/

เขื่อนเพื่อใคร? : ว่าด้วยเขื่อนและอ่างเก็บน้ำภาคตะวันออกกับคำถามว่าระหว่างทางน้ำหายไปไหน? และเขื่อนยังจำเป็นอยู่ไหม?

‘เขื่อน’ คือ สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่มหึมาเท่าที่มนุษย์จะสามารถสร้างได้ เขื่อนถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการในการใช้น้ำที่มากขึ้นเรื่อยๆ ของเรา เริ่มจากเพื่อการอุปโภค – บริโภค ตามมาด้วยการจัดการน้ำเพื่อการเกษตร ไปจนถึงเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า หรือข้ออ้างที่ว่าเพื่อป้องกันอุทกภัย 

 

แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่าการสร้างเขื่อนด้วยโครงสร้างแข็งที่ง่ายต่อการจัดการของภาครัฐตามมาด้วยผลกระทบที่หลายครั้งคนสร้างหรือคนเสนอโครงการก็หลงลืมไป ไม่ว่าจะเป็น ผลกระทบต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตชุมชน รวมถึงจำนวนเงินลงทุนมหาศาลที่แปรสภาพไปเป็นหนี้สาธารณะต่อหัวที่คนไทยทั้งประเทศต้องร่วมรับผิดชอบ แม้จะยังไม่แน่ชัดว่ามีส่วนได้ส่วนเสียจากการสร้างเขื่อนหรือไม่

แถมการสร้างเขื่อนในแต่ละครั้งมักก่อให้เกิดปัญหาต่าง ตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่าง ภาครัฐกับประชาชน ไปจนถึงปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทยเองก็เช่นกัน ภาคตะวันออกของประเทศไทยปรากฎปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรน้ำระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรมรวมถึงภาคครัวเรือน ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ 

วันที่ 14 มีนาคมของทุกปีเป็นวันปฏิบัติการเพื่อแม่น้ำสากล หรือ วันหยุดเขื่อนโลก (International Day of Actions for Rivers : Against Dams) ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากขบวนการคัดค้านเขื่อนแห่งบราซิล (MAB) ที่เล็งเห็นปัญหาและภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจากการสร้างเขื่อน และได้เสนอให้จัดประชุมสำหรับภาคประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนจากทั่วโลก จนในเดือนมีนาคม ค.ศ.1997 ในการประชุมที่เมืองกูริติบา รัฐปารานา ประเทศบราซิล ผู้เข้าร่วมประชุมรวมถึงผู้แทนจากประเทศไทย ร่วมกันประกาศให้วันที่ 14 มีนาคมเป็นวันหยุดเขื่อนโลก

ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังไม่แน่ชัดว่า ประโยชน์จากเขื่อนเมื่อเทียบกับข้อเสียของการสร้างเขื่อน แท้จริงแล้วคุ้มค่าหรือไม่ รวมถึงความไม่ชัดเจนที่ว่า ใครกันแน่ คือ ผู้ได้ประโยชน์จากการสร้างเขื่อน โดยเฉพาะในภาคตะวันออก?

เมื่อทรัพยากรน้ำเป็นของทุกคน ตอนนี้คนตะวันออกเข้าถึงทรัพยากรน้ำได้อย่างคุ้มค่าแลกกับการสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำแค่ไหนกัน?

เขื่อนในภาคตะวันออก

ย้อนกลับไปถึงการสร้างโครงสร้างกักเก็บน้ำในภาคตะวันออก โครงการแรกที่เกิดขึ้นคือ อ่างเก็บน้ำบางพระหรือเขื่อนบางพระ ในจังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นเขื่อนดินที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2496 และสร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2502 

นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ภาคตะวันออกของเรามีเขื่อนและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่รวมแล้ว 6 แห่ง และมีอ่างเก็บน้ำขนาดกลางอีกกว่า 52 แห่ง ยังไม่รวมอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก พื้นที่ชลประทานหรืออ่างเก็บน้ำเอกชนภายในนิคมอุตสาหกรรมอีกจำนวนนับไม่ถ้วน

โดยข้อมูล ณ วันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568 จาก คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ ได้แสดงข้อมูลว่าภาคตะวันออกมีเขื่อนขนาดใหญ่ 6 แห่ง ได้แก่

รายชื่อเขื่อน

ความจุอ่าง (ลบ.ม.) ปริมาณน้ำที่กักเก็บไว้ (ลบ.ม.)

ใช้การได้จริง (ลบ.ม.)

เขื่อนคลองสียัด จ.ฉะเชิงเทรา 

420 ล้าน 82  ล้าน

52  ล้าน

เขื่อนประแสร์ จ.ระยอง 

295 ล้าน 166 ล้าน 146  ล้าน

เขื่อนนฤบดินทรจินดา จ.ปราจีนบุรี 

295 ล้าน 141 ล้าน 127  ล้าน
เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก 224 ล้าน 93 ล้าน

89  ล้าน

เขื่อนหนองปลาไหล จ.ระยอง  164 ล้าน 130 ล้าน

117  ล้าน

เขื่อนบางพระ จ.ชลบุรี  117 ล้าน 76 ล้าน

64  ล้าน

หรือถ้ารวมตัวเลขเฉพาะเขื่อนในภาคตะวันออกก็มีความสามารถในการกักเก็บน้ำ 1,515 ล้าน ลบ. ม. โดยปัจจุบันมีปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ทั้งสิ้น 688 ล้าน ลบ. ม. ในขณะที่มีน้ำที่ใช้ได้จริงเพียง 593 ล้าน ลบ. ม. หรือคิดเป็น 39% จากความจุเขื่อน 

นอกจากตัวเลขเขื่อนแล้ว ภาคตะวันออกยังมีอ่างเก็บน้ําขนาดกลางทั้งสิ้น 52 อ่าง โดยแบ่งเป็นที่ จังหวัดจันทบุรี 8 แห่ง 

  • จังหวัดชลบุรี 12 แห่ง 
  • จังหวัดปราจีนบุรี 3 แห่ง 
  • จังหวัดระยอง 3 แห่ง 
  • จังหวัดตราด 7 แห่ง 
  • จังหวัสระแก้ว 12 แห่ง 
  • และจังหวัดนครนายก 6 แห่ง 

รวมแล้วมีความจุ 1005.621 ล้าน ลบ. ม. โดยข้อมูล ณ วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 พบว่าอ่างเก็บน้ำทั้งหมดในภาคตะวันออกมีปริมาณน้ำเพียง  356.607 ล้าน ลบ. ม. หรือคิดเป็น 35% 

ซึ่งจนถึงทุกวันนี้แม้ภาคตะวันออกจะมีเขื่อนและอ่างเก็บน้ำเกือบ 60 แห่ง และมีความสามารถในการกักเก็บน้ำกว่า 2520.621 ล้าน ลบ. ม.  แต่ในทุกหน้าแล้ง หลายพื้นที่ก็ยังคงประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ เกษตรกรในจังหวัดจันทบุรีก็ยังคงต้องซื้อน้ำมารดต้นทุเรียน ในขณะที่ในฤดูฝนน้ำหลาก หลายพื้นที่ก็เผชิญกับปัญหาน้ำท่วม 

เราจึงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า แล้วอย่างนี้เรามีเขื่อนไปเพื่ออะไร

ระหว่างทางน้ำหายไปไหน?

เมื่อย้อนกลับไปที่ว่ารัฐสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำเพื่อรองรับการใช้น้ำ แล้วน้ำพวกนี้ถูกแบ่งไปที่ไหนบ้าง ข้อมูลจากรายงานแผนการจัดสรรน้ำและเพาะปลูกพืชฤดูฝน ในเขตชลประทาน พ.ศ. 2567 จากส่วนบริหารจัดการน้ํา สํานักบริหารจัดการน้ําและอุทกวิทยา กรมชลประทาน ได้รายงานว่าในปี พ.ศ. 2567 ภาคตะวันออกมีแผนการจัดสรรน้ำเฉพาะในหน้าฝนไว้ที่ 2888.21 ล้าน ลบ. ม. โดยแบ่งเป็น

  • เพื่อการเกษตรจำนวน 2,124.43 ล้าน ลบ. ม. (ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากที่สุด) 
  • เพื่อการอุปโภค – บริโภค 235.76 ล้าน ลบ. ม.
  • เพื่ออุตสาหกรรม 149.37 ล้าน ลบ. ม.
  • เพื่อระบบนิเวศ 132.15 ล้าน ลบ. ม.
  • เพื่ออื่นๆ 246.14 ล้าน ลบ. ม. 

หากลองแบ่งตามรายจังหวัด มีข้อมูลการจัดสรรน้ำดังต่อไปนี้

จังหวัดจันทบุรี

  • เพื่อการเกษตร  65.93 ล้าน ลบ. ม. 
  • เพื่อการอุปโภค – บริโภค 17.69  ล้าน ลบ. ม.
  • เพื่ออุตสาหกรรม 0.26 ล้าน ลบ. ม.
  • เพื่อระบบนิเวศ 6.92  ล้าน ลบ. ม.
  • เพื่ออื่นๆ 8.48  ล้าน ลบ. ม.

 

จังหวัดฉะเชิงเทรา

  • เพื่อการเกษตร 886.18 ล้าน ลบ. ม. 
  • เพื่อการอุปโภค – บริโภค  78.88 ล้าน ลบ. ม.
  • เพื่ออุตสาหกรรม 0.79 ล้าน ลบ. ม.
  • เพื่อระบบนิเวศ 22.18  ล้าน ลบ. ม.
  • เพื่ออื่นๆ 30 ล้าน ลบ. ม.

จังหวัดชลบุรี

  • เพื่อการเกษตร 71.56 ล้าน ลบ. ม. 
  • เพื่อการอุปโภค  – บริโภค 57.83  ล้าน ลบ. ม.
  • เพื่ออุตสาหกรรม ล้าน 13.39 ลบ. ม.
  • เพื่อระบบนิเวศ  7.11 ล้าน ลบ. ม.
  • เพื่ออื่นๆ 19.81 ล้าน ลบ. ม.

จังหวัดตราด

  • เพื่อการเกษตร 144.73 ล้าน ลบ. ม. 
  • เพื่อการอุปโภค  – บริโภค  3.96 ล้าน ลบ. ม.
  • เพื่ออุตสาหกรรม ล้าน 0.36  ลบ. ม.
  • เพื่อระบบนิเวศ 10.05 ล้าน ลบ. ม.
  • เพื่ออื่นๆ 35.23 ล้าน ลบ. ม.

 

จังหวัดนครนายก

  • เพื่อการเกษตร 295.44 ล้าน ลบ. ม. 
  • เพื่อการอุปโภค  – บริโภค  20.55 ล้าน ลบ. ม.
  • เพื่อระบบนิเวศ 25.84  ล้าน ลบ. ม.
  • เพื่ออื่นๆ 11.21 ล้าน ลบ. ม.

 

จังหวัดปราจีนบุรี

  • เพื่อการเกษตร 582.58 ล้าน ลบ. ม. 
  • เพื่อการอุปโภค  – บริโภค 10.86  ล้าน ลบ. ม.
  • เพื่อระบบนิเวศ  16.44 ล้าน ลบ. ม.

 

จังหวัดระยอง

  • เพื่อการเกษตร 41.35 ล้าน ลบ. ม. 
  • เพื่อการอุปโภค  – บริโภค  42.64 ล้าน ลบ. ม.
  • เพื่ออุตสาหกรรม 134.04 ล้าน ลบ. ม.
  • เพื่อระบบนิเวศ 12.00 ล้าน ลบ. ม.
  • เพื่ออื่นๆ 45.00 ล้าน ลบ. ม.

 

จังหวัดสระแก้ว

  • เพื่อการเกษตร 36.66 ล้าน ลบ. ม. 
  • เพื่อการอุปโภค – บริโภค 3.39 ล้าน ลบ. ม.
  • เพื่อระบบนิเวศ 31.62 ล้าน ลบ. ม.
  • เพื่ออื่นๆ 96.39 ล้าน ลบ. ม.

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงข้อมูล ‘แผนการจัดสรรน้ำ’ ทำให้ตัวเลขที่ปรากฏเป็นตัวเลขการจัดสรรน้ำผ่านการคาดการณ์เท่านั้น ซึ่งอาจไม่เท่ากับปริมาณน้ำจริงที่ปล่อยออกจากเขื่อน และยิ่งไม่ใช่ปริมาณน้ำจริงที่ภาคส่วนต่างๆ จะได้รับที่ปลายน้ำ นอกจากนี้ข้อมูลที่เจอยังเป็นเพียงการคาดการณ์ในฤดูฝน แต่ไม่พบรายงานสำหรับช่วงเวลาอื่นๆ ของปีด้วย โดย สุทธิศักดิ์ บุณยะเศรษฐ หัวหอกผู้นำขบวนการร่วมต่อต้านการสร้างเขื่อนที่คลองมะเดื่อ ตั้งข้อสงสัยว่า ไม่มีข้อมูลหน่วยงานใดที่ระบุให้เห็นชัดเจนว่า 

“ปริมาณน้ำที่ไหลจากเขื่อน ลงแม่น้ำตามที่อ้าง สมมติว่าเขื่อนอ้างว่าปล่อยน้ำลงมา 1.8 ล้าน ลบ.ม. แล้วน้ำไหลไปไหนบ้าง มีเพียงข้อมูลกลุ่มผู้ใช้น้ำแค่บางจุด จึงไม่รู้ว่ากลุ่มเกษตรใช้น้ำจริงเท่าไหร่”

นอกจากนั้นยังเป็นที่น่าสนใจเนื่องจากระหว่างทางที่น้ำถูกปล่อยจากเขื่อนยังมีบริษัทสูบน้ำดิบหลายรายตั้งอยู่ ซึ่ง สุทธิศักดิ์ บอกว่าไม่มีข้อมูลว่าบริษัทที่สูบน้ำดิบ ทั้งรายใหญ่ รายย่อยสูบน้ำไปจริงเท่าไร และสูบไปทำอะไร

รวมถึงจากการตรวจสอบของสุทธิศักดิ์และทีมยังพบมวลน้ำจำนวนหนึ่งทั้งๆ ที่ไม่มีแหล่งต้นน้ำของน้ำที่ปล่อยลงแม่น้ำ เป็นต้น 

ทำให้เรื่องการบริหารจัดการน้ำยังมีปริศนาที่ไร้คำตอบอยู่จนถึงปัจจุบัน และทำให้ยิ่งเกิดคำถามว่าสรุปแล้วน้ำในเขื่อน ถูกส่งไปให้ใครกันแน่?

เขื่อนเพื่อใคร (กันแน่?)

มากกว่านั้นจากรายงานแผนหลักการพัฒนาและจัดการทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก (รายงานหลัก) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2562 มีการรายงานคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำในภาคตะวันออกไว้ โดยได้นำเสนอว่า

จากการประเมิน 8 จังหวัดในภาคตะวันออก ในปี พ.ศ. 2570 จะมีความต้องการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการท่องเที่ยวเพิ่มเป็น  423.19 ล้าน ลบ. ม. และพ.ศ. 2575 จะเพิ่มเป็น 463.77 ล้าน ลบ.ม. และในปี พ.ศ.2580 เพิ่มเป็น 516.06 ล้าน ลบ.ม. 

ในขณะที่ความต้องการใช้น้ำเพื่อการอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกในช่วงปีพ.ศ. 2565 ถึง ปีพ.ศ.2580 อาจพุ่งสูงขึ้นเป็น 808.18 – 1,028.5 ล้าน ลบ. ม. โดยเฉพาะในจังหวัดระยองที่มีความต้องการใช้น้ำเพื่อการอุตสาหกรรมมากที่สุด จะมีความต้องการน้ำในช่วงปี พ.ศ.2565 ถึง ปีพ.ศ.2580 เพิ่มขึ้นเป็น 326.95 – 386.76 ล้าน ลบ.ม. 

อันดันดับที่ 2 คือจังหวัดชลบุรีที่จะมีความต้องการน้ำเพิ่มเป็น 238.30 – 313.54 ล้าน ลบ. ม.

อันดับที่ 3 คือจังหวัดฉะเชิงเทราที่จะมีความต้องการน้ำเพิ่มเป็น 120.96 – 164.56 ล้าน ลบ.ม.

อันดับที่ 4  คือ จังหวัดปราจีนบุรีที่จะมีความต้องการน้ำเพิ่มขึ้นเป็น 78.26 – 105.20 ล้าน ลบ.ม. 

ที่เหลือคือ จังหวัดจันทบุรี สระแก้ว นครนายกและตราด ที่จะมีความต้องการน้ำเพิ่มขึ้นเป็น 43.71 – 58.44 ล้าน ลบ.ม. 

และที่สำคัญที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือ ปริมาณความต้องการใช้น้ำเพื่อการเกษตรชลประทานในอนาคต ภาคตะวันออกจะมีปริมาณความต้องการน้ำในปี พ.ศ.2570 เพิ่มขึ้นเป็น 4174.22 ล้าน ลบ.ม. ปี พ.ศ.2575 เป็น 4,227.50 ล้าน ลบ.ม. และปี พ.ศ.2580 เป็น 4,230.56 ล้าน ลบ.ม.

จากตัวเลขก็อาจจะเห็นว่าภาคการเกษตรยังเป็นภาคที่มีความต้องการใช้น้ำสูงสุดอยู่ แต่กลับกัน ข้อมูลของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) รัฐบาลกลับมีแผนพัฒนาแหล่งน้ำ 38 โครงการ โดยจะเกิดขึ้นเฉพาะในพื้นที่ EEC ระหว่างปี 2563-2580 วงเงินกว่า 5.3 หมื่นล้านบาท โดยดำเนินการแล้ว 19 โครงการ และอยู่ระหว่างดำเนินการอีก 7 โครงการ ซึ่งแผนทั้งหมดจะเร่งดำเนินการให้เสร็จภายในปี 2570 ซึ่งภายในรายงานยังพบว่าตัวเลขการจัดสรรน้ำไม่สัมพันธ์กับตัวเลขความต้องการใช้น้ำที่กล่าวไปข้างต้นด้วย

การมุ่งช่วยเหลืออุตสาหกรรมของรัฐบาลยังไม่ได้มีแค่นั้น เพราะ ในข้อมูลรายงานการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืนภาคตะวันออกปี พ.ศ. 2565 โดยมูลนิธิเสนาะ อูนากูล สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และศูนย์ศึกษาการพัฒนาที่ยั่งยืนและเศรษฐกิจพอเพียง NIDA ได้ยกตัวอย่างการที่รัฐบาลให้ความสำคัญแก่ภาคอุตสาหกรรมมากกว่าภาคเกษตรกรรมของรัฐบาล ไว้เช่น 

ในกรณีวิกฤตภัยแล้ง ช่วงปี พ.ศ. 2547-2548 ภาครัฐมีนโยบายเร่งรัดจัดหาน้ำให้ภาคอุตสาหกรรมเพื่อไม่ให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก

ซึ่งในรายงานได้ให้ข้อมูลว่า รัฐบาลได้สร้างอ่างเก็บน้ำ ระบบส่งน้ำ รวมทั้งการเชื่อมโยงแหล่งน้ำต่าง ๆ ให้เป็นโครงข่ายการผันน้ำแก่ภาคอุตสาหกรรม อันเป็นต้นตอที่ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างภาคเอกชนกับภาคเกษตรกรรมตามมา

รายงานดังกล่าวยังได้วิเคราะห์ว่าการแบ่งทรัพยากรน้ำเช่นนี้ อาจมาจากอัตรารายได้ต่อ GDP ซึ่งจะพบว่าภาคเกษตรกรรมมีอัตรารายได้น้อยกว่าภาคอุตสาหกรรม ทั้งยังสร้างรายได้ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศเพียงประมาณร้อยละ 9 ของ GDP เท่านั้น ในขณะที่เป็นภาคการผลิตที่มีการใช้น้ำมากที่สุด 

จากข้อมูลนี้เลยชวนให้ตั้งข้อสงสัยว่า นี่คือเหตุผลที่ภาครัฐสนใจพัฒนาและจัดสรรน้ำให้แก่ภาคอุตสาหกรรมมากกว่าภาคเกษตรกรรมหรือไม่ โดยลืมไปว่าภาคเกษตรกรรมเป็นแหล่งรองรับแรงงานขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ

เมื่อ 1 เขื่อน ตามมาด้วยผลกระทบมหาศาล

ทั้งข้อมูลเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ รวมถึงปริมาณน้ำที่เรามี รวมไปถึงการคาดการณ์จัดสรรน้ำ และปัญหาการแบ่งทรัพยากรน้ำที่เกิดขึ้น จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าการตัดสินใจใดๆ ที่เกี่ยวกับน้ำ การมีอยู่ของเขื่อนและอ่างเก็บน้ำได้เป็นกลไกการควบคุมทรัพยากรน้ำให้เป็นไปตามที่รัฐกำหนดและจัดสรร แต่นั่นจะใช่สิ่งที่ควรจะเป็นหรือไม่?

หนึ่งเสียงสะท้อนจากคนภาคตะวันออก หนึ่งนั้นคือ  ฟิล์ม (นามสมมติ) เกษตรกรสวนทุเรียน ใน ต.สองพี่น้อง อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี เคยเล่าให้ EPIGRAM ฟังในบทความ เมื่อชีวิตถึงจุดที่ต้องซื้อน้ำจืดรดน้ำต้นไม้? : เปิดสาเหตุ ‘ธุรกิจรถขนน้ำ’ ทำไมเติบโตในภาคตะวันออก ไว้ว่า

“พอมันมีเขื่อน บางจังหวะเนี่ยเขาไม่ปล่อยน้ำ ทําให้บางทีก็อาจจะไม่มีน้ำใช้ มันก็ต้องไปรอเค้าเปิดอีก คําถามคือทําไมทรัพยากรทางธรรมชาติเนี่ย ชาวบ้านจะต้องไปร้องขอ ทั้งๆ ที่มันควรเข้าถึงทุกคนได้ ชาวบ้านไปดูดมาใช้ยังโดนแจ้งจับเลย” 

โดยฟิล์มยังสะท้อนปัญหาของ EEC ในการสร้างอ่างเก็บน้ำ เพื่อใช้เป็นแหล่งผันน้ำไว้สำหรับสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมเพิ่มเติมอีกว่า

“สมมุติว่า 4 เขื่อนนี้ยังสัมปทานน้ำให้ทางนู้น (EEC) อยู่ ทางนี้ก็แย่เหมือนกันนะ สถานการณ์คือ คนในพื้นที่ที่เขาทําสวนทุเรียนกัน เขาไม่รู้เรื่องนะครับ เขารู้อย่างเดียวว่าคือเจ้าหน้าที่รัฐออกมาประกาศว่าจะผันน้ำให้ EEC เฉพาะหน้าฝน แต่เราไม่ได้เป็นคนนอนเฝ้ามอเตอร์ มันจะเปิด จะผันให้เมื่อไหร่เราก็ไม่รู้ถูกไหมครับ”

“ชาวบ้านก็เลยไม่รู้เลยว่าผันน้ำให้ EEC ไปจํานวนเท่าไหร่แล้ว แต่ก็ยังไม่เคยมีใครไปทวงถามอะไรขนาดนั้น แต่มีข้อมูลจากกรมทรัพยากรน้ำ เขามาทำประชาคมแถวนี้ เราเลยรับรู้รับทราบข้อมูลมาบ้าง ถ้าให้พูดคือ เขื่อนมีน้ำ 100% เขาบอกจะผันให้ชาวบ้านเนี่ย 60% ผันให้ EEC 20% ผันให้ East Water 20%”

ยิ่งไปกว่านั้นในส่วนของผลกระทบที่ตามมาจากการสร้างเขื่อน ยังส่งผลกับระบบนิเวศและชุมชนโดยรอบอย่างมหาศาล โดย สุทธิศักดิ์ บุณยะเศรษฐ และ กลมลักษณ์ สุขพลี จากกลุ่มรักษ์คลองมะเดื่อ ยกตัวอย่างให้เราฟัง เช่น

ปัญหาการเข้าถึงน้ำ เรื่องนี้เป็นปัญหาเชิงพื้นที่โดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ปลายน้ำ หลายครั้งไม่สามารถเข้าถึงน้ำได้ เพราะการปล่อยน้ำจากเขื่อนเปลี่ยนการไหลของน้ำเดิมที่ชาวบ้านคุ้นชิน ทำให้ผู้ที่อยู่ต้นน้ำที่ไม่รู้ว่าน้ำจะมาอีกเมื่อไหร่ จึงสูบน้ำไปใช้ก่อน ส่งผลให้คนท้ายน้ำไม่มีน้ำใช้ แตกต่างจากก่อนที่จะมีเขื่อนที่ชาวบ้านต่างพึ่งพาการไหลของน้ำที่รู้ว่าช่วงไหนน้ำเยอะน้ำน้อย และจัดสรรกันได้เองตามธรรมชาติ เช่น ปัญหาความขัดแย้งของคนปราจีนบุรีกับฉะเชิงเทราจากการปล่อยน้ำของเขื่อนนฤบดินทรจินดา (ห้วยสะโหมง) ซึ่งมีปัญหาที่คลองส่งน้ำฝั่งขวาที่สร้างมาแล้วสิบปียังไม่สามารถใช้ได้จริง 

ปัญหาอุทกภัย เนื่องจากเขื่อนมีระดับการกักเก็บที่จำกัด หากปีไหนมีฝนตกมากกว่ากักเก็บ เขื่อนก็จำเป็นต้องปล่อยน้ำเพื่อรักษาไม่ให้เขื่อนแตก ความแตกต่างกันคือ ก่อนสร้างเขื่อนเมื่อฝนตกน้ำหลากชาวบ้านจะรู้ว่าน้ำจะหลากนานกี่วันจากวิถีชีวิตที่สืบทอดกันมา แต่การปล่อยน้ำของเขื่อน 24 ชั่วโมง บางครั้งมีปริมาณน้ำมากกว่าฝนตกหนักตามปกติ ทำให้เกิดน้ำท่วมนานขึ้น นำมาซึ่งการคาดเดาไม่ได้ และการต้องเลือกปกป้องเขื่อนมากกว่าชุมชน

ปัญหาการเคลื่อนย้ายชุมชน และการพลัดถิ่น การสร้างเขื่อนอาจทำให้ชาวบ้านต้องอพยพจากที่อยู่เดิมที่จะกลายไปเป็นพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมซึ่งส่งผลกระทบทำให้หลายชีวิตสูญเสียที่ดินทำกินและวัฒนธรรมชุมชนที่อาจจะหายไป เช่น ในกรณีเขื่อนขุนด่านปราการชนที่สร้างแล้วเสร็จตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 ซึ่งจนถึงปัจจุบันก็ยังมีชาวบ้านที่ยังไม่ได้รับเงินชดเชยเยียวยาจากการที่ถูกเวนคืนที่

ปัญหาการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ การกักเก็บน้ำทำให้พื้นที่ป่าหรือที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าถูกทำลาย และส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น ปัญหาช้างป่าที่ออกมาหากินนอกพื้นที่ เพราะพื้นที่ที่เหมาะสมกับการสร้างเขื่อนคือที่ราบระหว่างหุบเขาซึ่งเดิมเป็นที่อยู่อาศัยและพื้นที่เดินข้ามหุบเขาของช้าง การสร้างเขื่อนจึงกลายเป็นการทำลายที่อยู่อาศัย แหล่งอาหารรวมถึงทำลายทางเดินตามธรรมชาติของช้าง ทำให้ช้างในหลายพื้นที่ออกมาหากินนอกบริเวณมากขึ้น เช่น ในพื้นที่เขื่อนคลองสียัด ยังไม่รวมถึงสัตว์ป่าอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบและต้องหนีตายเมื่อมีการสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำ

จากปัญหาเหล่านี้ ก็ต้องบอกว่าไม่ใช่แค่ในไทยที่เขื่อนได้สร้างปัญหาและผลกระทบ แต่ในหลายประเทศเองก็เริ่มเห็นว่าเขื่อนนั้นสร้างปัญหามากกว่าช่วยเเหลือ ทำให้ในหลายๆ ประเทศ เลือกที่จะทำลายเขื่อนทิ้ง โดยเฉพาะใน สหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น ที่มีการรื้อถอนหรือ ระเบิดเขื่อนทิ้งมากขึ้น ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา เหตุผลหลักๆ ไม่ใช่เพราะเขื่อนใช้การไม่ได้ แต่เพราะเขื่อนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและชุมชนมากกว่าประโยชน์ที่ได้รับ

 

แล้วไทยล่ะ? ถึงเวลาทบทวนผลกระทบการสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ และหยุดสร้างใหม่ได้หรือยัง?


อ้างอิง
ข้อมูลจาก  สุทธิศักดิ์ บุณยะเศรษฐ และ กลมลักษณ์ สุขพลี กลุ่มรักษ์คลองมะเดื่อ
รายงานสถานการณ์น้ำทั่วประเทศไทย
ข้อมูลอ่างเก็บน้ำจากคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ
รายงานแผนการจัดสรรน้ำและเพาะปลูกพืชฤดูฝน ในเขตชลประทาน พ.ศ. 2567
สถานการณ์ภาคตะวันออกปี 2567
รายงานการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืนภาคตะวันออกปี พ.ศ. 2565 
รายงานแผนหลักการพัฒนาและจัดการทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก (รายงานหลัก) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2562 
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR