/

ผ่านมาตรฐาน ESG ไม่ได้แปลว่าเป็นคนดี : เข้าใจ ESG ที่มากกว่าเรื่องสิ่งแวดล้อม 

ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัจจุบันแต่ละประเทศต่างร่วมลงนามในสัญญาประชาชมว่าด้วย ‘เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน’ (Sustainable Development Goals หรือ SDGS) ทั้ง 17 ข้อขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งส่งผลให้ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและทุกภาคส่วนออกมาขานรับและร่วมดำเนินองค์กรตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อชะลอและหยุดยั้งหายนะที่จะเกิดขึ้นกับโลก 

 

จากการปรับแผนการดำเนินธุรกิจตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทำให้มีบริษัทเอกชนและองค์กรจำนวนมากที่ประกาศวตนว่า บริหารงานโดยใช้แนวคิด ESG หรือเรียกรวมๆ ว่า environment, social, governance (สังคม สิ่งแวดล้อม การกำกับดูแล)

ดังปรากฎในรายงานประจำปีของแต่ละบริษัท และที่มากไปกว่านั้นยังมีการการันตีด้วยรางวัลจากหลากหลายเวทีเพื่อเชิดชูบริษัทที่หันมาดำเนินงานตามหลักการ ESG ด้วย

แต่ท่ามกลางรางวัล การโฆษณา และวาทะกรรมชวนเชื่อเหล่านั้น หากมองให้ลึกลงไปกลับพบว่าในหลายๆ องค์กรยังมีความเข้าใจและให้น้ำหนักกับหลักการ ESG อย่างไม่ครบถ้วน เพราะ แนวคิด ESG ไม่ใช่แค่การบอกว่าทำเพื่อสิ่งแวดล้อมผ่านกิจกรรม CSR เพียงอย่างเดียวอย่างที่บริษัทส่วนใหญ่ยกขึ้นมาเป็นตัวชูโรง แต่ยังหมายรวมถึงเรื่องของความเท่าเทียมกันของคน ความสัมพันธ์กับชุมชนและการกำกับดูแลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้และเป็นธรรมด้วย

ในบทความนี้เราจึงจะพาไปรู้จักกับ ESG กัน

โลกเข้าสู่วิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม คือ ที่มาของแนวคิดการพัฒนาองค์กรแบบ ESG 

จากรายงานความเสี่ยงประจำปี 2021 (The Global Risks Report 2021 16th Edition) ซึ่งจัดทำโดยWorld Economic Forum (WEF) เผยให้เห็นว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า โลกของเราจะเผชิญกับวิกฤตการณ์สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนอย่างรุนแรง หากเรายังบริหารจัดการด้านสภาพภูมิอากาศและปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์ล้มเหลว โลกเราจะเข้าสู่จุดที่ไม่อาจหันหลังกลับได้อีก 

โดยเฉพาะปี 2023 – 2024 ที่โลกเริ่มเปิดฉากเผชิญหน้ากับปัญหาสิ่งแวดล้อมนานัปการและไม่ว่าประเทศเล็กหรือประเทศใหญ่ล้วนไม่สามารถหลบหลีกผลกระทบนี้พ้น ประเทศไทยของเราก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความร้อน ที่ส่งผลให้เรามีหน้าร้อนที่อุณหภูมิสูงสุดในรอบ 40 ปี และความแล้งการปรากฎการณ์เอลนีโญ่ ปรากฎการณ์ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ส่งผลต่อการผลิตข้าวและการติดผลของพืช ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ ปัญหาไฟป่า ไปจนถึงปัญหาแผ่นดินไหวตามชายแดนทางภาคเหนือที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ชัดเจนว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและรูปแบบการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ทำให้การดำเนินธุรกิจในรูปแบบเดิมที่มุ่งเน้นเฉพาะผลกำไรและการลดต้นทุนไม่ตอบโจทย์กับบริบทของโลกที่ต้องเผชิญหน้าและต้องเอาตัวรอดจากวิกฤตการณ์ทางสิ่งแวดได้อีกต่อไป ภาคธุรกิจจึงจำเป็นจะต้องหาทางรอดและปรับตัวเพื่อให้สามารถเติบโตไปได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นที่มาของกรอบแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่เรียกกันว่า ESG นั่นเอง 

ปัจจุบันแนวคิด ESG เริ่มมีบทบาท ได้รับการยอมรับมากขึ้น และกลายเป็นเทรนด์ในการลงทุนที่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนทั่วโลกเนื่องจากเป็นแนวคิด ESG สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการแข่งขันและศักยภาพการเติบโตในระยะยาว

ESG คือ แนวคิดที่ไม่มุ่งพัฒนาองค์กรโดยหวังผลกำไรเพียงอย่างเดียว

ESG คือ แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาองค์กรโดยคำนึงถึง 3 ปัจจัยหลัก อันได้แก่ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environment, Social, Governance) เพื่อให้เกิดการพัฒนาองค์กรในระยะยาวอย่างยั่งยืน โดยไม่หวังผลกำไรเพียงอย่างเดียว 

เพราะสิ่งแสดล้อมเป็นวาระเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนต้องหันมาสนใจ ด้าน E : Environment จึงเป็นหลักเกณฑ์ที่คำนึงถึงความรับผิดชอบของบริษัทต่อสิ่งแวดล้อม  เนื่องจากการดำเนินธุรกิจไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ย่อมมีการใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติและส่งผล
กระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ESG ในด้านสิ่งแวดล้อมจึงพูดถึงการจัดการและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้คุ้มค่าที่สุด ร่วมถึงกำจัดผลเสียจากการดำเนินธุรกิจให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ซึ่งตัวชี้วัดในการประเมินด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อัตราการสร้างของเสีย การปล่อยมลพิษทางอากาศและน้ำ การลดใช้พลังงานไฟฟ้า การรีไซเคิล การลดการใช้กระดาษ เป็นต้น

ในด้าน S : Social เป็นหลักเกณฑ์ทางสังคมที่วัดว่าบริษัทมีการจัดการความสัมพันธ์และมีการสื่อสารกับคู่ค้า ลูกค้า หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholders) เช่น ชุมชนท้องถิ่น และผู้ทำงานในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) อย่างไรโดยเฉพาะกับพนักงานเพราะบุคลากรในองค์กรเป็นทรัพยากรสำคัญที่ภาคธุรกิจไม่อาจมองข้าม ซึ่งตัวชี้วัดด้านสังคมอาจประเมินได้จากความปลอดภัย ความเป็นอยู่ที่ดี สุขภาพกายและสุขภาพใจของพนักงาน ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม การให้ความสำคัญกับหลักสิทธิมนุษยชน การสร้างความเท่าเทียมให้กับคนทุกกลุ่ม การให้โอกาสผู้พิการหรือผู้สูงอายุ การงดใช้แรงงานเด็ก เป็นต้น เพราะธุรกิจที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้มีส่วนที่เกี่ยวข้องย่อมมีแนวโน้มที่การดำเนินงานของธุรกิจนั้นจะเป็นไปอย่างราบรื่น

ในด้าน G : Governance เป็นหลักเกณฑ์วัดว่าบริษัทมีการกำกับดูแลอย่างไร เพราะยิ่งองค์กรโปร่งใสมากเท่าไร ก็มีแนวโน้มที่จะรับผิดชอบต่อสังคมมากเท่านั้น ซึ่งอาจประเมินได้จากความโปร่งใสในการดำเนินงาน วัฒนธรรมองค์กร กฎ ระเบียบ สัดส่วน และนโยบายในการแบ่งผลตอบแทน การจัดการด้านภาษี โครงสร้างผู้บริหาร ความแตกต่างหลากหลายของผู้บริหารและคณะกรรมการของบริษัท ความปลอดภัยทางไซเบอร์ การเปิดเผยนโยบายและขั้นตอนอย่างตรงไปตรงมา การดำเนินการเพื่อลดการทุจริตและคอรัปชั่นในองค์กร โดยทุกขั้นตอนการดำเนินงานต้องโปร่งใส ยุติธรรม และตรวจสอบได้ เป็นต้น

หลัก ESG สิ่งแวดล้อมไม่พอ ต้องพูด Social  Justice ด้วย 

ท่ามกลางความเคลื่อนไหวและการดำเนินงานโดยยึกหลัก ESG  บริษัทจํานวนมากต่างให้ความสนใจและให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมมากที่สุด  โดยเฉพาะการดำเนินการผ่านการทำโครงการ CSR (Corporate Social Responsibility) ที่ในบางครั้งก็ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจหลัก ซึ่งถ้าหากบริษัทเลือกที่จะการดำเนินธุรกิจหลักตามหลักการ ESG อย่างแท้จริงโดยคำนึงถึงทั้งสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชนจะส่งผลดีในระยะยาวมากกว่าการจัดทำโครงการ CSR ยกตัวอย่างเช่น 

กรณีเหตุการณ์น้ำมันรั่วในภาคตะวันออกในหลายครั้ง หลังจากเกิดเหตุมักเกิดโครงการและกิจกรรม CSR อย่างการปลูกป่า หรือการปลูกป่าชายเลนเข้ามาบังหน้าแทนการแก้ไขที่ต้นเหตุของการรั่วและการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ตามบริบทจริง เช่น การติดตามเก็บกู้และสลายคราบน้ำมันที่จับตัวจมลงสู่ก้นทะเลให้ครบ การติดตามและฟื้นฟูแนวปะการังที่ถูกคราบน้ำมันเกาะ การเพาะเลี้ยงและอนุบาลสัตว์น้ำเพื่อแก้ไขปัญหาสัตว์น้ำการลดจำนวนลงของสัตว์น้ำจากคราบน้ำมัน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาในด้านสิ่งแวดล้อมที่ต้นเหตุ ไปจนถึงการส่งเสริมหรือแก้ไขปัญหาการสูญเสียแหล่งทำมาหากินของชาวประมงในพื้นที่ที่ไม่ใช่เฉพาะการชดเชยเยียวยาเพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมกับชุมชนตามหลักการ ESG 

กรณีการสร้างโรงไฟฟ้าหรือโรงงานอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษใกล้เคียงพื้นที่ชุมชน แต่ไปสร้างกิจกรรม CSR อย่างการสร้างฝายหรือการปลูกปะการังเพื่อสิ่งแวดล้อม (ซึ่งไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องมลพิษทางอากาศ) แทนการจำกัดเขตควบคุมมลพิษอย่างจริงจัง โดยเริ่มได้ตั้งแต่การกำหนดระยะถอยร่นเพื่อสร้างโรงไฟฟ้าหรือโรงงานอุตสาหกรรมนอกเขตชุมชนซึ่งควรเป็นมาตราฐานในการสร้างทุกโรงงานขนาดใหญ่

หรือการเลือกใช้เทคโนโลยีที่ต้นทุนสูงขึ้นเพื่อจำกัดหรือกำจัดแก๊สหรือของเสียก่อนปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศภายนอกหรือลงสู่แหล่งน้ำตามธรรมชาติ รวมถึงการตั้งกองทุนชดเชยเยียวยาให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นธรรมเพื่อชดเชยความเสี่ยงของการอยู่อาศัยใกล้พื้นที่โรงงาน

กรณีการปลูกพืชเชิงเดี่ยวในอุตสาหกรรมการเกษตร ซึ่งส่งผลกระทบเรื่องความเปลี่ยนแปลงของวัฏจักรของเคมีในดิน เช่น ค่าไนโตรเจนพุ่งเกินขีดจำกัด ดินเสื่อมโทรมทำให้สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพทั้งในบริบทของชนิดพืชพันธ์และความอุดมสมบูรณ์ของดิน เช่น การปลูกยูคาลิปตัสเชิงเดี่ยวเพื่ออุตสหกรรมกระดาษโดยเฉพาะในจังหวัดสระแก้ว ปราจีนบุรี และนครนายก ซึ่งมีผลวิจัยออกมามายืนยันว่า ต้นยูคาลิปตัสดูดสารอาหารในดินอย่างรวดเร็วจนดินเสื่อมคุณภาพได้ง่าย ทำให้ในดินมีไส้เดือนลดน้อยลงฟื้นฟูคุณภาพดินได้ยาก ส่งผลให้ไม่สามารถปลูกพืชพันธ์ุชนิดอื่นได้ในอนาคต สิ่งที่ควรทำเพื่อแก้ปัญหาดินเสื่อมโทรม คือการพักดินและปรับปรุงคุณภาพของดินในพื้นที่ รวมถึงสนับสนุนการปรับจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาปลูกพืชหมุนเวียน ไม่ใช่การสร้างโครงการ CSR สร้างธนาคารน้ำใต้ดิน หรือกิจกรรม CSR อื่นๆ ที่ไม่แก้ไขปัญหาอย่างตรงตามบริบท

หรือกรณีการสนับสนุนการสร้างเขื่อนแม่น้ำโขง  การสร้างเขื่อนแม่น้ำโขงเพื่อสร้างไฟฟ้านอกจากจะส่งผลกระทบมหาศาลต่อระบบนิเวศโดยรวมตามที่นักนิเวศวิทยาหลายท่านได้ออกมาให้ข้อมูลแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต การประกอบอาชีพ ไปจนถึงวัฒนธรรมริมน้ำทั้งหลายของชาวบ้านสองฝั่งริมแม่น้ำโขงด้วย แต่ผลกระทบที่มีต่อชีวิตของประชาชนกับไม่ถูกยกขึ้นมาพูดถึงอย่างกระตือรือร้นเทียบเท่าความเสียหายทางระบบนิเวศ ซึ่งเป็นปัญหาของโครงการ CSR ในแทบจะทั้งหมดที่นอกจากจะไม่ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมตรงตามบริบทแล้ว ยังขาดการใส่ใจในเรื่องสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมและความเท่าเทียมของชุมชนที่ได้รับผลกระทบโดยรอบด้วย

นอกจากการสร้างโครงการ CSR อย่างผิดฝาผิดตัวการดำเนินธุรกิจตามหลักการ ESG ยังมีปัญหาในการจัดเก็บข้อมูลในการทำรายงาน ESG ด้านสิ่งแวดล้อมด้วย โดยสิ่งสำคัญของการทำรายงานคือ การพิจารณาถึงผลกระทบที่ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลของบริษัทที่มีต่อสังคมโดยรวม 

แต่ปัจจุบันมีการจัดเก็บข้อมูลไม่ครบถ้วน และไม่เป็นธรรม เนื่องจากต้องการลดภาระให้องค์กร หรือการกล่าวอ้างถึงช่วงเวลาในการเปลี่ยนผ่าน ยกตัวอย่างเช่น การจดวัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ส่วนใหญ่มีการรายงานกันในเฉพาะ Scope 1  และ Scope  2  โดยไม่มีการกล่าวถึง Scope 3  หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมที่อยู่เหนือการควบคุม (indirect value chain emissions) ที่หมายถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากต้นน้ำ เช่น การทำการเกษตร  การปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษจากการเผาพืชไร่ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชุมชนที่อยู่โดยรอบ

ทั้งหมดเป็นปัญหามาจากการที่ในปัจจุบันไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างชัดเจน รวมถึงไม่มีองค์ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อตรวจสอบอย่างจริงจัง แต่การอยู่รอดและก้าวผ่านวิกฤตสิ่งแวดล้อมนี้จำเป็นต้องได้รับความร่วมมืออย่างถูกต้องและจริงใจจากทุกฝ่าย 

ได้ ESG ไม่ได้แปลว่าดีทั้งหมด เพราะอาจตามมาด้วย Green Washing 

ในระยะหลายปีมานี้มีการประกาศรางวัล ESG หรือการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืนกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งในหลายๆ รางวัลนั้นมาจากโครงการ CSR โดยในบรรดากิจกรรม CSR ทั้งหมด กิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ โดยไม่แม้กระทั่งครอบคลุมถึงปัญหาในด้านสังคม ความเท่าเทียมกันของมนุษย์ ความเป็นธรรมต่อชุมชน 

ในขณะเดียวกันหลายๆ โครงการ CSR ด้านสิ่งแวดล้อมก็ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างตรงตามบริบท และกิจกรรม CSR ด้านสิ่งแวดล้อมบางรูปแบบของบางบริษัทก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด เพราะดําเนินการอย่างไม่รับผิดชอบหรือไม่มีความระมัดระวังมากเพียงพอจนทําให้บางครั้งนําไปสู่ผลเสียต่อระบบนิเวศมากกว่าผลดี

ดังนั้นการทําโครงการ CSR ด้านสิ่งแวดล้อมควรตั้งอยู่บนความรับผิดชอบและถูกต้องตามหลักนิเวศวิทยา เพราะหากไม่เป็นเช่นนั้นกิจกรรม CSR คงเป็นได้แค่เพียงการฟอกเขียว (Green Washing) เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ของบริษัทในสายตาสาธารณะชนเท่านั้น

สุดท้ายนำมาสู่คำถามที่ว่า แท้จริงแล้วแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนตามหลักการ ESG ที่ทุกบริษัษกล่าวถึงนั้นถูกมาปฏิบัติอย่างครบถ้วนและจริงจังหรือไม่ หรือทั้งหมดทั้งมวลล้วนอยู่เพียงในรายงานสวยหรู

 

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ESG 

 Scope 1 คือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรง จากกิจกรรมขององค์กรหรือภายใต้การควบคุมขององค์กร เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิง สารทำความเย็น หม้อไอน้ำ เตาเผา รวมถึงการปล่อยก๊าซจากยานพาหนะ เช่น รถยนต์ รถตู้ รถบรรทุก ครอบคลุมจนถึงกระบวนการที่ปล่อยออกมาระหว่างกระบวนการทางอุตสาหกรรม และการผลิตในสถานที่ เช่น ควันโรงงาน สารเคมี 

และ Scope 2 คือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมที่ถูกซื้อมา (Indirect Emissions) จากการผลิตพลังงานที่ซื้อหรือได้มาเท่านั้น เช่น ไอน้ำไฟฟ้า ความร้อน หรือการทำความเย็น ซึ่งเกิดขึ้นนอกสถานที่และถูกใช้โดยองค์กร ซึ่งเป็นกระบวนการปล่อยก๊าซ GHG ที่สูงถึง 1 ใน 3 ของโลก นั่นถือเป็นเหตุผลที่การประเมินและการวัดการปล่อยใน Scope 2 นำมาซึ่งโอกาสในการลดการปล่อยก๊าซอย่างมีนัยสำคัญ

อ้างอิงข้อมูลเพิ่มเติม
CP ติด Top 5% โดย S&P Global บริษัทใหญ่ใส่ใจความยั่งยืน ต่อเนื่องปีที่ 3 ย้ำไม่หยุดพัฒนา มุ่งเป้า Net Zero ปี 2050
ไทยยืนหนึ่งเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนจาก S&P Global โดย 12 บริษัทอยู่ในระดับ Gold Class มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก
ESG คืออะไร ทำไม ESG ถึงมีความสำคัญในปัจจุบัน
ESG…ปัจจัยสำคัญสู่แนวทางการประกอบธุรกิจตามหลักความยั่งยืน  
“ESG” แนวคิดความยั่งยืนที่องค์กรควรใช้เป็นเครื่องมือ หรือแค่เทรนด์ตามกระแส
เหตุผลดี ๆ ว่าทำไมท่านต้อง จัดทำรายงานความยั่งยืน ESG
คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อมฉบับนักนิเวศ โดยทีมวิจัยบริษัทป่าสาละจำกัด
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR