นมะม่วงที่ได้รับความนิยม ก็ได้มีขยายพื้นที่สวนมะม่วงน้ำดอกไม้จากบางคล้าออกไปสู่อำเภออื่นๆ เช่น แปลงยาว คลองเขื่อน ราชสาส์น พนมสารคาม และสนามชัยเขต ขณะเดียวกันก็เริ่มปลูกมะม่วงสายพันธุ์อื่นๆ เพิ่มเติมด้วย เช่น เขียวเสวย มันเดือนเก้า ทองดำ ฟ้าลั่น และโชคอนันต์

ราวปี 2541 – 2547 การทำสวนมะม่วงกลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้แก่ชาวสวนในฉะเชิงเทรา ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่าในช่วงเวลาดังกล่าว สวนมะม่วง 1 ไร่ สามารถให้ผลผลิตได้อย่างน้อย 3 ตัน คิดเป็นเงินได้ประมาณ 59,820 บาท (ขณะนั้นราคามะม่วงอยู่กิโลกรัมละ 19 บาทกว่า) ช่วงเวลาเดียวกันก็มีการรวมกลุ่มกันของชาวสวนมะม่วง ใช้ชื่อว่า ‘ชมรมชาวสวนมะม่วงจังหวัดฉะเชิงเทรา’ เพื่อการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้และการรวบรวมผลผลิตเพื่อส่งขายในตลาดต่างประเทศ ซึ่งตลาดหลักของมะม่วงฉะเชิงเทรานั้นมีทั้งประเทศญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป   

ภาพจาก : หนังสือ อาหาร-ถ่านหิน จุดตัดการพัฒนาบนพื้นที่เกษตรกรรม พนมสารคาม – สนามชัยเขต

ต่อมาชมรมชาวสวนมะม่วงจังหวัดฉะเชิงเทราได้ขยับสถานะเป็น ‘สหกรณ์ชมรมชาวสวนมะม่วงจังหวัดฉะเชิงเทรา’  มีสมาชิกเข้าร่วมกว่า 176 คน และมีพื้นที่สวนมะม่วงของสมาชิกรวมกันได้กว่า 1,000 ไร่ โดยขยายออกจากบางคล้าไปสู่พื้นที่อื่นๆ ด้วย อาทิ พนมสารคาม สนามชัยเขต ราชสาส์น แปลงยาว ท่าตะเกียบ และคลองเขื่อน อย่างไรก็ดี มีข้อมูลเพิ่มเติมว่านอกเหนือจากพื้นที่สวนมะม่วงของสมาชิกสหกรณ์ฯ แล้ว ยังมีพื้นที่สวนมะม่วงอีกจำนวนว่า 76,000 ไร่ ทำให้รวมๆ แล้ว ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ฉะเชิงเทรามีพื้นที่สวนมะม่วงรวมกันมากกว่า 77,000 ไร่ และนั่นทำให้ฉะเชิงเทรากลายเป็นแหล่งเพาะปลูกและส่งออกมะม่วงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ 

สำหรับสวนมะม่วงในพื้นที่อำเภอพนมสารคามและสนามชัยเขต มีข้อมูลจำเพาะไปอีกว่าเป็นแหล่งสวนมะม่วงน้ำดอกไม้และเขียวเสวยคุณภาพระดับส่งออกต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสวิสเซอร์แลนด์ อังกฤษ เยอรมัน ญี่ปุ่น ดูไบ สิงคโปร์ เวียดนาม ที่มีมูลค่าการตลาดทั้งในและต่างประเทศกว่า 43 ล้านบาท ในช่วงปี 2553

ถึงแม้ว่าการทำสวนมะม่วงจะรุ่งโรจน์เพียงใด ทว่านับตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา ชาวสวนมะม่วงก็ต้องประสบวิกฤต โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอพนมสารคามและสนามชัยเขต เพราะเกิดกรณีที่ว่าช่อดอกมะม่วงไหม้ และมะม่วงไม่ติดผล โดยจะรุนแรงมากในช่วงหลังฝนตกหรือหลังฤดูน้ำค้าง ส่งผลให้เก็บผลผลิตได้น้อย ขณะที่ผลผลิตที่เก็บได้ก็มีคุณภาพลดลง ไม่สามารถส่งไปออกขายยังต่างประเทศได้เหมือนเดิม  และวิกฤตที่เกิดขึ้นนี้ก็มีผลทำให้ชาวสวนมะม่วงหลายรายตัดสินใจ ‘ล้มสวน’

ข้อมูลจากการประชุมย่อยของเกษตรกรชาวสวนมะม่วงอำเภอพนมสารคามและสนามชัยเขต ระบุว่าในช่วงระหว่างปี 2554 – 2555 สถิติการล้มสวนมะม่วงมีแนวโน้มสูงมากขึ้นถึง 23% ทำให้จากเดิมที่เคยมีสวนมะม่วงในพื้นที่ 2,217 ไร่ เหลือเพียง 1,702 ไร่ โดยหลังจากล้มสวนมะม่วงแล้ว บางรายก็หันไปปลูกพืชนิดอื่นแทน เช่น ยูคาลิปตัส  และบางรายก็นำสวนมะม่วงไปปล่อยให้บริษัทพลังงานเช่าทำโซลาร์ฟาร์ม  

คูณ พรหมมณี อดีตชาวสวนมะม่วงในตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม เผยถึงเหตุที่ตัดสินใจล้มสวนมะม่วงแล้วปล่อยพื้นที่ให้บริษัทพลังงานมาเช่าพื้นที่ทำโซลาร์ฟาร์มว่า “ผมให้เช่าบริษัท 50 กว่าไร่ เพราะโรงไฟฟ้าเข้ามาตั้งห่างจากไร่ผมไม่เท่าไหร่เอง แล้วพอเข้ามามะม่วงก็ไม่ค่อยติดลูก ถ้าจะทำให้ติดลูกก็ต้องใช้ปุ๋ยใช้ยาเยอะ สู้ราคาไม่ไหว ชาวบ้านคนอื่นเขาก็เจอปัญหาเหมือนกัน เขาก็ล้มสวนกัน บางคนก็ไปปลูกมันสำปะหลัง ปลูกยูคาลิปตัสขายโรงงาน”

คูณเล่าต่อว่าพอโรงไฟฟ้าถ่านหินและชีวมวลเข้าตั้งในพื้นที่ สิ่งแวดล้อมก็เปลี่ยนไป ชาวสวนมะม่วงประสบปัญหามาก และมีความพยายามรวมตัวกันไปเรียกร้องกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยขนเอามะม่วงที่ไม่ได้คุณภาพยืนยันสภาพปัญหาด้วย แต่ก็ไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม จึงตัดสินใจล้มสวนมะม่วงลงและเข้าร่วมโครงการให้เช่าพื้นที่ทำโซลาร์ฟาร์มกับทางสหกรณ์การเกษตรพนมสารคาม  

ภาพจาก : หนังสือ อาหาร-ถ่านหิน จุดตัดการพัฒนาบนพื้นที่เกษตรกรรม พนมสารคาม – สนามชัยเขต

 อุปสรรคที่ยังไม่หายไป และคนฉะเชิงเทราที่ยังต้องสู้

แม้วิกฤตการณ์ช่อดอกไหม้และมะม่วงไม่ติดผลในพื้นที่ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม และอำเภอสนามชัยเขต จะเริ่มเป็นที่รับรู้กันในช่วงปี 2547 แต่ที่จริงแล้ว วิฤตการณ์นี้มีมาก่อนนั้น เพราะตั้งแต่ประเทศไทยประกาศตัวเป็น ‘นิกส์’ (NICs) หรือประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ ในปี 2532 ก็เกิดกระแส ‘เมืองใหม่’ ขึ้นในแถบอำเภอสนามชัยเขตและหลายๆ อำเภอของฉะเชิงเทรา ส่งผลให้มีการปั่นราคาที่ดินและมีการกว้านซื้อที่ดินจากชาวบ้าน 

และจากคำบอกเล่าของชาวบ้านในพื้นที่ก็ทำให้รู้ได้ว่าที่ดินที่ถูกกว้านซื้อไปในตอนนั้น ในปัจจุบันได้ก็กลายสภาพจากพื้นที่ป่าเป็นที่ตั้งของโรงงาน สวนอุตสาหกรรม ขณะที่บางส่วนกลายเป็นสวนยูคาลิปตัสไปเสียแล้ว

ในปี 2540 ภายหลังการตั้งโรงงานกระดาษขึ้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ได้มีการขยายสวนอุตสาหกรรม 304 เข้ามายังในพื้นที่ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา และตามมาด้วยโครงการพัฒนาต่างๆ โดยเฉพาะ โรงไฟฟ้าชีวมวล ขนาด 47.4 เมกะวัตน์ของบริษัท ไทยพาวเวอร์ ซัพพลาย จำกัด ซึ่งจัดตั้งและเปิดทำการผลิตไฟฟ้าเป็นที่เรียบร้อย และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน 600 เมกะวัตน์ของบริษัท เนชั่นแนล เพาเวอร์ ซัพพลาย จำกัด หรือ  NPS  หรือ โรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซฟอสซิลและน้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงสำรอง 

การเข้ามาของโรงไฟฟ้าได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อมะม่วงในเขตอำเภอแปลงยาว พนมสารคาม และสนามชัยเขต ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้เคียงกับจุดที่ตั้งของโรงไฟฟ้า โดยฝุ่นละอองจากโรงไฟฟ้าชีวมวล ทำให้มะม่วงมีอาการผิดปกติ คือช่อดอกมะม่วงไหม้ ใบอ่อนมะม่วงที่เพิ่งแตกใหม่หงิกงอ มะม่วงไม่ติดผล และส่วนที่ติดลูกก็มีผิวไม่สวยดังเดิม 

นันทวัน หาญดี สมาชิกเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจังหวัดฉะเชิงเทรา และเป็นหนึ่งในชาวสวนมะม่วงที่ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าเผยว่า ชาวสวนมะม่วงและชาวบ้านในพื้นที่อำเภอพนมสารคามและสนามชัยเขตล้วนแต่ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำเสียจากโรงงานไหลเข้าสู่ที่นา เรื่องกลิ่นเหม็นจากโรงงาน เรื่องฝุ่นละออง เรื่องถูกแย่งชิงน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติที่ทำให้หลาย หมู่บ้านในอำเภอสนามชัยเขตขาดแคลนน้ำ จนชาวบ้านต้องช่วยเหลือตัวเองด้วยการซื้อน้ำกินน้ำใช้ และที่สำคัญคือเรื่องผลผลิตทางการเกษตรที่มีปริมาณและคุณภาพลดลงอย่างเห็นได้ชัด

“ที่นี่เราเป็นแหล่งอาหาร เรามีมะม่วง มีข้าว มีอาหารอื่นๆ ที่เราสามารถผลิตขึ้นมาด้วยสิ่งแวดล้อมและภูมิปัญญาของเราอย่างภาคภูมิใจ เราเคยส่งมะม่วงไปขายได้ถึงที่สหภาพยุโรป ต้องคิดดูนะว่าตอนนั้นผลผลิตเราดีขนาดไหน ทางนั้นเขาจึงยอมรับเข้าประเทศไปได้ แต่ปัจจุบันเราส่งไปไม่ได้แล้ว เราส่งไปไม่ได้มาหลายปีแล้ว ผลกระทบจากโรงไฟฟ้า จากโรงงาน ทำให้มะม่วงของเรามีคุณภาพลดลง ไม่ตรงตามมาตรฐานของเขา”

นันทวันกล่าวต่อไปอีกว่าเมื่อเกิดผลกระทบดังกล่าวขึ้น ชาวบ้านก็ได้รวมตัวกันเพื่อต่อสู้และคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้า ทั้งโรงเก่า คือโรงไฟฟ้าชีวมวล และโรงที่จะสร้างใหม่ คือโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ โดยวิธีการก็มีตั้งแต่การส่งหนังสือร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งปัจจุบันนับได้ว่ามีการส่งไปแล้วมากกว่า 100 ฉบับ มีการทำรายงานการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ หรือ EHIA โดยนักวิจัยชุมชน ร่วมกับสำนักงานสุขภาพแห่งชาติ (สช.)

ทั้งยังมีการเดินทางเข้าไปให้ข้อมูลปัญหา นำผลมะม่วงที่ไม่ได้คุณภาพไปแสดงต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การจัดทำแคมแปญรณรงค์ #หยุดโรงไฟฟ้าก๊าซบูรพาพาวเวอร์ รวมถึงมีการทำกิจกรรมที่เป็นการแสดงออกว่าชาวบ้านไม่เห็นด้วยและต้องคัดค้านการตั้งโรงไฟฟ้าในพื้นที่ชุมชน โดยกิจกรรมล่าสุดคือการเดินเท้าเป็นระยะทางกว่า 125 กิโลเมตรจาก ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม สู่ทำเนียบรัฐบาลและกระทรวงพลังงาน เพื่อยื่นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เรียกร้องให้ทบทวนการอนุญาตและระงับการดำเนินโครงการ พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบกระบวนการออกใบอนุญาตและการอนุมัติโครงการโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์

กล่าวได้ว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการโรงไฟฟ้า ทั้งชาวบ้านและเครือข่าย ต่างได้ร่วมต่อสู้กันมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ปรากฏว่ามีการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพเพียงพอ ไมว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาจากภาครัฐหรือฝ่ายอุตสาหกรรม-โรงไฟฟ้า 

“เราต่อสู้กันมานานมากแล้ว เราทำอะไรไปหลายอย่างมาก ส่งหนังสือ เก็บข้อมูล ทำวิจัย ทำงานร่วมกับนักกฎหมาย เพื่อที่จะบอกว่าชุมชนของเราเป็นพื้นที่แหล่งอาหารนะ และเราได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้า จากโรงงาน เราสู้กันมาเป็นสิบปี ยี่สิบปี แต่ปัญหาก็ยังอยู่เหมือนเดิม แถมอาจจะเพิ่มขึ้นอีกถ้ามีบูรพาพาวเวอร์” นันทวันกล่าว

ณ ปัจจุบัน โครงการโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ได้รับการออกใบอนุญาตผู้ผลิตไฟฟ้าแล้วจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 โดยใบอนุญาตนี้สามารถใช้ได้ถึงวัน 21 ตุลาคม 2593 คือมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 25 ปี 

ทั้งนี้ หากลองเทียบเส้นทางชีวิตของมะม่วงน้ำดอกไม้ฉะเชิงเทรากับความยาวนานของอายุการใช้งานโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ ก็คงไม่เกินจริงนักถ้าจะกล่าวว่าในอนาคตอันใกล้นี้ มะม่วงแปดริ้วคงจะถึงกาลอวสานเสียแล้ว 


อ้างอิง
อาหาร-ถ่านหิน จุดตัดการพัฒนาบนพื้นที่เกษตรกรรม พนมสารคาม – สนามชัยเขต. รายงานการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพชุมชนจากโรงไฟฟ้าถ่านหินกรณีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน 600 เมกะวัตต์ จัหวัดฉะเชิงเทรา 
ธัญญภัสร์ ศิรธัชนราโรจน์, พอเจตต์ ธรรมศิริขวัญ และวินัย จันทรวงศ์. ภูมิปัญญาท้องถิ่นของการปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ของจังหวัดฉะเชิงเทรา. (2561). Veridian E-Journal, มหาวิทยาลัยศิลปากร. 
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR