ในคืนวันที่ 10 มีนาคม 2569 หลายคนอาจคิดว่าเปลวไฟจ้าที่พุ่งสูงจากหอเผาทิ้ง (flare) พร้อมเสียงหวีดสูงแทรกอากาศจากโรงงานระยองโอเลฟินส์ (Rayong Olefins Complex หรือ ROC) ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่สังเกตเห็นและได้ยินจากระยะไกล คือสัญญาณการหยุดเดินเครื่องเพื่อซ่อมบำรุงใหญ่ (turnaround) หรือหยุดเดินเครื่องประจำปี (annual shutdown) และชุมชนโดยรอบต้องทำใจที่จะเผชิญกับมลพิษทางอากาศที่มีส่วนผสมของสารก่อมะเร็งหลายชนิดกระจายออกสู่บรรยากาศอย่างที่มักเกิดขึ้นบ่อยๆ
อย่างไรก็ตาม เปลวไฟจ้าที่พุ่งสูงจากหอเผาทิ้งครั้งนี้กลับเป็นเหตุการณ์ในภาวะไม่ปกติ เพราะเป็นการหยุดเดินโรงงานชั่วคราว (force majeure) ที่สะเทือนมาจากการปิดเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) เรื่องนี้ได้เปิดเผยให้เห็นถึงวิกฤตต่างๆ ที่ก่อตัวพัวพันกันอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยที่กระจุกตัวอยู่ในภูมิภาคตะวันออกของไทย
คลื่นกระแทก 6 ระลอกจากช่องแคบฮอร์มุซ
เริ่มต้นกันที่ตัว โรงงานระยองโอเลฟินส์ (ROC) ที่แห่งนี้เป็นอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่เรียกว่า แครกเกอร์ (Cracker) ซึ่งใช้กระบวนการแตกสลายหรือแครกกิ้ง (Cracking) ในการแตกโมเลกุลขนาดใหญ่ของวัตถุดิบ เช่น แนฟทา (Naphtha) ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมกลั่นกึ่งสำเร็จรูปที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบในช่วงอุณหภูมิประมาณ 30–200°C หรือ ก๊าซอีเทน (Ethane, C₂H₆) ก๊าซไฮโดรคาร์บอนที่เบาที่สุดชนิดหนึ่งพบในก๊าซฟอสซิล และเป็นผลพลอยได้จากการกลั่นน้ำมันให้กลายเป็นโมเลกุลขนาดเล็กที่เรียกว่าโอเลฟินส์ (Olefins) เช่น เอทิลีน (Ethylene, C₂H₄) และโพรพิลีน (Propylene, C₃H₆) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นที่นำไปสู่การผลิตพลาสติก ซึ่งกำลังการผลิตโอเลฟินส์ของ ROC จะได้เอทิลีน 900,000 ตันต่อปี และโพรพิลีน 450,000 ตันต่อปี
เราอาจเข้าใจว่า เหตุผลที่บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) หยุดเดินเครื่องโรงงาน ROC ชั่วคราวนั้นเป็นเหตุผลง่ายๆ คือบริษัทไม่สามารถรับวัตถุดิบที่สั่งซื้อไว้ได้อีกต่อไป แต่ว่าฉากหลังนั้นคือผลกระทบที่ชัดเจนจากยุทธการทางทหารของสหรัฐฯ–อิสราเอลต่ออิหร่านที่สั่นสะเทือนต่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางทะเลแคบๆ ที่ใช้ขนส่งวัตถุดิบประมาณ 70% ของบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ มายังมาบตาพุดในแต่ละปี สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ในเดือนมีนาคม วัตถุดิบของพวกเขาจึงหายไปราว 30% การขาดแคลนวัตถุดิบที่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน และคลังสำรองแนฟทาที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดือน ทำให้ ROC ไม่สามารถเดินเครื่องโรงงานได้อีกต่อไป

งานวิจัยจาก InnovestX ประเมินความเสียหายทางการเงินในกรณีนี้ไว้ว่า บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (Siam Cement Group หรือ SCC) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ เอสซีจี เคมิคอลส์ จะสูญเสียกำไรปีพ.ศ. 2569 ราว 550 ล้านบาทต่อไตรมาส คิดเป็นราวร้อยละ 7 ของกำไรหลักที่คาดการณ์ไว้
ในกรณีเลวร้ายที่สุด หากช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดอยู่จนถึงเดือนเมษายนและต้องประกาศเหตุสุดวิสัย (force majeure) กับโรงงานแครกเกอร์ทุกแห่ง ผลกระทบต่อไตรมาสนั้นจะพุ่งขึ้นเป็น 1.5 พันล้านบาทหรือร้อยละ 18 ของรายได้ทั้งปี ซึ่งในเวลาเดียวกัน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ ต่างประกาศเหตุสุดวิสัยพร้อมกันในกลุ่มโรงงานโอเลฟินส์ของตน ตลาดปิโตรเคมีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจึงหดตัวลงพร้อมกันหลายจุดในคราวเดียว
อย่างไรก็ตาม คลื่นกระแทกจากช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้กระทบเพียงการดำเนินงานของระยองโอเลฟินส์เท่านั้น หากส่งคลื่นกระแทกผ่านทุกโรงงานปิโตรเคมีในไทย ในระดับความรุนแรงที่แตกต่างกันตามระยะห่างจากโรงงานปิโตรเคมีขั้นต้น ที่มองว่านี่คือ 6 ระลอกของผลกระทบจากวิกฤตในตอนนี้
1) เส้นทางไฮโดรคาร์บอนที่สำคัญที่สุดในโลกหยุดชะงัก : การปิดช่องแคบฮอร์มุซ – ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ–อิสราเอลต่ออิหร่านทำให้การเดินเรือผ่านเส้นทางไฮโดรคาร์บอนที่สำคัญที่สุดในโลกหยุดชะงัก รวมไปถึงเส้นทางที่ใช้ส่งออกน้ำมันดิบประมาณ 20% ของโลก รวมถึงส่วนใหญ่ของก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) และ แนฟทา (Naphtha) ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย
2) โรงงานแครกเกอร์ขาดวัตถุดิบ : การปิดดำเนินการโรงงานระยองโอเลฟินส์ (ROC) ทำให้การผลิตเอทิลีน 900,000 ตัน/ปี และโพรพิลีน 450,000 ตัน/ปี หายไปในชั่วคืน โรงงานมาบตาพุดโอเลฟินส์ (Map Ta Phut Olefins หรือ MOC) ต้องประคับประคองการผลิตโดยใช้คลังสำรองแนฟทา (Naphtha) ที่เหลืออยู่ ส่วน บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) และ บริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) อาจเสี่ยงที่ต้องลดกำลังการผลิตทันทีโดยมีแนฟทา (Naphtha) เหลืออยู่ราว 30 วัน
3) วัตถุดิบของโรงงานปิโตรเคมีปลายน้ำทุกแห่งในมาบตาพุดหายไป : การผลิตโอเลฟินส์ได้รับผลกระทบ ซึ่งคือ เอทิลีน (Ethylene, C₂H₄), โพรพิลีน (Propylene, C₃H₆), บิวทาไดอีน (Butadiene, C₄H₆), และเบนซีน (Benzene, C₆H₆) ผลิตภัณฑ์ทั้งสี่นี้คือวัตถุดิบของโรงงานปิโตรเคมีในมาบตาพุด

4) พลาสติกไทยก็อาจจะได้รับแรงกระแทก : สิ่งที่ผลิตต่อจากการผลิตโอเลฟินส์ (derivatives) ไม่ว่าจะเป็นโพลีเอทิลีน (PE), โพลีโพรพิลีน (PP), โพลีไวนิลคลอไรด์ (PVC), กรดเทเรฟทาลิกบริสุทธิ์ (PTA), และยางสไตรีน–บิวทาไดอีน (SBR) ได้รับผลกระทบพร้อมกัน โดยที่โรงงานไทยโพลีเอทิลีน (TPE), สยามโพลีเอทิลีน (SPE), และสยามสไตรีนลาเท็กซ์ (SSLC) ซึ่งผลิตโพลีเอทิลีน (PE) นั้นโยงกับอัตราการทำงานของโรงงานแครกเกอร์ โดยตรง ส่วนโรงงานไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ (TPC) และวินิไทย (Vinythai) ซึ่งผลิตโพลีไวนิลคลอไรด์ (PVC) ได้รับผลกระทบจากการผลิตเอทิลีนไดคลอไรด์ (EDC) ให้เป็นไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ (VCM) ในขณะที่โรงงานไทยโพลีโพรพิลีน (TPP) และเอชเอ็มซีโพลีเมอส์ (HMC) ซึ่งผลิตโพลีโพรพิลีน (PP) ต้องทำการแบ่งส่วนโพรพิลีน (Propylene C₃H₆) ที่เป็นโมโนเมอร์ (monomer) ต้นน้ำ ในกรณีของโรงงานบีเอสที อีลาสโตเมอร์ส (BST) นั้นได้รับผลกระทบจากการลดการผลิตบิวทาไดอีน (Butadiene, C₄H₆)
5) วัตถุดิบสำหรับผลิตพลาสติกใส (PET) อาจขาดแคลน : อีกส่วนหนึ่งคือเมื่อขนส่งแนฟทา (Naphtha) มาไม่ได้ โรงงานของพีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC), มาบตาพุดโอเลฟินส์ (MOC), และ ไทยพาราไซลีน(TPX) ก็ผลิตพาราไซลีน (para-Xylene, C₈H₁₀) หรือ PX ได้น้อยลงหรือหยุดผลิต อาจทำให้โรงงานสยามมิตซุยพีทีเอ (Siam Mitsui) และไทยพีทีเอ (TPT) ขาดวัตถุดิบผลิตกรดเทเรฟทาลิกบริสุทธิ์ (PTA) ส่งผลต่อการขาด PTA มาใช้ในโรงงานของอินโดรามา เวนเจอร์ส (Indorama Ventures) และโรงงานผลิตโพลีเอทิลีนเทเรฟทาเลต (Polyethylene Terephthalate หรือ PET) พลาสติกวิศวกรรมที่ใช้แพร่หลายที่สุดในโลกในรูปของขวดน้ำพลาสติกใส แม้ว่าอินโดรามา ซึ่งมีโรงงานในหลายสิบประเทศจะสามารถจัดหาพาราไซลีน (PX) จากจีน เกาหลีใต้หรืออินเดีย แต่ต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น
6) ระบบเศรษฐกิจที่โยงกับบรรจุภัณฑ์ ก่อสร้าง ยานยนต์ เกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค อาจขาดวัตถุดิบไปด้วย : การที่วัตถุดิบที่เป็นโมโนเมอร์อย่างสไตรีน (Styrene) บิวทาไดอีน (Butadiene) และอะคริโลไนไตรล์ (Acrylonitrile) ในห่วงโซ่การผลิตถูกตัดขาดพร้อมกัน ยังส่งผลต่ออุตสาหกรรมพลาสติกปลายน้ำ เช่น โรงงานของ ThaiABS และ INEOS Styrolution ที่ผลิตพลาสติกอะคริโลไนไตรล์ บิวทาไดอีน สไตรีน (Acrylonitrile Butadiene Styrene หรือ ABS) และ สไตรีน อะคริโลไนไตรล์ (Styrene Acrylonitrile หรือ SAN) รวมถึงโรงงานของไทยสไตรีนิกส์ (Thai Styrenics) และสยามโพลิสไตรีน (Siam Polystyrene) ที่ผลิตโพลิสไตรีน (Polystyrene หรือ PS) และโพลิสไตรีนขยายตัว (Expanded Polystyrene หรือ EPS) สุดท้าย ระบบเศรษฐกิจที่โยงกับบรรจุภัณฑ์ ก่อสร้าง ยานยนต์ เกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค อาจกล่าวได้ว่าทุกอุตสาหกรรมที่ใช้พลาสติกต้องเผชิญการขาดแคลนวัสดุ ปริมาณการส่งออกหดตัว การจ้างงานในมาบตาพุดตกอยู่ในความเสี่ยง
หากพิจารณาสถานการณ์ที่มาบตาพุดดังที่กล่าวมาข้างต้นผ่านมิติทางเศรษฐกิจก็จะอาจจะเห็นว่าเป็นการพังทลายของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ต้องรับมือ รอคอย และท้ายที่สุดก็จะคลี่คลายไปเอง แต่เรื่องนี้ก็เป็นเพียงมิติเดียว ซึ่งยังปราศจากการคิดคำนึงถึงความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ และความเสี่ยงด้านสุขภาพที่ชุมชนมาบตาพุดต้องเผชิญ
ซึ่งเป็นวังวนของวิกฤตจากห่วงโซ่อุปทานปิโตรเคมีที่ขยายตัวไม่หยุดด้วยเช่นกัน

การเติบโตของปิโตรเคมีที่มาจากการหดตัวของพลังงานฟอสซิล
คลื่นกระแทกนี้ ยังพามองไปถึงอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังเผชิญกับอัตรากำไรที่หดตัวลงจากธุรกิจน้ำมันและก๊าซฟอสซิลอันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (energy transition) ที่เร่งตัวขึ้นทั่วโลก บริษัทรถยนต์หันมาลงทุนในยานยนต์ไฟฟ้าและรัฐบาลทั่วโลกทยอยเลิกใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน ความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงในภาคขนส่งจึงเผชิญกับขีดจำกัดทางโครงสร้าง
ธุรกิจน้ำมันและก๊าซฟอสซิลจึงได้หันมาขยายการลงทุนอย่างหนักหน่วงในธุรกิจพลาสติกและปิโตรเคมีแทน โดยคาดกันว่าการผลิตพลาสติกจะเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าภายในปี 2593 จากสถานการณ์ที่เอ็กซอนโมบิล (ExxonMobil), เชลล์ (Shell), โททาลเอนเนอร์ยี่ส์ (TotalEnergies), และบริษัทคู่แข่ง ต่างทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อขยายกำลังผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมโดยเฉพาะพลาสติก
และเรื่องนี้อาจกระทบกับเรามากกว่าแค่ปัญหาทางเศรษฐกิจ
เมื่อมองผ่านวิกฤตสภาพภูมิอากาศ การผลิตพลาสติกทุกๆ หนึ่งตันจะปล่อยก๊าซเรือนกระจก 5 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สถานการณ์การขยายตัวของการผลิตพลาสติกทั่วโลกจากคาดการณ์ไว้ จะทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวงจรชีวิตของพลาสติกเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 50 ภายในปี 2573 (เทียบกับระดับการปล่อยปี 2562) ซึ่งใกล้เคียงกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโรงไฟฟ้าถ่านหินเกือบ 300 แห่ง ในขณะที่คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change หรือ IPCC) สรุปว่าเพื่อจำกัดภาวะโลกร้อนไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกจะต้องลดลงเกือบร้อยละ 50
ย้อนกลับมาที่ ระยองโอเลฟินส์ (ROC) ซึ่งอยู่ ณ ใจกลางของห่วงโซ่อุปทานการผลิตที่ส่งมอบวัตถุดิบให้กับผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ ผู้จัดหาชิ้นส่วนยานยนต์ บริษัทวัสดุก่อสร้างและผู้ผลิตฟิล์มพลาสติกที่ใช้ในการเกษตรทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ในเชิงโครงสร้าง ระยองโอเลฟินส์ (ROC) คือโรงงานที่อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลยักษ์ใหญ่ต้องพึ่งพาโดยตรงในการขยายตัว เป็นจุดยึดโยงระหว่างความต้องการใช้พลาสติกในสังคมและความสมเหตุสมผลของการลงทุนปิโตรเคมีขั้นต้น
เราจึงเห็นว่าหลายทศวรรษที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลและบริษัทผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคร่วมกันสร้างเรื่องเล่าชุดหนึ่งนั่นคือวิกฤตมลพิษพลาสติกอยู่ที่การจัดการขยะและนำเสนอ ‘การรีไซเคิล’ ในฐานะเป็นทางออก

ในขณะที่เครื่องจักรการผลิตที่อยู่เบื้องหลังยังคงขยายตัวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ปริมาณพลาสติกทั้งหมดที่ถูกผลิตขึ้นมาในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ มีเพียงร้อยละ 9 เท่านั้นที่นำมารีไซเคิล ส่วนที่เหลือถูกนำไปฝังกลบ เผาทำลายหรือรั่วไหลออกสู่สิ่งแวดล้อม ยักษ์ใหญ่ด้านสินค้าอุปโภคบริโภคทั้ง โคคา-โคล่า (Coca-Cola), เป๊ปซี่โค (PepsiCo) และ เนสท์เล่ (Nestlé) เองต่างร่วมมือกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอย่างแข็งขันเพื่อส่งเสริมแนวคิดรีไซเคิลว่าเป็นทางออก ขณะเดียวกันก็ทำการเจรจาหว่านล้อมเพื่อยับยั้งการยกเลิกการใช้พลาสติกครั้งเดียวทิ้ง
การให้คำมั่นในการจัดซื้อของบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้รับรองถึงความต้องการที่ทำให้การขยายตัวในธุรกิจพลาสติกของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลมีความเป็นไปได้ในทางพาณิชย์ สะท้อนการพึ่งพาอาศัยกันในเชิงโครงสร้างที่แบรนด์สินค้าต่างๆ ส่งมอบความแน่นอนของอุปสงค์ ในขณะที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีส่งมอบวัตถุดิบในการผลิตพลาสติก
การที่ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตปิโตรเคมีรายสำคัญโดยมีศูนย์กลางการผลิตกระจุกตัวที่มาบตาพุด จังหวัดระยองจึงเป็นจุดอ่อนสองด้านพร้อมกันคือ (1) ความเปราะบางทางภูมิรัฐศาสตร์อันเนื่องมาจากแหล่งวัตถุดิบต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ การขาดแคลนวัตถุดิบครั้งนี้ จุดชนวนให้ต้องปิดดำเนินการระยองโอเลฟินส์ (ROC) ชั่วคราว โดยเป็นผลที่เกิดขึ้นเมื่อเราสร้างเศรษฐกิจบนห่วงโซ่อุปทานที่มีจุดตายจุดเดียวซึ่งยึดโยงกับภูมิภาคที่มีความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ และ (2) ความเปราะบางด้านสภาพภูมิอากาศเพราะกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าการผลิตพลาสติกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลจะขยายตัวต่อไปในระยะยาวในขณะที่ความสามารถในการรองรับของระบบนิเวศมีขีดจำกัดและเหลือน้อยลง
วิกฤตมลพิษอันยาวนานที่มาบตาพุด
มิติหนึ่งที่นักวิเคราะห์การเงินไม่ได้วัดและกรอบกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ไม่อาจรับมือได้คือมลพิษที่อยู่คู่ชุมชนมาบตาพุดอยู่มานานก่อนที่ช่องแคบฮอร์มุซจะกลายเป็นเขตสงคราม
สถานการณ์ที่โรงงานปิโตรเคมีต้องปิดดำเนินการฉุกเฉิน ก๊าซที่ไม่สามารถกักเก็บได้อย่างปลอดภัยระหว่างการลดความดันในระบบและถูกระบายไปยังหอเผาทิ้ง การหยุดเดินเครื่องชั่วคราว ในมุมนักลงทุนอาจมองว่าเป็นการหยุดชะงักของอุปทาน แต่สำหรับผู้คนที่อาศัยอยู่ในชุมชนโดยรอบคือช่วงเวลาที่มีเปลวไฟพุ่งสูงตัดกับท้องฟ้าทั้งในยามสว่างและยามมืด และอากาศเต็มไปด้วยส่วนผสมของสารมลพิษต่างๆ ที่ถึงแม้ว่าจะมีระบบตรวจวัดมลพิษทางอากาศอย่างต่อเนื่อง (CEMs) ก็ไม่อาจตรวจวัดตัวแปรได้ทั้งหมด
เพราะหากย้อนกลับไปยังคำให้การที่เสนอต่อคณะอนุกรรมาธิการ สภาผู้แทนราษฎรในปี พ.ศ.2567 ซึ่งตรวจสอบเหตุเพลิงไหม้โรงงาน VCM ของ บริษัท ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ ภายใต้กลุ่มเอสซีจีซี (SCGC) ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเมื่อเดือนกันยายนระบุว่า โรงงานบางแห่งปล่อยมลพิษในเวลากลางคืน ขณะที่ชาวบ้านส่วนใหญ่นอนหลับพักผ่อน และเปลวไฟจากการเผาระบายก็มีขนาดใหญ่กว่าที่ปล่อยในเวลากลางวันอย่างมาก
ข้อมูลที่บันทึกโดยกรมควบคุมโรคระบุว่า ระหว่างปี 2552 ถึง 2565 ระดับความเข้มข้นของสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOC) เกินค่ามาตรฐานรายปีของประเทศในสารสำคัญ 3 ชนิด ได้แก่ เบนซีน, 1,3-บิวทาไดอีน, และ 1,2-ไดคลอโรอีเทน ณ สถานีตรวจวัดในเขตควบคุมมลพิษจังหวัดระยอง ขณะที่ผู้แทนจาก PTTGC ชี้แจงต่อคณะอนุกรรมาธิการ สภาผู้แทนราษฎรชุดเดียวกันว่า เหตุการณ์ควันดำจากหอเผาทิ้ง (flare) เกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นเมื่ออุปกรณ์ขัดข้อง ส่วนผู้แทนจาก IRPC ยืนยันว่าพบค่าการตรวจวัดเบนซีนในระดับสูงบริเวณใกล้ชุมชนบ้านตะพงในอำเภอเมืองระยอง ตัวแทนชุมชนจากมาบตาพุดและตำบลบ้านแลงยังระบุด้วยว่า สถิติผู้ป่วยโรคมะเร็งและโรคทางเดินหายใจที่มีการรายงานในจังหวัดระยองเพิ่มขึ้นแทบทุกปี โดยเฉพาะในตำบลบ้านแลงและเชิงเนินที่มีอัตราสูงเป็นพิเศษ

สถานการณ์เช่นนี้มิใช่เรื่องใหม่ การริเริ่มเก็บตัวอย่างอากาศจากพื้นที่มาบตาพุดตั้งแต่ปี 2547 โดยมูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH), กรีนพีซ ประเทศไทย, และ Global Community Monitor โดยส่งวิเคราะห์ที่ห้องปฏิบัติการในสหรัฐอเมริกาตรวจพบสารมลพิษหลากหลายถึง 30 ชนิดรวมถึงเบนซีน คลอโรฟอร์ม และฟอร์มาลดีไฮด์ ในระดับที่สูงอย่างมีนัยสำคัญ
งานวิจัยนี้ผ่านการทบทวนโดยผู้ทรงคุณวุฒิและตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ ซึ่งพบว่า ความเสี่ยงมะเร็งตลอดช่วงชีวิตของประชาชนในพื้นที่อยู่อาศัยรอบนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดสูงเกินเกณฑ์ด้านสุขภาพ โดยแบบจำลองประเมินความเสี่ยงจากการสูดดมสารอินทรีย์ระเหย (VOC) อยู่ที่ 7.82 × 10⁻² ในเด็ก และ 3.91 × 10⁻¹ ในผู้ใหญ่
นอกจากนี้ทีมวิจัยจากโรงพยาบาลศิริราชที่ทำงานร่วมกับศูนย์อาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม จังหวัดระยองที่มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัสสาร VOC กับความเสี่ยงมะเร็งในพื้นที่เพิ่มเติมแต่ยังขาดงบประมาณวิจัย ขณะที่อุตสาหกรรมซึ่งเป็นต้นตอของการสัมผัสสารมลพิษเหล่านี้ยังคงดำเนินกิจการต่อไปภายใต้มาตรการส่งเสริมการลงทุน
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระยองพยายามจัดทำฐานข้อมูลสุขภาพของประชากรมานานกว่าทศวรรษแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ จนถึงทุกวันนี้ยังไม่มีระบบเปิดเผยข้อมูลสาธารณะตามเวลาจริง (real time) ว่า มีการปล่อยสารมลพิษอะไรออกมาจากปล่องใดในเวลาต่างๆ ในขณะที่กฎหมายการรายงานการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (Pollutant Release and Transfer Register หรือ PRTR) ที่ภาคประชาสังคมรณรงค์ผลักดันมานานกว่าสองทศวรรษและยังต้องจับตาดูเจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาลใหม่ (อนุทิน 2) ในการผ่านกฎหมายอีกครั้ง

เมื่อการหยุดเดินเครื่องอาจจะยังไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม
ในยามที่โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากต้องหยุดเดินเครื่องลง เรามีแนวโน้มที่จะมองว่านั่นคือประโยชน์ต่อสภาพภูมิอากาศ เพราะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงของระยองโอเลฟินส์ (ROC) ลดลงเกือบเป็นศูนย์ ทั้งนี้ที่ผ่านมา เครือสยามซีเมนต์ กรุ๊ป (Siam Cement Group หรือ SCC) อ้างว่าได้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับกลุ่มบริษัทจาก 24.3 ล้านตัน (คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) ในปี 2566 ลงมาเหลือ 22.9 ล้านตัน (คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) ในปี 2567 ถือเป็นการลดลงอย่างมีนัยสำคัญและมุ่งมั่น รวมถึงการปรับสัดส่วนการใช้พลังงานกว่าร้อยละ 50 ไปสู่เชื้อเพลิงทางเลือก การหยุดเดินเครื่องแบบบังคับ (force majeure) จึงดูเผินๆ เป็นการสานต่อแนวโน้มดังกล่าว
แต่การหยุดดำเนินการผลิตไม่ใช่การลดการปล่อยคาร์บอน ความต้องการโพลิเอทิลีนและโพลิโพรพิลีนไม่ได้หายไปเพียงเพราะโรงงานแครกเกอร์ในไทยหยุดเดินเครื่อง แต่การผลิตอาจย้ายฐานไปยังจีน ซาอุดีอาระเบีย หรือสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจมีผลกระทบสิ่งแวดล้อมเลวร้ายกว่า และแน่นอนว่าไม่ได้ช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมสีเขียวของไทยเลย การปิดดำเนินการชั่วคราวของระยองโอเลฟินส์ (ROC) อาจทำให้การผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและพลาสติกของไทยลดลง แต่การผลิตพลาสติกของโลกยังเดินหน้าต่อ ผลสุทธิจึงแทบเป็นศูนย์สำหรับสภาพภูมิอากาศ
เครือสยามซีเมนต์ กรุ๊ป (SCC) รับมือเชิงยุทธศาสตร์ในการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซโดยใช้เงินลงทุน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐปรับเปลี่ยนโครงการลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ (Long Son Petrochemicals) ในเวียดนามให้สามารถใช้อีเทนจากหินดินดาน (shale ethane) ที่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา แม้ว่าเป็นการตัดสินใจเพื่อรับรองความมั่นคงด้านอุปทาน แต่ก็ยังเป็นการเปลี่ยนจากภูมิรัฐศาสตร์ของเชื้อเพลิงฟอสซิลแบบหนึ่งไปสู่อีกแบบหนึ่ง อีเทนจากหินดินดาน (shale ethane) นั้นปล่อยก๊าซมีเทนจากกระบวนการแตกหินดินดาน (fracking) ในระดับสูงมาก การเปลี่ยนจากแนฟทา (Naphtha) ในตะวันออกกลางไปเป็นก๊าซฟอสซิลจากหินดินดาน (shale gas) จากสหรัฐอเมริกา จึงไม่ได้ทำให้ความเข้มข้นทางคาร์บอนของพลาสติกที่ผลิตลดลง หากแต่เป็นการปรับเปลี่ยนว่าใครจะเป็นผู้ได้ประโยชน์จากความเข้มข้นทางคาร์บอนนั้นมากกว่า
เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero) ภายในปี 2593 การได้รับอันดับ AAA ด้านความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และเป้าหมายการลดการปล่อยที่ทะเยอทะยานภายในปี 2573 ของเครือสยามซีเมนต์ กรุ๊ป (SCC) เป็นความมุ่งมั่นที่มีอยู่จริง แต่เมื่อเผชิญวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ในระดับนี้ เงินทุนจะถูกนำไปใช้เพื่อประคองตัวให้อยู่รอดก่อนและการเปลี่ยนผ่านสีเขียวซึ่งมีความสำคัญอันดับแรกต้องเลื่อนออกไปเมื่อสภาวะทางการเงินอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างรุนแรง

ร่างกฎหมายปิโตรเลียมและธุรกิจคาร์บอน
จุดที่วิกฤตทั้งสามคือภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตมลพิษพลาสติก และวิกฤตสภาพภูมิอากาศมาบรรจบกันผ่านการตัดสินใจเชิงนโยบายว่าด้วยร่างกฎหมายปิโตรเลียม และไม่อาจชะลอออกไปได้อีก ในห้วงเวลาที่ระยองโอเลฟินส์ (ROC) ยังหยุดเดินเครื่องชั่วคราวจากการพึ่งพาวัตถุดิบเชื้อเพลิงฟอสซิล กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติกำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ครั้งที่ 2 ร่างฉบับแก้ไขนี้เพิ่มหมวดว่าด้วยธุรกิจคาร์บอนเข้าไปในกฎหมายที่เดิมเขียนขึ้นเพื่อรองรับการสำรวจน้ำมันและก๊าซ ภายใต้ร่างดังกล่าว ผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมซึ่งก็คือกลุ่มบริษัทเดียวกับที่ดำเนินกิจการโรงกลั่น โรงแครกเกอร์ และโรงแยกก๊าซ จะได้รับอนุญาตให้ดำเนินกิจการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage หรือ CCS) ในพื้นที่ที่กำหนดรวมถึงในชั้นธรณีวิทยาใต้ทะเลอ่าวไทย ปัจจุบัน กลุ่ม ปตท. เป็นผู้นำการพัฒนาโครงการ Eastern Thailand CCS Hub ในพื้นที่ระยองและชลบุรี โดยตั้งเป้ากักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้สูงสุด 10 ล้านตันต่อปีภายในปี 2593
แม้จะมีข้ออ้างว่าเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) มีบทบาทในบางฉากทัศน์ของการลดคาร์บอน ในที่นี้ คำถามอาจไม่ได้เป็นเรื่องในทางหลักการ เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) จะใช้ได้หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าในทางปฏิบัติ เทคโนโลยีนี้เปิดทางให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง
การแก้กฎหมายที่วางระบบการอนุญาต CCS ไว้ภายใต้กรอบสัมปทานปิโตรเลียมเดิมโดยใช้ผู้ประกอบการกลุ่มเดิม หน่วยงานกำกับดูแลเดิม (กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ) และตรรกะทางธุรกิจแบบเดิมนั้นไม่ใช่เครื่องมือของการเปลี่ยนผ่าน แต่เป็นใบอนุญาตให้เดินหน้าขยายการผลิตพลาสติกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลต่อไป
CCS อาจกักคาร์บอนไว้ใต้ดิน แต่ไม่ได้ลดการปล่อยสารอินทรีย์ระเหย (VOC ) ที่ออกสู่อากาศที่ชาวมาบตาพุดต้องหายใจ CCS ช่วยอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลทำการฟอกเขียววิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่ไม่แตะต้องผลกระทบสุขภาพของชุมชนและไม่ช่วยลดการพึ่งพาวัตถุดิบที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นต้นตอของวิกฤตครั้งนี้ตั้งแต่แรก
การพึ่งพาอาศัยกันระหว่างอุตสาหกรรมผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคกับอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นเส้นที่คู่ขนานในทางกฎหมายในร่างแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียมฉบับนี้ซึ่งเป็นกรอบที่วางให้ผู้เล่นกลุ่มเดิม ทรัพย์สินชุดเดิมและความสัมพันธ์เชิงสถาบันแบบเดิมให้เป็นกลไกรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศของไทย แต่การแก้ปัญหาความมั่นคงด้านอุปทานโดยไม่แตะเรื่องสภาพภูมิอากาศคือการสร้างความเปราะบางแบบเดิมขึ้นใหม่บนภูมิทัศน์อีกแบบหนึ่ง ในกรณีนี้คือ ก๊าซฟอสซิลจากหินดินดาน (shale gas) จากสหรัฐอเมริกามาแทน แนฟทา (Naphtha) จากตะวันออกกลาง
การใช้ CCS เป็นทางออกลวงด้านสภาพภูมิอากาศโดยไม่แตะต้องการขยายตัวของเชื้อเพลิงฟอสซิลก็หมายถึงทั้งปัญหาสุขภาพของชุมชนและปัญหาการพึ่งพาวัตถุดิบก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข ชุมชนยังคงต้องสูดอากาศที่ปนเปื้อนมลพิษจากปล่องโรงงานปิโตรเคมี และประเทศไทยยังต้องพึ่งพาเส้นทางฟอสซิลที่ไร้การควบคุมต่อไป

การรับมือกับวิกฤตที่เปิดโปงทั้งระบบ
แนวทางหนึ่งในการรับมือหลังวิกฤตคือมองว่าการหยุดเดินเครื่องชั่วคราวของระยองโอเลฟินส์ (ROC) เป็นเพียงการชะงักลงชั่วคราว เป็นแรงกระแทกจากภายนอกที่ต้องประคับประคองให้ผ่านไปด้วยการกระจายแหล่งวัตถุดิบ เปิดให้มีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) และกลับมาเดินเครื่องอีกครั้งทันทีที่เส้นทางฮอร์มุซเปิดใช้งาน
แนวทางนี้อาจดูสมเหตุสมผลในระยะสั้น แต่คือหายนะในระยะกลางถึงระยะยาว เพราะไม่ได้ตอบคำถามเชิงโครงสร้างที่วิกฤตครั้งนี้เปิดโปงออกมาอย่างชัดเจนเพราะเหตุใดวัตถุดิบเกือบครึ่งหนึ่งของมาบตาพุดจึงต้องพึ่งพาคอขวดทางทะเลเพียงจุดเดียวในภูมิภาคที่ผันผวนที่สุดแห่งหนึ่งของโลก? เหตุใดภาคอุตสาหกรรมที่มีสต็อกแนฟทา (Naphtha) สำรองเพียง 1 เดือนและไม่มีคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์จึงไม่มีหลักประกันเชิงนโยบายรองรับ? และเหตุใดอนาคตอุตสาหกรรมของไทยจึงยังถูกสร้างอยู่บนสมมติฐานว่าการผลิตพลาสติกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลจะขยายตัวต่อไปในทศวรรษข้างหน้า ในขณะที่การมาบรรจบกันของแรงผลักจากนโยบายสภาพภูมิอากาศ แรงกดดันต่อบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภค พันธกรณีที่อาจเกิดขึ้นจากสนธิสัญญาพลาสติกโลก (Global Plastics Treaty) และการผลักดันร่างกฎหมาย PRTR จากชุมชนที่อยู่แนวรั้วโรงงานเป็นแรงขับเคลื่อนในทิศทางตรงกันข้ามทั้งสิ้น
ทางเลือกอีกแบบคือการมองว่าวิกฤตครั้งนี้เป็นแรงบีบให้ต้องเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ชัดเจนคือการพึ่งพาวัตถุดิบจากเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างเป็นระบบของภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นความท้าทายด้านความสามารถในการแข่งขัน ความมั่นคงและสาธารณสุขด้วย
การรับมือแบบนี้ควรรวมถึงการกำหนดคลังสำรองวัตถุดิบเชิงยุทธศาสตร์ภาคบังคับ ข้อกำหนดให้กระจายแหล่งนำเข้า มาตรการส่งเสริมการลงทุนแบบเร่งรัดสำหรับโรงงานแครกเกอร์ ที่ใช้วัตถุดิบชีวภาพและวัตถุดิบรีไซเคิล การผ่านกฎหมาย PRTR อย่างเร่งด่วนตามที่ประชาชนไทย 12,165 คน ได้เข้าชื่อเสนอต่อรัฐสภา และการปรับนโยบายอุตสาหกรรมของไทยจากการขยายกำลังการผลิตพลาสติกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่การเป็นผู้นำการเปลี่ยนผ่านของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่คำนึงถึงความเป็นธรรมทางสังคม
ทางออกที่จะเป็นการก้าวไปข้างหน้าอย่างแท้จริงคือการลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากเชื้อเพลิงฟอสซิลลงโดยสิ้นเชิง สนับสนุนระบบใช้ซ้ำที่ช่วยลดความต้องการพลาสติกบริสุทธิ์ใหม่ ผ่านกฎหมาย PRTR ที่รับรองสิทธิชุมชนในการรับรู้ว่ามีอะไรอยู่ในอากาศที่พวกเขาหายใจ และผ่านนโยบายอุตสาหกรรมที่พิจารณาการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรมในฐานะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จะทำให้สังคมอยู่รอดได้ในวิกฤตครั้งถัดไป

บทความโดย ธารา บัวคำศรี / Climate Connector
อ้างอิงข้อมูลจาก
InnovestX Research. Siam Cement (SCC TB) — Company Update. March 9, 2026.
Greenpeace USA. The Climate Emergency Unpacked: How Consumer Goods Companies are Fueling Big Oil’s Plastic Expansion. September 2021.
Center for International Environmental Law (CIEL). Plastic & Climate: The Hidden Costs of a Plastic Planet. 2019.
Thai Parliamentary Subcommittee Report. Case Study: Factory Fire (VCM-1 Line, Thai Plastic and Chemicals Plc), Map Ta Phut Industrial Estate, Rayong Province. September 22, 2024.
Ecological Alert and Recovery – Thailand (EARTH) / Arnika Association. Toxic Hot Spots in Thailand: Map Ta Phut and Rayong IRPC Industrial Zone. December 2018.
Department of Mineral Fuels, Ministry of Energy. Draft Amendment to the Petroleum Act B.E. 2514 (Carbon Business). Public Hearing, March 2026. Norton Rose Fulbright. Carbon Capture and Storage in Thailand: Progress, Challenges, and Opportunities. 2025.
Thai Journal of Toxicology. Health Impacts of Volatile Organic Compounds in Pollution Control Zones of Industrial Areas: Historical, Current, and Future Perspectives. 2025.


