/

พัทยา : เมืองพิเศษแค่ในนาม วิเคราะห์การเมืองช่วงเลือกตั้งพัทยากับ โอฬาร ถิ่นบางเตียว 

ก่อนถึงการเลือกตั้งพัทยาในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ชวนมองการปรับตัวของบ้านใหญ่และการพิสูจน์ตัวเองของพรรคประชาชนในสนามการเลือกตั้งที่เข้มข้นไม่แพ้กรุงเทพมหานคร 

แต่คำถามสำคัญคือ พัทยาจะกำหนดทิศทางของตัวเองได้อย่างไร ในเมื่อพัทยาเป็นเมืองพิเศษเพียงชื่อเท่านั้น

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงมีความเข้มข้นสองระดับ เริ่มจากความซับซ้อนของการเมืองท้องถิ่นที่ยังคงผูกโยงกับกลุ่มบ้านใหญ่ ถัดมาคือการบริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบเมืองพิเศษของพัทยา เป็นเพียงเครื่องมือของรัฐรวมศูนย์ ซึ่งหากไม่แก้ไขในระดับโครงสร้างกฎหมาย พัทยาจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเมืองที่มีลักษณะเฉพาะตัวได้ และการกระจายอำนาจจะเป็นเพียงหลักการบนหิ้งต่อไป

ถัดจากนี้คือบทสนทนากับ รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว ไล่ตั้งแต่ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มบุคคล จนถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกกับโครงสร้างสังคมในเมืองพัทยา

การเมืองท้องถิ่นพลัส

เป็นที่รู้กันดีว่า ตัวเต็งนายกเมืองพัทยาครั้งนี้  ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากอดีตนายกเมืองพัทยาสมัยที่ผ่านมาอย่างปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ สังกัดกลุ่มเรารักพัทยา และผู้ท้าชิงจากพรรคประชาชนอย่างอิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร ผู้เป็นน้องชายของนิรันดร์ วัฒนศาสตร์สาธร อดีตนายกเมืองพัทยาเมื่อปีพ.ศ. 2547-2551

ขณะเดียวกัน พรรคประชาชนสูญเสียที่นั่ง ส.ส.ชลบุรี จาก 7 ที่นั่งเหลือ 5 ที่นั่ง ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นั่นจึงทำให้ผู้เล่นในสนามการเมืองพัทยาน่าจับตาเป็นพิเศษ

“ผมเห็นพลวัตการเปลี่ยนแปลง การปรับตัวของกลุ่มการเมืองท้องถิ่นหรือเครือข่ายบ้านใหญ่ ในขณะเดียวกันก็เห็นภาวะถดถอยของพรรคส้ม” โอฬารกล่าวกับเรา ก่อนไล่เรียงให้เห็นนัยยะความแตกต่างของทั้งสองฝั่ง

สำหรับเครือข่ายบ้านใหญ่ แม้ในสนามการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2566 จะพ่ายแพ้ราบคาบ แต่ในสนามการเมืองท้องถิ่น กลุ่มบ้านใหญ่พยายามสร้างพื้นที่ทางการเมือง พยายามขายอุดมการณ์เพื่อดึงคนเข้ามาสนับสนุน และทำงานเชิงนโยบาย

นอกจากนั้น ประชาสัมพันธ์หาเสียงของปรเมศวร์จากกลุ่มเรารักพัทยา มักเน้นย้ำว่า คนพัทยาไม่ได้หมายถึงคนพัทยากลุ่มเดียว แต่ประกอบด้วยคน 3 กลุ่ม ได้แก่ คนดั้งเดิมพื้นถิ่น คนที่มาลงหลักปักฐาน มีทะเบียนบ้าน และกลุ่มคนทำมาหากินหรือเข้ามาหาโอกาส โอฬารเล่าต่อไปว่า คอนเซ็ปต์ของการรวมกลุ่มก้อนนี้เคยถูกใช้ในนาม ‘เรารักชลบุรี’ สมัยกำนันเป๊าะเมื่อ 30 ปีที่แล้ว แนวคิดนี้มองว่าการทำงานการเมืองท้องถิ่นต้องโอบรับคนทั้งสามกลุ่ม แต่หายไปในช่วงที่กลุ่มชนชั้นกลางขยายตัวพร้อมกับภาพลักษณ์บ้านใหญ่ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์และการเติบโตของพรรคอนาคตใหม่ (ปัจจุบันคือพรรคประชาชน)

“สิ่งนี้เป็นความพยายามสร้างชุดอุดมการณ์ให้คนชลบุรีรู้สึกเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน” โอฬารขยายต่อไปว่า สิ่งที่ต่างออกไปคือการทำงานเชิงนโยบายตั้งแต่เลือกตั้ง อบต. อบจ. เทศบาล จนถึงการหาเสียงเลือกตั้งเมืองพัทยา ซึ่งต่างจากยุคเก่าที่อ้างพวกพ้องและเครือข่าย

ขณะที่นิศามาศ เลาหรัตนาหิรัญ ถอดตัวเองจากกการเป็นผู้สมัครตัวแทนพรรคประชาชนด้วยเหตุผลส่วนตัว ก่อนที่อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร จะเป็นผู้สมัครในนามพรรคประชาชน

เขาให้ความเห็นว่า คนพัทยาไม่ได้อยากเห็นแกนนำพรรคมาช่วยหาเสียง แต่อยากเห็นผู้สมัครแสดงภาวะผู้นำ ตัวตน วิสัยทัศน์ แพสชัน เครือข่าย และวิธีการบริหารเมืองพัทยาว่าจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นได้อย่างไร 

อีกทั้งการลดบทบาทของกิตติศักดิ์ นิลวัฒนโฒชัย ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา ปีพ.ศ. 2565 สังกัดคณะก้าวหน้า เป็นผู้ช่วยหาเสียง ก็สะท้อนความไม่คงเส้นคงวาของพรรคที่มีจุดยืนว่าการเมืองท้องถิ่นจำเป็นต้องรักษาระยะห่างกับตระกูลการเมืองท้องถิ่น

เมื่อรวมกับภาพของคณิตศาสตร์การเมืองจากคะแนนเสียงครั้งก่อน โอฬารฉายภาพว่า พรรคประชาชน (ขณะนั้นคือคณะก้าวหน้า) มีอยู่เดิม 8,000 เสียง กลุ่มพัทยาร่วมใจ (ของสินไชย วัฒนศาสตร์สาธร) 12,000 เสียง รวมกับฐานเสียงของนิศามาศที่มีอยู่ในมือประมาณ 5,000 เสียง เมื่อรวมกันจึงชนะแชมป์เก่าได้ไม่ยาก “แต่เสียดายต้นทุนความเชื่อมั่นศรัทธาว่าคุณน่าจะทำงานการเมืองแบบใหม่จริงๆ”

“มันเป็นการสู้กันระหว่างกลุ่มการเมือง 2 กลุ่ม แค่นั้นเลย ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน” โอฬารสรุป

เมื่อการเลือกตั้งนายกเมือง ไม่ใช่ตัวชี้วัดของความพิเศษ

ปี 2569 พัทยาได้รับงบอุดหนุนจากรัฐถึง 2,402 ล้านบาท หากมองเฉพาะตัวเลขผสมกับความน่าจะเป็นของเมืองพิเศษ งบประมาณจำนวนดังกล่าวน่าจะทำให้พัทยาเป็นเมืองที่น่าอิจฉาได้ไม่ยาก

ทว่าโอฬารให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า งบประมาณเมืองพัทยาไม่สามารถใช้ได้อย่างอิสระ เพราะการเมืองพัทยาไม่เพียงแต่ผูกติดกับกลุ่มตระกูลการเมืองท้องถิ่น แต่ยังแยกไม่ขาดจากรัฐส่วนกลาง นั่นจึงทำให้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างรถติด น้ำท่วม ความปลอดภัย การขุดเจาะประปาไฟฟ้า ฯลฯ  รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่สามารถแก้ไขได้อย่างเบ็ดเสร็จจากงบประมาณมหาศาล

“เมืองพัทยาพิเศษเฉพาะชื่อ อำนาจเมืองพัทยามีฐานะเป็นเพียงแค่เทศบาลนคร เป็นความจงใจปิดบังอำพรางของระบบราชการไทยที่พยายามบอกว่าพัทยาเป็นเมืองพิเศษ เพื่อให้คนรู้สึกว่าการปกครองส่วนท้องถิ่นพิเศษไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ในเมื่อการปกครองท้องถิ่นพิเศษที่ประชาชนเลือกมาไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ก็กลับมาเป็นแบบเดิมดีกว่าไหม นั่นคือเกมการเมืองของรัฐราชการไทย”

โอฬารอธิบายว่า การเป็นเมืองพิเศษจริงของพัทยาจำเป็นต้องมี 3 สิ่ง ได้แก่ หนึ่ง-งานหรืออำนาจภารกิจ ซึ่งอำนาจภารกิจของเมืองพัทยาหลายเรื่องไม่ได้รวมศูนย์ที่พัทยา แต่อยู่ที่ราชการส่วนกลาง กรม กอง และหน่วยงานในพื้นที่ หรือรัฐวิสาหกิจ

สอง-เงิน แม้จะได้รับเงินอุดหนุนหลักพันล้าน แต่ใช้ไม่ได้ตามใจปรารถนา เพราะงบประมาณราชการไทยต้องใช้ภายใต้กฎระเบียบราชการที่ถูกกำหนดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ขณะเดียวกัน รายจ่ายประจำ เช่น เงินเดือน ค่าจ้า ค่าวัสดุอุปกรณ์ ล้วนมีสัดส่วนครึ่งต่อครึ่งกับงบประมาณ

สาม-บุคลากรหรือกำลังคนที่มีปัญหามาตั้งแต่สมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งแช่แข็งการปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้กระบวนการบริหารการปกครองส่วนท้องถิ่นมีปัญหาจนถึงวันนี้ และเป็นเหตุให้ “งาน เงิน คน มันไม่บาลานซ์กัน”

เพราะฉะนั้น การแสดงวิสัยทัศน์ของผู้สมัครเป็นอีกสิ่งที่น่าจับตา เพราะนอกจากการพยายามหาเสียงเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า การแก้ไขปัญหาการกระจายทรัพยากรจากส่วนกลางก็เป็นอีกโจทย์ที่ท้าทายว่าที่นายกเมืองพัทยา มิเช่นนั้น พัทยาจะไม่ต่างจากเทศบาลนครทั่วไป

โอฬารจึงตั้งคำถามกับผู้สมัครว่า “ถ้าไม่มีใครพูดเรื่องนี้ ก็ไม่มีใครสามารถแก้ปัญหาเดิมได้ แล้วมันจะกลายเป็นปัญหาเพื่อเอาไว้โจมตีหาเสียงกันในทางการเมือง หมายความว่าคุณมีวิสัยทัศน์ที่จะผลักดันให้พัทยาเป็นเมืองพิเศษจริงๆ กันยังไง” 

พัทยาในโลกที่ไม่ได้มีแค่รัฐไทย

จินตนาการว่าเราอยู่ในเมืองพัทยา ตึกระฟ้าแหลมสูงบดบังเราจากแดดเช้า ท้องทะเลอยู่ไม่ไกลพอได้ยินเสียงคลื่นและได้กลิ่นเค็มบางๆ ท้องถนนเต็มไปด้วยคนนานาชาติสัญจรไปมา ร้านอาหารเต็มไปด้วยภาษาต่างถิ่น ส่วนงานก่อสร้างที่ไม่แล้วเสร็จก็ละลายไปกับฉากหลังอย่างชินตา ยิ่งแดดคล้อยห้อยต่ำ ความมีชีวิตชีวาก็ค่อยๆ ถูกปลุกอย่างเนิบช้า จากนั้นแสงสว่างยามค่ำคืนก็น่าอัศจรรย์ใจพอๆ กับความพรั่นพรึงต่อความมืดที่อยู่รายล้อมรอบมัน

จริงอยู่ว่าบรรยากาศข้างต้นถูกประกอบจากประวัติศาสตร์และโครงสร้างรัฐราชการไทย แต่สิ่งที่ต้องตระหนักคือ ผู้คนในเมืองทุกวันนี้ก็ช่วยสลักภาพจำเหล่านั้นผ่านชีวิตประจำวันด้วยเช่นกัน และผู้คนเหล่านั้นมาจากทั่วโลก

ตามทัศนะของโอฬาร พัทยามีลักษณะเป็นโลกาภิวัตน์แบบท้องถิ่น (Glocalization) คือโลกาภิวัตน์ (ชาวต่างชาติและเทคโนโลยี) ผสมรวมกับความเป็นท้องถิ่น (พื้นที่เชิงกายภาพและคนพัทยา) ปัญหาในเมืองพัทยาจึงเกิดจาก “ความซับซ้อนจากโครงสร้าง ซับซ้อนจากสภาพประชากร และซับซ้อนจากสภาพปัญหา”

“เวลาหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. เราไม่เคยเห็นนโยบายว่าจะแก้ปัญหาเมืองพิเศษหรือยกฐานะเมือง อย่าง เชียงใหม่ ภูเก็ต เกาะสมุย แล้วทำ พ.ร.บ.เมืองพิเศษให้พิเศษจริงๆ ก็คือแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง แต่ทุกพรรคไม่เคยมีนโยบายเรื่องนี้เลย”

ข้อเสนอแนะของโอฬารมี 3 ประการ ประการแรกคือ พรรคการเมืองจำเป็นต้องมีโมเดลหรือนโยบายเกี่ยวกับเมืองพิเศษที่ต้องตอบว่า ถ้าตัวเองมีอำนาจจะทำให้เมืองพิเศษเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีความแตกต่างกันยังไง เช่น เมืองพิเศษทางวัฒนธรรม เมืองที่พิเศษทางอุตสาหกรรม เมืองพิเศษทางการท่องเที่ยว ดั่งที่หลายประเทศมีโมเดลเหหล่านี้เช่นกัน

ประการต่อมา คือการมีส่วนร่วมของประชากรแฝง เพราะเมืองพัทยามีงบประมาณจำกัดและต้องแบกรับประชากรแฝงกว่า 4-5 เท่าของผู้อยู่อาศัยตามทะเบียนบ้าน ดังนั้น จะต้องมีมาตรการการเก็บภาษี เพื่อให้เมืองพัทยามีงบประมาณเพิ่มขึ้น เช่น งบประมาณจัดการน้ำ ไฟ ขยะ และอาจขยายสิทธิ์เลือกตั้งนายกเมืองพัทยาให้กับผู้เสียภาษี เป็นต้น

ประการสุดท้าย เนื่องจากปัญหาไม่ได้สนใจเส้นแบ่งเขตการปกครอง การบริหารเมืองพัทยาจึงจำเป็นต้องมีเครือข่ายการบริหารงาน (collaborative) เพื่อเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาเมือง ไล่ตั้งแต่เครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่รอบๆ เช่น โป่ง ตะเคียนเตี้ย หนองปาไหล และนาจอมเทียน รวมถึงภาคธุรกิจเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคเยาวชน กลุ่ม LGBTQ+ กลุ่มผู้ประกอบการ กลุ่มราชการ กลุ่มคนทำงานกลางคืน กลุ่มลูกจ้าง ฯลฯ

“มันคือการปรับวิธีคิดการบริหารแบบ Top-down เป็นการบริหารแนวราบที่มองว่าทุกคนเป็นหุ้นส่วนการขับเคลื่อนเมือง เพราะเมืองที่ซับซ้อน เราวันแมนโชว์ไม่ได้หรอก” โอฬารเน้นย้ำและขมวดปมว่า “เราต้องมี 2 เลเยอร์ความคิดในการพูดถึงปัญหาเมือง หนึ่ง-ปัญหาเฉพาะหน้า สอง-มันต้องมีวิสัยทัศน์เพื่อทำให้คนมีความหวังว่า อีก 5-10 ปี พัทยาจะดีขึ้นยังไง”

เมืองที่ทุกคนอยากเห็น

โอฬารมองว่า พัทยาประกอบไปด้วยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายกลุ่ม จึงอยากเห็นเวทีดีเบตของผู้สมัครในประเด็นต่างๆ เช่น กลุ่มทำงานกลางคืน ปัญหาเด็กและเยาวชน ปัญหาผู้สูงอายุ พื้นที่สาธารณะ ปัญหาระบบราชการ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาเมือง ฯลฯ ซึ่งจะทำให้คนรู้สึกว่าต้องออกไปใช้สิทธิบนผลประโยชน์ของตัวเองและทำให้ทุกคนรู้สึกมีส่วนร่วมได้

เพราะหากย้อนไปที่การเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา ปี 2565 เราจะพบว่ามีผู้มาใช้สิทธิเพียงร้อยละ 49.96 ของผู้มีสิทธิทั้งหมด โอฬารวิเคราะห์ตัวเลขที่สวนทางกับทฤษฎีการเมืองอย่างเรียบง่ายว่า เป็นเพราะไม่มีการเลือกตั้งนอกเขต ไม่มีการเลือกตั้งล่วงหน้า และที่สำคัญคือกระจกสะท้อนว่าไม่มีใครนำเสนอผลประโยชน์สาธารณะให้เข้าถึงประชาชนได้

“เวลาพูดถึงประชาธิปไตย บางครั้งอาจต้องคิดให้คนเห็นแก่ตัวดีกว่า” เขาเสริม “คำว่าเห็นแก่ตัวคือไม่ได้เอาเฉพาะประโยชน์ส่วนตัวนะ แต่รักษาประโยชน์ตัวเองผ่านการเลือกผู้สมัครคนนั้นเพื่อทำประโยชน์ให้กับตัวเอง”

“ไอ้นี่แหละ จะทำให้คนรู้สึกว่าการเมืองมีคุณค่า เพราะสามารถตอบสนองปัญหาตัวเองได้” โอฬารทิ้งท้าย


สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย ยสินทร กลิ่นจำปา

written by
photo by

ก้องกนก นิ่มเจริญ / ฐาปกร กำจร

Photographer

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR