ลองนึกถึงภาพว่าวันหนึ่ง หากมนุษย์ไม่มีแหล่งอาหารเลี้ยงคนทั้งโลกอีกต่อไป แถมยังต้องหนีหัวซุกหัวซุนจากอันตรายที่ทำให้ร่างกายบาดเจ็บไปพร้อมกัน คุณคิดว่าเรื่องนี้มันน่ากลัวแค่ไหน?
นี่คือสิ่งที่ ‘พะยูนไทย’ กำลังต้องพบเจอ กับสถานการณ์ที่แหล่งอาหาร แถมภัยคุกคามจากมนุษย์รุนแรงขึ้นทุกวัน
ช่วงสองเดือนที่ผ่านมาตั้งแต่เดือนตุลาคม คาบเกี่ยวมาจนถึงเดือนพฤศจิกายน หนึ่งในเรื่องที่น่าตกใจและถูกพูดถึงเป็นวงกว้างคือ การตายของพะยูนหรือที่ภาคตะวันออกบ้านเราเรียกว่า ‘หมูน้ำ’ โดยเฉพาะในภาคใต้ที่มีอัตราการตายของพะยูนพุ่งสูงขึ้นจากเดือนละ 1 ตัว เป็นเดือนละ 3.75 ตัว นับเป็นจำนวนที่มากจนน่าตกใจ
ทั้งยังมีภาพที่น่าสลดอย่างภาพ ‘พะยูนไร้หัว’ ซึ่งตอกย้ำว่านอกจากความตายซึ่งเกิดจากสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย การลดลงของอาหาร (หญ้าทะเล) และการปรับตัวเพื่ออยู่รอดที่ยากขึ้นทุกที การล่าอันเนื่องมาจากความเชื่องมงายของมนุษย์ยังเป็นหนึ่งในปัจจัยคุกคามที่สร้างความเสี่ยงที่จะทำให้พะยูนในประเทศไทยใกล้สูญพันธ์ุเพิ่มขึ้นอีก
แม้สถานการณ์ความรุนแรงนี้อาจเกิดขึ้นในภาคใต้บ่อยมากกว่า แต่อย่างไรก็ตามไม่ได้แปลว่าในภาคตะวันออกเองจะไม่มีอะไรน่ากังวล เพราะในปริมาณที่น้อยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ง่ายยิ่งขึ้น และแม้ว่าภาคตะวันออกจะยังมีแหล่งหญ้าทะเลบางแห่งที่สมบูรณ์อยู่บ้าง แต่เราไม่รู้เลยว่าวันหนึ่งน้ำมันจะรั่วกระทบท้องทะเลอีกเมื่อไหร่ หรือการถมทะเลจะส่งผลต่อพื้นที่ใต้น้ำอย่างไร แล้วอะไรจะมั่นใจได้ว่ามนุษย์เราจะหยุดโลกร้อนได้ทันก่อนพะยูนจะหายไปจากเราตลอดกาล
EPIGRAM จึงอยากชวนทุกคนลองมาสำรวจและทำความเข้าใจสถานการณ์พะยูนในภาคตะวันออก ไปพร้อมกับหาทางออกที่จะทำให้พะยูนกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของทะเลไทยอีกครั้ง

รู้จักหมูน้ำ เกษตรกรแห่งท้องทะเลตะวันออก
ว่ากันว่า ‘พะยูน’ คือเกษตรกรดีเด่นของท้องทะเล
หากอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ พะยูนเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่อาศัยอยู่ในทะเล มีรูปร่างคล้ายแมวน้ำขนาดยักษ์ที่ครีบมีลักษณะคล้ายใบพาย ใช้สำหรับพยุงตัวและขุดหาอาหาร ไม่มีครีบหลัง ไม่มีใบหู ดวงตามีขนาดเล็ก ริมฝีปากมีเส้นขนอยู่โดยรอบ หายใจทางปอด จึงต้องขึ้นมาหายใจบริเวณผิวน้ำ 1-2 นาที พะยูนสามารถกลั้นหายใจใต้น้ำได้นานราว 20 นาที เมื่อจะนอนหลับพักผ่อน พะยูนจะทิ้งตัวลงในแนวดิ่ง และนอนอยู่นิ่ง ๆ กับพื้นทะเล
เรื่องราวของพะยูน มีการสันนิษฐานว่าราว 55 ล้านปีก่อน พะยูนเคยอาศัยหากินอยู่บนบกมาก่อนจะพบว่าวิวัฒนาการลงไปอยู่ในน้ำได้ดีกว่า ขาหลังจึงลดขนาดลงและหายไปในที่สุด ส่วนขาหน้าได้เปลี่ยนแปลงไปมีลักษณะคล้ายใบพายเพื่อให้เหมาะสมกับการว่ายน้ำ และไม่กลับขึ้นมาอยู่บนบกอีกเลย
ซึ่งข้อมูลจากศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออกระบุว่า “จากการศึกษาของ อองรี มารี ดูโครเตย์ เดอ แบล็งวีล นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1816 ได้จัดพะยูนเข้าไว้ในกลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีกีบในอันดับ Sirenia รวมถึงการศึกษาซากโบราณของพะยูนในสกุล Eotheroides ในประเทศอียิปต์ พบว่ามีลักษณะบางอย่างเหมือนและใกล้เคียงกันกับ Moeritherium ซึ่งเป็นต้นตระกูลของช้างในยุคอีโอซีนตอนต้น หรือเมื่อประมาณ 40 ล้านปีมาแล้ว”
จากผลการศึกษานี้ทำให้เชื่อกันว่าพะยูนมีบรรพบุรุษร่วมกันกับช้างมากกว่าที่จะอยู่ในเผ่าพันธุ์เดียวกันกับพวกวาฬหรือโลมาเพราะพะยูนมีขนาดตัวเล็กกว่าพวกวาฬ มีหัวกลม รูจมูกแยกจากกัน ปากเล็ก มีฟันหน้าและฟันกรามพัฒนาดี
สำหรับในไทยเอง พะยูนเองนับเป็น 1 ใน 19 สัตว์สงวนของประเทศไทย ตาม พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ซึ่งตามพรบ. นี้จะมีสัตว์ทะเลหายากอยู่ 5 ชนิดด้วยกันคือ พะยูน วาฬบรูด้า วาฬโอมูระ ฉลามวาฬ และ เต่ามะเฟือง)
แน่นอนว่าอย่างที่หลายคนน่าจะทราบดีว่า อาหารหลักของพะยูนคือ หญ้าทะเลที่ขึ้นตามแถบชายฝั่งและน้ำตื้น พะยูนมักจะหากินในเวลากลางวัน โดยใช้ครีบอกและปากดุนพื้นทรายไถไปเรื่อย ๆ จนเห็นเป็นทางยาวตามชายหาด และด้วยพฤติกรรมการหากินแบบนี้นี่เอง ที่ทำให้คนภาคตะวันออกเรียกพะยูนว่า ‘หมูน้ำ’ หรือ ‘หมูดุด’
แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือวิธีการที่พะยูนกินหญ้าทะเลก็เป็นการดูแลหญ้าทะเลไปพร้อมกัน เพราะวิธีการกินของพะยูนทำหน้าที่เหมือนการไถพรวน ตกแต่งหน้าดินทราย นอกจากนี้ก็ยังใส่ปุ๋ยให้หญ้าทะเลด้วยมูลที่ขับถ่ายออกมา
ซึ่งวิธีการเหล่านี้ทำให้แปลงหญ้าทะเลได้เติบโตและแผ่ขยายออกไป เปิดพื้นที่ใหม่ๆ ให้มีการแข่งขันระหว่างหญ้าชนิดต่างๆ แลกเปลี่ยนแพร่กระจายเมล็ดพันธุ์ของหญ้าทะเลแต่ละแหล่งที่พะยูนไปตระเวนกินมาจนทำให้พื้นที่แห่งเดียวมีหญ้าทะเลเกิดขึ้นหลากชนิดมากขึ้น
นอกจากนี้พะยูนยังสามารถพลิกลำต้นใต้ดินชุดใหม่ของหญ้าทะเลให้มีโอกาสได้งอกออกมาทดแทนลำต้นชุดเก่าที่ถูกกินไป ก่อประโยชน์ให้กับทั้งตัวพะยูนเองและเหล่าสัตว์ทะเลอื่นๆ ที่กินหญ้าทะเลเป็นอาหารหลัก
เมื่อแหล่งหญ้าทะเลมีความสมบรูณ์และมีความหลากหลายมากขึ้นผ่านฝีมือของนักเกษตรกรรมใต้ทะเลอย่างพะยูน สัตว์ทะเลในบริเวณนั้นก็จะมีความหลากหลายและสมบูรณ์มากขึ้นตามไปด้วย ส่งผลเชิงบวกต่อกันไปเป็นทอดๆ ไปจนถึงชาวประมงที่อาศัยจับสัตว์ทะเลในบริเวณนั้น เรียกได้ว่า พะยูนคือ ‘ดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศทางทะเล’ ได้เป็นอย่างดี
นี่คือนักดูแลระบบนิเวศใต้ท้องทะเลที่ทำประโยชน์ให้กับทุกสิ่งมีชีวิต รวมไปถึงมนุษย์อย่างพวกเราได้อย่างมหาศาล
สถานการณ์พะยูนในทะเลภาคตะวันอออก
จากการสำรวจนั้น เราจะสามารถพบพะยูนได้ในทะเลเขตอบอุ่นตั้งแต่ชายฝั่งของทวีปแอฟริกาฝั่งตะวันออก มหาสมุทรอินเดีย ทะเลจีนใต้ไปจนถึงโซนโอเชียเนียอย่างออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ส่วนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พบในแถบทะเลอันดามันและอ่าวไทยของประเทศไทย ทะเลกัมพูชา และในทะเลซูลู ทะเลเซเลบีสของประเทศฟิลิปปินส์ รวมถึงในบริเวณเขตเกาะชวาของประเทศอินโดเนเซีย โดยปกติแล้วพะยูนมักจะอาศัยอยู่ไม่ไกลจากบริเวณชายฝั่งที่พบแหล่งหญ้าทะเลและไม่ชอบอาศัยอยู่ในน้ำขุ่น
และถ้าหากขยายภาพลงมาในประเทศไทยให้ชัดเจนขึ้น จากข้อมูลจำนวนประชากรพะยูนย้อนหลัง 6 ปี อ้างอิงจากเว็บไซต์คลังความรู้ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (สำรวจล่าสุดในปี พ.ศ.2565) พบว่า

