/

ผืนทรายของหาดแสงจันทร์ที่ถูกกลืนหายหลังเขื่อนกันคลื่น ย้อนจุดเริ่มต้นชายหาดที่บิดเบี้ยวของทะเลระยอง

ความโชคดีหนึ่งของคนในจังหวัดที่อยู่ติดทะเลก็คือเวลาเหนื่อยล้ากับการงาน การเรียน ก็จะมีชายหาดและคลื่นสีครามคอยเยียวยาหัวใจ   ไม่ว่าจะเป็นหลังเลิกงานที่มีพระอาทิตย์ตกริมทะเลให้ดูช่วยฮีลความเหนื่อยล้า หรือในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่อยากเติมพลัง ก็มีสายลมสบายๆ หรือได้ไปเดินเล่นริมหาด ให้ฝ่าเท้าได้สัมผัสกับผืนทราย เรื่องเหล่านี้คือความสุขง่ายๆ ที่หลายคนเลือกทำ 

 

ระยองเองก็เช่นกัน ในฐานะเมืองติดทะเล ก็ทำให้ชายหาดเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางเพื่อมาพักผ่อนหย่อนใจ และหนึ่งในชายหาดที่ผู้คนเลือกมาผ่อนคลายอารมณ์มากที่สุด คือ หาดแสงจันทร์ ที่นับรวมตั้งแต่ปากน้ำระยองบริเวณหาดแหลมเจริญ ผ่านหาดหน้าร้านบารมีหอย ยาวไปเรื่อยๆ จนถึงแยกนางยักษ์ และหาดหน้าคอนโด PMY จวบจนถึงก่อนหาดสุชาดาที่เชื่อมต่อกัน 

ตลอดแนวหาดกว่า 6 กิโลเมตร หากมองจากภาพมุมสูงแบบเหล่านกที่โผบิน ภาพของชายหาดก็จะมีลักษณะเป็นอ่าวรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวเรียงต่อกัน กลายเป็นเอกลักษณ์ของหาดแห่งนี้ที่แปลกตา

แต่หากเรายืนที่ริมหาด ภาพอ่าวจันทร์ครึ่งเสี้ยวที่สวยงาม ก็แปรเปลี่ยนเป็นกองหินขนาดยักษ์ที่กั้นเรากับขอบฟ้าทะเลไว้ ซึ่งถ้าไม่ได้ปีนขึ้นไปยืนบนสันเขื่อนเราก็คงไม่มีทางมองเห็นคลื่นสีครามกับประกายระยิบระยับของแสงแดดเวลากระทบกับพื้นน้ำแบบสุดลูกหูลูกตา หรือท้องฟ้าสีวนิลลาเวลาพระอาทิตย์ตกดินแบบไม่มีอะไรมาขวางกั้น 

ลักษณะชายหาดแบบนี้ได้กลายเป็นภาพชินตาของคนระยอง และเหล่านักท่องเที่ยว จนหลายคนได้หลงลืม หรืออาจจะไม่เคยได้เห็นความสวยงามที่แท้จริงของหาดแสงจันทร์ที่เคยเป็นชายหาดที่มีทรายเต็มผืน และผันเปลี่ยนสัณฐานไปตามพลวัตรของคลื่น ลมและกระแสของน้ำ ไม่ได้เว้าแหว่ง หรือมีพื้นที่หาดทรายเพียงช่วงสั้นๆ เฉพาะหลังแนวเขื่อนกันคลื่นอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ 

แล้วลักษณะอันแปลกประหลาดแบบนี้ของหาดแสงจันทร์เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนไหน หาดดั้งเดิมของหาดแสงจันทร์ จังหวัดระยองเป็นยังไงกันแน่? เราชวนมาหาคำตอบด้วยกันในบทความนี้

หาดแสงจันทร์ของเราไม่เหมือนกัน 

รู้หรือไม่ว่าภาพชายหาดแสงจันทร์ที่เว้าเหมือนพระจันทร์เสี้ยวเล็กๆ ที่มีเขื่อนกันคลื่นหินทิ้งก้อนใหญ่ตลอดแนว หรือภาพหาดแสงจันทร์ที่นักท่องเที่ยวหลายคนบอกว่า ก็สวยแปลกตา มีเอกลักษณ์ไปอีกแบบ แต่ภาพหาดแสงจันทร์ทคนอายุน้อยกว่า 33 ปี เคยเห็นและคุ้นชิน เป็นคนละภาพกับภาพหาดแสงจันทร์ของคนรุ่นพ่อแม่ ปู่ย่าของเรา คำถามคือ แล้วภาพหาดแสงจันทร์ของเรากับหาดแสงจันทร์ของคนรุ่นพ่อแม่ ปู่ย่าเราต่างกันตรงไหน?

ภาพถ่ายนางกนกทิพย์ อุทโย ถ่ายที่ชายหาดทะเลระยอง ราว พ.ศ. 2500 จาก สมุดภาพ เมืองระยอง

หากเรามาหาดแสงจันทร์ในปัจจุบัน จะเห็นสภาพหาดแสงจันทร์มีลักษณะโค้งเว้าเป็นช่วงๆ และจะมีหน้าหาดกว้างเฉพาะช่วงที่อยู่ด้านหลังแนวเขื่อนกันคลื่นพอดีโดยหาดในช่วงนั้นเป็นช่วงเดียวที่หน้าหาดมีระยะกว้างราว  50 – 80 เมตร ในขณะที่ช่วงหาดที่อยู่ระหว่างแนวเขื่อนกันคลื่นเป็นหาดที่สั้นที่สุดโดยมีระยะหน้าหาดกว้างเพียงประมาณ 30 – 40 เมตรเท่านั้นแล้ว 

โดยบริเวณนี้ตั้งแต่อดีตมา อาชีพส่วนใหญ่ของชุมชนใกล้ชายฝั่งก็คือชาวประมง ซึ่งเกิดเป็นชุมชนประมงขึ้นตามมา โดยตลอดระยะหน้าหาดที่ยาวกว่า 6 กิโลเมตร มีกลุ่มประมงพื้นบ้านตั้งอยู่หลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มประมงพื้นบ้านเก้ายอด กลุ่มประมงพื้นบ้านกรอกยาชาที่ทั้งหมดอยู่คู่กับหาดมาแต่ดั้งเดิม 

หรือกลุ่มประมงพื้นบ้านปากน้ำบ้านเราที่เป็นส่วนหนึ่งในชุมชนปากน้ำอันเป็นชุมชนสำคัญที่ตั้งถิ่นฐานมาแต่เดิมและมีชื่อเสียงในการทำน้ำปลา ก็ตั้งอยู่ในบริเวณริมหาดและตามแนวชายฝั่งแม่น้ำระยองไปจนถึงปากแม่น้ำที่ออกสู่ทะเล ซึ่งบางครั้งเราจะได้เห็นเรือประมงน้อยใหญ่ได้บริเวณชายฝั่ง หรือจอดเรียงรายแถวปากแม่น้ำ นอกจากนี้บ้านเรือนของชาวประมงพื้นบ้านส่วนใหญ่จะอยู่ริมฝั่งถนนด้านที่ติดกับแม่น้ำระยอง ส่วนริมถนนฝั่งหาดมักมีการสร้างเป็นเพิงพัก ศาลา หรือขึงสแลนทำหลังคาชั่วคราวเพื่อเป็นจุดเก็บสาวอวน ตากอวน ปลดปลาหรือแกะสัตว์ทะเลอออกจากอวน และจอดเรือเล็ก ไปจนถึงทำปลาทำหมึกเพื่อเตรียมขาย สลับไปกับบางช่วงที่เป็นร้านอาหาร

ชาวประมงในพื้นที่จึงผูกพันกับหาดแสงจันทร์มาอย่างยาวนาน ซึ่งหากย้อนอดีตไปสมัยที่รุ่นพ่อแม่ของเรายังหนุ่มสาว ในช่วงประมาณ 30 ปีก่อน ชาวประมงพื้นบ้านและคนในพื้นที่บอกตรงกันว่า  หาดแสงจันทร์เคยเป็นชายหาดทั่วไปที่มีทรายเต็มผืน โค้งสวยเหมือนก้นกระทะทอดยาวตั้งแต่ปากน้ำระยองไปจนถึงปากคลองน้ำหู (ตากวน)

โดยผืนทรายของหาดแสงจันทร์ที่คนในพื้นที่คุ้นชินเคยเดินเหยียบมีหน้าหาดกว้างไปจนถึงหัวของเขื่อนกันคลื่นเวลาน้ำลงและกว้างกินพื้นที่ถนนริมหาดที่มีอยู่ในปัจจุบัน จนถึงขั้นอาจมีระยะหน้าหาดกว้างกว่า 200 – 400 เมตร และถ้ายิ่งช่วงที่น้ำลงสูงสุดอาจมีระยะหน้ากว้างกว่า 500 เมตร 

ภาพระยองในอดีต ถ่ายโดย Pendleton, Robert Larimore, 1890 – 1957

ครั้งหนึ่ง สุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านผู้จัดการออนไลน์ไว้เมื่อปี พ.ศ. 2554 เกี่ยวกับปัญหาการกัดเซาะชายหาดในพื้นที่หาดแสงจันทร์ไว้ว่า

 “ในอดีตสวยงามมาก หาดทรายขาวสะอาด เป็นจุดขายด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดระยอง แต่ในปัจจุบันหาดแสงจันทร์ ไม่หลงเหลือความสวยงามดังกล่าวแล้ว มีเพียงก้อนหินที่นำมาเรียงต่อๆ กัน ซึ่งถือว่าเป็นการทำลายธรรมชาติอย่างสิ้นเชิง รวมไปถึงส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมชายฝั่งทะเลที่ในอดีตชาวบ้านเคยประกอบอาชีพประมงชายฝั่งก็ไม่สามารถทำได้แล้ว”

และจากคำให้สัมภาษณ์ของ ละม่อม ชาวประมงพื้นบ้านกลุ่มปากน้ำบ้านเรา ยืนยันกับเราอีกเสียงว่า “โอ๊ย! สมัยนั้น ก่อนที่จะมีพายุเกย์ปี พ.ศ. 2532 ชายหาดตรงนี้ราบเรียบ มีความลาดชันต่ำ ไม่หักเป็นตลิ่งลึกเหมือนทุกวันนี้ เวลาน้ำลงลุงเดินไปหาปลาหาหอยหน้าหาดได้เป็น 400 – 500 เมตร สมัยนี้ลงไปนิดเดียวก็ลึกจมแล้ว เคยได้ยินข่าวไหมล่ะ? ที่นักท่องเที่ยวมาจมน้ำตายกันนักต่อนัก เพราะมันเป็นตลิ่ง ไม่ค่อยๆ ไล่ระดับไปเหมือนตอนนั้น ก็เพราะไอ้เขื่อนกันคลื่นเนี่ย” 

ละม่อนเล่าพลางทำมือให้เราดูว่าสันฐานของหาดเปลี่ยนไปจากที่เคยเป็นหาดราบๆ ความลาดชันต่ำกลายไปเป็นหาดที่หักลึกอย่างไร

ส่วนรังสรรค์ อีกหนึ่งชาวประมงพื้นบ้านซึ่งกลับมาจากการเก็บอวนพอดีก็พูดเสริมให้เราฟัง พร้อมชี้มือให้ดูธงสีดำที่อยู่ไกลลิบๆ ที่เกือบขอบน้ำทะเล ว่า ในอดีตเขาเคยปลูกขนำ (หมายถึง กระท่อม หรือเพิงพักของชาวประมง – กองบรรณาธิการ) อยู่ตรงนั้น แนวขนำของเขาเคยมีหน้าหาดที่เดินเล่นได้แต่ปัจจุบันในระนาบเดียวกันกลายเป็นระยะขอบน้ำขึ้นสูงสุดที่คลื่นซัดถึงโดยเฉพาะในช่วงเว้าแหว่งตรงกลางระหว่างเขื่อนกันคลื่นซึ่งเหลือระยะอีกไม่ถึง 40 เมตรก่อนถึงแนวถนน 

และเมื่อเราเดินต่อมาอีกหน่อย ไม่ไกลจากศาลาของกลุ่มปากน้ำบ้านเรา เราก็จะเจอกับที่นั่งใต้ต้นไม้กับเพิงทำปลาหมึกของเจ๊สั้น เจ้าของร้านขายของฝากและอาหารแปรรูปจากทะเลที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับชายหาด เจ๊สั้นเป็นอีกหนึ่งคนที่ช่วยยืนยันว่าในอดีตชายหาดของหาดแสงจันทร์มีระยะกว้างกว่าปัจจุบันมากขนาดไหน โดยเธอเล่าว่า 

“เราเคยตากปลาหมึกแนวยาวระนาบไปกับหาดและมีพื้นที่ตากปลาหมึกแห้งที่จับได้มากกว่านี้” แต่ปัจจุบันเจ๊สั้น ชาวประมงและกลุ่มแปรรูปอาหารทะเลจำเป็นตั้งตากปลาหมึกในแนวตั้งฉากกับชายหาด เพราะหาดทรายช่วงเดียวที่เหลือพอตากปลาหมึกแห้งได้คือช่วงด้านหลังกำแพงกันคลื่น หรือบางรายที่หน้าบ้านไม่ได้อยู่ตรงกับช่วงที่พอมีหน้าหาดก็จำเป็นจะต้องตากปลาหมึกข้างถนนพึงกับผนังบ้านบ้าง ผนังร้านบ้าง เจ๊สั้นยังเล่าเสริมว่าสมัยสาวๆ เธอกับเพื่อนยังเคยถ่ายรูปหน้าหาดที่ยังมีผืนทรายเต็มผืนสวยงามไม่ต่างจากหาดอื่นๆ ในระยอง 

 

นอกจากคำบอกเล่ายืนยันจากคนในพื้นที่แล้วเมื่อเราลองหารูปเก่าๆ มาเปรียบเทียบก็จะเห็นได้ว่าแต่เดิมหาดแสงจันทร์มีลักษณะของชายหาดตามธรรมชาติที่มีผืนทรายนุ่มละเอียดเต็มผืนสวยงามไม่ต่างอะไรกับหาดแม่รำพึง สอดคล้องกับภาพถ่ายทางอากาศจาก Google Earth ที่แสดงให้เห็นว่าในปี ค.ศ. 1985 หาดแสงจันทร์ก็ยังคงมีพื้นทรายเต็มผืนทอดยาว

 

 

ภาพจาก Google Earth ปี พ.ศ. 2528

 

ภาพจาก Google Earth ปี พ.ศ.2553

 

ภาพจาก Google Earth ปี พ.ศ.2568

แต่มากไปกว่าลักษณะชายหาดที่บิดเบี้ยวไปจากธรรมชาติ อีกเรื่องที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ ผลกระทบที่ตามมาซึ่งเปลี่ยนวิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้านไปตลอดกาล เพราะหน้าหาดที่ละม่อมเคยเดินลงไปหาปลาหาหอยก็หายไป หน้าหาดที่เคยเป็นขนำที่พักอาศัยของรังสรรค์ก็ไม่มีอีกแล้ว หรือแม้แต่พื้นที่ตากปลาหมึกแห้งอย่างไม่ต้องกังวลกับควันรถบนถนนของเจ๊สั้นก็เกือบไม่เหลือแล้วเช่นกัน  และนี่เป็นเพียงเคสตัวอย่างของชาวประมงพื้นบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการที่หาดแสงจันทร์ของพวกเขาไม่เหมือนเดิม ยังไม่รวมกลุ่มแปรรูปอาหารทะเลที่มีสมาชิกกว่าร้อยคนและกลุ่มประมงพื้นบ้านตลอดแนวหาดอีกกว่า 10 กลุ่ม 

คำถามที่ตามมาคือ แล้วอะไรทำให้หาดแสงจันทร์ที่เคยทั้งงดงาม อุดมสมบูรณ์เป็นทั้งแหล่งอาหารและแหล่งอาชีพแปรเปลี่ยนไป? 

 

หาดแสงจันทร์ที่ถูกกัดกินจากเขื่อนกันคลื่น

แล้วเขื่อนกันคลื่นมาได้อย่างไร?

แน่นอนว่าการแก้ปัญหานี้เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่รุนแรง โดยงานนี้เริ่มต้นจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ริเริ่มสร้างกำแพงคอนกรีตกันคลื่นขึ้นมาก่อนในราวปี พ.ศ. 2542 บริเวณหาดตากวน ต่อมาตามข้อมูลจากรายงานบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาคลื่นทะเลกัดเซาะชายฝั่งและการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติทาง ทะเลอย่างเป็นระบบ สภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่ 25 ครั้งที่ 2 วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2563) ระบุว่า กรมเจ้าท่าได้เริ่มจัดทำเขื่อนนอกฝั่ง และเขื่อนชิดฝั่ง(กรณีเร่งด่วน) เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งบริเวณหาดแสงจันทร์ จังหวัดระยองอย่างเป็นรูปธรรม ใน พ.ศ. 2543 

โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568 อ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ Beach For Life ระบุว่าหาดแสงจันทร์ได้มีการสร้างโครงสร้างทางวิศวกรรมหลายรูปแบบอันประกอบด้วย เขื่อนกันคลื่นนอกชายฝั่ง 65 ตัว รอดักทรายจำนวน 18 ตัว โดยเป็นรอดักทรายรูปตัว I จำนวน 4 ตัว และรอดักทรายรูปตัว Y จำนวน 14 ตัว นอกจากนั้นจากข้อมูลจากเว็บไซต์ Beach Lover ยังระบุว่า มีการถมทรายชายหาด ตลอดระยะทาง 10.5 กิโลเมตร รวมถึงมีการสร้างเขื่อนกันทรายและคลื่นปากร่องน้ำระยอง (Jetty) ซึ่งทั้งหมดถูกทยอยสร้างขึ้นเรื่อยๆ ด้วย

แต่แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับมาไม่เป็นอย่างที่หวัง เพราะหลักฐานในปัจจุบันหลังจากที่ผ่านไปกว่า 25 ปี ชี้ชัดว่าโครงสร้างทางวิศวกรรมเหล่านั้นไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ซ้ำยังเป็นต้นเหตุทำให้ชายหาดแสงจันทร์มีลักษณะโค้งเว้าผิดแผกไปจากธรรมชาติเดิม และเปลี่ยนชายหาดทะเลเนินพระไปโดยสิ้นเชิง ผืนทรายค่อยๆ หายไป พร้อมกับชายหาดที่กลายเป็นชายหาดลึกหักศอก

ประเมิน สมาชิกกลุ่มอนุรักษ์ฟื้นฟูแม่น้ำระยองและป่าชายเลน และอดีตชาวประมงพื้นบ้านที่เคยนำเรือประมงกว่า 200 ลำ ประท้วงการถมทะเลสร้างท่าเทียบเรือน้ำลึกมาบตาพุดเล่าให้เราฟังว่า 

“เขื่อนกันคลื่นพวกนี้ เขาบอกว่าเอาแบบมาจากญี่ปุ่น ตอนนั้นเราก็แย้งเขาไปแล้วว่า ทิศทางลม กระแสน้ำของญี่ปุ่นกับบ้านเราไม่เหมือนกัน แล้วก็จริงอย่างที่กังวลเพราะเขื่อนกันคลื่นพวกนั้นทำให้ชายหาดแสงจันทร์เป็นอย่างทุกวันนี้”

ในขณะที่ละม่อมก็ให้ข้อมูลไปในทางเดียวกันว่า 

“เริ่มแรกเลยเขามาสร้างเขื่อนกันคลื่นรูปตัว Y แต่มันไม่สำเร็จ ช่วงระหว่างเขื่อนรูปตัว Y โดนน้ำกัดเซาะเข้ามาจนเว้าโค้งเกือบถึงถนน เขาก็เลยมาสร้างเขื่อนรูปตัว I เพิ่มระหว่างเขื่อนรูปตัว Y แต่เขาสร้างกระชั้นหน้าหาดไป มันก็ไม่ได้แก้ปัญหา เพราะหาดช่วงระหว่างเขื่อนรูปตัว Y กับ ตัว I ก็โดนกัดเซาะอยู่ดี ทีนี้เลยยิ่งกลายเป็นหาดเสี้ยวสั้นๆ อย่างที่เห็นเนี่ย” 

จากข้อมูลดังกล่าวพอจะสรุปได้ รอดักทรายรูปตัว Y เองไม่ประสบความสำเร็จ แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีความพยายามที่จะแก้ไขด้วยการสร้างรอดักทรายรูปตัว I เพิ่มเติม แต่การสร้างรอดักทรายรูปตัว I ซึ่งก็มีข้อสงสัยไม่น้อยไปกว่ากัน เมื่อชาวประมงพื้นบ้านหลายคนให้ความเห็นตรงกันว่า การทำรอดักทรายรูปตัว I ควรทำออกห่างจากชายฝั่งในระยะ 500 – 1000 เมตร เพื่อช่วยลดแรงกระแทกจากคลื่นขนาดใหญ่ และทำให้มีพื้นที่ช่วงหน้าหาดและชายทะเลให้ชาวประมงพื้นบ้านสามารถออกเรือหรือใช้ประโยชน์ได้ แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสร้างรอดักทรายรูปตัว I ใกล้ฝั่งมากจนแทบไม่มีประโยชน์ในการช่วยชะลอความแรงของคลื่นขนาดใหญ่ เพราะเมื่อคลื่นใหญ่กระแทกกับตัวหินทิ้งมวลน้ำที่กระฉอกออกสองข้างก็จะซัดเอาทรายออกไปด้วย ซึ่งเรื่องนี้ประเมินตั้งข้อสงสัยว่า 

“ผมสงสัยนะว่าที่เขาไม่ไปทำไกลๆ เพราะ ถ้ายิ่งทำไกลออกจากฝั่งก็ยิ่งลึก ยิ่งลึกก็ยิ่งต้องใช้หินทิ้งมาก ใช้ผ้าใบขนาดใหญ่ ก็ใช้งบประมาณสูงตามไปด้วยหรือเปล่า?” 

รวมทั้งรังสรรค์ ชาวประมงพื้นบ้านที่กลุ่มปากน้ำบ้านเรา ก็ตั้งคำถามในทิศทางเดียวกันว่า  “ทำไมเขาไม่ทำเขื่อนกันคลื่นรูปตัว I ออกไปไกลฝั่งมากกว่านี้ อย่างน้อยออกห่างอีกสัก 300 – 400 เมตรก็ยังดี แบบที่หาดแม่รำพึง หาดแม่รำพึงทำได้ ทำไมเราทำไม่ได้”

ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากการสำรวจของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่พบว่า “สภาพชายฝั่งของหาดแสงจันทร์และหาดทรายทองหลังเขื่อนกันคลื่นในปัจจุบัน มีลักษณะเว้าเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวผิดไปจากสภาพตามธรรมชาติ ถึงแม้ว่าจะมีการก่อสร้างเขื่อนกันคลื่นตลอดแนวชายฝั่งแต่ สิ่งก่อสร้างบนชายฝั่งหลายพื้นที่ยังอยู่ในสภาพพังเสียหาย” 

เช่นเดียวกันกับข้อมูลจากแผนพัฒนาจังหวัดระยอง พ.ศ. 2566 – 2570 (ทบทวนปี 2568) ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าแม้ “ได้มีการแก้ไขโดยเบื้องต้น คือ สร้างเขื่อนหินขนาดเล็กเรียงรายไปตลอดแนวที่กัดเซาะ ซึ่งก็สามารถแก้ไขการกัดเซาะได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ได้ สูญเสียทัศนียภาพและทรัพยากรธรรมชาติของจังหวัดอย่างไม่มีการหวนคืนมาได้”

ปัจจุบันหาดแสงจันทร์จึงกลายเป็นสนามทดลองอันล้มเหลว ที่รวบรวมโครงสร้างทางวิศวกรรมเพื่อแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งไว้ครบถ้วนที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย 

ตลกร้ายที่โครงการเหล่านี้เข้ามาเพื่อแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง และควรช่วยหยุดยั้งผลกระทบ แต่เรื่องนี้กลับกลายเป็นเครื่องซ้ำเติมที่ไม่เพียงแต่ทำลายพื้นที่ชายหาดที่เคยสวยงามแต่ยังบดขยี้ความหวังของชาวประมงพื้นบ้านที่จะได้แหล่งอาหารและอาชีพกลับคืนมาด้วย

 

จุดเริ่มต้นความบิดเบี้ยว

อย่างที่เราเกริ่นไปตอนต้นแล้วว่า การสร้างเขื่อนกันคลื่น รอดักทราย หรือโครงสร้างทางวิศวกรรมอื่นๆ ถูกสร้างขึ้นเพื่อชะลอหรือหยุดยั้งการกัดเซาะชายฝั่งของหาดแสงจันทร์ (ซึ่งไม่ค่อยได้ผล) แต่ถ้าเรามองลึกลงไปอีกหน่อย นั่นคือ แล้วหาดแสงจันทร์เกิดการกัดเซาะได้อย่างไร? 

เราเริ่มต้นอย่างนี้ ตามธรรมชาติของหาดทรายนั้นมีความยืดหยุ่นเคลื่อนไหวได้ตามแรงพัดของกระแสน้ำ สิ่งนี้เป็นคุณสมบัติเฉพาะของระบบนิเวศหาดทรายที่มีฤดูกาลของธรรมชาติ บางครั้งหาดทรายบริเวณนี้อาจจะโดนคลื่นซัดพัดพาไปเติมเต็มบริเวณอื่น แต่ในขณะเดียวกันเมื่อคลื่นลมเปลี่ยนทิศทาง ทรายจากบริเวณอื่นก็จะถูกพัดพากลับมา จนเกิดเป็นสมดุลพลวัตรของทรายทั่วทั้งชายฝั่ง 

ซึ่งธรรมชาติของหาดทรายที่หาดแสงจันทร์นั้น ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ Beach Lover  ระบุว่า ตะกอนทรายในบริเวณทะเลมาบตาพุดมีทิศทางการเคลื่อนตัวขนานไปกับชายฝั่งทะเล (longshore sediment transport) โดยเป็นการเคลื่อนที่สุทธิจากทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก 

นอกจากนั้นชาวประมงพื้นบ้านยังเล่าว่าในปีปีหนึ่งภาคตะวันออกจะมีกระแสลมสลาตันในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคมที่ตะกอนทรายจะถูกพัดพาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปสะสมทางฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือหรือก็คือ ชายหาดฝั่งปากแม่น้ำระยอง ส่วนในช่วงมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่เป็นลมตะเภาซึ่งพัดจาก ทิศตะวันออกเฉียงเหนือไปทิศตะวันตกเฉียงใต้ก็จะพัดพาเอาตะกอนทรายกลับมาสะสมยังชายหาดฝั่งคลองตากวน นี่คือวัฏจักรของชายหาดในเมืองระยองที่ทำให้หาดแสงจันทร์มีหาดทรายกว้าง ไม่ต่างไปจากหาดอื่นๆ ในประเทศ

แต่แล้ววัฎจักรตามสมุทรศาสตร์และสัณฐานชายฝั่งเหล่านี้ก็ต้องหยุดชะงักลง เมื่อภาครัฐมีความคิดริเริ่มที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมบริเวณชายฝั่งตะวันออก ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ การสร้างท่าเรือมาบตาพุดที่ได้เริ่มศึกษาในปี พ.ศ. 2525 และเริ่มการก่อสร้างท่าเรือจนแล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 ก่อนจะมีเรือเข้าเทียบท่าลำแรกเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2535 

การก่อสร้างท่าเทียบเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ อย่างท่าเรือมาบตาพุดถือเป็นโครงสร้างทางวิศวกรรมชายฝั่งทะเลที่จำเป็นต้องมีการขุดลอกร่องน้ำ ถมทะเลพื้นที่ประมาณ 5 ตารางกิโลเมตรหรือประมาณ 6,500 ไร่ และมีการก่อสร้างโครงสร้างยื่นลงไปในทะเลเป็นระยะทางกว่า 3.5 กิโลเมตร 

ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่การก่อสร้างครั้งใหญ่นี้จะไม่ไปรบกวนการพัดพาของตะกอนทราย และส่งผลให้กระแสน้ำชายฝั่ง (longshore current) มีทิศทางเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เพราะหาหกคลื่นเคลื่อนที่ปะทะโครงสร้างก็จะเกิดปรากฏการณ์คลื่นหักเห  (refraction) เลี้ยวเบน (diffraction) และสะท้อน (reflection)  ส่งผลให้ชายฝั่งทางด้านท้ายน้ำ หรือส่วนถัดไปจากโครงสร้างเกิดการกัดเซาะอย่างรุนแรง 

ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งของหาดแสงจันทร์

อ้างอิงข้อมูลรายงานจากสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยรายงานว่า “พื้นที่ด้านตะวันตกของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดหรือบริเวณหาดทรายทองและหาดแสงจันทร์ เกิดการกัดเซาะระยะทางประมาณ 4.7 กิโลเมตร และมีอัตราการกัดเซาะประมาณ 5 – 10 เมตรต่อปี สาเหตุการ กัดเซาะดังกล่าวมาจากการสร้างท่าเรือน้ำลึกยื่นลงไปในทะเล โดยการกัดเซาะ เกิดอย่างรุนแรงและปรากฏชัดภายหลังการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมเสร็จในปี พ.ศ. 2535 ทำให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยต้องสร้างเขื่อนคอนกรีตเพื่อป้องกันการกัดเซาะ แต่การกัดเซาะขยายพื้นที่มากขึ้นปัจจุบันไม่คงสภาพชายหาดให้เห็น” 

ทั้งนี้ได้มีการประมาณการว่าการกัดเซาะดังกล่าวสร้างความสูญเสียกว่า 2,100 ล้านบาท และนำมาซึ่งการทุ่มงบประมาณอีกกว่า 2,000 ล้านบาท ในการก่อสร้างโครงสร้างทางวิศวกรรมต่างๆ ที่ได้กลายมาเป็นเขื่อนกันคลื่น และสารพัดโครงสร้างทางวิศวกรรม ที่ทุกวันนี้ยังไม่สามารถหาเอกสารการออกแบบเขื่อนกันคลื่นของหาดแสงจันทร์ได้ และเป็นอีกครั้งที่ภาครัฐเลือกแก้ปัญหาที่ปลายเหตุหลังจากที่ปล่อยให้ความเสียหายลุกลามไปแล้ว 

จนสุดท้ายผู้ที่แบกรับความเสียหายไม่ใช่ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนา แต่เป็นชาวบ้านในพื้นที่ที่ไม่ได้หวังอะไรมากมายไปกว่า การได้หาเลี้ยงชีพอย่างมั่นคง มีทรัพย์ในกิน สินในน้ำอย่างที่พวกเขาเคยมี  

 

ชีวิตที่ถูกกลืนหายไปหลังเขื่อนกันคลื่น

ท่ามกลางแสงยามบ่าย เบื้องหน้าน้ำสีฟ้าใสสะท้อนแดด ตัดกับท้องฟ้าสีครามสดในวันที่อากาศดี ในระหว่างที่หลายๆ คนอาจกำลังนั่งชิลในพื้นที่หน้าหาดจิ๋วๆ หรือเดินทอดน่องเตะทรายเอนจอยกับชีวิตได้แม้ไม่ต้องมีพื้นที่หาดมากมาย หรือหลายคนๆ ที่อาจจะกำลังดีใจที่ได้ปีนขึ้นไปเล่นบนเขื่อนกันคลื่นราวกับได้พิชิตการผจญภัยใหญ่

และในยามที่มีเรือจำนวนมหาศาลวนเวียนเข้ามาเทียบท่าที่ท่าเรือมาบตาพุด ทำให้บริษัทและโรงงานต่างๆ ในนิคมอุตสาหกรรมเติบโตอย่างรวดเร็ว ยังผลให้จังหวัดระยองกลายเป็นจังหวัดที่มี GDP สูงเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ จนถึงขั้นที่มีคนนิยามว่าจังหวัดระยองเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย 

แต่ในมุมๆ หนึ่งของหาดแสงจันทร์ ชาวประมงพื้นบ้านหลายร้อยหลายพันชีวิตกำลังต่อสู้เพื่อดำรงชีวิตอย่างเต็มกำลัง และกำลังส่งเสียงขอความช่วยเหลืออย่างสุดเสียง ชาวประมงหลายคนยอมรับว่าตนเองคิดถึงหาดแสงจันทร์ที่ไม่เว้าแหว่ง คิดถึงหาดแสงจันทร์ที่แค่เดินลงไปหน้าหาดก็สามารถหาอาหาร หารายได้ได้เลย รังสรรค์คือหนึ่งในเสียงเหล่านั้น ซึ่งเขาบอกกับเราว่า 

ภาพถ่ายครอบครัวธัญญพงศ์ ทำกิจการประมงที่ชุมชนปากน้ำระยอง ถ่ายเมื่อ พ.ศ. 2494 จาก สมุดภาพ เมืองระยอง

“ถามว่าคิดถึงไหม? เราก็คิดถึงหาดเก่าของเรา เพราะว่าพวกสัตว์ทะเลที่เราหากินมันเยอะมาก เมื่อก่อนครึ่งวัน 5000 – 6000 เราก็หาได้ ทุกวันนี้ก็ต้องเปลี่ยนไปรับจ้างรายวัน วันละ 300 บาท แทน แต่ก็ต้องอยู่ให้ได้” 

รังสรรค์เลยหวังว่าอยากให้อย่างน้อยๆ ให้ภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขหรือขยับเขื่อนกันคลื่นออกไปหน่อยให้มีพื้นที่หน้าหาดเพิ่ม หรือถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงก็ช่วยเอาทรายมาถมหน้าหาดเพิ่มก็ได้

ส่วนละม่อมเขาฝันไปไกลกว่านั้น ละม่อมบอกกับเราว่า เขาอยากทำโครงการขอคืนชายหาด “เพราะว่าเสียดายธรรมชาติเก่า แล้วถ้ามันถมได้ กั้นได้ ก็ต้องรื้อได้ ถ้ารวมกันทั้งจังหวัดเราก็ขอคืนชายหาดได้” 

ปัจจุบันโครงการท่าเรือน้ำลึกมาบตาพุด กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้างระยะที่ 3 ซึ่งเป็นการถมทะเลขยายพื้นที่ท่าเรือออกไปอีกครั้งในจำนวนอีก 1,000 ไร่  โดยภาครัฐไม่ได้เรียนรู้เลยว่า โครงการถมทะเลที่ภาครัฐอ้างว่าทำเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ

 

กำลังทอดทิ้งและหลงลืมชาวประมงและคนระยองไป 


อ้างอิง
ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ ละม่อม บุญยงค์ กลุ่มปากน้ำบ้านเรา, รังสรรค์ กลุ่มปากน้ำบ้านเรา, ประเมิน สุขวารี กลุ่มอนุรักษ์ฟื้นฟูแม่น้ำระยองและป่าชายเลน, นรีรัตน์ ผาติเสนะ รองประธานชุมชนปากน้ำ 2 
ข้อมูลจากรายงานบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาคลื่นทะเลกัดเซาะชายฝั่งและการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติทาง ทะเลอย่างเป็นระบบ สภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่ 25 ครั้งที่ 2 วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2563 จาก ดร.สมนึก จงมีวศิน นักวิชาการ/นักวิจัยชุมชน แห่งกลุ่มศึกษาการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก
ท่าเรือน้ำลึกมาบตาพุดกับการเปลี่ยนแปลงชายฝั่ง
นิคมอุตสาหกรรม: อนาคตที่หลีกหนีไม่ได้ของระยอง
วิเคราะห์ประเด็นปัญหาสาคัญ ( Critical Issue: CI) ของจังหวัดระยองด้านสิ่งแวดล้อม(การกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่ง)
แฉโครงการรัฐทำทัศนียภาพทางทะเล ตอ.เสียหายยับ
หาดสุชาดา แสงจันทร์ ปากน้ำระยอง
ประชาสัมพันธ์กระทรวงคมนาคม ฉบับที่ 733/2563
ฐานข้อมูลความรู้ทางทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันออก
แผนพัฒนาจังหวัดระยอง พ.ศ. 2566 – 2570 (ทบทวน 2568)
ฝั่ง . หาด . ชายฝั่ง . ชายหาด ต่างกันยังไง
สมุดภาพเมืองระยอง
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR