เชื่อไหมว่า ปี พ.ศ. 2567 เพียงปีเดียว ภาคตะวันออกของเราเผชิญหน้ากับภัยพิบัติเกี่ยวกับสารเคเมีจากโรงงานอุตสาหกรรมมากกว่า 7 ครั้ง ไม่ว่าจะเป็น
- ระเบิดที่โรงงานรีไซเคิล ที แอนด์ ที เวสต์เมเนจเม้นท์ 2017 จำกัด ที่อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ในวันที่วันที่ 6 มีนาคม 2567
- การพบกากแคดเมียมจำนวนกว่า 6,720 ตัน ในถุงบิ๊กแบ็กที่กระจายอยู่ในพื้นที่ของบริษัท อิฟง จำกัด ที่ตำบลคลองกิ่ว อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ในวันที่ 6 เมษายน 2567
- เหตุสารแอมโมเนียรั่วไหลในพื้นที่ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ในวันที่ 17 เมษายน 2567
- เหตุไฟไหม้โกดังเก็บสารเคมีบริษัทวิน โพรเสส 7 วัน 7 คืน ในวันที่ 22 เมษายน 2567 และกลายเป็นมหากาพย์ลักลอบฝังกลบกากอุตสาหกรรมครั้งใหญ่
- เหตุเพลิงไหม้และเกิดเสียงดังคล้ายระเบิดที่แท้งก์เก็บสารเคมีที่บริษัท มาบตาพุดแทงค์เทอร์มินัล จำกัด ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2567
- เหตุเพลิงไหม้โรงงานพลาสติกและเคมีภัณฑ์ ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง จนตั้งประกาศภาวะฉุกเฉินระดับ 2 ในวันที่ 22 กันยายน 2567
และก่อนจะส่งท้ายไปด้วยเหตุระเบิดและไฟไหม้จากการเคลื่อนย้ายถังก๊าซ LPG โดยไม่แจ้งขออนุญาตที่โรงงานเหล็กซินเคอหยวน สตีล จำกัด ตั้งอยู่ในอำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ในวันที่ 18 ธันวาคม 2567
ยังไม่รวมผลกระทบจากการลักลอบฝังกากอุตสาหกรรมอีกหลายแห่ง หรือมลพิษจากการปลดปล่อยของเสียอันตรายที่เรายังไม่ได้รวบรวมมา ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดอาจจะไม่เกิดขึ้น หรือถ้าเกิดขึ้นก็อาจจะผ่อนหนักเป็นเบา หรือมีมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที
ถ้าหากประเทศไทยของเรามีกฎหมาย PRTR ที่ว่าด้วยการรายงานและเปิดเผยการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ
ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับจังหวัดในภาคตะวันออกที่กว่าครึ่งเป็นแหล่งอุตสาหกรรม แต่ที่ผ่านมาทั้งการปลดปล่อยของเสียไม่ว่าจะในสถานะใดระหว่างกระบวนการผลิตจัด การเคลื่อนย้านสารเคมีหรือกากอุตสาหกรรม ตลอดจนการกำจัดของเสียเหล่านั้น คนตะวันออกแทบไม่รู้เลย เราไม่รู้เลยว่าการใช้ชีวิตในวันธรรมดาในภาคตะวันออก เราสูดดมแก๊สอันตรายชนิดใดบ้าง ไม่รู้เลยว่าน้ำทะเลที่เราพาลูกไปเล่นมีของเสียเจือปนบ้างหรือไม่ แล้วก็ไม่รู้อีกเช่นกันว่าของกากของเสียอุตสาหกรรมเหล่านั้นถูกนำไปไหน ผ่านบ้านเราไหม จะไปถูกฝัง หรือถูกเก็บใกล้บ้าน ใกล้ชุมชนเราหรือเปล่า
ตั้งแต่มีเขตอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกในปี พ.ศ. 2535 – พ.ศ. 2540 คนตะวันออกใช้ชีวิตอยู่กับความไม่รู้มานานกว่า 33 ปี ทั้งที่สิทธิในการรับรู้ว่าแต่ละวันของตัวเองใช้ชีวิตอยู่ในความเสี่ยงแบบใดบ้าง ควรเป็นสิทธิพื้นฐานโดยเฉพาะกับประชาชนที่สละพื้นที่ใกล้บ้านและเสียสละสุขภาพของตัวเองอย่างเลือกไม่ได้
เราเลยอยากชวนมาทำความรู้จักและเข้าใจความสำคัญของกฎหมาย PRTR ที่เป็นเรื่องชี้เป็นชี้ตายของคนตะวันออกว่าจะมีชีวิตที่ปลอดภัย ไม่ต้องหวดกลัวสารเคมีอีกต่อไป

กฏหมาย PRTR คืออะไร?
กฎหมาย PRTR ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่เป็นเรื่องใหญ่ เพราะกฎหมาย PRTR คือ กฎหมายที่จะทำให้ประชาชนทั่วทั้งประเทศ โดยเฉพาะประชาชนภาคตะวันออกที่ใช้ชีวิตอยู่ใกล้แหล่งอุตสาหกรรมรับรู้ว่าโรงงานอุตสาหกรรมใกล้บ้านของตัวเองปล่อยมลพิษอะไรบ้างลงสู่ดินที่พวกเขาเหยียบ ลงสู่แหล่งน้ำที่พวกเขาใช้ หรือเข้าสู่อากาศที่พวกเขาหายใจ หรือการกำจัดและบำบัดของเสียเหล่านั้นส่งผลต่อสุขภาพของพวกเขาหรือไม่
หากอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ หัวใจสำคัญของกฎหมาย PRTR ที่ย่อมาจาก Pollutant Release and Transfer Register หรือ กฎหมายการรายงานและเปิดเผยการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ คือ สิทธิของชุมชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร (Community Right-to-Know) โดยกฎหมาย PRTR จะบังคับให้โรงงานอุตสาหกรรมเปิดเผยข้อมูลแบบ open data ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นจะแสดงชนิดและปริมาณของสารเคมีหรือมลพิษที่มีการปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมทุกประเภท จากแหล่งกำเนิดประเภทต่างๆ ทั้งจากโรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า เหมืองแร่ รวมถึงรถยนต์ประเภทต่าง ๆ หรือแแม้กระทั่งการใช้สารเคมีในภาคเกษตร รวมถึงแสดงข้อมูลการนำของเสียหรือมลพิษจากแหล่งกำเนิดทั้งหมดไปบำบัดหรือกำจัดต่อไป
ซึ่งหากประเทศไทยมีกฎหมาย PRTR ก็จะช่วยให้คนตะวันออกและประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลมลพิษ ช่วยกันติดตามตรวจสอบ ไปจนถึงป้องกันตัวเองและจัดการเบื้องต้นกับปัญหามลพิษที่อยู่ใกล้ตัวได้
โดยกฎหมาย PRTR ถูกพูดถึงครั้งแรกในการประชุมสุดยอดด้านสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติ ปี 2535 ซึ่งเป็นผลพวงมาจากจากการสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้น และเป็นบทเรียนจากหายนะภัยสารเคมีของโรงงานยูเนียนคาร์ไบด์ระเบิดที่เมืองโภปาล ประเทศอินเดีย ที่ทำให้ห้มีผู้เสียชีวิตกว่า 15,000 คน เรื่องนี้ทำให้สหรัฐอเมริกา นำเสนอกฎหมาย TRI (Toxic Release Inventory) ซึ่งต่อมาได้รับการพัฒนาเป็น กฎหมาย PRTR ที่ในขณะนี้มีประเทศกว่า 50 ประเทศทั่วโลกประกาศใช้กฎหมาย PRTR เพื่อสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลมลพิษ เพื่อควบคุมแก้ไขปัญหามลพิษ และคุ้มครองสุขภาพ รวมถึงความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม
ดังนั้นก่อนที่ประเทศไทยหรือภาคตะวันออกจะเกิดการสูญเสียอย่างประเมินค่าไม่ได้อย่างที่มีบทเรียนมาแล้วหลายครั้งในหลายประเทศ การผลักดันกฎหมาย PRTR จึงเป็นเรื่องจำเป็น

มาบตาพุด พื้นที่ที่ได้ใช้ PRTR ก่อนใคร
ภาพของมาบตาพุดที่เราคุ้นเคยอาจเป็นภาพโรงงานอุตสาหกรรม เทคโนโลยีล้ำๆ หรือพื้นที่ที่ทำให้ใครหลายๆ คนได้เติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ในอีกทางหนึ่งสำหรับชาวบ้านท้องถิ่นในมาบตาพุด พวกเขาต้องเผชิญกับความหวาดกลัวต่อผลกระทบทางสุขภาพมาโดยตลอด
และที่มาบตาพุดนี่เองที่คำว่า PRTR ถูกหยิบยกมาพูดเป็นที่แรก
อย่างที่เล่าไปก่อนหน้านั้นว่ากฎหมาย PRTR ไม่ใช่เรื่องใหม่ อ้างอิงข้อมูลจากมูลนิธิบูรณะนิเวศ ประเทศไทยมีการเรียกร้องให้มีกฎหมาย PRTR มานานกว่า 20 ปีแล้ว โดย เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า
“กฎหมาย PRTR ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เริ่มต้นกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 ประเทศไทยก็มีการเรียกร้องให้มีกฎหมาย PRTR มานานกว่า 20 ปี แล้วเพื่อใช้เป็นกฎหมายเฉพาะสำหรับการแก้ปัญหามลพิษอุตสาหกรรมและลดอุบัติภัยจากสารเคมี นับจากที่ประเทศไทยดำเนินโครงการนำร่อง PRTR เพื่อแก้ปัญหามลพิษอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยองตั้งแต่ปี 2556 ระยะเวลาได้ล่วงเลยมานานสิบปีแล้ว ฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต่างเห็นว่า ระบบ PRTR จะช่วยแก้ปัญหามลพิษได้ดีและจะทำให้หน่วยงานของภาครัฐกำกับดูแลอุตสาหกรรมและแหล่งกำเนิดมลพิษต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่จนถึงทุกวันนี้กลับยังไม่มีการประกาศออกมาเป็นกฎหมายเพื่อบังคับใช้ทั่วประเทศสักที”
ชาวบ้านมาบตาพุดได้เริ่มร้องเรียนเรื่องปัญหามลพิษทางอากาศอย่างจริงจังมาตั้งแต่ปี 2540 ตามข้อมูลจากบทความเรื่อง PM 2.5 กับอุตสาหกรรม ตอนที่ 2: กรณีมลพิษอากาศอุตสาหกรรมในตำนาน โดย เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง และสุกรานต์ โรจนไพรวงศ์ จากมูลนิธิบูรณะนิเวศ ที่เล่าว่า
เริ่มแรกปัญหาที่ชาวบ้านมาบตาพุดประสบ คือ การได้กลิ่นเหม็นรุนแรงหลากหลายกลิ่น ตามที่ชาวบ้านเรียกกันเองภายในกลุ่ม ว่ากลิ่นแอมโมเนียบ้าง กลิ่นกลิ่นแก๊ส กลิ่นซัลเฟอร์ฯ กลิ่นหอมเอียน หรือเปรียบเทียบไปกับกลิ่นฝรั่งสุก กลิ่นหัวไม้ขีด กลิ่นน้ำส้มเน่า และกลิ่นละมุด เป็นต้น ซึ่งกลิ่นเหม็นเหล่านั้นทำให้คนในชุมชนเกิดอาการผิดปกติต่าง ๆ ได้แก่ อึดอัด แสบจมูก คัน ขึ้นผื่น หายใจไม่ออก คลื่นเหียน อาเจียน วิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ นอกจากนี้บางคนมีอาการซึม เพลีย ง่วงนอน หอบหืด รวมถึงอาการภูมิแพ้กำเริบ
โดยในจำนวน 25 ชุมชนของเขตเทศบาลมาบตาพุด (ช่วงพ.ศ. 2544-2546) มีถึง 20 ชุมชนที่ประสบปัญหามลพิษทางอากาศในระดับรุนแรง ตัวแทนชาวบ้านร่วมกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมพิสูจน์ตรวจหาแหล่งที่มาของกลิ่นโดยใช้จมูกของตัวเองดมและติดตามว่ากลิ่นชนิดนี้มาจากโรงงานใด นำมาสู่ผลสรุปว่า แหล่งกำเนิดกลิ่นส่วนใหญ่มาจากโรงงานปิโตรเคมี โรงงานเคมี และโรงกลั่นน้ำมัน แต่ช่วงระยะเวลานั้นยังไม่มีการจำแนกชัดเจนว่า อากาศที่มาบตาพุดปนเปื้อนด้วยสิ่งใดบ้าง ซึ่งยังไม่รวมกับการเกิดอาการผิดปกติกับร่างกายทั้งที่ไม่ได้กลิ่นอีกด้วย

รวมถึงรายงานของหน่วยงานราชการระบุว่า มลพิษทางอากาศบริเวณมาบตาพุดในบางช่วงเกินค่ามาตรฐานไปมาก โดยเฉพาะในช่วงกลางปี 2540 ซึ่งเป็นช่วงที่สภาพมลพิษทางอากาศที่มาบตาพุดเลวร้ายถึงขีดสุด ตามที่หลายคนอาจจะยังจำได้จากข่าวใหญ่ตามหน้าสื่อที่ครูและนักเรียนโรงเรียนมาบตาพุดพันพิทยาคารล้มป่วยจำนวนหลายร้อยคนจนต้องนำส่งโรงพยาบาลกะทันหัน จนมีการตัดสินใจย้ายที่ตั้งของโรงเรียนในที่สุด
จนกระทั่งในปี 2546 มูลนิธิบูรณะนิเวศ ได้ร่วมกับกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และชาวชุมชนมาบตาพุด จัดตั้ง ‘หน่วยกระป๋องตรวจมลพิษอากาศ’ (Thailand Bucket Brigade) โดยมีตัวแทนชาวบ้านปีนปล่องแฟร์แต่ละโรงงานขึ้นไปเพื่อเก็บตัวอย่างอากาศบริเวณนั้นส่งไปตรวจวิเคราะห์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งผลพบว่า มีสารอินทรีย์ระเหยง่าย (Volatile Organic Compounds หรือ VOCs) ซึ่งมีบางชนิดเป็นสารก่อมะเร็ง (carcinogen) เช่น เบนซีน โทลูอีน สไตรีน รวมทั้งสารประกอบของซัลไฟด์ปะปนอยู่ในตัวอย่างอากาศเป็นจำนวนมากถึง 21 ชนิด โดยมีหลายชนิดที่มีค่าสูงเกินกว่ามาตรฐานความปลอดภัยที่ต่างชาติกำหนด
ทำไปสู่การออกประกาศกำหนดมาตรฐานค่าสารอินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ทั้งยังผลให้เกิดการประกาศเขตควบคุมมลพิษในจังหวัดระยอง
แต่ถึงอย่างนั้นการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียงก็ยังคงขยายตัวและรุกคืบอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดการขยายอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุดจากภาคประชาชน จนนำไปสู่การฟ้องคดีปกครอง 2 คดีใหญ่ คดีแรกคือการฟ้องคดีของประชาชน 27 คนจาก 11 ชุมชน ในเขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2550 ผู้ถูกฟ้องคือ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฐานละเลยการประกาศให้พื้นที่มาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษ
ส่วนคดีที่สองคือการฟ้องร้องจากตัวแทนประชาชน 43 คน ที่เดือดร้อนจากมลพิษทางอากาศเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2552 โดยยื่นฟ้องหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องและบริษัทเอกชนในฐานะผู้มีส่วนได้เสียจำนวน 36 บริษัท เพื่อขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งระงับโครงการหรือกิจกรรมที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่ จ.ระยอง จำนวน 76 โครงการ ประกอบด้วยโครงการอุตสาหกรรม 65 โครงการ โครงการคมนาคม 6 โครงการ และโครงการพลังงาน 5 โครงการ ตลอดจนมีการขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีการพิจารณาโครงการทั้งหมดให้ครบถ้วนตามมาตรา 67 ตามรัฐธรรมนูญ 50
ซึ่งคดีที่ 2 นี่เองที่ทำให้เกิดความต่อเนื่องทางนโยบาย จนเกิดโครงการพัฒนาระบบทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (JICA-PRTR) จังหวัดระยอง พ.ศ. 2554 หรือเรียกว่า ‘โครงการนำร่อง JICA-PRTR’ เพื่อแก้ปัญหามลพิษอุตสาหกรรมในจังหวัดระยอง และเป็นกรอบไปสู่การพัฒนากฎหมายว่าด้วยการรายงานและการเปิดเผยข้อมูลที่แสดงถึงชนิดและปริมาณของมลพิษ ที่มีการปลดปล่อยจากแหล่งกำเนิดสู่ตัวกลางสิ่งแวดล้อมทั้งด้านอากาศ ดิน น้ำ และข้อมูลปริมาณการเคลื่อนย้ายน้ำเสียและของเสียอุตสาหกรรมออกนอกสถานประกอบการเพื่อบำบัดหรือกำจัดของประเทศ
จึงอาจนับได้ว่า ปัญหามลพิษที่มาบตาพุดในภาคตะวันออกได้กลายเป็นหมุดหมายจุดเริ่มต้นของกฎหมาย PRTR ในประเทศไทย

ทำไมตะวันออกต้องมี PRTR
แน่นอนว่าหนึ่งในภาพจำของภาคตะวันออกของเราก็คือแหล่งอุตสาหกรรม โดยเฉพาะพื้นที่ EEC (Eastern Economic Corridor) หรือ โครงการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ที่เป็นมรดกตกทอดมาจากโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern Seaboard) ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จมากนัก ทั้งยังเป็นเขตพัฒนาฯ ที่เน้นอุตสาหกรรมหนักซึ่งทำให้มีความเสี่ยงด้านมลพิษและสารเคมีอันตรายสูงตามไปด้วย ในขณะที่ได้รับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจไม่คุ้มค่ากับคุณภาพของสิ่งแวดแล้วและสุขภาพของประชาชนที่เสื่อมโทรมลงไป
ที่ผ่านมาปรากฎว่า โรงงานปิโตรเคมี โรงกลั่นน้ำมัน โรงไฟฟ้า โรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงอุตสาหกรรมหนักจำนวนมากในพื้นที่ EEC เป็นแหล่งกำเนิดของสารเคมีอันตรายมากมาย เช่น สารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs), โลหะหนัก, ก๊าซเรือนกระจก และฝุ่นPM2.5 ซึ่งส่งผลกระทบทั้งทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อมต่อชุมชนโดยรอบ
รวมทั้งโรงงานอุตสาหกรรมเหล่านั้นยังมีการปลดปล่อยมลพิษทางอากาศ และทางน้ำ ร่วมกับพบการถ่ายโอนของเสียผิดกฎหมาย และยิ่งไปกว่านั้นคือ มีการลักลอบฝังกลบกากอุตสาหกรรมในหลายพื้นที่ในภาคตะวันออกอีกด้วย ตัวอย่างเช่นภัยพิบัติขนาดใหญ่อย่างวิน โพรเสส เองก็เป็นหนึ่งในปัญหาจากการที่ไม่มีกฎหมาย PRTR มาป้องกันและตรวจสอบ
นอกจากนี้ฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่อุตสาหกรรมเองก็หนักหน่วงไม่แพ้กัน เพราะต้นกำเนิดของฝุ่น PM2.5 ไม่ได้เกิดเฉพาะจากการเผาชีวมวลในที่โล่ง หรือจากควันไอเสียของเครื่องยนต์ดีเซล และฝุ่นทุติยภูมิเท่านั้น แต่ยังมีแหล่งกำเนิดใหญ่มาจากการปลดปล่อยมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมด้วย โดยเฉพาะในกระบวนการผลิตไฟฟ้าหรือปิโตรเลียมต่างๆ เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO₂), ไนโตรเจนออกไซด์ (NOₓ), และสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs)

ซึ่งหากเรามีกฎหมาย PRTR จะทำให้เรารู้ว่าใครหรือโรงงานไหนปล่อยมลพิษที่ก่อให้เกิด PM2.5 หน่วยงานรัฐก็จะสามารถ ติดตามและตรวจสอบโรงงานที่ปล่อยมลพิษเกินค่ามาตรฐานได้ง่ายขึ้น ทำให้สามารถกำจัดหรือลดต้นต่อของการเกิดฝุ่น PM2.5 ได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที ทั้งนี้ได้มีการบรรจุเรื่องการจัดทำกฎหมาย PRTR ไว้ในแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กด้วย
ดังนั้นการพัฒนา EEC อย่างยั่งยืนและเป็นธรรมกับประชาชน เพื่ออนาคตของลูกหลาน เราจึงจำเป็นจะต้องมีกฎหมาย PRTR โดย เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ได้ตอบคำถามว่าทำไม PRTR ถึงจำเป็นกับ EEC ไว้ว่า
“กฎหมาย PRTR ช่วยเพิ่มความโปร่งใสในการปล่อยมลพิษและการเคลื่อนย้ายสารเคมี รวมถึงการควบคุมมลพิษในเขตอุตสาหกรรมของ EEC ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถ ติดตามการปล่อยมลพิษของแต่ละโรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้สุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ดีขึ้น ทั้งยังสามารถช่วยลดความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับโรงงานในอนาคตได้”
“นอกจากนั้นกฎหมาย PRTR ยังช่วยส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้อุตสาหกรรมใน EEC สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ เนื่องจากหลายประเทศ เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ มีข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น และช่วยให้ EEC มีภาพลักษณ์ที่ดีในระดับสากล การปฏิบัติตามกฎหมาย PRTR จะช่วยดึงดูดความสนใจการลงทุนจากต่างชาติที่ให้ความสำคัญกับแนวคิด ESG (Environment, Social, Governance)”
ซึ่งชัดเจนว่าหากรัฐบาลต้องการจะพัฒนาโครงการ EEC การมีกฎหมาย PRTR จึงเป็นทางรอดไม่ใช่ทางเลือก

PRTR กฎหมายที่ดีต่อทุกฝ่าย
ปัจจุบันมีประเทศกว่า 50 ประเทศทั่วโลกที่มีการใช้กฎหมายนี้ เช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกา มี TRI – Toxic Release Inventory หรือฐานข้อมูลสาธารณะที่มีข้อมูลเกี่ยวกับการปล่อยสารเคมีที่เป็นพิษและกิจกรรมการจัดการของเสียอื่นๆ ในประเทศ ส่วนที่ประเทศญี่ปุ่นมี PRTR Law เช่นเดียวกับในกลุ่มประเทศยุโรป (EU) ที่มี E-PRTR เพื่อช่วยควบคุมแก้ไขปัญหามลพิษ คุ้มครองสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อม ขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายนี้
ซึ่งกรีนพีซ ประเทศไทยได้อธิบายประโยชน์ของกฏหมาย PRTR ต่อประชาชน ต่อรัฐบาลและต่อโรงงานอุตสาหกรรมอย่างละเอียดไว้ ดังนี้
- ประโยชน์ของ PRTR ต่อประชาชน
การเปิดเผยข้อมูลการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษโดย PRTR จะเป็นเครื่องมือช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลในการป้องกันตนเองและชุมชน โดยช่วยให้ประชาชนสามารถป้องกันตนเองจากมลพิษเมื่อเกิดอุบัติภัยสารเคมี และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม รับทราบและหารือถึงแนวทางในการจัดการปัญหามลพิษในพื้นที่ของตนเอง รวมถึงมีส่วนในการตัดสินใจต่อการดำเนินโครงการใดก็ตามซึ่งอาจมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่
- ประโยชน์ของ PRTR ต่อรัฐบาล
การเปิดเผยข้อมูลการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษโดย PRTR เปรียบเสมือนฐานข้อมูลหลักที่รัฐบาลสามารถนำไปกำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อม และติดตามตรวจสอบ ไปจนถึงบังคับใช้กฎหมายและวางแผนรองรับเหตุฉุกเฉินได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ซึ่งจะนำไปสู่แผนการลดการใช้สารเคมีเป็นพิษในกระบวนการผลิตและการลดการปลดปล่อยมลพิษจากโรงงาน ทั้งยังเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับพนักงานดับเพลิง โรงพยาบาล ตำรวจ หน่วยกู้ภัย หน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินเมื่อเกิดอุบัติภัยสารเคมี
นอกจากนี้ในฐานะภาครัฐ กฎหมาย PRTR ยังเป็นข้อพิสูจน์ว่ารัฐบาลรับรองสิทธิของชุมชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และให้สิทธิประชาชนในการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในการแก้ปัญหามลพิษ

- ประโยชน์ของ PRTR ต่อโรงงานอุตสาหกรรม
แท้จริงแล้วการเปิดเผยข้อมูลการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษตามกฎหมาย PRTR เป็นประโยชน์ต่อโรงงานอุตสาหกรรมในหลายแง่ เช่น ช่วยลดขั้นตอนจัดทำเอกสารการตรวจสอบการครอบครองและปลดปล่อยมลพิษในระบบเดิมที่มักสร้างภาระให้ผู้ประกอบการ ทั้งยังลดการเลือกปฏิบัติ และการเสียเวลาหรือเสียค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนเนื่องจากทุกโรงงานต้องเปิดเผยข้อมูลภายใต้กฎหมายและระบบเดียวกัน
นอกจากนั้นกฎหมาย PRTR ยังป้องกันความสูญเสียจากอุบัติภัยสารเคมี และเพิ่มความปลอดภัยในการทำงานให้กับผู้ประกอบการและคนงานด้วย
มากไปกว่านั้นภาพลักษณ์ที่โปร่งใส และมีความรับผิดชอบต่อสาธารณะ จากกฎหมาย PRTR จะนำไปสู่การลงทุนที่ยั่งยืน และเพิ่มโอกาสแข่งขันทางการค้ากับประเทศที่เรียกร้องการเปิดเผยข้อมูลมลพิษ และอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างกลมกลืน
ดังนั้นแล้วกฎหมาย PRTR จึงเป็นยันต์ตุ้มภัยที่การันตีความปลอดภัยว่า ภาคตะวันออกและประเทศไทยจะไม่เกิดการสูญเสียจากอุบัติภัยจากโรงงานอุตสาหกรรมโดยไม่จำเป็นอีก ก่อนที่จะเกิดการสูญเสียชีวิตที่ไม่อาจประเมินค่าได้และเพื่อภาคตะวันออกจะไม่กลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ กฎหมาย PRTR จึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจรออีกต่อไป

อ้างอิง
เรียกร้องผลักดัน ‘กฎหมาย PRTR’ เชื่อเป็นอีกเครื่องมือ แก้วิกฤต ‘ฝุ่นพิษ’
หยุดปกปิดมลพิษ ข้อมูลมลพิษ คือสิทธิที่ประชาชนต้องเข้าถึงได้
กว่า 12,000 รายชื่อ ยื่นเสนอร่างกฎหมาย PRTR ขอนายกเศรษฐา อย่าปัดตก
ย้อนรอยบทเรียนมลพิษโรงไฟฟ้า-นิคมอุตสาหกรรม
โรงกลั่นน้ำมัน โรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิล โรงงานอุตสาหกรรม : ต้นตอฝุ่นพิษที่ถูกลืม
Data Journalism: เจาะลึกฝุ่น PM2.5 ด้วยข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี ฝุ่นมาจากไหน เรารู้อะไรบ้าง