ปี พ.ศ.2560 ประเทศไทยมีจำนวนพะยูนทั้งหมด 221 ตัว แบ่งเป็นพบที่ทะเลอันดามันจำนวน 191 ตัว และพบที่ทะเลอ่าวไทย 30 ตัว (ทะเลอ่าวไทยรวมจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี ไปจนถึงจังหวัดตราด และที่จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และปัตตานีด้วย)
ปี พ.ศ.2561 ประเทศไทยมีจำนวนพะยูนทั้งหมด 250 ตัว แบ่งเป็นพบที่ทะเลอันดามันจำนวน 231 ตัว และพบที่ทะเลอ่าวไทย 19 ตัว
ปี พ.ศ.2562 ประเทศไทยมีจำนวนพะยูนทั้งหมด 261 ตัว แบ่งเป็นพบที่ทะเลอันดามันจำนวน 237 ตัว และพบที่ทะเลอ่าวไทย 24 ตัว
ปี พ.ศ.2563 ประเทศไทยมีจำนวนพะยูนทั้งหมด 255 ตัว แบ่งเป็นพบที่ทะเลอันดามันจำนวน 223 ตัว และพบที่ทะเลอ่าวไทย 32 ตัว
ปี พ.ศ.2564 ประเทศไทยมีจำนวนพะยูนทั้งหมด 261 ตัว แบ่งเป็นพบที่ทะเลอันดามันจำนวน 229 และพบที่ทะเลอ่าวไทย 32 ตัว
ปี พ.ศ.2565 ประเทศไทยมีจำนวนพะยูนทั้งหมด 273 ตัว แบ่งเป็นพบที่ทะเลอันดามันจำนวน 242 และพบที่ทะเลอ่าวไทย 31 ตัว
ส่วนในปี พ.ศ.2566 อ้างอิงข้อมูลจากไทยรัฐออนไลน์ ประเทศไทยพบพะยูนประมาณ 282 ตัว แบ่งเป็นฝั่งอันดามันประมาณ 250 ตัว และฝั่งอ่าวไทยประมาณ 32 ตัว
จากข้อมูลข้างบนจะเห็นว่าจำนวนประชากรพะยูนทางทะเลอันดามันมีมากกว่าทางฝั่งอ่าวไทยเสมอมา นั่นเป็นเพราะว่าทางทะเลอันดามันมีแหล่งหญ้าทะเลจำนวนมากกว่าและอุดมสมบูรณ์กว่าทางฝั่งอ่าวไทย ยกตัวอย่างเช่น ในอดีตเกาะลิบง จังหวัดตรังมีหญ้าทะเลกว่า 15,000 ไร่ เทียบกับอ่าวคุ้งกระเบนที่มีหญ้าทะเลเพียง 2,500 ไร่ ทำให้ความสามารถในการรองรับพะยูนก็เลยแตกต่างกัน
หลังจากดูข้อมูลทั่วประเทศไปแล้ว ชวนลองเจาะลงมาที่ภาคตะวันออก จากข้อมูลของ พีท- ภัทร กิตติอุดมสุข นักวิชาการประมง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ให้ข้อมูลกับเราว่า
ปี พ.ศ. 2567 พบพะยูนทั้งหมด 23 ตัว แบ่งเป็น
– ที่บริเวณหาดไม้รูดและเกาะกูด จังหวัดตราด จำนวน 5 ตัว
– ที่อ่าวมะขามป้อมและปากน้ำประแส จังหวัดระยองจำนวน 8 ตัว
– ที่ปากน้ำพังราด จังหวัดจันทบุรีจำนวน 5 ตัว
– และสุดท้ายที่ทะเลสัตหีบ จังหวัดชลบุรีจำนวน 5 ตัว
โดยล่าสุดเมื่อปลายเดือนกันยายน พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก เพิ่งสำรวจพบพะยูนจำนวนหนึ่งตัวแวะเข้ามากินหญ้าทะเลบริเวณชายหาดทุ่งคา – หาดน้ำแดงและอ่าวมะขามป้อม อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ซึ่งจัดว่าเป็นแหล่งหญ้าทะเลที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์และเริ่มฟื้นตัวขึ้นมาตามฤดูกาล หลังจากที่มีการยุบตัวไปในช่วงหน้าร้อน
ซึ่งจะเห็นได้ว่าแม้พะยูนในตะวันออก อาจจะยังไม่ได้ดูวิกฤตมากนักเมื่อเทียบกับทางภาคใต้ ด้วยแหล่งหญ้าทะเลที่ยังมีสภาพปกติ แต่ทว่าความน่ากังวลก็อาจจะยังไม่ได้จบเพียงเท่านี้
ในวันที่พะยูนตายมากกว่าเกิดใหม่
จากข้อมูลจำนวนประชากรพะยูนในประเทศไทยที่กล่าวไป จะเห็นว่าจริงๆ แล้วในช่วงปี พ.ศ.2560 – 2566 จำนวนประชากรพะยูนในประเทศของเราก็ค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างช้าๆ ซึ่งฟังดูแล้วก็ดูเป็นข่าวดี แล้วเรื่องนี้มันน่ากังวลอย่างไร?
คำตอบคือ แม้จำนวนประชากรของพะยูนจะมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นก็จริง แต่ในทางกลับกันสถิติการเกยตื้นของพะยูนก็เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน
เมื่อสำรวจสถิติการเกยตื้นของพะยูนในปี พ.ศ. 2548 – 2561 พบว่าพะยูนไทยตายเฉลี่ย 13 ตัวต่อปี แต่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 – 2567 ที่โลกกำลังเข้าสู่ภาวะโลกเดือด นำไปสู่ความเสื่อมโทรมของแหล่งหญ้าทะเลอย่างรวดเร็ว ทำให้พะยูนเองขาดแคลนแหล่งอาหารอย่างรุนแรงและไม่สามารถปรับตัวเอาชีวิตรอดได้ ปรากฏการณ์นี้ทำให้พะยูนมีอัตราป่วยและเกยตื้นตายมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 25 ตัวต่อปี

ซึ่งข้อมูลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างละเอียด พบว่าในทางฝั่งทะเลอันดามัน มีสถิติพะยูนเกยตื้น คือ
ปี พ.ศ. 2562 มีพะยูนเกยตื้นทั้งหมด 21 ตัว
ปี พ.ศ. 2563 มีพะยูนเกยตื้นทั้งหมด 16 ตัว
ปี พ.ศ. 2564 มีพะยูนเกยตื้นทั้งหมด 25 ตัว
ปี พ.ศ. 2565 มีพะยูนเกยตื้นทั้งหมด 19 ตัว
ปี พ.ศ. 2566 มีพะยูนเกยตื้นทั้งหมด 40 ตัว
และสุดท้ายปี พ.ศ. 2567 ณ ปัจจุบันมีพะยูนเกยตื้นแล้วทั้งหมด 36 ตัว และสถานการณ์พะยูนเกยตื้นยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (นับจำนวนล่าสุดวันที่ 20 พฤศจิกายน 2567) นับรวม 6 ปี มีพะยูนตายไปทั้งสิ้น 157 ตัว
กลับมาที่ภาคตะวันออก สถิติการเกยตื้นของพะยูนในภาคตะวันออกของเราใน 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2562 – 2567) ภัทร กิตติอุดมสุข ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ที่ภาคตะวันออกพบพะยูนเกยตื้นทั้งหมด 4 ตัว เป็นที่อ่าวสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 3 ตัว และที่จังหวัดระยอง 1 ตัว
โดยพะยูน 3 ตัวที่พบในสัตหีบเป็นพะยูนโตเต็มวัย 2 ตัว และพะยูนวัยอ่อน 1 ตัว หลังจากการชันสูตรพบว่าทั้ง 3 ตัวเสียชีวิตจากการได้รับอุบัติเหตุทางทะเล โดยมี 1 ตัวพบความชัดเจนว่าเป็นอุบัติเหตุทางทะเลเพราะว่า ซี่โครงด้านซ้ายหักเป็นแนวยาวตั้งแต่ซี่ที่ 2 จนถึงซี่สุดท้าย แต่อีก 2 ตัวพบเพียงรอยซ้ำ
ในขณะที่พะยูนที่พบว่าเกยตื้นที่จังหวัดระยองเป็นพะยูนวัยอ่อน หลังจากการชันสูตรยังไม่ทราบสาเหตุการตายที่แน่ชัด แม้จะพบเลือดออกมากในช่องท้องแต่ไม่พบบาดแผลหรือรอยช้ำที่เกิดจากอุบัติเหตุ
จากความตายของพะยูนที่ในช่วงหลังๆ นี้มีอัตราการตายอยู่ที่ 25 ตัวต่อปี เมื่อเทียบกับอัตราการเกิดใหม่ของพะยูนไทยอยู่ที่เพียงเฉลี่ย 17.5 ตัวต่อปี และมีแนวโน้มที่จะเกิดน้อยลงเนื่องจากความไม่สมบูรณ์ของร่างกาย ปรากฏการณ์นี้ทำให้พะยูนเข้าสู่จุดเสี่ยงเพราะไม่อยู่ในภาวะที่เหมาะสมจะสืบพันธุ์
ความหวังที่จะอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากชนิดนี้จึงกลายเป็นเรื่องยากมากขึ้นทุกวัน
กินก็ไม่อิ่ม แถมมนุษย์ยังเป็นภัยคุกคามอีก
สำหรับภัยคุกคามใหญ่ ณ ปัจจุบันของพะยูนทางฝั่งอันดามันคือการที่แหล่งหญ้าทะเลที่เสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็วเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น
จากบทสัมภาษณ์ของ ดร.ก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิจัยทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมในระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ให้สัมภาษณ์กับ ไทยรัฐ ออนไลน์ ระบุถึงสาเหตุที่หญ้าทะเลตายเป็นวงกว้างว่า “มีความเกี่ยวข้องกับสภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะปลายปี พ.ศ. 2566 – 2567 พบว่าระดับน้ำทะเลอันดามันลดต่ำกว่าปกติ ทำให้หญ้าทะเลต้องตากแดดนานกว่าปกติ ประกอบกับอุณหภูมิของน้ำทะเลที่สูงขึ้น ทำให้หญ้าทะเลมีความอ่อนแอ ไม่สามารถเติบโตได้เต็มที่”
นอกจากนี้ พฤติกรรมบางอย่างของมนุษย์เองก็ส่งผลกระทบกับหญ้าทะเลด้วย เช่น การปล่อยน้ำปนเปื้อนลงสู่ทะเล การขุดร่องน้ำเพิ่มเพื่อเดินเรือ หรือการสร้างท่าเรือยื่นลงสู่ผิวน้ำ ไปจนถึงการสร้างโครงสร้างหนักถาวรทับสันทรายทำให้เกิด ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งเนื่องจากการพลังทลายของสันฐานชายหาด
กิจกรรมต่างๆ จากน้ำมือของมนุษย์ทั้งหมดนี้ทำให้หญ้าทะเลใบสั้นกุดและตายไปจนเหลือหญ้าทะเลที่มีความหนาแน่นต่ำ ส่งผลให้อาหารของพะยูนไม่เพียงพอ นำมาสู่ภาพพะยูนผอม ป่วย อ่อนแอ และตายลง
อย่างในพื้นที่ เกาะลิบง ทะเลจ.ตรัง เอง ก่อนหน้านี้นับเป็นพื้นที่ที่มีพะยูนกลุ่มใหญ่ที่สุด ซึ่งในปี พ.ศ. 2563 ได้เคยสำรวจและพบว่ามีหญ้าทะเลกว่า 34,869 ไร่ หรือเทียบให้เห็นภาพความกว้างใหญ่ อาจนึกเป็นภาพมหาวิทยาลัยบูรพาต่อกัน 53 มหาวิทยาลัยเลยทีเดียว แต่เพียงหนึ่งปีถัดมา หรือในปี พ.ศ. 2564 กลับพบหญ้าทะเลเหลือเพียง 25,767 ไร่
สอดคล้องกับปริมาณหญ้าทะเลโดยรวมทั้งประเทศ ที่จากเดิมสำรวจพบกว่า 1.6 แสนไร่ ในปี พ.ศ. 2563 ก็ลดเหลือเพียง 9.7 หมื่นไร่ในปัจจุบัน ขณะเดียวกันหญ้าทะเลที่ยังเหลืออยู่ก็มีสภาพสมบูรณ์เล็กน้อยและปกคลุมพื้นที่เพียงร้อยละ 10 เท่านั้น ซึ่งอยู่ในจุดที่แหล่งหญ้าจะรองรับพะยูน (carrying capacity) ไม่เพียงพอ แม้พะยูนส่วนใหญ่จะเลือกอพยพย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่ ลงมาที่อ่าวพังงาหรือกระทั่งในแถบทะเลภูเก็ตแล้วก็ตาม แต่การเข้าไปอาศัยในถิ่นฐานใหม่ที่ไม่คุ้นชินนี้ กลับเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุทางทะเลเพราะพื้นที่เหล่านั้นอาจไปทับซ้อนกับพื้นที่สัญจรทางน้ำ หรือทำประมงของมนุษย์
มากไปกว่านั้นคือ ยังมีการคุกคามด้วยความตั้งใจของมนุษย์ เช่น การล่าตัดหัวเพื่อเอาเขี้ยวของพะยูนไปทำวัตถุมงคลทางไสยศาสตร์ที่มีให้เห็นอย่างน้อย 2 เคสภายในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2567 หรือการล่าเพื่อเอาน้ำมัน ผิวหนัง รวมถึงกินเนื้อพะยูนซึ่งกลายเป็นภัยคุกคามที่ไปซ้ำเติมวิกฤตของจำนวนพะยูนฝั่งอันดามันที่ลดลงจนน่ากังวลอยู่แล้วให้รุนแรงขึ้นไปอีก
ดูข้อมูลฝั่งภาคใต้ไปแล้ว ในส่วนของภาคตะวันออกเป็นยังไงบ้าง
ภัทร กิตติอุดมสุข ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับเราว่า แหล่งหญ้าทะเลในภาคตะวันออกยังพอมีความสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นอ่าวสัตหีบ อ่าวเพ หาดสวนสน ปากน้ำประแสร์ อ่าวคุ้งกระเบน อ่าวธรรมชาติ และหาดไม้รูด อาจมีเพียงเกาะกระดาดในจังหวัดตราดเท่านั้น ที่พบปัญหาหญ้าทะเลลดลงจำนวนมากแบบเดียวกับชายฝั่งอันดามัน
อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมที่มาจากภาวะโลกร้อนซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกวันทำให้ภัยคุกคามที่น่ากังวลของพะยูนในทะเลภาคตะวันออกก็ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ด้วยจำนวนพะยูนที่อาจมีอยู่น้อยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
นอกจากนี้ยังมีอีกเรื่องที่ทำให้สถานการณ์พะยูนในทะเลภาคตะวันออกยังมีความเสี่ยง นั่นก็คือเรื่องของความหลากหลายทางพันธุกรรม เพราะพะยูนในภาคตะวันออกมีจำนวนน้อย ทำให้มีโอกาสที่ยีนด้อยหรือมีโรคทางพันธุกรรมอาจเด่นชัดขึ้นมา และส่งผลให้พะยูนในภาคตะวันออกอ่อนแอและล้มป่วยลง
แต่ภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุดที่มีต่อพะยูนในทะเลภาคตะวันออก คือ ความเสี่ยงจากกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะแหล่งที่อยู่ของพะยูนในภาคตะวันออกนั้นล้วนเป็นพื้นที่เสี่ยงจากการสัญจรทางเรือทั้งสิ้น เช่น อ่าวสัตหีบที่เป็นท่าเรือประมงและมีกิจกรรมการแล่นเรือใบ เช่นเดียวกันกับอ่าวเพและหาดสวนสนที่มีท่าเรือเกาะเสม็ดคั่นกลาง ร่วมถึงปากน้ำประแสร์ และอ่าวคุ้งกระเบนก็มีความเสี่ยงจากเครื่องประมงประเภทอวนปู อวนกุ้ง เช่นกัน
ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้นภาคตะวันออกที่จัดว่าเป็นแหล่งนิคมอุตสาหกรรมยังมีกิจกรรมมากมายที่เบียดเบียนทะเลและระบบนิเวศชายฝั่ง ไม่ว่าจะเป็น การถมทะเลสร้างท่าเรือน้ำลึกทั้งท่าเรือแหลมฉบังและท่าเรือมาบตาพุดที่ถมอยู่แล้วและยังถมต่อไปอีก เหตุการณ์น้ำมันรั่วซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่ไร้การจัดเก็บกากน้ำมันอย่างถูกวิธี ไปจนถึงการปลดปล่อยน้ำเสียจากอุตสาหกรรมลงทะเล แม้ว่าพื้นที่เหล่านี้อาจจะไม่ใช่แหล่งที่อยู่อาศัยของพะยูน แต่ใครจะรับรองได้ว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นเมื่อน้ำทะเลเสียจะไม่กระทบไปถึงพะยูนและแหล่งหญ้าทะเล
หากดูสาเหตุที่เป็นภัยคุกคามของพะยูนแล้ว ก็อาจจะพอเห็นภาพว่าปรากฏการณ์นี้เกิดจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง และกิจกรรมของมนุษย์ แต่หากมองให้ลึกลงไปอีกหน่อย สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงที่เปลี่ยนไปเพราะภาวะโลกร้อนนั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่มาจากพฤติกรรมที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมผลิตพลังงานเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์เช่นกัน
แล้วยังมีทางที่จะอนุรักษ์พะยูนกับแหล่งหญ้าทะเลอยู่อีกบ้างไหม
แน่นอนว่าปัญหาของพะยูนกลายเป็นปัญหาระดับโลกเช่นกัน และทำให้มีกลุ่มคนที่พยายามจะรักษาบ้านของพะยูนและหญ้าทะเลเอาไว้ โดยเราลองยกเคสตัวอย่างในประเทศใกล้เคียงมาให้รู้จักกัน
- ประเทศมาเลเซีย
ที่มาเลเซีย มีโครงการอนุรักษ์ประชากรพะยูนที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ (Making the Case for Dugong Conservation) จำนวน 10 ตัวที่อาศัยอยู่ในพื้นที่การพัฒนาชายฝั่งเพื่ออุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซที่กำลังเติบโตและอยู่ในเส้นทางของช่องทางเดินเรือหลัก นอกจากนั้นยังมีการรั่วไหลของน้ำมัน ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเลรวมถึงพะยูนในพื้นที่
ด้วยการสำรวจเก็บตัวอย่างการปนเปื้อนของน้ำมัน และสารเคมีจากหญ้าทะเลและตะกอน และตรวจประเมินสุขภาพของพะยูนอย่างใกล้ชิดเพื่อช่วยเหลือได้ทันท่วงที ก่อนขยายผลไปสู่การทำให้ที่ผู้คนในชุมชนเข้าใจการอนุรักษ์พะยูน รวมถึงตระหนักรู้ความอันตรายที่แฝงมาจากการปนเปื้อนในน้ำ

- ประเทศอินโดนีเซีย
มีโครงการการพัฒนาความตระหนักรู้ระดับชาติและการวิจัยเกี่ยวกับพะยูนและหญ้าทะเล (Improving National Awareness and Research on Dugong and Seagrass) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่การศึกษาที่เกี่ยวกับพะยูนและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับภัยคุกคามสำคัญต่อสายพันธุ์และแหล่งที่อยู่อาศัยของพะยูน โดยเฉพาะภัยคุกคามที่มาจากการกระทำของมนุษย์ เพื่อลดความเสี่ยงและอันตรายที่จะเกิดขึ้นโดยมีการจัดอบรม และให้ความช่วยเหลือรัฐบาลในการส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับปัญหาการอนุรักษ์พะยูนและหญ้าทะเล
รวมถึงบูรณาการลำดับความสำคัญของการอนุรักษ์เข้ากับนโยบายและการวางแผนระดับชาติและระดับภูมิภาค ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 4 ภูมิภาคในอินโดนีเซีย หมู่บ้านรวม 11 แห่ง และพื้นที่ทางทะเลกว่า 1,104,635.05 เฮกตาร์
- หมู่เกาะโซโลมอน
หมู่เกาะโซโลมอน เป็นประเทศในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ ตั้งอยู่ทางตะวันออกของประเทศปาปัวนิวกินี พวกเขามีโครงการอนุรักษ์แหล่งที่อยู่อาศัยของพะยูนและหญ้าทะเลในทะเลสาบโวนาโวน่าทางตะวันตกเฉียงเหนือของหมู่เกาะโซโลมอน (Conserving Dugong and Seagrass Habitats in Northwest Vonavona Lagoon) ด้วยการจัดการทรัพยากรชุมชน สร้างเครือข่ายในพื้นที่ สร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อสร้างมาตรการอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเลและทรัพยากรในระยะยาว ร่วมถึงปลูกฝังให้คนในชุมชนใช้ทรัพยากรทางทะเลอย่างมีความรับผิดชอบและปกป้องแหล่งที่อยู่อาศัยที่แสนสำคัญของพะยูนไว้
การให้ความรู้และข้อมูลแก่ผู้คนในท้องถิ่นที่พึ่งพาระบบนิเวศชายฝั่งในการดำรงชีพเป็นแนวทางสำคัญที่ทำให้การอนุรักษ์พะยูนเป็นไปได้
- ประเทศวานูอาตู
ประเทศวานูอาตู ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของประเทศออสเตรเลียมีโครงการวิจัยการอนุรักษ์พะยูนเพื่อสร้างนโยบายที่เหมาะสมโดยเฉพาะ (Data-Driven Research Results in Sound Policy in Vanuatu) โดยเป็นการวิจัยเพื่อใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุน และโน้มน้าวใจรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สนับสนุนประเด็นเรื่องพะยูนและแหล่งที่อยู่อาศัยของหญ้าทะเลทั่วโลก
โดยการกำหนดให้มีการคุ้มครองสัตว์เหล่านี้ในกฎหมายอย่างละเอียด และแก้ไขอุปสรรคหลักในการอนุรักษ์พะยูนและหญ้าทะเลโดยการพัฒนากรอบทางกฎหมายระดับชาติที่มีประสิทธิภาพที่มุ่งเน้นการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพสำหรับพะยูนและแหล่งหญ้าทะเล
จนในที่สุดประเทศวานูอาตูได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพะยูนของอนุสัญญาว่าด้วยการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์อพยพ (Convention on the Conservation of Migratory Species หรือ CMS) ในปี 2553 และพะยูนได้รับการคุ้มครองภายใต้พระราชบัญญัติการประมงของประเทศ ซึ่งกำหนดให้เขตเศรษฐกิจพิเศษของวานูอาตูทั้งหมดเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทางทะเล โดยห้ามการฆ่า ทำร้าย และคุกคามสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทางทะเลทุกชนิด
- ประเทศติมอร์ – เลสเต
ติมอร์ – เลสเต มีการสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พะยูนและหญ้าทะเล ผ่านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Incentivising community engagement in dugong and seagrass conservation in Timor-Leste through volunteer ecotourism)
โดยโครงการจะใช้การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของพะยูนและแหล่งหญ้าทะเลดึงดูดนักท่องเที่ยวไปจนกระทั่งนักวิจัยให้เข้ามาในพื้นที่ เพราะการอนุรักษ์ที่ยั่งยืนเกี่ยวเนื่องกับหลายมิติ โดยเฉพาะผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์จึงสามารถสร้างแรงจูงใจให้คนในท้องถิ่นหันกลับมาดูแลสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศชายฝั่งรวมถึงพะยูนได้เป็นอย่างดี
- ประเทศมาดากัสการ์
มีการบูรณาการแนวทางที่หลากหลายเพื่อเสริมสร้างการอนุรักษ์ระบบนิเวศพะยูนและหญ้าทะเล (Integrated approaches to enhance the conservation of dugongs and seagrass ecosystems in Sahamalaza areas) เพราะการอนุรักษ์ประชากรพะยูนและแหล่งหญ้าทะเลนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่การมีส่วนร่วมของชุมชนในท้องถิ่น แต่ยังเกี่ยวเนื่องถึงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และมาตรการทางกฎหมายด้วย
ในขณะที่ประเทศไทยเองก็มีกลุ่มคนที่พยายามอย่างยิ่งที่จะอนุรักษ์พะยูนเอาไว้ โดยในฝั่งภาคตะวันออกได้มีการจัดตั้ง ศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก จังหวัดระยอง ซึ่งสามารถรองรับโลมา เต่าทะเล รวมถึงพะยูนได้ในกรณีฉุกเฉิน อีกทั้งยังมีการจัดตั้งทีมสัตวแพทย์เคลื่อนที่เร็วเพื่อดูแลรักษาพะยูนในกรณีเกยตื้นแบบมีชีวิต
ส่วนทางฝั่งอันดามัน ภาครัฐร่วมกับนักวิชาการได้กำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาวิกฤตพะยูนเกยตื้นอย่างเป็นรูปธรรมผ่าน 4 มาตรการเร่งด่วน ได้แก่
1.เพิ่มประสิทธิภาพการสำรวจประชากรพะยูน เพื่อตรวจสอบจำนวนและวางแผนอนุรักษ์พะยูนด้วยและเทคโนโลยีโดรนขนาดใหญ่จากเดิมที่ใช้เรือลาดตระเวนในการสำรวจ หรือใช้โดรนขนาดเล็กจากอาสาสมัครในการสำรวจ รวมถึงทำแบบสำรวจการพบเห็นพะยูนเพื่อให้ผู้พบเห็นสามารถระบุจุดที่พบพะยูนเพื่อทำการติดตาม จำแนกและบันทึกต่อไป
2.กำหนดแผนช่วยเหลือพะยูนด้วยทีมเคลื่อนที่เร็ว โดยมีการจัดเตรียมทีมสัตวแพทย์และชุดลาดตระเวนเคลื่อนที่เร็วเฝ้าระวังบริเวณ พื้นที่แหล่งพะยูนอาศัย โดยหากพบการเกยตื้น ทีมเคลื่อนที่เร็วจะเข้าปฐมพยาบาลโดยทันที พร้อมเตรียมกระชังขนาดใหญ่รองรับเพื่อให้สามารถควบคุมพื้นที่และปริมาณอาหาร
3.ให้อาหารเสริมพะยูนด้วยผัก อย่างที่เราเห็นภาพไวรัลการเอารางผักกาดขาวหรือผักกวางตุ้งลงไปวางในบริเวณพื้นที่แหล่งอาหารของพะยูน เพราะองค์ประกอบและสารอาหารในพืชผักเหล่านี้มีคุณสมบัติไม่ต่างจากหญ้าทะเลมากนัก โดยเริ่มนำร่องที่พื้นที่ราไวย์ ภูเก็ต และเกาะลิบง ตรัง ทางเลือกการให้อาหารพะยูนแบบนี้ที่มีการทำอย่างแพร่หลายในอควาเรี่ยมหลายที่ทั่วโลก เช่นที่ SEA LIFE Sydney Aquarium ประเทศออสเตรเลีย แม้จะเพื่อแก้ปัญหาชั่วคราว แต่ก็พบว่าพะยูนบางตัวเริ่มสนใจมากิน จึงสามารถขยายพื้นที่ทดลองเพื่อช่วยเหลือพะยูนเฉพาะหน้าในภาวะอาหารขาดแคลนเช่นนี้ได้
4.กำหนดแผนฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล โดยเร่งศึกษาหาทางปลูกหญ้าทะเลรูปแบบต่างๆ เช่น วิธีปลูกหญ้าทะเลบนบ่อดิน ทำกระชังปลูกหญ้าทะเล รวมถึงวิจัยและฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเลตามธรรมชาติ เช่น การกั้นคอกหญ้าทะเลที่ตรัง โดยหน่วยวิจัยหญ้าทะเลต้านโลกร้อนของคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และกรมทะเลรวมถึงเครือข่ายอื่นๆ กำลังร่วมกันทำ
นอกจากมาตรการต่างๆ ที่กล่าวไปแล้วยังมีแผนการต่างๆ ซึ่งไม่ได้เจาะจงเฉพาะทะเลอันดามัน หรือทะเลอ่าวไทยแต่เป็นสำหรับพะยูนทั่วประเทศ เช่น ในด้านการสำรวจ ก็การพัฒนาการสำรวจด้วยโดรนขนาดใหญ่ ที่สามารถสำรวจได้กว้างขึ้น อย่างเช่น อากาศยานไร้คนขับชนิดปีกตรึง (Fixed-wings Unmanned Aerial Vehicle: Fixed-wings UAV) เพื่อสำรวจประชากรพะยูนให้ทั่วถึงมากขึ้นกว่าในอดีต
การรณรงค์งดใช้เครื่องมือประมงที่เป็นอันตรายต่อชีวิตพะยูนในแหล่งที่อยู่อาศัยของพะยูนหรือในแหล่งหญ้าทะเล โดยเฉพาะอวนปิดอ่าว อวนรัง อวนรุน อวนลอยกระเบน การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นโดยเฉพาะการเร่งจับคนล่าและบริโภคเนื้อพะยูน รวมทั้งงดการซื้อ-ขายชิ้นส่วนอื่นๆ ของพะยูน
และที่สำคัญที่สุดในการอนุรักษ์พะยูน คือ การสร้างการเรียนรู้ ความเข้าใจ และเห็นความสำคัญของพะยูนและระบบนิเวศหญ้าทะเล ซึ่งเป็นแนวทางที่จะก่อให้เกิดความร่วมมือในการอนุรักษ์อย่างเต็มใจ
โดยเริ่มต้นจากประชาชน ชาวประมง ผู้ประกอบการในพื้นที่ ที่ต้องช่วยกันสอดส่องดูแล โดยหากพบการเกยตื้นของพะยูนและสัตว์ทะเลอื่นๆ สามารถแจ้งเบาะแสมายังสายด่วนพิทักษ์ป่าและรักษาทะเล โทร. 1362 ตลอด 24 ชั่วโมง
เพราะเมื่อพะยูนสูญพันธุ์ หญ้าทะเลหายไป แล้วใครจะดูแลทะเลแทน?
อ้างอิง
ข้อมูลจากการสอบถาม ภัทร กิตติอุดมสุข นักวิชาการประมง ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
โลกร้อนฆ่าพะยูน เฉลี่ยเดือนละ 3.75 ตัว ดร.ธรณ์ชี้ แก้ปัญหาเป็นเรื่องยาก
พะยูน หรือน้องหมูน้ำ เป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ ของระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งไทย
สถิติพะยูนไทย 2565 “273 ตัว-แนวโน้มเพิ่ม-เกยตื่นตาย 18 เพราะป่วย”
ตุลาสาหัส! “พะยูนไทย” ตายต่อเนื่อง 9 ตัวภายในหนึ่งเดือน
‘พะยูน’ เสี่ยงสูญพันธุ์ ตายรายวัน เพราะ ‘โลกร้อน’ ทะเลเดือด ไม่มี ‘หญ้าทะเล’
น่าห่วง! วิกฤติ’หญ้าทะเล’กระทบ’พะยูน’ตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ ส่อหายจากทะเลไทย
‘ก็แค่สูญพันธุ์’ จุดจบของพะยูนไทย เมื่อโลกหยุดร้อนไม่ได้
เปิด 4 มาตรการ แก้วิกฤต พะยูนเกยตื้น-หญ้าทะเลเสื่อมโทรม
Making the Case for Dugong Conservation in Malaysia
Dugong Keeper Talk | SEA LIFE Sydney Aquarium
Data-Driven Research Results in Sound Policy in Vanuatu
The Power of Education and Awareness: Indonesia
Homestays in Timor-Leste Transform Tourists into Citizen Scientists
Communities Come Together to Conserve Dugongs and Seagrasses in Madagascar


