/

น้ำมันรั่วแล้ว รั่วอีก รั่วต่อ แล้วการเยียวยาจากน้ำมันรั่วแต่ละครั้งไปถึงไหนบ้าง?

ผ่านไป 1 เดือนจากเหตุการณ์น้ำมันรั่วในบริเวณอ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ที่วันนี้หลายคนอาจจะเห็นทะเลสีคราม น้ำใสที่สะท้อนประกายแดดระยิบระยับ กับภาพเรือประมงเล็กที่จอดเกยอยู่บนหาดอาจจะเป็นทะเลตะวันออกที่ดูเงียบงันและสวยงาม แต่ลึกลงไปใต้ผืนน้ำที่ดูปกติดีกลับเต็มไปด้วยคราบน้ำมัน และร่องรอยความเจ็บปวดของชาวประมงและทุกชีวิตที่ผูกพันอยู่กับท้องทะเล 

 

เมื่อเหตุการณ์น้ำมันรั่วครั้งแล้วครั้งเล่าไม่มีใครรับผิดชอบอย่างจริงจัง และเมื่อย้อนดูประวัติ กว่า 45 ปีที่ผ่านมา ไทยเจอเหตุการณ์น้ำมันรั่วทะเลกว่า 235 ครั้ง จนกรมควบคุมมลพิษได้แบ่งเขตความเสี่ยงน้ำมันรั่วของทะเลไทยโดยพบว่าพื้นที่ที่เสี่ยงสูงที่สุดคือ เขตภาคตะวันออก โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา โดยแค่ระยองจังหวัดเดียวก็มีสถิติรั่วอย่างน้อย 10 ครั้ง 

หรืออย่างครั้งล่าสุดสดๆ ร้อนๆ เมื่อเดือนที่ผ่านมา (วันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2568) ก็เกิดน้ำมันรั่วมันดิบจำนวน 8,000 ลิตรจากท่อขนส่ง SBM-2 ของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ระหว่างการขนถ่ายนอกชายฝั่งชลบุรีใกล้กับเกาะสีชัง

คำว่า “น้ำมันรั่วอีกแล้ว” อาจเหมือนเป็นเสียงแห่งความคุ้นชินและปลงตก แต่ว่านี่ไม่ใช่เพราะโชคร้าย ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุ แต่เป็นผลลัพธ์ของการพัฒนาที่ไม่เคยฟังเสียงคนในพื้นที่ ผลลัพธ์ของระบบที่ไม่เคยยอมรับว่านี่คือ พื้นที่เปราะบาง 

ผลลัพธ์ของการไม่มีกฎหมายที่รัดกุมพอที่จะป้องกันเหตุไม่ให้เกิดขึ้นอีก รวมถึงผลลัพธ์ของไม่มีแผนจัดการรับมืออย่างยั่งยืนและส่งผลกระทบน้อยที่สุด ผลลัพธ์ของการไม่มีกองทุนชดเชยเยียวยาที่เป็นธรรม และผลลัพธ์ของการไม่มีงบประมาณฟื้นฟูทะเลที่ไม่ปล่อยให้ชาวบ้านต้องลุกขึ้นสู้เองทุกครั้ง 

ในขณะสิ่งเดียวที่มีคือ การเร่งซ่อนคราบน้ำมันจากสายตาของสาธารณะและปล่อยให้ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากมลพิษที่มองไม่เห็นนี้ ผ่านมาแล้วเกือบทศวรรษที่คราบน้ำมันในคราบน้ำตาของชาวบ้านไม่เคยจางหาย เราชวนย้อนกลับไปสำรวจเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลครั้งใหญ่ และการเยียวยาที่เกิดขึ้น เพื่อตั้งคำถามว่า ในทุกครั้งที่น้ำมันรั่วเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้นบ้าง

น้ำมันดิบรั่วระยอง ปี พ.ศ. 2556

วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 ท่อน้ำมันดิบของบริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) รั่วกลางทะเลบริเวณทิศเหนือและทิศตะวันตกของเกาะเสม็ด น้ำมันดิบกว่า 50,000 ลิตร กระจายตัวในทะเล ซึ่งเป็นปริมาณที่น่ากังขาสำหรับประชาชนในพื้นที่ โดยผู้ได้รับผลกระทบให้สัมภาษณ์ว่า

“บริษัทบอกว่าน้ำมันเข้าอ่าวพร้าว 20% ของน้ำมันที่รั่วทั้งหมด ซึ่ง 20% ที่ว่าใช้ถุงบิ๊กแบ็กเก็บ ไป 111 ถุง จุได้ถุงละ 1,000 ลิตร เท่ากับอย่างน้อย 110,000 ลิตร คิดดูแล้วมันจะรั่วแค่ 50,000 ลิตรได้ยังไง”

พื้นที่เสียหายหนักที่สุด คือ อ่าวพร้าวที่ตลอดแนวหาดกว่า 300 เมตร ถูกปกคลุมด้วยคราบน้ำมันดิบสีดำ ชาวประมงในพื้นเล่าว่า “บริษัทใช้สารเคมีสลายคราบน้ำมัน (Dispersant) 37,000 ลิตร แทนการเก็บกู้คราบน้ำมันทั้งหมด ซึ่งแม้จะทำให้น้ำมันแตกตัว แต่ก็ทำให้มันจมลงสู่ก้นทะเล กลายเป็นตะกอนพิษต่อระบบนิเวศ ส่งผลปะการังตาย แหล่งหากินของสัตว์ทะเลเสียสมดุล

ชาวบ้านบางส่วนได้รับเงินชดเชยเยียวยาวันละ 1,000 บาท 30 วัน รวมเป็นเงิน 30,000 บาท ซึ่งเทียบไม่ได้กับรายได้ที่เคยหาได้ก่อนเกิดเหตุน้ำมันรั่ว ทั้งยังมีชาวบ้านหลายคนที่ถูกปฏิเสธการชดเชยเยียวยาเนื่องจาก อยู่นอกพื้นที่ ทั้งๆ ที่คราบน้ำมันสามารถลอยไปได้ทั่วอ่าวระยอง เพราะสันฐานของตัวอ่าวที่เป็นแอ่งกระทะ ทั้งยังพบคราบน้ำมันลอยไปไกลถึงหาดเจ้าหลาวที่จังหวัดจันทบุรี

การฟ้องร้องเริ่มต้นขึ้น ในวันที่ 25 กันยายน 2557 ชาวประมงและแม่ค้ากว่า 400 ค นยื่นฟ้อง PTTGC ต่อศาลจังหวัดระยอง ขอเรียกค่าเสียหายจากการขาดรายได้ และเสนอให้ตั้งกองทุนฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ กรณีน้ำมันรั่วไหลในทะเล จังหวัดระยอง โดยให้บริษัทจัดสรร 10% ของกำไรเข้ากองทุน ในปีนั้น (PTTGC มีกำไร 32,841 ล้านบาท)

คำตัดสินแรกจากศาลชั้นต้นระบุว่าให้บริษัทชดเชยเยียวยาชาวประมงเพิ่ม 3 เดือน รวมเป็นรายละ 90,000 บาท และให้ผู้ประกอบการเพิ่มรวมเป็นรายละ 60,000 บาท แต่จำนวนเงินดังกล่าวยังคงเป็นจำนวนเงินที่ไม่ยุติธรรม ชาวบ้านจึงยื่นอุทธรณ์ต่อ โดยมีชาวบ้านบางส่วนที่ยุติการฟ้อง 

วันที่ 1 กันยายน 2563 ชาวบ้านอุทธรณ์ต่อ ศาลอุทธรณ์จึงตัดสินใหม่ให้บริษัทชดเชยมากขึ้นเนื่องจากศาลประเมินว่าทะเลได้รับความเสียหายมากกว่า 3 เดือน จากการใช้สารเคมีสลายคราบน้ำมันโดยให้บริษัทชดเชยชาวประมงเพิ่มเป็นรวมรายละ 150,000 บาท และชดเชยผู้ประกอบการรวมรายละ 120,000 บาท แต่เรื่องกองทุนฟื้นฟูฯ ศาลแจ้งว่า ‘ไม่มีข้อกฎหมายรองรับ’ 

ณ ปัจจุบันการฟ้องร้องยังค้างคาอยู่ในระดับชั้นศาลฎีกาแม้จะผ่านมาแล้วกว่า 12 ปี

นอกจากนั้นในเดือนกรกฎาคม ปี พ.ศ. 2557 ชาวบ้านยังได้ยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐ 6 แห่งต่อศาลปกครอง ได้แก่ คือ 1. ผู้ว่าฯ ระยองในขณะนั้น 2. คณะกรรมการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน (กปน.) 3. กรมเจ้าท่า 4. กรมประมง 5. กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง 6. กรมควบคุมมลพิษ ฐานละเลยหน้าที่แต่ปรากฎว่าในเดือนกรกฎาคม ปี พ.ศ. 2563 ศาลปกครองระยองยกฟ้องโดยให้เหตุผลว่า หน่วยงานรัฐทำตามกฎหมายแล้ว

น้ำมันรั่วอ่าวพร้าว ปี 2556

น้ำมันดิบรั่วระยอง ปี พ.ศ. 2565

วันที่ 25 มกราคม ปี พ.ศ. 2565 เกิดเหตุน้ำมันดิบรั่วจากท่อใต้ทะเลบริเวณทุ่นผูกเรือน้ำลึก หน้านิคมมาบตาพุด จ.ระยอง (ซึ่งเป็นจุดเดิมกับที่เคยรั่วเมื่อปี พ.ศ. 2556) โดย บริษัทสตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC หลังจากเกิดเหตุช่วงแรกมีการคาดการณ์ว่าน้ำมันรั่วราว 400,000 ลิตร ต่อมาวันที่ 26 มกราคม ตามรายงายของไทยพีบีเอส แจ้งว่ามีการยืนยันตัวเลขจากบริษัทฯ ว่าน้ำมันรั่ว 167,000 ลิตร จากนั้นวันที่ 29 มกราคมมีการรายงานตัวเลขเหลือเพียง 50,000 ลิตร และสุดท้ายในวันที่ 4 กุมภาพันธ์บริษัทได้การออกแถลงการณ์ว่าตัวเลขน้ำมันรั่วที่ยืนยันคือ 47,000 ลิตร 

กองทัพเรือได้ลาดตระเวนสำรวจแล้วพบว่ายังมีน้ำมันตกค้างในทะเลอีกราว 20,000 ลิตร หลังการเก็บกู้และเริ่มมีแนวโน้มว่าน้ำมันจะไหลเข้าหาดแม่รำพึงและเขาแหลมหญ้า–เกาะเสม็ดในวันที่ 28 มกราคม เป็นอีกครั้งที่บริษัทเลือกใช้สารสลายคราบน้ำมัน (Dispersant) ที่ชื่อ ซิลิคกอน เอ็นเอส (Slickgone NS) ฉีดลงไปในทะเลเพื่อกดให้คราบน้ำมันให้จมลง โดยมีรายงานว่าน้ำมันรั่วรอบนี้ SPRC ทำการฉีดสารสลายคราบน้ำมันกว่า 36,400 ลิตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่สมเหตุสมผลถ้าอิงตามอัตราส่วนการใช้ที่ 1:20 (ซิลิคกอน 1 ลิตร ต่อน้ำมัน 20 ลิตร) ทำให้มีข้อสงสัยว่าปริมาณน้ำมันจริงที่รั่วอาจมากกว่าที่บริษัทแจ้ง 

นอกจากนั้นต่อเนื่องจากเหตุการณ์เดียวกันในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 SPRC แจ้งเหตุน้ำมันรั่วซ้ำอีกครั้งว่ามีการรั่วเพิ่มอีกราว 5,000 ลิตร โดยให้เหตุผลว่ามีน้ำมันค้างในท่ออ่อนเดิมที่รั่วขณะเก็บกู้ 

เบื้องต้นบริษัทมีการชดเชยเยียวยาให้ชาวบ้านมากสุดรายละ 45,000 บาท (ขึ้นอยู่กับการประเมินของบริษัท) แต่มีชาวประมง และแม่ค้าบางส่วนยืนยันไม่รับเงินเยียวยาเนื่องจากไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุนำไปสู่การฟ้องร้องในวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2566 ที่สมาคมประมงพื้นบ้านระยอง พร้อมผู้ได้รับผลกระทบรวม 837 คน ประกอบด้วยชาวประมง แม่ค้า และผู้ประกอบการท่องเที่ยวยื่นฟ้อง SPRC ต่อศาลระยอง โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อเรียกร้องให้ตั้งกองทุนฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง อ่าวระยอง เป็นเงิน 5,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นการเบิกพยานในศาลชั้นต้น 

นอกจากข้อเรียกร้องให้ตั้งกองทุนฟื้นฟูทะเล 5,000 ล้านบาท ที่เน้นฟื้นฟูทะเลมากกว่าเยียวยาเฉพาะรายแล้ว ชาวบ้านยังเรียกร้องให้บริษัทเลิกใช้สารเคมีสลายคราบน้ำมันและเปลี่ยนเป็นการเก็บกู้คราบน้ำมันโดยใช้ทุ่นล้อมและเรือเก็บคราบน้ำมันแทน ทั้งยังเรียกร้องให้รัฐและบริษัททำหน้าที่ร่วมฟื้นฟูทะเลอย่างเป็นระบบโดยร่วมมือกับชาวประมงท้องถิ่นซึ่งมีเครื่องมือ สายตา และประสบการณ์ตรงในการดูแลทะเล ไม่ใช่โยนภาระให้ธรรมชาติฟื้นฟู 

นอกนั้นสมาคมประมงพื้นบ้านท้องถิ่นระยองได้ยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐ 7 หน่วยงาน คือ 1.กระทรวงการคลัง , 2. กระทรวงมหาดไทย , 3. กรมเจ้าท่า , 4. กรมธุรกิจพลังงาน , 5. กรมประมง , 6. กรมทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง  และ7. กรมควบคุมมลพิษ เหตุที่หน่วยงานรัฐละเลยการปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า ในการบริหารจัดการเหตุน้ำมันรั่วที่ระยอง ปี พ.ศ. 2565 เป็นเหตุให้ทะเลระยองเกิดความเสียหายเกินสมควร ยากต่อการเยียวยา

ภาพจาก : กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

น้ำมันดิบรั่วชลบุรี ปี พ.ศ. 2566

วันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 21.00 น. เกิดเหตุน้ำมันดิบรั่วจากเรือขนถ่าย ณ ทุ่นผูกเรือกลางทะเลหมายเลข 2 (SBM-2) ของบริษัทไทยออยล์ ที่อำเภอศรีราชาจังหวัดชลบุรี โดยจุดเกิดเหตุห่างฝั่งราว 16 กม. เบื้องต้นเบื้องต้นมีการรายงานตัวเลขที่ไม่แน่นอนอยู่ที่ 45,000 – 60,000  ลิตร โดยกรมควบคุมมลพิษพบว่า น้ำมันดิบที่รั่วคราวนี้เป็นน้ำมันชนิด ARUB Light Crude และมีการคาดการณ์ว่าระหว่างวันที่ 4 – 10 กันยายน 2566 น้ำมันดิบจะมีทิศทางไหลเข้าสู่ฝั่ง 

หลังจากเกิดเหตุน้ำมันดิบรั่วบริษัทไทยออยล์ ได้ควบคุมสถานการณ์ปิดวาล์วท่อน้ำมันที่เกิดปัญหา และดำเนินการวางทุ่นล้อมคราบน้ำมันเพิ่มเติมเพื่อป้องกันและจำกัดการแพร่กระจาย จากนั้นบริษัทจึงได้ขออนุญาตใช้สารเคมีขจัดคราบน้ำมัน (Dispersant) ชนิด Super Dispersant 25 จำนวน 6,000 ลิตร 

สำหรับน้ำมันรั่วในครั้งนี้ชาวบ้านไม่ได้ยื่นฟ้องร้องต่อศาล โดยบริษัทไทยออยล์มีการชดเชยเยียวยาให้เรือประมงวันละ 1,000 บาท รวม 21 วัน (หรือประมาณ 21,000 บาท/ลำ) ขณะจัดการน้ำมันรั่ว โดยไม่มีการชดเชยผลกระทบระยะยาว เช่น ทรัพยากรทางทะเลที่เสื่อมโทรม ส่วนกลุ่มเลี้ยงหอยได้ชดเชยตามพื้นที่ตามราคาประเมินโดยกรมประมงที่ตารางเมตรละ 100 บาท ส่วนอาชีพอื่น ๆ เช่น พ่อค้าแม่ค้าริมทะเล ได้รายละ 6,000 บาท แม้จะจ่ายช้า จ่ายไม่ครบทุกคนแต่ก็ถือว่าพอใจกันหลายฝ่าย ทำให้ไม่เกิดการรวมกลุ่มร้องเรียนอะไรใหญ่โต ทว่าหน่วยงานรัฐยังคงต้องฟ้องฟื้นฟูทะเล เพราะผลกระทบต่อปะการังนั้นชัดเจน และยังไม่เห็นโครงการฟื้นฟูนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 

น้ำมันรั่วชลบุรี ปี 2566 ภาพจาก : กรุงเทพธุรกิจ

น้ำมันรั่วชลบุรี ปี พ.ศ. 2568

กลางดึกคืนวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2568 บริเวณทะเลใกล้อำเภอศรีราชา จ.ชลบุรี ขณะเรือ Phoenix Jamnagar สัญชาติสิงคโปร์ กำลังขนถ่ายน้ำมันดิบที่ทุ่น SBM-2 ของบริษัทไทยออยล์ แต่ในช่วงเวลานั้นมีคลื่นสูงและลมกระโชกแรงราว 50 น็อต แต่บริษัทก็ยังไม่หยุดการขนถ่ายน้ำมัน ทำให้เชือกผูกเรือขาดพร้อมกันดึงให้ท่ออ่อนขาดไปด้วย  ทำให้มีน้ำมันบางส่วนรั่วออกมาในระหว่างปิดวาล์ว โดยไทยออยล์แจ้งว่ารั่วแค่ 8,000 ลิตร แต่ชาวบ้าน และดร. สมนึก จงมีวศิน เชื่อว่ารั่วเกิน 20,000 ลิตร 

ทั้งนี้เนื่องจากเป็นการรั่วไหลซ้ำที่จุดเดิมซึ่งเคยรั่วไหลเมื่อปี พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา บริษัทไทยออยล์ได้ซ่อมและเปลี่ยนระบบใหม่ทั้งหมดของทุ่น SBM-2 โดยต้องทำการทบทวนรายงาน EIA (การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม) ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวต้องมีการประชาพิจารณ์ (Public Hearing) อย่างน้อย 2 ครั้ง

จากคำบอกเล่าของชาวบ้านในพื้นที่ ได้มีการจัดประชาพิจารณ์ครั้งแรกมีจัดที่อำเภอศรีราชาและอปท.เกาะสีชัง แต่ไม่มีการจัดครั้งที่ 2 อย่างชัดเจน ทำให้ประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่ไม่ทราบว่ามีการจัดไปหรือยัง แต่ล่าสุดมีการเปิดใช้งานทุ่นใหม่ โดยที่ชาวบ้านแจ้งว่าไม่ทราบเรื่องมาก่อน และไม่มีหน่วยงานใดตรวจสอบให้แน่ชัดว่า ทุ่นใหม่ได้ผ่านการพัฒนาและเป็นไปตามแผนที่ตกลงไว้หรือไม่

หลังเกิดเหตุกรมเจ้าท่าส่งเรือชลธารานุรักษ์ พร้อมอุปกรณ์ควบคุมทั้งบูม 200 เมตร และเรือเก็บกู้คราบน้ำมัน รวมถึงอนุญาตให้บริษัทใช้สารสลายคราบน้ำมัน (Super Dispersant 25) ราว 800 ลิตร ในการเก็บกู้และจัดการ ก่อนบริษัทประกาศว่า สามารถหยุดการรั่วไหลและดำเนินการเก็บกู้คราบน้ำมันได้แล้วภายในเวลาไม่ถึงสองวัน ทำให้ยังไม่มีการชดเชยใด ๆ ให้กับประชาชน

น้ำมันรั่วชลบุรี ปี 2568 ภาพจาก : Jumbo Paramotor Paragilding

แค่ชดเชยเยียวยาพอไหม หรือมีอะไรที่เราต้องกลับมาตั้งคำถาม

จากข้อมูลทั้งหมดที่ยกมาสะท้อนภาพซ้ำซากของการจัดการเหตุการณ์น้ำมันรั่วในทะเลไทยที่ขาดการเยียวยาอย่างเป็นธรรมและระบบฟื้นฟูระยะยาวอย่างชัดเจน 

แม้ในบางกรณีบริษัทจะจ่ายเงินเยียวยาเบื้องต้นให้ชาวบ้าน เช่น รายละ 30,000 – 45,000 บาท ไม่นับรวมว่าเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น ทั้งยังเป็นการชดเชยแบบเฉพาะกิจและเน้นเพียงผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะที่ความเสียหายเชิงระบบ เช่น ทรัพยากรทางทะเลที่เสื่อมโทรม แหล่งอาศัยของปะการัง หอย และสัตว์น้ำ รวมถึงผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและวิถีชีวิตในระยะยาว กลับไม่ถูกเยียวยาอย่างแท้จริง ซึ่งดร.สมนึก จงมีวศิน นักวิชาการ/นักวิจัยชุมชน จากกลุ่มศึกษาการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC Watch ได้ให้ข้อมูลว่าเป็นเพราะ

“ประเทศเราไม่มีมาตรฐานการเยียวยา คือ ประเทศไทยไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้อย่างชัดเจน มันจะมีกฎหมายไปจับกุมผู้กระทำผิด แต่เรื่องของการชดเชยเยียวยากลับปล่อยให้พี่น้องภาคประชาชน ไปฟ้องบริษัทเอกชนเอาเอง ส่วนถ้าเป็นภาครัฐแต่ละหน่วยงานก็ดูกฎหมายตัวเองแล้วก็ไปฟ้องกันเอง ที่ผ่านมามันเป็นอย่างนี้”

“ถามว่าการชดเชยมันเพียงพอไหม? มันไม่เพียงพอ เอาเรื่องของชดเชยเยียวยาก่อนนะ ยังไม่พูดถึงการฟื้นฟูทะเลนะ คือ สัตว์น้ำต่างๆ เนี่ยมันหายไปหมด”

ซึ่งส่วนสำคัญที่สุด คือ ประเทศไทยยังไม่มี กองทุนสำหรับการเยียวยาชดเชย และฟื้นฟูทะเลจากเหตุการณ์น้ำมันรั่ว ที่เก็บมาจากภาษีหรือแบ่งผลกำไรมาจากบริษัทผู้ก่อมลพิษซึ่งชาวบ้านหรือชาวประมงผู้ได้รับผลกระทบจะได้รับการเยียวยาชดเชยทันทีโดยไม่ต้องลุกขึ้นฟ้องศาลเอง หรือสามารถนำเงินในส่วนนี้มาฟื้นฟูทะเลได้ต่อไป

กล่าวได้ว่า การจัดการปัญหาน้ำมันรั่วในทะเลไทยยังเป็นไปแบบ ‘ปล่อยให้เรื่องจบไปเอง’  โดยไม่มีโครงสร้างหรือเจตจำนงที่จริงจังจากภาครัฐและบริษัทผู้ก่อมลพิษในการฟื้นฟูอย่างยั่งยืน มีเพียงทะเลยังคงเจ็บป่วย และชุมชนชายฝั่งต้องแบกรับผลกระทบอย่างเงียบงัน

แต่สิ่งสำคัญที่ยิ่งไปกว่าการมี กองทุนสำหรับการเยียวยาชดเชย และฟื้นฟูทะเลจากเหตุการณ์น้ำมันรั่ว คือ ทำอย่างไรน้ำมันจึงจะไม่รั่วซ้ำซากอีก เพราะน้ำมันรั่วไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือผลของระบบที่หละหลวม กฎหมายที่ล้าหลัง และความรับผิดชอบที่ผลักให้ประชาชนแบกรับซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ซึ่งดร. สมนึกได้สรุปประเด็นสำคัญเพื่อ ‘กันไว้ดีกว่าแก้’  รวม 4 ประเด็นด้วยกัน คือ

  1. เราจะต้องมีกฎหมายใหม่ที่รัดกุม ครอบคลุม และป้องกันได้จริงเพราะตอนนี้กฎหมายเกี่ยวกับน้ำมันรั่วของไทยกระจัดกระจายอยู่หลายฉบับ ไม่มีฉบับไหนรวมมาตรการป้องกัน เยียวยาฟื้นฟูไว้ครบ และที่มีอยู่ก็เน้น หลังเกิดเหตุมากกว่ากันไว้ก่อน เราจึงต้องมีกฎหมายฉบับเดียวที่ครอบคลุมตั้งแต่ก่อนรั่วยันฟื้นฟู และมีกองทุนที่พร้อมจ่ายเยียวยา ไม่ใช่ปล่อยให้ชาวบ้านไปฟ้องเอาเอง
  2. ตั้งมาตรฐานชัดเจนที่แหล่งกำเนิด เรายังไม่มีมาตรฐานการออกแบบท่อ หรือการซ่อมบำรุงที่เข้มงวด หรือการตรวจสอบที่ใช้บังคับอย่างจริงจังเลย เช่น ท่อบางท่อใช้มาเป็นสิบปีโดยไม่มีการตรวจซ้ำอย่างเป็นระบบ ซึ่งปัจจุบันท่อควรเปลี่ยนทุก 1-2 ปี เพราะชนิดน้ำมันที่เปลี่ยนไป 
  3. หยุดใช้สารเคมีพรางตา แล้วจัดการคราบน้ำมันให้จริงโดยใช้ทุ่นล้อม (Boom) และเรือจัดเก็บ  (Skimmer) เพราะการฉีดสารเคมี (Dispersant) ไม่ได้ทำให้น้ำมันหายไป แต่เป็นเพียงการทำให้น้ำมันแตกตัวแล้วจมลงก้นทะเล ซึ่งไปปกคลุมหญ้าทะเล ปะการัง สัตว์น้ำ และย้อนกลับมาทำร้ายมนุษย์ในห่วงโซ่อาหารอยู่ดี 
  4. ฟื้นฟูต้องเกิดจริง ไม่ใช่แค่โยนเงินให้รัฐไปจัดการเองเงียบๆ

ที่ผ่านมา ไม่มีครั้งไหนที่ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติได้จริง เพราะไม่มีคนรับผิดจริงจัง  อีกทั้งยังไม่การเปิดให้ชุมชนมีสิทธิ์ร่วมวางแผน กำกับ ตรวจสอบ การฟื้นฟูเลยไปไม่ถูกจุด 

เพราะทะเลไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง  และไม่มีใครควรต้องยืนเดียวดายบนชายหาดที่เต็มไปด้วยคราบน้ำมันอีกต่อไป


อ้างอิงจาก
ข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์กลุ่มศึกษาการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก, นายกสมาคมประมงพื้นบ้านเรือเล็ก จังหวัดระยอง, นายกสมาคมประมงพื้นบ้านจังหวัดชลบุรี, กลุ่มประมงพื้นบ้านปากน้ำบ้านเรา,กลุ่มประมงพื้นบ้านโบสถ์ญวน, กลุ่มประมงพื้นบ้านก้นปึก และ กลุ่มประมงพื้นบ้านบ้านเพ
บริษัทสตาร์ปิโตรเลี่ยม รีไฟน์นิ่ง จำกัด มหาชน (SPRC) ต้องมีภาระรับผิดต่ออุบัติภัยน้ำมันรั่ว ถึงเวลาที่รัฐบาลไทยต้องปลดแอกเชื้อเพลิงฟอสซิล
9 ปี น้ำมันรั่วระยอง : บนทางสายหม่น ที่อาจ “พอ” มีหวัง
จับตา! น้ำมันดิบรั่วไหลจากเรือบรรทุก ลงทะเลศรีราชา 20 ตัน
น้ำมันดิบรั่ว จ.ระยอง อาจเกิดผลกระทบที่มองไม่เห็นต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
น้ำมันรั่ว 4 แสนลิตร กลางทะเลระยอง มากกว่าปี 56 ฝันร้ายเกาะเสม็ด
“อีกกี่ปีทะเลจะกลับมาเหมือนเดิม” – น้ำมันรั่วระยอง โศกนาฏกรรมใต้ทะเลอ่าวไทย
กางสถิติ ทะเลไทยเผชิญเหตุน้ำมันรั่ว จังหวัดที่พบบ่อยสุด
น้ำมันรั่วกลางทะเลอ่าวไทย สร้างผลกระทบต่อ ‘สิ่งแวดล้อม’ ที่อาจมองไม่เห็น
น้ำมันรั่วอ่าวไทย ๑ หยดที่สร้างความเปลี่ยนแปลง
ไทยออยล์ เร่งขจัดคราบน้ำมันรั่วไหล ย้ำมีประกันครอบคลุมเสี่ยงภัยทุกชนิด
คุมสถานการณ์ได้แล้ว” ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี-อธิบดีกรมเจ้าท่า ยืนยันคราบน้ำมันรั่วเคลียร์จบวันนี้
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR