/

สัตว์มหัศจรรย์กับถิ่นที่อยู่ ณ ภาคตะวันออก : Fantastic Beasts that we can find in the east

แม้ภาคตะวันออกของไทยจะเป็นที่รู้จักในฐานะเขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ แต่เชื่อไหมว่าตะวันออกนั้นรุ่มรวยด้วยธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตพิเศษมากมาย ที่บางสายพันธุ์ก็พบได้ในภาคตะวันออกเท่านั้น

ธรรมชาติบนโลกยิ่งใหญ่ นอกจากมนุษย์แล้วบนโลกนี้ยังประกอบไปด้วยสิ่งมีชีวิตอีกหลากหลาย เป็นความจริงที่ว่ามนุษย์ไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่เพียงเผ่าพันธุ์เดียวได้ และในความยิ่งใหญ่งดงามของธรรมชาติเหล่านั้น มีพื้นที่มากมายที่เป็นบ้านของเหล่าสัตว์น้อยใหญ่ ในภาคตะวันออกเองก็เช่นกัน

ก่อนภาคตะวันออกจะกลายเป็นเมืองที่รุ่มรวยไปด้วยอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว ภาคตะวันออกก็เคยอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพื้นที่ธรรมชาติ ป่าไม้น้อยใหญ่และเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์อีกหลากหลายชนิด แม้ในปัจจุบันภาคตะวันออกจะพัฒนาและเติบโตไปอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นพื้นที่ที่เจริญทางด้านสังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรม

เพียงเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ผู้อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหารแต่เพียงกลุ่มเดียวโดยไม่คำนึงถึงสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น

แต่ก็ยังมีบางส่วนของภาคตะวันออกที่ยังคงหลงเหลือพื้นที่ป่าไม้ พื้นที่ธรรมชาติ อันเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ชนิดต่างๆ อยู่ โดยเฉพาะพื้นที่ป่ารอยต่อภาคตะวันออก ในอดีตป่าตะวันออกเคยเป็นป่าผืนใหญ่ที่เป็นผืนต่อกันขนาดใหญ่ ตั้งแต่ป่าดงพญาไฟ ป่าพนมสารคาม ไปจนถึงประเทศกัมพูชา

ในปัจจุบัน แม้ป่าตะวันออกจะไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนในอดีต แต่ก็มีความพยายามในการอนุรักษ์ไว้โดยการเอาพื้นที่ป่า 5 แหล่งมารวมกัน ได้แก่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว อุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-เขาวง อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฎ และพื้นที่ป่าสงวนที่ยังคงสภาพอยู่โดยรอบเพื่อรักษาพื้นที่ให้มีขนาดติดต่อกันเป็นผืนใหญ่ที่สุดเพื่อความมั่งคงของระบบนิเวศ

แม้พื้นที่ทางธรรมชาติในป่าตะวันออกจะไม่ได้เหลืออยู่เยอะเท่าไหร่นักนตอนนี้ แต่ก็ยังคงความหลากหลายมากพอที่จะมีสัตว์ชนิดต่างๆ ที่หาไม่ได้ทั่วไปในป่าในพื้นที่อื่นของประเทศไทย โดยเฉพาะเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว ที่ไม่เพียงมีสัตว์พิเศษที่หาไม่ได้ในพื้นที่ป่าที่อื่นของประเทศไทยแล้ว ยังเป็นพื้นที่ป่าที่ค้นพบสัตว์ชนิดใหม่ที่ไม่มีที่อื่นบนโลกเป็นแหล่งแรกด้วย

ซึ่ง EPIGRAM จะพาไปรู้จักเหล่าสัตว์พิเศษที่ตามหากันได้ในภาคตะวันออกกัน

 

ชะนีมงกุฎ 

ชะนีมงกุฎ 

ชะนีมงกุฎมีลักษณะโดยทั่วไปคล้ายคลึงกับชะนีมือขาว โดยมีสีของลำตัวจะขึ้นอยู่กับเพศของชะนี ชะนีมงกุฎเพศผู้เมื่อโตขึ้นจะมีสีดำทั่วทั้งตัวยกเว้นยกเว้นบริเวณขนคิ้ว รอบกระหม่อมและขนแข็งรอบอวัยวะเพศ ส่วนชะนีมงกุฎเพศเมียจะมีลำตัวสีเทาหรือเทาปนน้ำตาลอ่อน มีขนบนกระหม่อมสีดำดูคล้ายมงกุฎและจะมีขนบนหน้าอกลงไปถึงท้องน้อยเป็นสีดำ ส่วนลูกของชะนีมงกุฎเมื่อคลอดออกมาใหม่ๆ จะมีสีขาว และจะเปลี่ยนสีขนเมื่ออายุประมาณ 3 ปี ซึ่งชะนีมงกุฎชอบกินผลไม้,ใบไม้,แมลง และสัตว์มีกระดูกสันหลังขนาดเล็กเป็นอาหาร

ขณะนี้ชะนีมงกุฎจัดอยู่ใน Appendix 1 หรือชนิดพันธุ์ที่ตกอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ตามอนุสัญญา CITES และตามพระราชบัญญัติ สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 โดยชะนีมงกุฎได้รับการประกาศให้เป็น “สัตว์ป่าคุ้มครอง” เนื่องจากภาวะการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า และการลักลอบฆ่าแม่ชะนีเพื่อนำลูกชะนีมาเป็นสัตว์เลี้ยง

ชะนีมงกุฎอาศัยเฉพาะอยู่ในป่าดิบที่มีชั้นเรือนยอดสูงและมีถิ่นการกระจายพันธุ์ที่ค่อนข้างแคบ จำกัดอยู่เฉพาะบริเวณอินโดจีนเท่านั้น ในประเทศไทยพบที่พื้นที่ป่าตะวันออกอย่างในเขาสอยดาว

 

ตะกองหรือกิ้งก่ายักษ์ 

ตะกอง

ตะกองเป็นสัตว์เลื้อยคลานประเภทกิ้งก่าชนิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ขนาดของตะกองสามารถยาวได้ถึง 90-120 เซนติเมตร โดยตะกองเพศเมียจะมีขนาดเล็กกว่าตะกองเพศผู้ราว 10-30 เซนติเมตร และจะมีหัวป้อมกว่า สีของลำตัวก็เข้มกว่า สีของตะกองจะมีสีเขียว และสามารถที่จะเปลี่ยนสีให้เข้มขึ้นและอ่อนลงตามสภาพแวดล้อมได้

เวลาตะกองตกใจสามารถวิ่ง 2 ขาได้ โดยจะหุบขาหน้าไว้แนบชิดลำตัว และเมื่อมีภัยจะกระโจนลงน้ำ และดำน้ำหลบอยู่ได้เป็นเวลานานๆ สำหรับอาหารที่ตะกองกินคือ แมลงชนิดต่างๆ กบ เขียด ปลาเล็กๆ หนูตัวเล็กๆ และผลไม้บางชนิด ตะกองมีฤดูกาลผสมพันธุ์ และวางไข่ในระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม และในหนึ่งครั้งตะกองเพศเมียจะวางไข่ประมาณ 10 ฟอง โดยจะวางไข่ในบริเวณพื้นดินที่มีลักษณะเป็นดินทราย

ตะกองอาศัยกระจายทั่วไปในประเทศลาว เวียดนาม กัมพูชา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกของประเทศไทย ตะกองชอบที่จะอาศัยหากินอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์และมีสภาพป่าที่ค่อนข้างทึบ เช่นบริเวณป่าดิบแล้งริมลำน้ำที่มีน้ำไหลอย่างคลองมะเดื่อ แม่น้ำปราจีนบุรี แม่น้ำนครนายก คลองลำตะกอง แม่น้ำลำพระเพลิง และห้วยมวกเหล็กตะกอง

ในปัจจุบันจำนวนประชากรของตะกองได้ลดลงจากในอดีตมาก เนื่องจากปัญหาการจับไปเป็นอาหารของชาวบ้านรอบๆป่า และปัญหาการบุกรุกทำลายป่าอันเป็นถิ่นที่อยู่อาศัย

นอกจากนั้นในช่วงนี้ยังมีข่าวเกี่ยวกับการล่าอีกัวน่า เนื่องจากอีกัวน่าเป็นเอเลี่ยนสปีชีส์ที่กำลังระบาดหนักในหลายพื้นที่แต่ตะกองและอีกัวน่ามีลักษณะคล้ายคลึงกันอย่างมากจำเป็นต้องมีความระมัดระวังในการล่า เนื่องจากและตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ตะกองเป็นหนึ่งใน “สัตว์ป่าคุ้มครอง” ซึ่งถ้ามีการล่าไม่ว่าเพื่อการใดนับว่าเป็นความผิดทางกฎหมาย

ไก่ฟ้าหลังเงินจันทบูรณ์ 

ไก่ฟ้าหลังเงินจันทบูรณ์ 

ไก่ฟ้าหลังเงินจันทบูรณ์หรือไก่ฟ้าหลังเงินจันบุรีจะมีขนาดเล็กกว่าไก่ฟ้าหลังเงินธรรมดาเล็กน้อย ในเพศผู้จะมีสีของลำตัวด้านบนเป็นสีน้ำเงินอมดำ มีลายเป็นรูปตัววีสีขาวอยู่ทุกเส้นขนตลอดปีกจนถึงสุดหางแนวขน ตั้งแต่ใต้คางจนถึงท้องเป็นสีน้ำเงินเข้มอมดำ หน้าสีแดงเข้ม แข้งสีแดง มีขนสีน้ำเงินเข้มอมดำเป็นกระจุกจากหัวยาวขนานกับลำตัว ซึ่งผิดกับไก่ฟ้าหลังเงินธรรมดา ส่วนเพศเมียลำตัวจะเป็นสีน้ำตาลแดง ทั้งขนบนหัวและหงอนสีน้ำตาลแดงพาดชี้ยาวไปทางด้านท้ายทอย หน้าและแข้งมีสีแดง ไม่มีเดือย ตั้งแต่ส่วนหัวลงมาและท้องจะมีสีน้ำตาลเข้มจางกว่าส่วนลำตัวและส่วนหาง

ในปัจจุบัน ไก่ฟ้าหลังเงินจันทบูรณ์อยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากสภาพป่าซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของไก่ฟ้าหลังเงินจันทบูรณ์ถูกบุกรุกทำลายและเปลี่ยนสภาพเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ประกอบกับการที่ไก่ฟ้าหลังเงินจันทบุรีมีถิ่นที่อยู่อาศัยที่ค่อนข้างจำกัด คือในพื้นที่บริเวณป่าตะวันออกนี้เท่านั้นโดยจะพบมากที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว เขาคิชฌกูฏ เขาสระบาป และบริเวณเขาบรรทัดซึ่งเป็นพรมแดนระหว่างไทยและกัมพูชาทำให้ยิ่งเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มากขึ้นไปอีก และตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ไก่ฟ้าหลังเงินจันทบุรีก็ได้รับการประกาศให้เป็น ” สัตว์ป่าคุ้มครอง ” ด้วย

นกกระทาดงจันทบูรณ์

นกกระทาดงจันทบูรณ์

นกกระทาดงจันทบูรณ์เป็นนกที่มีขนาดเล็ก มีขนาดประมาณ 26 – 28 เซนติเมตร ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะและสีสันเหมือนกัน คือโดยบริเวณหัว คอหอย และอกสีน้ำตาลแคง กระหม่อมด้านบนของคอและลายเส้นด้านท้ายของตาสีดำ ด้านข้างลำตัวและด้านในต้นขามีลายรูปตัววี (V) สีขาวเด่นชัด ลำตัวด้านบนมีลายขวางสีดำ ปากสีดำ นิ้วสีชมพู แข้งและเท้าสีชมพูอมม่วง อาหารได้แก่เมล็ดหญ้า เมล็ดพืช ผลไม้ที่หล่นจากต้น แมลงและสัตว์ขนาดเล็กตามพื้นดิน

นกกระทาดงชอบอาศัยอยู่ตามป่าดิบชื้นหรือบนภูเขา โดยส่วนมากอาศัยอยู่ในป่าดงดิบชื้นในระดับความสูง 200 – 1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเลอาจอยู่เดี่ยวหรือเป็นคู่ สามารถส่งเสียงขันได้ยินไปไกล เขตมีแพร่กระจายพันธุ์อยู่เฉพาะในบริเวณทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศไทยและบริเวณที่ติดกันของประเทศกัมพูชาเท่านั้น ในประเทศไทยพบเฉพาะในบริเวณจังหวัดจันทบุรีเช่นในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาวและอุทยานแห่งชาติเขาสระบาป

นกเขนหางขาวตะวันออก

นกเขนหางขาวตะวันออก

นกเขนหางขาวตะวันออกหรือที่มีชื่อเท่ห์ว่า Cambodian White-tailed Robin เดิมเป็นชนิดย่อยหนึ่งของนกเขนสีฟ้าทางขา โดยมีจุดสังเกตความแตกต่างที่ขนบริเวณลำตัวของนกเขนหางขาวตะวันออกสีน้ำเงินแกมเทาไม่เข้มดำเท่านกเขนสีฟ้าหางขาว ลำตัวด้านล่างสีอ่อนกว่าอก สีฟ้าบริเวณหน้าผากไม่เป็นมันวาวปกติมักมองไม่เห็น ตัวเมียคล้ายนกเขนสีฟ้าหางขาวแต่สีน้ำตาลอ่อนกว่าสีขาวที่คอชัดเจนกว่า นกเขนหางขาวตะวันออกมีถิ่นอาศัยกระจายพันธุ์อยู่ในป่าดิบระดับความสูง 900 เมตรขึ้นไปในป่าภาคตะวันออก

นกสาลิกาเขียวหางสั้น

นกสาลิกาเขียวหางสั้น

นกสาลิกาเขียวหางสั้นมีลักษณะคล้ายนกสาลิกาเขียว แต่มีหางสั้นกว่า ขนปีกมีสีแดงทั้งปีกไม่มีขลิบสีดำขาวบริเวณปลายขนโคนปีกเหมือนนกสาลิกาเขียว และลำตัวด้านล่างสีเหลืองมากกว่านกสาลิกาเขียว หางค่อนข้างสั้นเมื่อเทียบกับความยาวลำตัว

มีถิ่นอาศัยในป่าดิบแล้ง และป่าดิบเขาระดับต่ำ เป็นนกประจำถิ่นหายาก มีรายงานว่าพบเฉพาะทางภาคตะวันออก ในจังหวัดจันทบุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดชลบุรี

กบเขาสอยดาว 

กบเขาสอยดาว 

กบเขาสอยดาวเป็นกบขนาดกลาง ความยาวจากหัวถึงก้นราว 5 – 7.5 เซนติเมตร มีท้องสีขาวออกเหลือง ที่คอและอกมีลายจุดเล็กละเอียดสีน้ำตาล หลังสีน้ำตาลเหลือง สีน้ำตาลแดง หรือสีน้ำตาลเทามีลายสีดำจางให้สังเกตุได้ ขามีความยาวเรียวปลายนิ้วเรียวมือไม่มีพังพืด ส่วนเท้ามีพังพืด 3 ใน 4 ส่วนของความยาวนิ้ว ๆ นอกจากนั้นยังมีมีสันจากปลายจมูกผ่านเหนือตาไปถึงเหนือก้นด้านข้างและมีแถบสีดำจากจมูกพาดตาและแผ่นหู ๆ กบเขาสอยดาวเพศผู้ในช่วงฤดูผสมพันธุ์มักมีตุ่มหนามขนาดเล็กกระจายตามลำตัวให้เป็นจุดสังเกต ส่วนเพศเมียจะมีขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับเพศผู้ ถ้าดุดูเผินๆ อาจสับสนระหว่างกบเขาสอยดาวกับกบอ่องใหญ่ได้

ส่วนใหญ่เราสามารถพบได้ในลำธารขนาดเล็กที่มีน้ำไหลเอื่อยหรือลำธารในป่าพรุ และป่าดิบเขาซึ่งมีระดับต่ำตั้งแต่ความสูงที่ 700 เมตรขึ้นไป กบเพศผู้มักนั่งบนรากไม้หรือพวกพืชกลุ่มปาล์มริมน้ำ ส่วนเจ้าพวกลูกอ๊อดพบได้บริเวณริมธารที่น้ำไหลเอื่อยและมีเศษใบไม้ปกคลุมหนาแน่น ส่วนมากพบปะปนกับลูกอ๊อดอึ่งกรายจันทบุรีและกบหงอน

สำหรับการแพร่กระจายพันธุ์ของๆ ในประเทศไทย พบเฉพาะบริเวณยอดเขาสอยดาวเหนือ และยอดเขาสอยดาวใต้ในจังหวัดจันทบุรีเท่านั้น อาจพบในบริเวณอื่นหากมีการสำรวจเพิ่มเติม

กบอกหนามจันทบุรี

กบอกหนามจันทบุรี

กบอกหนามจันทบุรีพบครั้งแรกอยู่ที่เขาสอยดาว จังหวัดจันทบุรี กบอกหนามจันทบุรีเป็นกบขนาดใหญ่ มีความยาวจากหัวถึงก้นประมาณ 10 เชนติเมตร รูปร่างค่อนข้างแบน ลำตัวและขาเป็นปุ่มปมดูคล้ายคางคก มีสันเรียงเป็นแนวเส้นประหลายแถว ขาหน้าใหญ่ เท้ามีพังผืดเต็มความยาวนิ้ว ปลายนิ้วเรียว หลังสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ ท้องสีขาว ตาสีเหลืองสดหรือสีน้ำตาลอ่อน หัวใหญ่กว้าง เมื่อยังเล็กมักมีสีอ่อนกว่าตัวเต็มวัย เพศผู้เมื่ออยู่ในช่วงฤดูผสมพันธุ์จะมีกลุ่มหนามสีดำขนาดใหญ่เรียงบริเวณหน้าอกและด้านในของแขนและนิ้วตีนซึ่งเป็นจุดเด่นที่ใช้สังเกตุแยกแยะ ส่วนๆเพศเมียจะปรากฎเป็นเพียงตุ่มสากคล้ายสิวเสี้ยน

กบองหนามจันทบุรีตัวเต็มวัยพบว่าจะอาศัยอยู่ในลำธารขนาดใหญ่ที่มีน้ำไหลแรงหรือบริเวณที่เป็นผาน้ำตกลาดชัน ตอนๆกบยังเป้นกบเด็กขนาดเและกบวัยรุ่น ๆจะอาศัยในลำธารที่มีกรวดหินขนาดเล็ก น้ำไหลไม่แรงมากนักและมีเศษซากใบไม้ทับถมหนาแน่น แต่เมื่อโตเต็มวัยแล้วจะกินแมลงขนาดเล็ก ปูปลาขนาดเล็ก ไปจนถึงกบชนิดอื่นๆ ที่สามารถจับได้ ฤดูผสมผสมพันธุ์ของอยู่ในช่วงตันฤดูหนาวโดยจะวางไข่ติดกับก้อนหิน ก่อนไข่จะกลายเป้นพวกเจ้าลูกอ๊อดซึ่งพบได้เกือบตลอดทั้งปีและมักออกหากินเวลากลางคืนโดยกินตะใคร่ที่เกาะตามหิน

กระจายพันธุ์ของกบอกหนามจันทบุรีพบในประเทศไทยและกัมพูชา สำหรับประเทศไทยพบเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงใต้ แถบเทือกเขาจันทบุรี (เทือกเขาบรรทัด) จังหวัดจันทบุรี และตราด

กบเกาะช้าง

กบเกาะช้าง

ที่ได้ชื่อกบเกาะช้างเพราะพบครั้งแรกที่เกาะช้าง จังหวัดตราด กบเกาะช้างเป็นกบขนาดกลางค่อนข้างเล็ก มีความยาวจากหัวถึงกันราว 3.5 – 4 เซนติเมตร อยู่ในกลุ่มที่หน้าตาคล้ายกบดอเรียโดยจะมีหนังนูนเป็นสันจากหางตาถึงไหล่ มือไม่มีพังผืด ส่วนเท้ามีพังผืดเต็มความยาวนิ้ว ปลายนิ้วเรียว ลำตัวและขาหลังมีตุ่มขนาดเล็กสีครีมกระจายห่างๆ หลังสีน้ำตาลเทา มีลายจุดสีดำ มีสันต่อมนูนบนหัวและหลัง ยาวไม่ต่อเนื่องกัน สั้นบ้าง ยาวบ้าง ตามด้วยตุ่มขนาดเล็กและมีตุ่มกระจายทั่วตัว ขามีลายพาดสีน้ำตาล ขาหลังค่อนข้างสั้น ท้องสีขาวออกเหลือง ปากสีครีมสลับสีน้ำตาล กบเกาะช้างเพศผู้มีสัดส่วนหัวโตกว่าเพศเมีย เจ้ากบวัยเด็กมักมีสีสันบริเวณปากและลำตัวจะเด่นซัดกว่าเจ้ากบที่โตเต็มวัยแล้ว กบเกาะช้างเพศผู้จะขุดโพรงขนาดเล็กไว้สำหรับให้เพศเมียวางไข่ มีการนำใบไม้ปิดทับเพื่อพรางผู้ล่าและทั้งคู่จะแวะเวียนไปเฝ้าดูแลไข่

กบเกาะช้างอาศัยอยู่ได้ทั้งที่ราบในป่าดิบชื้น และตามลำธารบนภูเขาสูง โดยพบอาศัยในลำธารขนาดเล็กที่มีกรวดหินและเศษซากใบไม้ทับถมกันหนาแน่น หรืออาจพบตัวตามพื้นป่าไกลจากลำธารได้ในช่วงหลังฝนตกหนัก มักพบอาศัยบริเวณเดิมตลอดทั้งปีหรือมีการย้ายถิ่นในช่วงหน้าแล้งบ้าง ฤดูแล้งพบได้ตามแอ่งน้ำที่ขังเป็นห้วงๆ ในลำธารขนาดเล็กหรือแอ่งน้ำขังในป่าที่มีความชื้นสูง

มีการแพร่กระจายพันธุ์แถบประเทศไทย กัมพูชา และเวียดนาม สำหรับประเทศไทยพบอาศัยในป่าดิบชื้นทางภาคตะวันออก โดยเฉพาะที่จังหวัดตราด ทั้งบนแผ่นดินใหญ่และบนเกาะช้าง อาจพบได้ในเกาะกูดและเกาะใกล้เคียงที่มีสภาพแวดล้อมใกล้เคียงกับเกาะช้าง

ปาดจิ๋วศรีราชา

ปาดจิ๋วศรีราชา

สถานที่พบปาดจิ๋วครั้งเรกคือ หนองค้อ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรีเลยชื่อปาดจิ๋วศรีราชา ปาดจิ๋วฯ เป็นปาดขนาดเล็ก วัดความยาวจากหัวถึงก้นยาวแค่ 2-2.5 เซนติเมตรเท่านั้น มีหน้าเล็กแหลมวีเชฟ ลำตัวด้านบนสีน้ำตาลอ่อนอมม่วง อาจมีจุดเล็กละเอียดสีดำ และมีสายแถบสีครีมลากจากจมูกผ่านเหนือตาไปบนสีข้างถึงโคนขาหลัง สีข้างสีออกเขียว ท้องค่อนข้างใสเต็มไปด้วยจุดสีขาว ปลายนิ้วแผ่ออกเป็นแผ่นขนาดใหญ่ได้มีพังผืดเล็กน้อยระหว่างนิ้วมือคู่นอก เท้ามีพังผืด 3 ใน 4 ส่วนของความยาวนิ้ว มีปุ่มขนาดเล็กบนฝาด้านใน เพศผู้มีถุงขยายเสียงขนาดใหญ่ใช้เวลาร้องหาคู่

ที่อาศัยของปาดจิ๋วอยู่บริเวณทุ่งหญ้าเปิดโล่งริมแหล่งน้ำในที่ราบ ผสมพันธุ์ในหนองน้ำ กระจายพันธุ์อยู่ทั้งในประเทศไทย ลาวและกัมพูชา ในประเทศไทยพบแถบกลุ่มป่าดงพญาเย็นเขาใหญ่ และกลุ่มป่าทางภาคตะวันออก

ปาดตะปุ่มจันทบุรี

ปาดตะปุ่มจันทบุรี

ปาดอีกชนิดที่พบในป่าตะวันออกคือปาดตะตุ่มจันทบุรี ไปรับชื่อนี้เพราะสถานที่พบปาดตะปุ่มจันทบุรีครั้งแรกอยูใกล้น้ำตก บริเวณเขาสระบาป ห่างจากตัวเมืองจันทบุรีไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 18 กิโลเมตร ปาดตะปุ่มจันทบุรีเป็นปาดขนาดเล็ก ความยาวจากหัวถึงกันเพียง 3-3.5 เชนติเมตร มีหัวสั้นกว้าง ผิวเต็มไปด้วยปุ่มปมซึ่งเป้นอีกที่มาของชื่อและเป็นจุดเด่นให้เราสังเกตได้ ลำตัวด้านบนของสีน้ำตาล หัวมีลายแต้มสีดำและสีครีม ก้นสีครีม ขามีลายพาดสีน้ำตาลสลับแถบจุดสีขาว ท้องสีเข้มและมีลายร่างแหสีน้ำเงินหรือสีฟ้า คางมีลายจุดประสีขาว นิ้วแบนยาวปลายนิ้วแผ่ออกเป็นเผ่นขนาดใหญ่ มือมีพังผืดเล็กน้อย เท้ามีพังผืดเกือบเต็มความยาวนิ้ว บริเวณขาหนีบมีแต้มสีตำและสีขาว หัวเข่าและปลายนิ้วตีนทั้งสี่เป็นสีแดงหรือสีส้มสด สีจะสดใสมากเมื่อยังเป็นปาดวัยเด็กและจะค่อยๆ หม่นลงเมื่อปาดมีอายุมากขึ้น ตอนที่ยังเป็นเพียงลูกอ็อดมีรูปร่างกลมแบนเมื่อมองจากด้านบน

แหล่งอาศัยตามธรรมชาติของคือ โพรงไม้และที่ที่มีน้ำขัง ซึ่งอาจพบได้ในโพรงต้นตะแบก และกลุ่มต้นยาง รวมถึงต้นยวนผึ้ง แต่ส่วนมากมักพบตามภาชนะที่รองรับน้ำ เช่น ตุ่มใส่น้ำที่ถูกทั้งไว้ในป่า หรือถังน้ำประปาภูเขา ชอบซ่อนตัวใต้เศษใบไม้ และโผล่มาแต่จมูกเพื่อหายใจหรืออาจขึ้นมาเกาะแค่ปากโพรงเวลากลางคืนปาดและส่งเสียงร้องหาคู่อยู่ในโพรง

ปาดชนิดนี้จัดเป็นปาดตะปุ่มที่ปรับตัวง่ายมากชนิดหนึ่ง พบได้ในป่าดิบแล้งและป่าดิบเขาที่สมบูรณ์ นอกจากนี้ยังพบได้ในป่าที่ถูกรบกวนและมีการแผ้วถาง กระจายพันธุ์บริเวณประเทศไทย ลาวและกัมพูชา ในไทยเราสามารถพบได้ตามกลุ่มป่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก และภาคตะวันออก รวมทั้งเกาะช้างและเกาะกูด

อึ่งกรายจันทบุรี

อึ่งกรายจันทบุรี

อึ่งกรายจันทบุรีถูกพบครั้งแรกที่ระดับความสูง 600-700 เมตร จากระดับน้ำทะเล เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว จังหวัดจันทบุรี อึ่งกรายจันทบุรีเป็นอึ่งกรายขนาดกลาง มีความยาวจากหัวถึงก้นประมาณ 5-10 เซนติเมตร รูปร่างอ้วนใหญ่ หน้าอกมีต่อมเป็นตุ่มนูนสีขาวบริเวณโคนขาหน้าข้างละ 1 ต่อม ลำตัวด้านบนมีสีน้ำตาลถึงสีน้ำตาลเทา ระหว่างตามีแถบสีน้ำตาลเข้มมีลายรูปนาฬิกาทรายสีเข้มบนหลังให้เห็นชัด ข้างหัวสีน้ำตาลอ่อน ปากมีสีดำสลับสีขาว สีข้างสีน้ำตาลอ่อนมีจุดสีน้ำตาลเข้ม คอและอกสีน้ำตาล ท้องสีขาว ขามีลายพาดสีน้ำตาลเทาเข้มใต้ขาและฝ่าตีนสีน้ำตาล

ชอบอาศัยอยู่ตามกองใบไม้ทับถมใกล้ลำธารคดเคี้ยวที่มีพื้นใต้ท้องน้ำเป็นก้อนหินในป่าดิบชื้นมีไผ่ปะปนหรือบนพื้นที่สูงพบกระจายอยู่ในกลุ่มป่าดงพญาเย็นเขาใหญ่ และกลุ่มป่าทางภาคตะวันออกของไทย

ด้วงกว่างสามเขาจันทร์

ด้วงกว่างสามเขาจันทร์

เป็นกว่างสามเขาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ลักษณะคล้ายด้วงกว่างสามเขาใหญ่แต่มีขนาดใหญ่กว่าโดยมีขนาดประมาณ 50-90 มิลลิเมตร ส่วนหัว อก และปีกมีสีดำเหลือบเขียวเข้ม ตัวผู้ส่วนหัวมีเขาโค้งยาวปลายแหลม และใกล้โคนเขามีหนาม ยื่นออกมา 1 อัน ส่วนกลางอกยกตัวขึ้นมีเขาแหลมยาวชี้มาด้านหน้า 1 คู่ ตัวเมียไม่มีเขา ขาสั้นกว่าเพศผู้ มีขนสีน้ำตาลแดงอ่อนนุ่มเหมือนกำมะหยี่ขึ้นปกคลุมอยู่บริเวณปีกคู่หน้า

ด้วงกว่างสามเขาจันทร์มีวงจรชีวิตยาวนานกว่า 1 ปี พบเห็นได้ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม ชอบบินเข้าหาแสงไฟเพื่อจับคู่ผสมพันธุ์ เป็นด้วงที่มีขนาดใหญ่และสวยงาม จึงมักถูกคุกคามจากนักสะสมแมลง ปัจจุบันมีสถานภาพเป็นแมลงห้ามนำเข้า-ส่งออกตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มีเขตการแพร่กระจายพันธุ์อยู่ในจังหวัดจันทบุรี ตราด ตาก นครราชสีมา

 

นี่เป็นเพียงตัวอย่างสัตว์พิเศษ 13 ชนิดที่พบได้เฉพาะในพื้นที่ป่าตะวันออก ซึ่งยังคงรอให้เข้าไปสำรวจ ค้นหาความหลายหลายและความยิ่งใหญ่ต่อไป 

 

อ้างอิง

ปิยวรรณ นิยมวัน, ไพรวัลย์ ศรีสม, ปริญญา ภวังคะนันท์. หนังสือสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบนของประเทศไทย. ราชบุรี: มูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์, 2562

จารุจินต์ นภีตะภัฏ. (2561). คู่มือศึกษาธรรมชาติหมอบุญส่ง เลขะกุล: นกเมืองไทย.  กรุงเทพฯ: ม.ป.พ.

สัตว์ป่าหายากบางชนิดที่พบในป่าตะวันออก 

ตะกองกิ้งก่ายักษ์แห่งสายน้ำลำตะคอง

กว่างสามเขาจันท์ กว่างสามเขาคอเคซัส Chalcosoma caucasus

นกสาลิกาเขียวหางสั้น

ข้อมูลป่าตะวันออก

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR