‘บางปะกง’ พื้นที่ปากแม่น้ำที่เคยมีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นป่าชายเลนที่แผ่ขยายอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำ ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน รวมถึงเต็มไปด้วยพันธุ์ปลาสำหรับการประมง และน้ำที่เหมาะสมกับการเกษตร ทั้งยังมีการพบโลมาอิรวดีในพื้นที่แห่งนี้นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2549
เดิมทีผู้คนในบางปะกงแห่งนี้ดำรงชีพด้วยกสิกรรมและการประมง ก่อนที่ความเจริญจะแผ่ขยายทำให้กลายเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม เนื่องด้วยการดำรงอยู่ใกล้กับปากแม่น้ำทำให้ทั้งการขนส่งสินค้าในทางเรือสะดวกสบาย ทั้งยังสามารถดึงน้ำมาใช้ในกระบวนการการผลิต รวมไปถึงการระบายน้ำได้อย่างง่ายดาย
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คุณภาพน้ำของบางปะกงลดน้อยถอยลงจากกิจกรรมของมนุษย์และภาวะโลกรวน ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียที่ไหลมาจากทางต้นน้ำซึ่งอาจเป็นได้ทั้งผลพวงของอุตสาหกรรม และการใช้ชีวิตทั่วไปของมนุษย์ตลอดลำน้ำ
ทั้งนี้การเกิดขึ้นของพื้นที่อุตสาหกรรมในบางปะกงมาพร้อมกับปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเลี่ยงไม่ได้ อาทิ การรั่วไหลของสารเคมี ซึ่งปรากฏอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบปล่อยน้ำเสีย ไปจนถึงการตั้งโรงงานขยะพิษที่ผุดขึ้นในฉะเชิงเทราหลัง คสช. ที่นำโดยรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ออกคำสั่ง 4/2559 ซึ่งปลดล็อคการสร้างโรงงานในหลายพื้นที่ ทำให้กลไกป้องกันทางกฎหมายลดน้อยถอยลง
โดยในช่วงปี พ.ศ.2561 พบว่ามีโรงจัดการขยะได้รับอนุญาตให้ประกอบการในฉะเชิงเทราหลังคำสั่ง 4/2559 จำนวน 82 โรงงาน แบ่งเป็น โรงงานประเภทคัดแยก/ฝังกลบ จำนวน 42 โรงงานประเภทรีไซเคิลจำนวน 37 โรง และโรงงานที่จดทะเบียนทั้ง 2 ประเภทอีก 3 โรง
ยิ่งไปกว่านั้นการเกิดขึ้นของโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC ในปี พ.ศ. 2561 ยังสร้างความเสี่ยงที่จะนำพาปัญหาใหม่สู่พื้นที่ปากแม่น้ำแห่งนี้ ผ่านคำสั่งของ คสช. ที่งดเว้นการจัดทำรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในการจัดทำอุตสาหกรรมในบางปะกง ทั้งยังเปลี่ยนสีผังเมืองจากพื้นที่การเกษตรไปสู่พื้นที่อุตสาหกรรม เปิดช่องให้นายทุนกว้านซื้อที่ดินทางการเกษตรและเปลี่ยนพื้นที่ที่เคยอุดมสมบูรณ์และยังคงหลงเหลือให้กลายสภาพไปสู่พื้นที่อุตสาหกรรม
ซึ่งเมื่อผสมเข้ากับการงดเว้นการจัดทำรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สิ่งที่ตามมาคือการซุกซ่อนปัญหาและการขาดการตรวจสอบในเรื่องมาตรฐานต่างๆ และอาจก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมโดยรอบ ไม่ใช่เพียงบนผืนดินที่อุตสาหกรรมใดๆ ดำรงอยู่

น้ำมา-ปลาตาย
ในอดีตแม่น้ำบางปะกงขึ้นชื่อเรื่องการเพาะเลี้ยงปลากะพงในแม่น้ำ ผ่านการทำกระชังปลา หรือการปักแนวไม้ไผ่พร้อมล้อมอวนหลายชั้นเป็นกรงปลาในแม่น้ำ อาศัยความเป็นน้ำที่มีการไหลเวียนตลอดเวลาทำให้ปลาอยู่ได้
แต่ปัจจุบันอาชีพนี้เลือนหายไปจนเกือบหมดจากสภาพน้ำที่เปลี่ยนแปลงไป ค่าคุณภาพน้ำตกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัดจนกระชังที่เต็มไปด้วยปลา เหลือเพียงซากกระชังและ “หนี้” จากการลงทุน แนวไม้ไผ่ที่เหลือกลางแม่น้ำเหลือเพียงกระชังร้าง และแนวไม้ไผ่เตี้ยๆ ที่ถูกปักไว้สำหรับการตกปลาเท่านั้น

สภาพน้ำเสียที่เกิดขึ้นในแม่น้ำบางปะกงนั้น เป็นสิ่งที่จับมือใครดมยาก ไม่ว่าจะเป็นการลับลอบปล่อยน้ำเสียของอุตสาหกรรม การที่เครื่องบำบัดน้ำไม่ได้มาตรฐาน ไปจนถึงการระบายน้ำจากบ้านเรือนและชีวิตประจำวันที่ไหลผ่านมาจากจังหวัดสู่จังหวัด ทั้งหมดล้วนส่งผลโดยตรง กล่าวคือน้ำเสียจากต้นทางมากองและก่อผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติปลายทางที่ปากแม่น้ำ
เมื่อตรวจค่าคุณภาพน้ำย้อนหลังในบริเวณปากแม่น้ำบางปะกง พบว่า หน่วยงานเดียวที่มีการจัดทำข้อมูลคุณภาพน้ำคือกรมควบคุมมลพิษนั้น กลับไม่มีข้อมูลในบริเวณปากแม่น้ำบางปะกง หรือบริเวณสะพานเทพหัสดินเนื่องจากเครื่องตรวจวัดชำรุดและไม่ได้เปิดใช้ ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังใดๆ ได้เลย
เมื่อตรวจสอบจากแหล่งข้อมูลอื่นพบเพียงข้อมูลจากศูนย์นวัตกรรมสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ จังหวัดฉะเชิงเทรา (ENIC) ที่มีข้อมูลการตรวจวัดคุณภาพน้ำเพียงในวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ.2567 เท่านั้น ซึ่งข้อมูลระบุว่าค่าคุณภาพน้ำในพื้นที่ปากแม่น้ำบางปะกงก่อนออกสู่ทะเลมีปริมาณออกซิเจนในน้ำอยู่ที่ 0.2 มิลลิกรัมต่อลิตร หรือเป็นน้ำเสียโดยสมบูรณ์ และอยู่ในสภาวะวิกฤต
โดยข้อมูลจากกรมประมงระบุว่าน้ำในธรรมชาติทั่วไปปกติจะมีปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ (Dissolved Oxygen: DO) อยู่ที่ประมาณ 5-7 มิลลิกรัมต่อลิตร มาตรฐานน้ำที่มีคุณภาพดี จะมีค่าอยู่ที่ 5 – 8 มิลลิกรัมต่อลิตร และน้ำเสียจะมีค่าต่ำกว่า 3 มิลลิกรัมต่อลิตร
ทั้งนี้เมื่อทำการตรวจสอบค่าคุณภาพน้ำจากเครื่องที่ยังใช้การได้ของกรมควบคุมมลพิษซึ่งอยู่เหนือขึ้นไปบริเวณวัดสายชล ห่างจากพื้นที่ของเครื่องตรวจวัดบริเวณสะพานเทพหัสดินหรือเครื่องตรวจวัดบริเวณปากแม่น้ำที่เสียหายไปทางทิศเหนืออีกกว่า 30-40 กม. พบว่าข้อมูลคุณภาพน้ำสอดคล้องกับข้อมูลของศูนย์นวัตกรรมสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ จังหวัดฉะเชิงเทรา (ENIC) อย่างมีนัยสำคัญ
โดยช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม พ.ศ.2567 ค่าออกซิเจนในน้ำลดต่ำลงจนอยู่ในสถานะน้ำเสีย ไล่ระดับมานับตั้งแต่ค่าออกซิเจนต่ำกว่า 3 มิลลิกรัมต่อลิตร ในช่วงวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ.2567 และลดต่ำลงจนเหลือ 1 มิลลิกรัมต่อลิตร ในช่วงวันที่ 2-11 สิงหาคม พ.ศ.2567 ก่อนที่ ค่าออกซิเจนจะกลับไปสู่ 4 มิลลิกรัมต่อลิตร ในเวลา 16.00 น. ของวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ.2567
จากค่าออกซิเจนในตอนปลายแม่น้ำบางปะกง อาจพอทำให้เห็นภาพได้ว่า “น้ำเสีย” ไม่ใช่สิ่งที่ชาวบางปะกงคิดไปเอง แต่กลับมีค่าทางวิทยาศาสตร์ระบุอย่างชัดเจนถึงปรากฎการณ์ดังกล่าว และจากกรณีที่ยกมาในช่วงปี พ.ศ.2567 อาจพออนุมานได้ว่าค่าน้ำเสียรุนแรงนี้มีลักษณะเป็น “ช่วงเวลา” ซึ่งอาจสอดคล้องกับกิจกรรมใดๆ ของมนุษย์หรือฤดูกาลที่ทำให้ออกซิเจนในน้ำลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาดังกล่าว

ชีวิตที่ต้องพึ่งพิงลำน้ำ
ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ ทำให้คนในพื้นที่เขาดินโดยมากเป็นเกษตรกร ปลูกข้าวแบบนาปี เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง และทำนาขาวัง โดยนาขาวังนี้คือ ภูมิปัญญาที่เป็นเอกลักษณ์ของตำบลเขาดิน เป็นการทำคูน้ำรอบแปลงนาที่เชื่อมกับแม่น้ำลำคลอง สามารถถ่ายน้ำเข้าออกได้ง่าย เดิมจะเป็นการเปิดน้ำรับสัตว์น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ก่อนจะพัฒนาเป็นการเปิดรับน้ำแล้วปล่อยปูทะเล ปล่อยกุ้ง ไปจนถึงปลากะพงลงในร่องน้ำรอบนาข้าว มักจะทำในช่วงปลายฤดูฝนจนถึงเดือนพฤษภาคม ที่ปลูกข้าวนาปีไม่ได้ ทั้งยังเป็นช่วงที่น้ำเค็มหนุนเข้ามาถึงพื้นที่เขาดิน ทำให้น้ำมีความเค็มมากเพียงพอจะเลี้ยงปลากะพงและปูทะเลได้ นับเป็นการใช้พื้นที่ในการทำกินให้เกิดประโยชน์สูงสุดตลอดทั้งปี
ทว่า 3-4 ปีที่ผ่านมา พื้นที่เขาดินเริ่มเกิดผลกระทบต่อคุณภาพน้ำอย่างรุนแรง ทั้งน้ำเสียและน้ำเน่า สัตว์น้ำที่เพาะเลี้ยงไว้ตายเป็นจำนวนมาก เนื่องจากนาขาววังต้องอาศัยน้ำจากแม่น้ำลำคลอง ทำให้คนในชุมชนหลายรายตกอยู่ในสภาวะ “เจ๊ง” จนต้องเลิกทำนาขาววัง ทำได้เพียงนาข้าว ซึ่งเป็นนาปีเท่านั้น
“กุ้ง หอย ปู ปลา ต้องการน้ำที่ดี ถ้าค่าออกซิเจนดร็อปก็ตาย คือช่วงที่ผ่านมาคนเลิกทำไปเยอะ เจ๊ง ทำต่อก็ไม่ไหว ต้องไปทำอย่างอื่น”

ปรากฎการณ์ที่ไต๋น้องบอกเล่า สะท้อนให้เห็นความเกี่ยวโยงของพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำและดินที่ล้วนแต่เป็นทรัพยากรผืนเดียวกัน ความเสื่อมโทรมของธรรมชาติส่งผลกระทบเป็นทอดๆ จากดินสู่น้ำ จากน้ำสู่ดิน และเมื่อผู้คนในพื้นที่บางปะกงหากินกับน้ำ หากน้ำมีปัญหา ทุกอย่างก็มีปัญหา และแม้มีป่าชายเลนที่เป็นตัวกรองตามธรรมชาติอยู่ในพื้นที่ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่เพียงพอต่อน้ำเสียที่ท่วมท้นมาจากต้นน้ำ
ปัญหาของน้ำเสียในพื้นที่ ยังถูกซ้ำเติมจากป่าชายเลนที่ลดปริมาณลงหลังการปรับผังเมือง และการออกคำสั่ง 4/2559 ของ คสช. ที่นำโดยรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำให้เกิดการหลั่งไหลเข้ามาของโรงงานอุตสาหกรรม และการแปรรูปที่ดินจำนวนมาก โดยเฉพาะในตำบลเขาดินที่ผังเมืองเดิมเป็นพื้นที่สีเขียวหรือพื้นที่การเกษตรได้กลายร่างเป็นพื้นที่สีม่วงหรือพื้นที่อุตสาหกรรม ผ่านการประกาศผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน และแผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2562 ซึ่งอนุมัติให้เกิดการกว้านซื้อที่ดินและเปลี่ยนพื้นที่ไปสู่การใช้ประโยชน์ที่หักร้างถางพงพื้นที่ป่าจาก ที่เป็นทั้งป่าชายเลนที่สำคัญต่อระบบนิเวศให้กลับกลายมาเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม
ฟื้นฟูป่าชายเลน-ฟื้นฟูธรรมชาติ
ผู้ใหญ่มลิสุวรรณ พิสุทธิธัญรักษ์ ประธานชุมชนบ้านบน ตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เดินไปตามสะพานไม้ที่ทอดยาวรอบป่าชายเลนของชุมชนบ้านบนเนื้อที่ 11 ไร่ โดยสะพานไม้นี้เป็นผลพวงจากความพยายามอย่างหนักของเธอที่ได้รับการสนับสนุนจากชุมชน ที่มีเป้าหมายในการการสร้างพื้นที่ให้กลายเป็นป่าชายเลนอนุรักษ์ เป็นแหล่งเรียนรู้ให้บุคคลภายนอก ตลอดจนเป็นเขตอภัยทาน สำหรับอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน เพื่อให้พื้นที่รอบๆ ยังมีสัตว์น้ำให้ผู้คนได้จับขายดำรงชีพ
ปัญหาเรื่องความเสื่อมโทรมของแหล่งน้ำไม่ได้เพิ่งเริ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่คือผลพวงต่อเนื่องยาวนานจากการพัฒนาของอุตสาหกรรมไปจนถึงการบริหารจัดการแหล่งน้ำและขยะของประเทศไทย ปัญหาเหล่านี้สามารถไล่เรียงย้อนหลังไปได้นานหลายสิบปี ท่ามกลางความเสื่อมสลายผู้คนจำนวนมากในหลายพื้นที่พยายามปกป้องธรรมชาติในชุมชนของพวกเขา เพราะเล็งเห็นว่าวิถีชีวิตของพวกเขาขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ

มลิสุวรรณได้เริ่มแนวทางการจัดการป่าชายเลนในพื้นที่ชุมชนเนื้อที่ 11 ไร่ ที่แผ่ขยายอยู่หลังวัดคงคารามในช่วงปี พ.ศ.2549 เนื่องจากเห็นว่าโลมาที่เคยว่ายผ่านไปมาหายไปและป่าชายเลนที่เริ่มเสื่อมโทรม ตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 เห็นได้ชัดผ่านต้นโกงกางหลายต้นที่ใบแห้งจนร่วงหมดต้น ก่อนจะยืนต้นตาย รวมไปถึงเจอปัญหาขยะมูลฝอย ที่ถูกพัดมากับกระแสน้ำกองหมักหมมเต็มพื้นที่ป่าชายเลน เธอจึงระดมคนในชุมชนตลอดจนชุมชนใกล้เคียงมาช่วยกันเก็บขยะ ก่อนที่โครงการจะพัฒนาตามกาลเวลา มีการสร้างสะพานไม้ ไปจนถึงการสร้างบ้านปลา-บ้านปู ด้วยการนำไม้ไผ่มาปักลงบนเลน ล้อมรอบด้วยแหตาใหญ่ กองไม้รวมตรงกลางให้เป็นอาหารและที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำวัยอ่อนอย่างลูกปู และปลา
ปัจจุบันโครงการฟื้นฟูป่าชายเลนของมลิสุวรรณถูกเรียกว่าโครงการ “บ้านปลาและธนาคารปู” โดยได้รับเงินสนับสนุนบางส่วนจากบริษัทเอกชนที่ต้องการทำ CSR (Corporate Social Responsibility) รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐ แต่ที่ขาดไม่ได้คือการร่วมแรงร่วมใจของคนในชุมชน ทั้งนี้สถานะของโครงการ “บ้านปลาและธนาคารปู” ในชุมชนบ้านบน คือพื้นที่อภัยทานหลังวัดคงคารามที่มีไว้ให้สัตว์น้ำวัยอ่อนได้เติบโตกลายเป็นสัตว์น้ำตัวเต็มวัยที่ชุมชนวางข้อกำหนดไว้ให้สามารถจับได้เฉพาะในพื้นที่ข้างเคียงเท่านั้น เพื่อเว้นที่ให้สัตว์น้ำเหล่านี้ได้เติบโต
อย่างไรก็ตาม การเข้ามาสนับสนุนของเงินทุนจากภาคเอกชน ผ่าน CSR (Corporate Social Responsibility) หรือการทำกิจกรรมความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัทเอกชนในประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมนั้น ก็เป็นเรื่องที่ต้องตั้งข้อคำถามต่อว่าสามารถช่วยเหลือการฟื้นฟู หรืออนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ยั่งยืนเพียงใด

นิรันดร์ นิรันดร์นุต ผู้จัดการความริเริ่มทางการเงินเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ (BIOFIN) โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNDP Thailand) อธิบายว่า การทำโครงการ CSR ของภาคเอกชนต่อประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมนั้น เป็นเรื่องที่ดีในการนำเม็ดเงินมาแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่จะทำอย่างไรให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดโดยไม่สร้างปัญหาเพิ่ม เช่น การปลูกพืชพันธุ์ที่เป็นเอเลียนสปีชีส์ที่อาจทำลายระบบนิเวศท้องถิ่น ไปจนถึงการสร้างฝาย ที่สร้างผลดีมากกว่าผลเสีย และนำไปสู่การต้องใช้ทุนเพิ่มในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่
ดังนั้นการทำ CSR ที่เหมาะควรคือการเริ่มจากการหาข้อมูลทางระบบนิเวศของพื้นที่ที่ต้องการจัดการในทางวิชาการ และประสานกับส่วนราชการด้านสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงชุมชนในพื้นที่ซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกับทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ ซึ่งนิรันดร์ให้ความเห็นว่า การร่วมมือกันระหว่างภาคส่วนต่างๆ ได้แก่ ชุมชน ภาครัฐ วิชาการด้านสิ่งแวดล้อม และภาคเอกชนที่ต้องการทำโครงการ CSR ต้องมีการประสานงานและวางข้อตกลงที่ดี
นับตั้งแต่การมีเวทีแลกเปลี่ยนให้เกิดบทสนทนาร่วมกัน ที่จะนำไปสู่ข้อตกลงร่วมในการดูแลธรรมชาติในระยะยาว เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชนที่ได้ดำเนินโครงการตามเป้าหมาย ชุมชนในพื้นที่ได้แหล่งทำกินผ่านการฟื้นฟูธรรมชาติ และภาครัฐรวมถึงภาควิชาการด้านสิ่งแวดล้อมได้ฟื้นฟูระบบนิเวศในประเทศตามพันธกิจของหน่วยงาน เป็นต้น
นิรันดร์มองว่าโครงการ CSR ที่ดี ไม่ใช่โครงการที่ให้แล้วจบไป แต่คือโครงการที่มองการจัดการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมร่วมกับทุกภาคส่วนในระยะยาว เพราะการรักษาและฟื้นฟูธรรมชาติไม่สามารถทำได้ทันทีทันใด ผ่านการมีส่วนร่วมในการออกแบบโครงการของชุมชนในพื้นที่ และนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้าใจพื้นที่นั้นๆ
“มันไม่ใช่การปลูกต้นไม้แล้วขึ้นเลย ต้องใช้เวลา 10 ปี 20 ปี ดังนั้นเราต้องเปลี่ยนมุมมองประเด็นนี้ ไม่ใช่ทำโครงการแล้วเห็นผลจับต้องได้เลย แต่โครงการที่ดีต้องสร้างข้อตกลงร่วมที่ดี เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ประโยชน์ไปพร้อมๆ กับการฟื้นฟูธรรมชาติ”
นอกจากนี้ นิรันดร์ยังเสนอแนวทางผ่านกลไกเชิงนโยบายให้โครงการการ CSR ไม่ได้เป็นไปโดยฉาบฉวย เหมือนให้เงินมาแล้วจบไป แต่ต้องเป็นการดูแลและฟื้นฟูธรรมชาติในระยะยาว ผ่านการใช้ระบบภาษีและกฎหมายกำกับ เช่น การวางกลไกทางกฎหมายให้ภาคอุตสาหกรรมใกล้แหล่งน้ำต้องฟื้นฟูพื้นที่ผ่านโครงการ CSR ระยะยาวที่ได้รับการยอมรับทั้งในแง่ของวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและการยอมรับจากชุมชนในพื้นที่
หรือแม้แต่การผูกรวมภาษีที่ดินร่วมกับการสร้างระบบนิเวศ ไม่ใช่เพียงพืชเศรษฐกิจทั่วไป อย่าง กล้วย แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศบนที่ดินในระยะยาวแล้วใช้ลดหย่อนภาษี ซึ่งการสร้างกลไกเหล่านี้ภาครัฐจำต้องสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลังในด้านภาษี กรมควบคุมมลพิษในด้านวิชาการและการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

การล่มสลายของป่าชายเลน-การล่มสลายของธรรมชาติ
การพยายามฟื้นฟูป่าชายเลน อาจกล่าวได้ว่าเป็นการพยายามสร้างเกราะป้องกันการล่มสลายของระบบนิเวศในพื้นที่บางปะกง เนื่องจากสถานะของป่าชายเลนที่เป็นดังตัวกรองสิ่งปฏิกูล ขยะ และดูดซับสารมลพิษที่ไหลปะปนกับน้ำไม่ให้ลงสู่ทะเล รวมไปถึงยังเป็นที่อนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน ให้สามารถเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ ก่อนจะกลายเป็นสัตว์น้ำโตเต็มวัยออกไปสู่พื้นที่อื่นในธรรมชาติ นอกจากนี้ป่าชายเลนยังเป็นระบบนิเวศสำคัญในการดูดซับคาร์บอน มีอัตราการกักเก็บที่รวดเร็วในระยะยาว แม้จะป่าชายเลนจะอัตราส่วนเพียง 0.5% ของพื้นที่ชายฝั่งทั่วโลก แต่กลับสามารถกักเก็บคาร์บอนได้ถึง 5% ของปริมาณคาร์บอนมวลรวมของโลก
แต่ความพยายามนี้จะส่งผลต่อภาพรวมของพื้นที่บางปะกงได้เพียงใดยังเป็นสิ่งที่ผู้คนต้องเร่งให้ความสำคัญ เนื่องจากป่าชายเลนในภาพรวมเองก็ยังลดลงตลอดมาผ่านข้ออ้างในการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และการลดจำนวนลงของป่าชายเลนเปรียบได้กับการลดลงของ “เครื่องมือ” ฟื้นฟูตัวเองของธรรมชาติ ที่เป็นทั้งเหตุ และผลของปัญหาที่กระทบไปยังวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ เช่น น้ำเสียต่อการเลี้ยงสัตว์น้ำในตำบลเขาดิน ไปจนถึงอาชีพเพาะเลี้ยงปลากะพงริมฝั่งแม่น้ำ
การสูญสลายของป่าชายเลนตลอดแนวแม่น้ำบางปะกงแม้จะไม่ได้เกิดขึ้นแบบปัจจุบันทันด่วน แต่ล้วนเกิดขึ้นผ่านการพัฒนาเชิงเศรษฐกิจอย่างสม่ำเสมอ ก่อนที่จะมีการเปิดช่องขนานใหญ่ในช่วงปี พ.ศ.2559 และ พ.ศ.2561 ผ่านคำสั่ง 4/2559 และการมาถึงของโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC

ทว่าการมองเห็นเพียง 2 ประเด็นดังกล่าวว่าเป็นต้นตอเพียงหนึ่งเดียวของปัญหาก็อาจไม่ถูกนัก เพราะแท้จริงทุกภาคส่วนล้วนเกี่ยวโยงกัน การพัฒนาที่ไร้การควบคุม การละเลยการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งไม่ใช่เพียงในพื้นที่บางปะกง แต่โยงใยไปทั่วทั้งประเทศ เนื่องจากผืนดินและผืนน้ำย่อมเชื่อมโยงถึงกัน ปัญหาในพื้นที่หนึ่งย่อมขยายตัวสู่ปัญหาในอีกพื้นที่หนึ่ง
อีกปัญหาขนาดใหญ่ของป่าชายเลนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากครัวเรือนและชีวิตประจำวันของมนุษย์ คือขยะจำนวนมากที่ย่อยสลายได้ยากและส่วนมากเป็นขยะพลาสติก ขยะพลาสติกเหล่านี้เป็นต้นกำเนิดของ “ไมโครพลาสติก” หรืออนุภาคพลาสติกขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร เกิดขึ้นผ่านการย่อยสลายขยะพลาสติกจากการทำปฏิกิริยากับลมและแสงแดด
โดยไมโครพลาสติกส่งผลต่อป่าชายเลนในระยะยาว เนื่องจากไมโครพลาสติกเหล่านี้ รบกวนการดูดซับแร่ธาตุและออกซิเจนของป่าชายเลน ลดศักยภาพการเติบโตและการแปรสภาพคาร์บอนของป่าชายเลน ทั้งสะสมตกค้างต่อเนื่องและแฝงเร้นเข้าไปในสัตว์น้ำวัยอ่อนผ่านการกิน
โดยไมโครพลาสติกนี้จะย้อนกลับมาส่งผลกระทบโดยตรงกับมนุษย์ ผ่านการบริโภคทั้งสัตว์ทะเลและน้ำ เนื่องจากเมื่อไมโครพลาสติกละลายสู่ทะเลและแหล่งน้ำตามธรรมชาติ สัตว์ทะเลอาจกินไมโครพลาสติกเข้าไปและสะสมอยู่ในตัว ทั้งนี้ไมโครพลาสติกยังเป็นตัวกลางนำสารพิษ ผ่านคุณสมบัติที่ดูดซับและอุ้มน้ำ ทำให้สามารถเก็บเอาสารพิษ ที่อาจปนเปื้อนในน้ำเข้าไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อไมโครพลาสติกกลับคืนสู่มนุษย์ ผลกระทบทางร่างกายที่ใหญ่หลวงก็ตามมา เช่น การเข้าสู่กระแสเลือด ส่งผลต่อความผิดปกติทางพันธุกรรมในระดับเซลล์ เป็นต้น

นอกจากปัญหาที่เข้าสู่ร่างกายมนุษย์โดยตรงแล้ว การที่ไมโครพลาสติกรบกวนและลดศักยภาพการเติบโตของป่าชายเลนยังส่งผลกระทบต่อภาพรวมของธรรมชาติ เนื่องจากป่าชายเลนเป็นแหล่งผลิตออกซิเจนและดูดซับคาร์บอนที่สำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาวะโลกรวน-โลกร้อน ที่เป็นปัญหาใหญ่ของโลกในปัจจุบัน จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอย่างสุดขั้ว ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไปจนถึงการล่มสลายของระบบนิเวศ
กล่าวคือ การเสื่อมสลายของป่าชายเลนมีแนวโน้มส่งผลต่อเนื่องสู่นิเวศรวมของประเทศไทย และอาจนำไปสู่การสูญสลายทางธรรมชาติในพื้นที่อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง การลดจำนวนลงของสัตว์น้ำในทะเล สภาวะโลกรวน-โลกร้อน หลังสารเคมีและน้ำเสียไม่ได้รับการบำบัดทั้งจากระบบของมนุษย์และระบบธรรมชาติ รวมทั้งขยะพลาสติก ทั้งหมดทั้งมวลล้วนโยงใยถึงกัน และอาจขยายใหญ่เป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าได้ในอนาคต
หากยังเกิดการปล่อยปะละเลยการควบคุมการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ


