/

ทุเรียนจะหากินยากขึ้น? น้ำของคนจันทบุรีหายไปไหน? พูดถึงอนาคตคนจันท์ผ่านเสวนาน่าสนใจจากงาน FiF 2025

เราอาจไม่มีทุเรียนให้กิน หรือถ้าอยากกินก็ต้องจ่ายแพงขึ้น

เราอาจหาผลไม้ทานได้ยากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมังคุด ลำไย เงาะ สละ 

เราอาจได้เห็นภาพทุเรียนยืนต้นตายจนชินตากันกว่าเดิมอีกด้วย

 

ทั้งหมดนี่ไม่ได้เป็นเรื่องแห่งอนาคต หรือเป็นจินตนาการในนวนิยายดิสโทเปีย แต่เป็นสถานการณ์ที่ไม่ว่าจะเป็นคนชอบกินทุเรียนหรืชาวสวนผลไม้ต้องเจอจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่รุนแรงมากขึ้น เป็นผลพวงที่ผ่านมาเพียง 70 ปี นับจากปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่มนุษย์ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์ ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นเรื่อยๆ ช่วงแรกเราอาจเคยเจอแค่โลกร้อน จากนั้นเราก็เจอเข้ากับโลกรวน จนกระทั่งปีที่แล้วสิ่งที่เราเผชิญกลายเป็นโลกเดือด 

และคนที่ใกล้ชิดกับปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ก็คือชาวเกษตรกรโดยเฉพาะชาวสวนผลไม้ และกระทบเป็นลูกโว่มาถึงคนกินอย่างเราๆ ที่ก็อาจจะหาผลไม้ได้ยากขึ้น แพงขึ้น หรืออาจจะไม่มีให้กินอีกเลยก็เป็นได้

และภาคตะวันออกในฐานะที่เกษตรกรรมก็เป็นเศรษฐกิจขาสำคัญ มีผลไม้ขึ้นชื่อมากมาย ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะเจอผลกระทบไปเต็มๆ  เพระามีข้อมูลว่าภาคตะวันออกและภาคใต้เป็นภูมิภาคที่ได้รับการประเมินว่า จะได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจมากที่สุดจากโลกร้อนเช่นกัน 

ในสุดสัปดาห์นี้เองจึงได้มีงานนวัฒกรรมไม้ผลเมืองร้อนแห่งเอเชีย (FiF 2025 : Fruit Innovetion Fair Chanthaburi) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2025 ณ ศูนย์การค้าเซนทรัล จันทบุรี ที่รวบรวมเวทีเสวนาที่น่าสนใจตลอดงาน โดยเฉพาะในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ที่มีเวทีเสวนาที่ว่าด้วย อากาศเปลี่ยนชาวสวนปรับตัวอย่างไร’ โดยเอกสิทธิ์ ช่างเหล็ก นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ กรมอุตินิยมวิทยา และสัญชัย โกสัลล์วัฒนา เกษตรกรชาวสวนทุเรียนจังหวัดจันทบุรี และสมาชิกเฟสบุ๊กกลุ่มทำสวนเอาเงิน ไม่ได้เอาเงินทำสวน นอกจากนี้ยังมีการพูดคุยถึงเรื่อง ‘น้ำหายไปไหน?’ โดย ดร.สันติ ภัยหลบลี้ จากเพจมิตรเอิร์ธ 

เราได้สรุปเนื้อหาที่น่าสนใจภายในวงเสวนาทั้งสองหัวข้อนี้มาให้อ่านกัน

อากาศเปลี่ยนชาวสวนปรับตัวอย่างไร?

ตอนเราเด็กๆ หลายคนคงเคยได้เรียนเกี่ยวกับปรากฎการณ์เอนโซ ซึ่งประกอบด้วยปรากฎการณ์หลัก คือ สภาวะเอลนีโญ สภาวะลานีญา และสภาวะปกติ ซึ่งถ้าเรายังจำกันได้ตามแบบเรียน คือ เอลนีโญและลานีญาจะเกิดสลับกันปรากฎการณ์ละ 4 ปี แต่ปัจจุบันสิ่งที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาภูมิอากาศของโลก คือ ปรากฎการณ์เอลนีโญและลานีญาเกิดสลับกันถี่ขึ้น เช่น ในช่วงสองปีที่แล้วเรายังอยู่ในปรากฎการณ์เอลนีโญที่ส่งผลให้ประเทศไทยเผชิญหน้ากับความร้อนและความแล้ง แต่ปีนี้ในวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมากรมอุตุนิยมวิทยาประกาศว่าประเทศไทยเข้าสู่สภาวะลานีญ่าแล้ว แม้ปัจจุบัน (วันที่ 20 กุมภาพันธ์) อุณหภูมิผิวหน้าน้ำทะเลจะมีสภาวะเป็นกลาง (Neutral) ก็ตาม

แล้วสภาวะลานีญ่าในปีนี้จะส่งผลให้เกิดอะไรขึ้นบ้างๆ? เอกสิทธิ์ ช่างเหล็ก นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ กรมอุตินิยมวิทยา อธิบายว่า สภาพอากาศปีนี้ปริมาณฝนจะเพิ่มขึ้น ละลอกของอากาศหนาวค่อนข้างนาน  ฝนจะมาประปรายเรื่อยๆ ซึ่งข่าวดีคือชาวสวนไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำมากนัก  แตกต่างจากปี 2566 – 2567 ที่ฝนหายนาน” 

อย่างไรก็ตามแม้กรมอุตินิยมวิทยาจะพยายามคาดการณ์สภาพอากาศ แต่ภาวะโลกเดือดก็ทำให้อากาศเปลี่ยนแปลงและคาดเด่าได้ยาก ซึ่ง สัญชัย โกสัลล์วัฒนา เกษตรกรชาวสวนทุเรียนจังหวัดจันทบุรีได้เสริมว่า แม้กรมอุตุนิยมวิทยาจะมีการประเมินล่วงหน้า แต่ทุกวันนี้อากาศเปลี่ยนทุกห้าวัน ทำให้ชาวสวนทำงานยากขึ้นมาก

นอกจากนั้นสัญชัยยังบอกว่า ตัวเขาใช้วิธีดั้งเดิมที่เรียนรู้ สืบทอดต่อกันมาในหมู่ชาวสวน คือ การสังเกตสิ่งรอบตัว ซึ่งเอกสิทธิ์บอกว่าเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งของอุตุนิยมวิทยาเหมือนกัน เรียกว่าการตรวจฟีโนโลยี (Phenology) แต่ปัจจุบันไม่ค่อยมีคนใช้แล้ว เช่น ดูมดขนไข่ ดูแมงมุมทำหยากไย่แนวตั้งแนวนอน ดูจั๊กจั่นลอกคราบ มะม่วงออกช่อหรือเปล่าเพื่อทายว่าฝนจะตก เช่น ฝนแรกของปี (ช่วงวันที่ 18 – 19 กุมภาพันธ์) คนโบราณก็มีคำเรียกต่อกันมาว่า ฝนชะช่อมะม่วง แม้ในอดีตจะมีฝนชนิดนี้มาตลอด แต่ปีนี้มีฝนมากและติดต่อกันมากกว่าปกติซึ่งเป็นอิทธิพลมาจากลานีญา  

นอกจากนั้น สัญชัย ยังบอกเคล็ดลับในการประเมินช่วงเวลาออกดอก และเปอร์เซ็นการออกดอกของไม้ผลว่า เขาอ้างอิงจากการสังเกตช่วงเวลาออกดอกของดอกไม้ป่าที่ไม่ได้มีการรดน้ำใส่ปุ๋ยว่าเป็นอย่างไร ซึ่งสามารถเอามาเทียบประเมินก่อนได้ว่าปีนั้นๆ หรือช่วงนั้นๆ ผลไม้ที่สวนของตนจะมีเปอร์เซ็นการออกดอกเป็นอย่างไรได้ ซึ่งดูเหมือนชาวสวนจะต้องกลับมาพึ่งพึงศาสตร์ ความรู้ ภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมามากยิ่งขึ้นในสภาวะที่อากาศแปรปรวณจนพยากรณ์ไม่ได้

โดยเอกสิทธิ์อธิบายเพิ่มว่า ช่วงนี้เป็นช่วงเปลี่ยนฤดูกาล จะมีลมจากตะวันออกเฉียงใต้พัดเอาความชื้นเข้ามาในประเทศไทยเมื่อพบกับมวลอากาศเย็นที่มาจากประเทศจีนก่อให้เกิดฝนตกฟ้าคะนองอย่างที่เราเจอกันมาตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยหลังจากนี้ สิ่งที่ตามมาก็คือ พายุฤดูร้อน เป็นการต้อนรับการเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการ ซึ่งช่วงเปลี่ยนฤดูกาลนี้ซึ่งที่ผันแปรและต้องระวังมากที่สุดสำหรับชาวสวน คือ กระแสลม 

นอกจากนั้นเอกสิทธิ์บอกว่า ตามการพยากรณ์ของกรมอุตินิยมวิทยา ช่วงตั้งแต่วันที่ 23 – 25 หรืออาจจะถึง 27 กุมภาพันธ์จะมีฝนทั่วประเทศ และมีฝน 80-90% ของพื้นที่จังหวัดจันทบุรี และคาดการณ์ว่าตั้งแต่เดือนมีนาคม – มิถุนายน พ.ศ. 2568 จังหวัดจันทบุรีจะมีปริมาณฝนมาตรฐานสูงกว่าค่าเฉลี่ย ส่วนในภาพรวมของภาคตะวันออกจะมีปริมาณฝนมาตรฐานสูงกว่าค่าเฉลี่ยไปจนถึงเดือนสิงหาคม 

ซึ่งสัญชัยบอกว่าแม้ฝนตกจะทำให้เขาไม่ต้องรดน้ำต้นทุเรียน แต่สิ่งที่ตามมาคือ ทุเรียนจะแตกใบอ่อน ซึ่งทำให้ลูกอ่อนโตเป็นลูกที่ขายได้ยากขึ้นเพราะถูกดึงสารอาหารและพลังงานไปใช้

สำหรับเขาในฐานะชาวสวนรู้สึกว่าฤดูกาลผลิตปีนี้ ‘งง’ เพราะที่เคยๆ ทำมาอาจจะใช้ไม่ได้ ต้องสังเกตอย่างละเอียดที่ละขั้น ทำให้ชาวสวนเองต้องเหนื่อยขึ้น

โดยสัญชัยยกตัวอย่างว่า  แม้ลานีญ่าจะทำให้หนาวแต่รอบแรกดอกทุเรียนกลับออกไม่ดี ซ้ำใบยังเสียหาย ส่วนดอกรอบสองก็เจอกับลมแรงที่มากับฝน ทำให้ดอกทุเรียนร่วงหมดกันเป็นซีกๆ  นอกจากนั้นการเกิดดอกหลายรุ่นก็ ทำให้จัดการยาก และยิ่งกว่านั้นยังมีความท้าทายอื่นอีก เช่น ปีนี้ฝนมาเยอะ ฟ้าปิดปริมาณแสงน้อย การเกิดเชื้อราลม 

สัญชัยยังเสริมด้วยว่าสภาพอากาศและฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงอาจทำให้การปลูกทุเรียนตามแบบฉบับเดิมที่เน้นใช้ปุ๋ยดียาดีอาจจะไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป ชาวสวนทุเรียนจำเป็นต้องจัดการสวนอย่างถูกที่ ถูกเวลา ถูกอัตราด้วย เพราะอุณหภูมิที่เปลี่ยนทำให้ความชื้นที่เป็นตัวหลักและส่งผลกระทบที่สุดต่อไม้ผลแกว่ง

เมื่อผลแกว่ง ต้นไม้จะเครียด เมื่อต้นไม้เครียดการพัฒนาตามวัฏจักรของเขาหยุดลง แล้วชาวสวนเองก็จะแก้ไขเรื่องนี้ยากมากขึ้น การตัดสินใจขึ้นอยู่กับทุเรียนอยู่ในระยะไหนแล้วแก้ไขไปตามนั้น ซึ่งไม่ได้หมายว่าแต่ละสวนจะอยู่ในระยะเดียวกัน แม้แต่สวนเดียวกันถ้าอยู่คนละทิศ การเจริญเติบโตของผลก็อาจจะไม่เหมือนกัน ปัญหาที่ต้องดูแลก็อาจจะแตกต่างกันด้วย ซึ่งนอกจากทุเรียนแล้ว อีกต้นไม้ชนิดอื่นๆ ที่สันชัยให้ความเห็นว่าน่ากังวลยิ่งกว่าทุเรียน คือ มังคุด 

ซึ่งเอกสิทธิ์เสริมว่าในอนาคต ปี พ.ศ. 2569 กรมอุตุนิยมวิทยามีการของบประมาณด้านเกษตรโดยเฉพาะ โดยจะมีการขอติดตั้งเครื่องวัดข้อมูลแบบอัตโนมัติตามแปลงเกษตรในแต่ละภูมิภาค แต่ละอำเภอ ซึ่งหวังว่าข้อมูลการประเมินรายแปลงจะเอามาประยุกย์ใช้กับสวนได้มากขึ้น นอกจากนั้นทั้งเอกสิทธิ์และสันชัยยังแนะนำให้ชาวสวนใช้แอพพลิเคชั่นแสดงเส้นความกดอากาศและติดตามความเร็วลม ซึ่งจะช่วยให้ประเมินว่าฝนจะมาทางไหนได้ง่ายขึ้น

สุดท้ายสันชัยให้ความเห็นว่า แม้การทำสวนทุเรียนจะต้องละเอียดขึ้น ยากขึ้น เหนื่อยมากขึ้นแต่โลกจะปรับสมดุล ต่อไปทุเรียนอาจจะอยู่ได้เฉพาะพื้นที่ที่อยู่ได้เท่านั้น ซึ่งจังหวัดจันทบุรีก็ยังเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมจะปลูกทุเรียนมากกว่าพื้นที่ภาคอีสานหรือภาคเหนืออยู่ดี

 

 

น้ำหายไปไหน? 

ก่อนที่จะไปหาคำตอบกันว่าแท้จริงแล้วน้ำ (ที่จังหวัดจันทบุรี) หายไปไหน สันติ ภัยหลบลี้ จาก เพจมิตรเอิร์ธ เริ่มต้นด้วยการอธิบายภูมิศาสตร์จังหวัดจันทบุรีเบื้องต้นให้ฟังก่อน โดยเขาอธิบายว่า ภูมิประเทศของจันทบุรีเหมือนชามก๋วยเตี๋ยวสามชามที่แยกเป็นเอกเทศจากกัน ชามก๋วยเตี๋ยวชามแรกอยู่ทางทิศตะวันออกโดยมีแนวเขาคิชฌกูฎ เขาสอยดาว และแนวเขาในอำเภอโป่งน้ำร้อนเป็นขอบชามก๋วยเตี๋ยว ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นฝน น้ำผิวดิน น้ำใต้ดินจึงไหลไปทางทิศตะวันออกทั้งหมด 

ชามที่สองเป็นชามที่ใหญ่ที่สุดอยู่ทางทิศเหนือจรดทิศใต้ของจังหวัดในอำเภอ แก่งหางแมว อำเภอมะขาม อำเภอเขาคิชฌกูฎ อำเภอท่าใหม่ อำเภอเมือง อำเภอขลุง และอำเภอแหลมสิงห์ ที่กลางชามมีเขาสระบาปอยู่ 

ส่วนชามสุดท้ายอยู่ทางด้านซ้ายหรือทางทิศตะวันตกของจังหวัดโดยมีแนวเขาเล็กๆ ยาวๆ เหมือนเข็มบริเวณอำเภอนายายอามเป็นขอบชามก๋วยเตี๋ยว 

ซึ่งจากภูมิประเทศนี้ทำให้เห็นว่าระบบน้ำทั้งบนดินและใต้ดินของจังหวัดจันทบุรีแยกตัวจากกันเป็นสามส่วน ทุกส่วนต่างมีการทิศทางไหลของน้ำจากบนลงล่าง จากเหนือลงใต้เป็นของตัวเอง และมีการไหลจากภูเขาซึ่งหมายความว่าภูเขาของจังหวัดจันทบุรีคือ แหล่งต้นน้ำ

หากภูเขาของจันทบุรีหายไป น้ำของจันทบุรีก็จะหายไปด้วย

อย่างไรก็ตามสันติมองว่าจันทบุรียังคงเป็นจังหวัดที่มีแหล่งน้ำพอประมาณ โดยที่มีระบบธารน้ำ เช่น แม่น้ำ คลองสายต่างๆ ในจังหวัดจันทบุรี ไหลจากเหนือลงใต้ ซึ่งช่วยให้เราเห็นภาพระบบนิเวศของจันทบุรีตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ

สันติยังชวนอธิบายต่อถึงเรื่องชนิดของดินและหินเพื่อให้ชาวสวนจันทบุรีเข้าใจว่าพื้นที่แต่ละโซนที่ทำเกษตรอยู่นั้นมีต้นทุนแร่ธาตุในดินแตกต่างกันอย่างไร เริ่มจากส่วนชามใบที่หนึ่งแถบอำเภอสอยดาว โป่งน้ำร้อนเป็นพื้นที่หินแกรนิตทำให้มีแร่ธาตุในดินน้อยและชั้นดินแข็งสะสมตะกอนยาก การปลูกทุเรียนบริเวณอำเภอสอยดาว โป่งน้ำร้อนจึงอาจมีความยากกว่าพื้นที่อื่น

ในขณะที่พื้นที่อำเภอท่าใหม่และพื้นที่ในชามก๋วยเตี๋ยวใบที่สองมีลักษณะภูเขาเป็นหินบะซอลต์ซึ่งนิ่ม แตกตัวสะสมธาตุอาหารไว้เยอะ จึงเป็นเขตพื้นที่ที่เหมาะจะปลูกทุเรียนและพืชอื่นๆ ได้ดี แถมมักพบพลอยหรืออัญมณีในบริเวณดังกล่าวด้วย

นอกจากนี้สันติยังได้เผยแผนภาพแสดงความลาดชันของจันทบุรีโดยมีพื้นที่ที่ตะกอนจากเขาเพิ่งลาดลงมา เช่น พื้นที่แถวโป่งน้ำร้อน และด้วยความลาดชันที่สูงแบบนั้นทำให้สะสมตะกอนได้ยาก ต่างจากเขตพื้นที่บริเวณที่มีความลาดชันน้อย จะสะสมตะกอนได้มากกว่าจึงเหมาะสมกว่าในการปลูกพืช

และจากลักษณะภูมิประเทศ สันฐานของเขา ความชันและการไหลของน้ำนี่เอง สันติจึงเล่าต่อในแง่ของภัยพิบัติกับประยุกต์ใช้ในการตั้งถิ่นฐานและการอยู่อาศัยในจังหวัดจันทบุรีว่าภัยพิบัติที่คนจันทบุรีอาจจะต้องคำนึงถึงคือ ภัยพิบัติดินโคลนถล่ม น้ำท่วมบริเวณริมน้ำ การกัดเซาะชายฝั่ง

โดยภัยพิบัติแรก คือ ดินโคลนถล่ม ซึ่งเป็นภัยพิบัติที่ทำให้มีคนไทยเสียชีวิตสูงเป็นอันดับที่สอง รองจากสึนามิ ดินโคลนถล่มเกิดได้หลายลักษณะและสามารถเกิดขึ้นได้โดยเฉพาะในพื้นที่บริเวณใกล้เขาสูง โดยอาจมีดินโคลนที่ไหลหลากออกมาจากรูรั่วของเขาฉับพลัน อย่างที่เกิดขึ้นที่ แม่สาย เชียงราย , บ้านน้ำก้อน้ำชุน เพชรบูรณ์ ซึ่งที่จังหวัดจันทบุรีก็พบว่ามีรูรั่วของดินโคลนจากภูเขาเช่นกัน ซึ่งสันติแนะนำให้ภาครัฐจันทบุรีนำข้อมูลรูรั่วที่เขาประเมินมาเอาไปทำจุดเฝ้าระวังหรือเอาไปทำจุดเตือนภัย 

ภัยพิบัติที่สองอย่าง น้ำท่วมบริเวณริมน้ำ สันติเปิดข้อมูลธารน้ำ (แม่น้ำ ลำคลองบนผิวดินที่เรามองเห็น) ในจังหวัดจันทบุรีซึ่งเกิดน้ำท่วมไปเป็นประจำแล้ว สันติยังเปิดข้อมูลร่องน้ำ หรือพื้นที่ร่องที่ต่ำที่จะเป็นทางน้ำไหลหลากในยามที่ฝนตกหนักให้ดูอีกด้วย พบว่ามีหลายพื้นที่ในจังหวัดจันทบุรีที่มีบ้าน มีชุมชน หรือแม้แต่สร้างถนนขวางทางน้ำไหล ซึ่งไม่น่าแปลกใจพื้นที่เหล่านี้ก็จะถูกน้ำท่วมซ้ำซาก ซึ่งถ้าถนนขวางน้ำ จำเป็นต้องไล่ทะลวงท่อ ไม่งั้นอาจเกิดเหตุถนนขาด ซึ่งสันติบอกว่า “โลกอาจไม่ได้ดุขึ้น เขามาตามโอกาส ตามวาระ แต่เราดันไปอยู่ขวางทาง” 

นอกจากนั้นสันติอธิบายเพิ่มเติมในส่วนของพื้นที่คดไปคดมาของคลองว่า พื้นที่ตรงไหนที่คลองคดเยอะๆ เสี่ยงที่น้ำจะทะลักเข้าท่วมง่าย รวมถึงพื้นที่โค้งในของคลองไม่เหมาะจะไปอยู่อาศัยเพราะต่ำกว่าปกติ

และภัยพิบัติที่สามที่สันติพูดถึงคือ การกัดเซาะชายฝั่งซึ่งทำให้ความเป็นพื้นที่บนบกของจังหวัดจันทบุรีหายไป ซึ่งกรณีหนึ่งที่เกิดกับจันทบุรีมาจากเดิมตะกอนที่ไหลจากภูเขาต่างๆ ลงมาริมทะเล แต่ทว่าปัจจุบันกลับโดนดักด้วยถนน ซึ่งเขาแนะนำให้หน่วยงานทำการขุดลอกทอทั้งหมดที่อยู่ตามร่องน้ำไหล เพื่อให้ตะกอนสามารถไหลลงไปเติมริมทะเลได้  

แต่ทว่าในส่วนของภัยแล้งที่เป็นอีกภัยพิบัติที่หลายคนกังวล สันติชวนตั้งคำถามว่า จริงๆ แล้วเราน้ำไม่พอ หรือเราใช้น้ำเกิน 

โดยสันติอธิบายภาพรวมการใช้ประโยชน์ที่ดินจากกรมพัฒนาที่ดินที่จะมาช่วยตอบคำถามว่าน้ำในจันทบุรีหายไปไหน  โดยจากภาพจะเห็นว่าในจังหวัดจันทบุรีมีการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทพื้นที่เกษตร ‘สีชมพู’ หรือ ‘ไม้ผล’ อยู่มากที่สุด  

ซึ่งการมีไม้ผลนี้ สันติจึงสรุปว่า “น้ำไม่ได้หายไปไหน แต่ปัจจุบันจังหวัดจันทบุรีผลิตผลไม้เยอะเกินไป เยอะถึงขนาดที่ว่าถ้าน้ำไม่มาแบบพีค น้ำจะไม่พอใช้” 

โดยเขาขยายความต่อว่า ในอดีตฝนก็ตกน้อยบ้าง หนักมากตามเรื่องตามราว (ตามปรากฎการณ์ต่างๆ) ซึ่งไม่ได้แล้งมากขึ้นแต่ปัจจุบันพื้นที่การเกษตรของจันทบุรีเยอะมากขึ้น จนทำให้เกิดภาวะการแย่งน้ำกันใช้ หรือเกิดภาวะน้ำไม่เพียงพอต่อการใช้งาน โดยเขาไม่ได้มีแนวคิดให้ตัดต้นทุเรียนที่ปลูกไปแล้วทิ้ง แต่จันทบุรีจำเป็นจะต้องมีการจัดการน้ำและกักเก็บน้ำที่มีประสิทธิภาพ เพราะลำพังเพียงน้ำฝนตามธรรมชาติไม่เพียงพออีกต่อไป โดยสันติบอกว่า

“จันทบุรีปล่อยน้ำไปตามยถากรรมไม่ได้ ต้องชะลอน้ำไว้บนบกให้มากที่สุด” โดยเขาได้แชร์ไอเดียการจัดการน้ำเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ให้เพียงพอหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ธนาคารน้ำใต้ดิน การขุดบ่อผิวดินบริเวณร่องน้ำ การปูวัสดุรองพื้นเพื่อกันน้ำซึม และการขุดบ่อเก็บน้ำข้างถนน 

ซึ่งสันติเน้นย้ำโดยเฉพาะวิธีการทำธนาคารน้ำใต้ดินว่า พื้นที่ที่ควรทำคือ พื้นที่ทางทิศเหนือที่อยู่สูงกว่า เพราะถึงแม้อาจจะกักเก็บน้ำไว้ใช้ในพื้นที่ของตัวเองไม่ได้ (ขึ้นอยู่กับระดับน้ำใต้ดิน) ผู้คนที่อยู่ด้านล่างก็ยังได้ใช้ ส่วนข้อที่ควรระวังมากที่สุดในการทำธนาคารน้ำใตต้ดินคือ การระวังไม่ให้สารเคมีที่ใช้ในการเกษตรลงไปในธนาคารน้ำใต้ดิน เพราะเสี่ยงที่สารเคมีเหล่านั้นจะลงไปถึงระบบน้ำใต้ดินที่เชื่อมต่อและไหลลงไปในพื้นที่ที่อยู่ต่ำกว่า และอาจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อแค่เกษตรกรรม แต่ยังรวมไปถึงน้ำที่คนใช้อุปโภคบริโภคด้วย

จากเสี้ยวหนึ่งของงานเสวนาในครั้งนี้ก็อาจทำให้เห็นความยาก ความท้าทาย และอนาคตของทั้งคนปลูกและคนกินว่าในช่วงเวลาโลกรวนเช่นนี้ 

พวกเราจะมีชีวิตอยู่กันอย่างไรต่อไป

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR