/

เบื้องหลังความสว่างของภาคตะวันออก: จังหวัดไหนใช้ไฟมากสุด? และใครใช้เยอะสุดในตะวันออก?

ใครบ้าง ตื่นเช้ามาเสียบปลั๊กชาร์จมือถือ? เปิดแอร์เย็นฉ่ำตอนกลางวัน? นั่งดู Netflix ยาวๆ ตอนดึก? 

 

ต้องบอกว่าชีวิตเราในทุกวันนี้อาจเรียกได้ว่าขาดไฟฟ้าเหมือนขาดใจก็ว่าได้ นี่ยังไม่รวมถึงไฟที่สว่างไสวตามถนนหนทาง กับแสงจากโซนอุตสาหกรรมที่คนตะวันออกบางส่วน โดยเฉพาะในเขต EEC ที่น่าจะเห็นกันจนชินตา

แต่เคยสงสัยไหมว่า ไฟฟ้าที่เราใช้กันอย่างเป็นเรื่องปกติทุกวันในภาคตะวันออกนี้ มีที่มาที่ไปอย่างไร? ภาคส่วนในที่มีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้ามากที่สุด และรู้ไหมว่าจังหวัดไหนในภาคนี้ที่ ‘ใช้ไฟเยอะที่สุด’ จนน่าตกใจ?

เราชวนไปหาคำตอบด้วยกัน

ระยอง : ยืนหนึ่งเรื่องใช้ไฟฟ้ามากที่สุดในภูมิภาค

ถ้าลองเดาว่าจังหวัดไหนในภาคตะวันออกที่ใช้ไฟฟ้าเยอะที่สุด เราอาจจะนึกภาพว่าเป็นที่ชลบุรีที่มีแสงสีของพัทยาที่ไม่เคยหลับใหล แถมเป็นจังหวัดที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดอีกต่างหาก

แต่คำตอบของเรื่องนี้อาจจะไม่ได้อยู่ที่จังหวัดที่มีจำนวนประชากรเยอะที่สุด หรือมีพื้นที่มากที่สุดเสมอไป แต่เป็นจังหวัดที่มี ‘โรงงานอุตสาหกรรม’ เยอะที่สุด นั่นก็คือ จังหวัดระยอง นั่นเอง

โดยเมื่อเทียบกับตารางการใช้ไฟฟ้าในปี พ.ศ.2567 เราจะพบว่า ระยอง เป็นจังหวัดที่ใช้ไฟฟ้ามากที่สุดในภาคตะวันออก (โดยใช้มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากกรุงเทพฯ) รองลงมาคือชลบุรี (ใช้เป็นอันดับ 3 ของประเทศ) และปราจีนบุรี (ส่วนอันดับสี่คือฉะเชิงเทรา) ในจังหวัดเหล่านี้เอง อีกมุมหนึ่งคือจังหวัดที่มีการส่งเสริมอุตสาหกรรม และมีนิคมอุตสาหกรรมเกิดขึ้นจำนวนมากย่อมใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก เมื่อเทียบกับจังหวัดที่เหลือ

อุตสาหกรรม : ยืนหนึ่งผู้ใช้ไฟมากสุดในตะวันออก

โดยในภาคตะวันออกนั้น สัดส่วนการใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่ในภาคตะวันออก ไม่ได้มาจากครัวเรือน ห้างสรรพสินค้า หรือไฟถนนหนทาง แต่มาจากภาค อุตสาหกรรม เป็นหลัก โดยข้อมูลสถิติจาก EPPO หรือ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ได้แจกแจงสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าตลอดปีพ.ศ. 2567 ไว้ดังนี้

หมายเหตุ : การใช้ไฟฟ้าของภาคอุตสาหกรรมมาจาก 2 แหล่ง คือ 1) ซื้อไฟจากระบบของการไฟฟ้า และ 2)  IPS (Independent Power Supply) ซึ่งหมายถึงโรงไฟฟ้าเอกชนที่ผลิตไฟเพื่อใช้เอง และ/หรือขายไฟให้กับโรงงานอื่นๆ โดยตรง โดยไม่ขายเข้าระบบของการไฟฟ้า

ซึ่งหากดูภาพรวมทั้งภาคตะวันออกแล้วจะพบว่าสัดส่วนการใช้ไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ 60% ภาคธุรกิจ 21% ภาคครัวเรือนอยู่ที่ 18% จากตัวเลขนี้อาจช่วยทำให้เห็นภาพมากขึ้นว่าในภาคตะวันออกนั้น ผู้ที่้ใช้ไฟฟ้ามากที่สุดก็คือภาคอุตสหากรรม 

ขยายความต่ออีกหน่อยคือ ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ถือเป็นพื้นที่ EEC เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศไทย ในขณะเดียวกัน ปราจีนบุรีที่ติดอันดับสามก็ถูกเล็งให้เป็นส่วนขยายจาก EEC ด้วยเช่นกัน ทั้งอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และอื่นๆ อีกมากมาย และนี่คือเหล่าผู้ใช้พลังงานไฟฟ้าหลักแห่งภาคตะวันออก 

นี่อาจกลายเป็นหนึ่งในเหตุผลว่าทำไมภาคตะวันออกของเราจึงกลายเป็นดงโรงไฟฟ้าจำนวนมาก ซึ่งคำตอบก็คือ เพราะการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าจำนวนมหาศาล จึงต้องมีโรงไฟฟ้าเกิดขึ้น เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่มาพร้อมกับความต้องการใช้ไฟฟ้า แต่พลังงานเหล่านั้นที่ภูมิภาคของเราทั้งผลิตกันอย่างหนักหน่วง และใช้กันอย่างหนักหน่วง มันมาจากไหน และมีอะไรที่เราควรรู้?

คนตะวันออกอยู่กับพลังงานฟอสซิลมากว่า 45 ปี

ถ้าใครจำกันได้ ในแบบเรียนที่เราเคยเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ จะมีบทเรียนที่พูดถึงแหล่งพลังงานที่เราใช้ โดยมีพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป และพลังงานหมุนเวียน ซึ่งพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป อีกชื่อหนึ่งก็คือพลังงานฟอสซิล เกิดจากการทับถมกันของซากพืชซากสัตว์เป็นเวลาหลายล้านปี จนกลายเป็นน้ำมัน ถ่านหิน หรือก๊าซธรรมชาติที่ทำมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวการสำคัญทำให้เกิดภาวะโลกเดือด และกำลังค่อยๆ หมดไป

ซึ่งพลังงานฟอสซิลนี่แหละ ที่เราเอามาใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้ากันแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่การใช้น้ำมันผลิตไฟฟ้าในอดีต มาจนถึงถ่านหิน และยังมีก๊าซในอ่าวไทย รวมไปถึงการนำเข้าก๊าซเหลวอย่าง LNG มาจากต่างประเทศ

ซึ่งในปัจจุบันแหล่งเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้าในภาคตะวันออก ยังคงเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิล อย่าง ก๊าซ, LNG และ ถ่านหิน แม้จะมีบางส่วนเป็นพลังงานน้ำ, แสงอาทิตย์ และชีวมวล แต่ก็นับเป็นจำนวนน้อยมากๆ

โดยโรงไฟฟ้าที่อยู่รายล้อมคนตะวันออกมีทั้งหมด  63 โรง โดยโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมีมากถึง 52 โรง (หรือกว่า 98% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดในภาคตะวันออก) แบ่งเป็น โรงไฟฟ้าก๊าซ 49 โรง และโรงไฟฟ้าถ่านหิน 3 โรง (นับเฉพาะ IPP และ SPP)

การที่ภาคตะวันออกเต็มไปด้วยโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าจากแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิลโดยเฉพาะก๊าซ ต้องย้อนกลับไปถึงเดย์วันของการค้นพบก๊าซในอ่าวไทยในปีพ.ศ. 2516 ที่มีชื่อว่า ‘แหล่งก๊าซเอราวัณ’ และต่อมาในปี 2524 ได้นำก๊าซขึ้นมาใช้งานเป็นครั้งแรก และกลายเป็นยุคสมัยที่ถูกเรียกว่าโชติช่วงชัชวาล 

จากวันนั้นทำให้การผลิตไฟฟ้าของไทยแปรเปลี่ยนจากการใช้น้ำมันเป็นก๊าซเรื่อยมา จนกระทั่งในปี 2541 ที่ก๊าซจากในประเทศเริ่มไม่เพียงพอ ทำให้แนวคิดการนำเข้าก๊าซเริ่มเข้ามา โดยเป็นการนำเข้าก๊าซจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาในปี 2543

แต่แค่นั้นก็ยังไม่พอ เพราะอีก 10 ปีต่อมา เมื่อแหล่งก๊าซทั้งในอ่าวไทย และเมียนมาไม่เพียงพอต่อการผลิตไฟฟ้าอีกต่อไป อีกหนึ่งโซลูชั่นที่เข้ามาในขณะนั้นคือการนำเข้า LNG หรือก๊าซเหลว ซึ่งเป็นก๊าซธรรมชาติเหมือนก๊าซในอ่าวไทยและเมียนมา เพียงแต่ถูกทำให้อยู่ในสถานะของเหลวเพื่อให้ง่ายต่อการขนส่งนั่นเอง

และจุดนี้เองที่ภาคตะวันออก ดังเช่นที่ ‘ระยอง’ ได้มีเมกะโปรเจ็กต์ถมทะเลมาบตาพุดที่เป็นการขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และอีกส่วนหนึ่งคือเพื่อสร้างท่าเทียบเรือรองรับการนำเข้า LNG

โดยปัจจุบัน  ปี พ.ศ. 2567 ประเทศไทยเองมีสัดส่วนการใช้ก๊าซจากอ่าวไทย 60% ตามมาด้วยการนำเข้า LNG 29% และนำเข้าจากเมียนมา 11% เพื่อนำมาใช้ทั้งในอุตสาหกรรม โรงแยกก๊าซ และผลิตไฟฟ้า

ซึ่งเรื่องที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้คือการพึ่งพา LNG ที่เริ่มเข้ามากินส่วนแบ่งในการผลิตไฟฟ้านั้น มีความเสี่ยงในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของราคา LNG ที่นำไปสู่ปัญหาค่าไฟแพงที่เราเผชิญกันอยู่ทุกวัน  นอกจากนี้การนำเข้าเองก็นับเป็นความเสี่ยงที่หากเกิดปัญหาระหว่างประเทศก็อาจจะกระทบกับการนำเข้า LNG ไปด้วย

แต่ยังไม่จบเท่านั้น เพราะเรายังมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน เช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ที่จังหวัดลำปางด้วยเช่นกัน และมีมากถึง 3 โรง และอยู่ในบริเวณเดียวกันคือที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลทั้งหมดนี้เอง อาจจะช่วยทำให้พอเห็นภาพที่คนตะวันออกต้องอยู่กับโรงไฟฟ้าฟอสซิลมายาวนาน และอาจยาวนานต่อไปตามสัญญาการซื้อขายไฟฟ้าซึ่งส่วนใหญ่กำหนดไว้ที่ 25 ปี กันเลยทีเดียว

เราอาจเป็นภูมิภาคที่ทำให้โลกเดือดมากที่สุด

โลกเดือด โลกร้อน อากาศแปรปรวน เดี๋ยวแล้ง เดี๋ยวน้ำท่วมฉับพลัน เดี๋ยวสวนทุเรียนโดนพายุ เดี๋ยวแม่น้ำล้นตลิ่ง เดี๋ยวศัตรูพืชระบาด เรื่องเหล่านี้ไม่ได้อยู่แค่ไหนนิยายไซไฟโลกอนาคตอีกต่อไป แต่ภาคตะวันออกเองกำลังได้รับผลกระทบไปเต็มๆ จากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ Climate Change

และแม้จะเป็นความจริงที่เจ็บปวด แต่ก็อาจจะเป็นภูมิภาคของเราเองที่ได้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดจากการมีโรงไฟฟ้าฟอสซิลจำนวนมากอยู่ในภูมิภาค แถมเป็นภูมิภาคที่ใช้ไฟฟ้าเก่งไม่แพ้ใคร

โดยจากข้อมูลบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยในปีพ.ศ. 2565 ได้เปิดเผยว่าอุตสาหกรรมพลังงานนี่แหละ คือตัวการอันดับหนึ่งที่สร้างก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด โดยอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้า ปล่อยมากที่สุด คิดเป็น 24% หรือประมาณ 1 ใน 4 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของไทย นอกจากนี้ การใช้ LNG เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้ายังปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเป็นอันดับสองรองจากถ่านหินอีกด้วย

จากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ใช้ผลิตไฟฟ้าเหล่านี้เองที่ส่งผลต่อภาวะโลกเดือด สภาพอากาศที่แปรปรวนทำให้ชาวสวนแห่งภาคตะวันออกดูแลผลไม้ให้ได้ผลผลิตมีคุณภาพและมีจำนวนมากตามต้องการยากขึ้นทุกวัน และแม้แต้คนทั่วไปก็อาจจะต้องทนร้อน หรือต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับภัยพิบัติอย่างเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้อาจจะยังไม่ได้สิ้นหวังขนาดนั้นถ้าเราสามารถเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยุติธรรมได้ทันท่วงที ที่ต้องเริ่ม ณ วันนี้

ซึ่งหนึ่งในทางออกที่ทั่วโลกเริ่มแล้วก็คือพลังงานหมุนเวียน ที่ปัจจุบันมีประสิทธิภาพมากขึ้น และหลายบ้านเรื่องติดตั้งใช้งานอย่างจริงจัง ในวันที่ค่าไฟแพงขึ้นทุกวี่ทุกวัน 

จากรายงานของ BloombergNEF ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ของไทยต่ำกว่าโรงไฟฟ้าก๊าซใหม่ และโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งจากรายงานดังกล่าวก็ได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าไทยไม่ควรสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซเพิ่มอีก เพราะต้องพึ่งการนำเข้า LNG มากขึ้นเรื่อยๆ  ทำให้ค่าไฟแพงกว่าเดิม การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนจึงเป็นแนวทางที่คุ้มค่าที่สุด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ 

และที่สำคัญ เมื่อไม่มีโรงไฟฟ้าก๊าซใหม่เพิ่ม ก็เท่ากับว่าเราไม่ได้สร้างปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่ม หรือเรียกได้ว่าไม่ซ้ำเติมปัญหาที่มีอยู่เดิมให้หนักขึ้น หลังจากนั้นจึงเป็นแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ต้องปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหิน และโรงไฟฟ้าก๊าซที่มีอยู่เดิม แทนที่ด้วยการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะการติดตั้งโซลาร์บนหลังคา ที่ทำบ้านของทุกคนกลายเป็นโรงไฟฟ้าได้โดยไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม เพื่อให้ทุกคนได้เป็นเจ้าของพลังงานร่วมกัน ออกแบบได้ร่วมกัน ในวันที่ไฟฟ้าควรเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ทุกคนต้องเข้าถึงได้ในราคาที่เป็นธรรม

ในวันที่เราอยากเห็นภาคตะวันออกเติบโตไปข้างหน้าแบบยั่งยืน สามารถแข่งขันกับนานาชาติได้ ไม่ใช่เมืองอุตสาหกรรมที่ใครหลายคนถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างที่เป็นมา การกลับมาทบทวนเรื่องทิศทางการพัฒนาและการเปลี่ยนผ่านพลังงานฟอสซิลสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนที่ยุติธรรม อาจเป็นคำตอบของการอยู่รอดทั้งในแง่เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของคนตะวันออกด้วยกันเอง

และหากอยากรู้ว่าเราจะเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยุติธรรมได้อย่างไร ชวนติดตามซีรีส์ พลังงาน / คน / ตะวันออก ได้ ตลอดเดือนมิถุนายน – กรกฎาคมนี้ 


อ้างอิงข้อมูลจาก
ข้อมูลปริมาณการใช้ไฟฟ้าและสัดส่วนการใช้ไฟฟ้ารายจังหวัด
ข้อมูลปริมาณการใช้ไฟฟ้าในเดนมาร์ก
สัดส่วนเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้า
สัดส่วนและปริมาณการจัดหาก๊าซ
รายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 1 (ฉบับประชาชน) กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR