“แล้วเต่าทะเลล่ะ?”
ประโยคยอดฮิตที่หลายคนน่าจะจดจำกันได้ดี เพื่อเตือนสติเราถึงการบริโภคที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตของสิ่งมีชีวิตในทะเลอย่าง ‘เต่าทะเล’ ที่หลายๆ คนคุ้นเคยกับภาพเศษขยะที่เต่าเหล่านี้กินเข้าไป
เมื่อทุกหลอดที่เราหยิบใช้เวลาไปคาเฟ่ ทุกถุงพลาสติกที่เราขอจากร้านสะดวกซื้อ ทุกเส้นเชือกที่เราตัดทิ้ง ขยะเหล่านี้ส่วนหนึ่งได้ล่องลอยไปสู่ทะเลกว้าง ตกหล่นอยู่ตามหญ้าทะเล เกาะเกี่ยวอยู่กับปะการัง และเต่าทะเลเหล่านี้ก็เผลอกินมันเข้าไป
ต้องบอกว่าปัจจุบันสถานการณ์เต่าทะเลทั้งประเทศกำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงสูญพันธุ์ แต่ทว่าก็พอจะมีข่าวดีจากความพยายามร่วมแรง ลงมือของหน่วยงานรัฐ ผู้ประกอบการ ประชาชน อาสาสมัครในภาคตะวันออกที่เรียนรู้วิธีการอยู่ร่วมกับเต่าทะเล พร้อมช่วยเหลือเต่าทะเลจากการเกยตื้นมากขึ้น นำมาสู่ความสำเร็จในการเพิ่มจำนวนเต่าทะเลที่นับวันจะเจอภัยคุกคามที่รุนแรงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะ ‘ขยะพลาสติก’
และเนื่องในวันที่ 16 มิถุนายนของทุกปี คือ ‘วันเต่าทะเลโลก (World Sea Turtle Day)’ เราอยากชวนทุกคนได้หันกลับมาสำรวจสถานการณ์เต่าทะเลในภาคตะวันออก ตลอดแนวอ่าวไทย ทั้งชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด เพื่อไม่ลืมว่าแม้การช่วยเหลือจะรวดเร็วขึ้นจากความร่วมือร่วมใจของอาสาสมัคร แต่ใช่ว่าเต่าทะเลจะปลอดภัยจากสิ่งที่มนุษย์ยังคงสร้างอย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์เต่าทะเลในภาคตะวันออก
ในพื้นที่ 4 จังหวัดชายฝั่งทะเลตะวันออกของไทยอันได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราดมีการเก็บรวบรวมข้อมูลสัตว์ทะเลหายากโดยศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก ซึ่งอาศัยทั้งการสำรวจภาคสนาม การเกยตื้น การแจ้งข่าวจากชุมชนท้องถิ่น รวมถึงข้อมูลจากโซเชียลมีเดียและเว็บไซต์ต่าง ๆ
และจากผลการเก็บรวบรวมข้อมูลพบว่า ภาคตะวันออกของไทยเป็นพื้นที่ที่สามารถพบเต่าทะเลได้ครบทั้ง 5 ชนิด อันได้แก่ เต่ามะเฟือง เต่าหญ้า เต่าหัวค้อน เต่ากระ และเต่าตนุ
ถึงจะฟังดูน่ายินดี แต่ข้อมูลที่มีอยู่ก็สะท้อนถึงความเปราะบางของเต่าทะเลบางชนิดอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะ เต่าหัวค้อน เต่ามะเฟือง และเต่าหญ้า ซึ่งมีรายงานพบเห็นน้อยมากในทะเลภาคตะวันออก โดยเฉลี่ยพบเพียงปีละ 1 ตัว ต่อชนิด จึงยังไม่สามารถประเมินจำนวนประชากรได้อย่างมีนัยสำคัญ
การติดตามประชากรเต่าทะเลในอ่าวไทยฝั่งตะวันออกจึงเน้นไปที่ เต่าตนุ และ เต่ากระ ซึ่งเป็นสองชนิดที่พบได้บ่อยในภูมิภาคนี้ โดยเต่าทะเลในภาคตะวันออกมีหลากหลายช่วงวัย ตั้งแต่ตัวเล็กวัยเริ่มต้น ไปจนถึงเต่าโตเต็มวัย โดยเฉพาะ เต่าตนุ ซึ่งพบได้มากบริเวณแหล่งหญ้าทะเล ส่วนเต่ากระมักปรากฏตัวอยู่ในแนวปะการัง

และนี่คือจำนวนประชากรเต่าทะเลที่มีการเก็บข้อมูลไว้ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2562–2567) พบว่า:
ปี พ.ศ. 2562 พบประชากรเต่าทะเล 739 ตัว
ปี พ.ศ. 2563 พบประชากรเต่าทะเล 996 ตัว
ปี พ.ศ. 2564 พบประชากรเต่าทะเล 1,012 ตัว
ปี พ.ศ. 2565 พบประชากรเต่าทะเล 996 ตัว
ปี พ.ศ. 2566 พบประชากรเต่าทะเล 970 ตัว
ปี พ.ศ. 2567 พบประชากรเต่าทะเล 970 ตัว

โดยถ้าดูจากข้อมูลที่กล่าวไปด้านบนจะพบว่าระหว่างปี พ.ศ. 2562 – 2563 ชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก (ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด) มีจำนวนเต่าทะเลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่ง สพ.ญ.อรณี จงกลแพทย์ จาก ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายาก จังหวัดระยอง ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับเราว่า
การเพิ่มขึ้นของเต่าทะเลในช่วงหลังมีปัจจัยหลายประการที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งอาจไม่ได้เกิดจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนสัตว์เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงปัจจัยจากกิจกรรมของเจ้าหน้าที่ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 (พ.ศ. 2562 – 2563) ที่ทำให้กิจกรรมต่างๆ ของเจ้าหน้าที่ลดลง การเดินทางออกสำรวจน้อยลง เพราะมีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวทำให้ต้องอยู่ในจังหวัดมากขึ้น แต่หลังจากเริ่มมีการปลดล็อคและสามารถออกไปสำรวจได้อีกครั้ง อรณีเล่าว่า
“สัตว์ทะเลเริ่มเข้ามาใกล้ชายฝั่งและเข้ามาในพื้นที่มากขึ้น สาเหตุหนึ่งที่น่าจะเป็นไปได้คือ การที่มนุษย์หยุดใช้พื้นที่ทางทะเลในช่วงการปิดเมืองจากโควิด ทำให้มีเรือสัญจรน้อยลง กิจกรรมทางทะเลลดลง สัตว์ทะเลจึงรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นและกล้าเข้ามาในพื้นที่ที่เคยหลีกเลี่ยงเนื่องจากกิจกรรมของมนุษย์”
ปัจจัยเหล่านี้รวมกันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของสัตว์ทะเล รวมถึงเต่าทะเล ที่เข้ามาใกล้ชายฝั่งมากขึ้น ส่งผลให้เจ้าหน้าที่มีโอกาสพบเห็นและบันทึกข้อมูลได้มากกว่าเดิม ซึ่งอาจสะท้อนถึงความสำคัญของการลดกิจกรรมที่รบกวนต่อการฟื้นตัวของระบบนิเวศทางทะเล

นอกจากการสำรวจจำนวนประชากรเต่าทะเลแล้ว ศูนย์วิจัยฯ ยังมีการเฝ้าระวังและติดตามสถานะการวางไข่ของเต่าทะเลร่วมกับ กองทัพเรือในพื้นที่หมู่เกาะคราม อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแหล่งวางไข่ที่สำคัญที่สุดของเต่าทะเลในภาคตะวันออก
โดยพบว่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560–2567 มีจำนวนรังไข่ของเต่าทะเล ดังนี้
ปี พ.ศ. 2560 พบจำนวนรังไข่ของเต่าทะเล 273 รัง
ปี พ.ศ. 2561 พบจำนวนรังไข่ของเต่าทะเล 196 รัง
ปี พ.ศ. 2562 พบจำนวนรังไข่ของเต่าทะเล 295 รัง
ปี พ.ศ. 2563 พบจำนวนรังไข่ของเต่าทะเล 430 รัง
ปี พ.ศ. 2564 พบจำนวนรังไข่ของเต่าทะเล 405 รัง
ปี พ.ศ. 2565 พบจำนวนรังไข่ของเต่าทะเล 437 รัง
ปี พ.ศ. 2566 พบจำนวนรังไข่ของเต่าทะเล 560 รัง
ปี พ.ศ. 2567 พบจำนวนรังไข่ของเต่าทะเล 422 รัง

ตัวเลขเหล่านี้ไม่เพียงบ่งชี้ถึงจำนวนประชากรเต่าทะเลในอ่าวไทยภาคตะวันออก และการกลับมาของแม่เต่าทะเลเท่านั้นผ่านการวางไข่ที่มากขึ้นเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความสมดุลของชายฝั่งและระบบนิเวศทางทะเลของภาคตะวันออกด้วย ซึ่งอรณีให้ข้อมูลว่า
“ทะเลฝั่งตะวันออกยังคงเป็นแหล่งที่ดึงดูดเต่าทะเล เนื่องจากยังมีแหล่งอาหารที่ดี หญ้าทะเลยังคงสมบูรณ์ดี แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา และปะการังก็ยังมีอยู่ ทำให้เต่ามีทั้งแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัย”
สำหรับเรื่องโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกที่อาจส่งผลต่อพื้นที่ทะเลตะวันออก อรณียืนยันว่ายังไม่ได้ส่งผลกระทบถึงแหล่งอาหารของเต่ามากนัก มีเพียงบางพื้นที่เท่านั้นที่มีปัญหา เช่น บริเวณเกาะกระดาด ตราดที่หญ้าทะเลลดลงบ้าง แต่พื้นที่อื่นยังคงสมบูรณ์ดี
ส่วนเรื่องคุณภาพน้ำทะเลในพื้นที่จังหวัดระยองและในพื้นที่อุตสาหกรรมต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อเต่า อรณีให้ข้อมูลจากการสังเกตว่า “ยังไม่พบปัญหาในพื้นที่ที่เต่าอาศัยอยู่ อาจมีเพียงคราบน้ำมันเล็กน้อยเข้ามาบ้างจากอุบัติเหตุ ไม่ได้เป็นปัญหาต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้เคยมีคราบน้ำมันในบริเวณแม่รำพึงซึ่งมีแหล่งหญ้าทะเล แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ส่งผลกระทบมากนัก นอกจากนี้ยังมีน้ำมันรั่วไหลเล็กน้อยจากเรือที่ผ่านไปมา แต่ไม่ได้มีปริมาณมากพอที่จะเป็นปัญหาใหญ่” ซึ่งทำให้สถานการณ์เฉพาะเต่าทะเลในตะวันออกที่ต้องเผชิญกับผลพวงของอุตสหากรรมยังอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย
และจากข้อมูลการติดตามสถานการณ์เต่าทะเลในภาคตะวันออกตลอด 6 ปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าแม้จะยังคงมีความท้าทายในการอนุรักษ์เต่าทะเลหายากบางชนิด แต่โดยรวมแล้วพื้นที่ทะเลภาคตะวันออกของไทยยังคงเป็นถิ่นที่อยู่ที่สำคัญของเต่าทะเลโดยเฉพาะเต่าตนุ และเต่ากระ

10 ปีผ่านไป เต่าทะเลเกยตื้นไปเท่าไหร่แล้วบ้าง?
นอกจากจำนวนเต่าทะเล และสถิติการวางไข่แล้ว ทางศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออกยังได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลการเกยตื้นของเต่าทะเลโดยอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยพบว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 – 2567 มีการเกยตื้นดังนี้
ปี พ.ศ. 2558 พบเต่าทะเลเกยตื้นทั้งสิ้น 51 ตัว แบ่งเป็นเต่าทะเลไม่ทราบชนิด(ซากเน่ามากเกินจนไม่สามารถระบุชนิดได้) 2 ตัว เต่ากระ 18 ตัว เต่าตนุ 29 ตัว เต่าหญ้า 2 ตัว
ปี พ.ศ. 2559 พบเต่าทะเลเกยตื้นทั้งสิ้น 56 ตัว
แบ่งเป็นเต่ากระ 27 ตัว เต่าตนุ 28 ตัว เต่าหญ้า 1 ตัว
ปี พ.ศ. 2560 พบเต่าทะเลเกยตื้นทั้งสิ้น 99 ตัว
แบ่งเป็นเต่าทะเลไม่ทราบชนิด 2 ตัว เต่ากระเกย 43 ตัว เต่าตนุ 51 ตัว
เต่ามะเฟือง 1 ตัว เต่าหญ้า 2 ตัว
ปี พ.ศ. 2561 พบเต่าทะเลเกยตื้นทั้งสิ้น 148 ตัว
แบ่งเป็นเต่าทะเลไม่ทราบชนิด 2 ตัว เต่ากระ 66 ตัว เต่าตนุ 77 ตัว เต่ามะเฟือง 1 ตัว เต่าหญ้า 2 ตัว
ปี พ.ศ. 2562 พบเต่าทะเลเกยตื้นทั้งสิ้น 281 ตัว แบ่งออกเป็นเต่าทะเลไม่ทราบชนิด 3 ตัว เต่ากระ 163 ตัว เต่าตนุ 112 ตัว เต่ามะเฟือง 1 ตัว เต่าหญ้า 2 ตัว
ปี พ.ศ. 2563 พบเต่าทะเลเกยตื้นทั้งสิ้น 178 ตัว
แบ่งเป็นเต่าทะเลไม่ทราบชนิด 2 ตัว เต่ากระ 76 ตัว เต่าตนุ 96 ตัว เต่าหญ้า 3 ตัว เต่าหัวค้อน 1 ตัว
ปี พ.ศ. 2564 พบเต่าทะเลเกยตื้นทั้งสิ้น 173 ตัว
แบ่งเป็นเต่าทะเลไม่ทราบชนิด 2 ตัว เต่ากระ 61 ตัว เต่าตนุ 106 ตัว
เต่าหญ้า 3 ตัว เต่าหัวค้อน 1 ตัว
ปี พ.ศ. 2565 พบเต่าทะเลเกยตื้นทั้งสิ้น 158 ตัว
แบ่งเป็นเต่าทะเลไม่ทราบชนิด 1 ตัว เต่ากระ 79 ตัว เต่าตนุ 75 ตัว
เต่ามะเฟือง 1 ตัว เต่าหญ้า 1 ตัว เต่าหัวค้อน 1 ตัว
ปี พ.ศ. 2566 พบเต่าทะเลเกยตื้นทั้งสิ้น 205 ตัว
แบ่งเป็นเต่าทะเลไม่ทราบชนิด 3 ตัว เต่ากระ 108 ตัว เต่าตนุ 91 ตัว
เต่าหญ้า 3 ตัว
ปี พ.ศ. 2567 พบเต่าทะเลเกยตื้นทั้งสิ้น 231 ตัว
แบ่งเป็นเต่าทะเลไม่ทราบชนิด 3 ตัว เต่ากระ 91 ตัว เต่าตนุ 137 ตัว

โดยสาเหตุการเกยตื้นของเต่าทะเลในภาคตะวันออก เมื่อนำข้อมูลเต่าทะเลเกยตื้นที่ผ่านเข้ามายังศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายาก จังหวัดระยอง มาวิเคราะห์จะพบว่า สาเหตุหลักที่ทำให้เต่าทะเลในภาคตะวันออกเกยตื้น ได้แก่ การเจ็บป่วยตามธรรมชาติ ถัดมาคือ ขยะทะเล และ การติดเครื่องมือประมงโดยบังเอิญ ซึ่งเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อเต่าทะเลโดยตรง
สอดคล้องกับข้อมูลจากอรณี ที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับว่าปัจจุบัน ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายาก จังหวัดระยอง มีเต่าทะเลที่เข้าทำการรักษาและฟักฟื้นอยู่ราว 35 ตัว ไม่รวมเต่าทะเลวัยเด็กที่อยู่ในการอนุบาล (โดยมีสัตวแพทย์ประจำการเพียง 2 ท่าน)
โดยอรณีบอกว่า สาเหตุที่เต่าทะเลต้องเข้ารับการดูแลมีความหลากหลาย แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักคือ การป่วยและการเกิดอุบัติเหตุ
ในกรณีของการป่วย เธอพบว่าเต่าบางตัวมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว ทำให้อ่อนแอจนต่อมาอาจเกิดการสำลักน้ำ ทำให้เต่าทะเลจมน้ำ หรืออ่อนแรงจนไม่สามารถดูแลตัวเองได้ หรือมีอาการของลำไส้อักเสบ ไปจนถึงมีปัญหาเรื่องการขับถ่าย ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากการกิน ‘ขยะทะเล’ เข้าไป อรณีขยายความต่อว่าหลายครั้งมีคนมาถามเธอว่า ทำไมเต่าทะเลถึงแยกไม่ออกว่าสิ่งไหนเป็นอาหาร สิ่งไหนเป็นขยะพลาสติก

ซึ่งเธอได้อธิบายว่า แม้ว่าช่วงแรกที่ขยะหลุดไปอยู่ในทะเล เต่าทะเลจะยังสามารถแยกแยะได้ แต่พอเวลาผ่านไป ขยะหรือถุงพลาสติกเหล่านั้นจะถูกปกคลุมด้วยแบคทีเรีย ซึ่งมีลักษณะและกลิ่นเดียวกับแบคทีเรียที่เกาะอยู่บนอาหารของเต่าทะเล ทำให้เต่าทะเลไม่สามารถแยกได้อีกต่อไป
“หรือในบางกรณี เศษขยะเหล่านั้นอาจตกหรือเข้าไปผสมอยู่ในแหล่งหญ้าทะเล เต่าเขาก็แค่เอาปากไปงับ แล้วก็กินขยะเข้าไปโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะเขาไม่ได้มีนิ้วมือในการเลือกหยิบได้แบบเรา”
สำหรับประเภทที่สองหรือกรณีอุบัติเหตุ อรณีพบว่าส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการถูกกระแทกหรือการชนกับเรือ แต่เกิดจาก ปัญหาขยะทะเลเป็นหลัก (อีกครั้ง) โดยเธอขยายความเพิ่มว่า “เต่าทะเลจะติดขยะทะเล ติดพันเชือกหรือเครื่องมือประมง ทำให้เกิดบาดแผลหรือแผลพุพองต่างๆ ”
สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์ต่อเต่าทะเล โดยเฉพาะปัญหาขยะทะเลที่กลายเป็นหนึ่งสาเหตุของการบาดเจ็บ หรือล้มป่วย และแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการจัดการขยะและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเลอย่างจริงจัง เพราะการฟื้นฟูชายฝั่งอย่างต่อเนื่องไม่ใช่แค่การช่วยเต่าทะเล แต่เป็นการช่วยชีวิตทะเลทั้งระบบ

เมื่อตัวเร่งการสูญพันธ์ุของเต่าทะเลมาจากความสะดวกสบายของมนุษย์
พูดได้ว่าเต่าทะเลคือ หนึ่งในสิ่งมีชีวิตไม่กี่ชนิดที่เคยมีชีวิตอยู่ร่วมยุคกับไดโนเสาร์ และว่ายอยู่ในท้องทะเลมาก่อนเรานานนับร้อยล้านปี
นักวิทยาศาสตร์เคยพบซากโบราณของพวกมันที่มีอายุกว่า 200 ล้านปี เต่าทะเลจึงไม่ใช่แค่สัตว์ชนิดหนึ่ง แต่คือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของโลกที่ยังหายใจอยู่ แต่ในทะเลไทยปัจจุบัน เต่าทะเลทั้ง 5 ชนิดกลับถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มสัตว์ที่ ‘เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์’
และน่าเศร้ายิ่งกว่าคือ สาเหตุหลักมาจากมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาชายหาดโดยไม่คำนึงถึงระบบนิเวศ การทำประมงแบบไม่ใส่ใจ การบริโภคเนื้อและไข่ของเต่าทะเล รวมถึงการนำกระดองไปทำของตกแต่ง โดยเฉพาะจากปัญหาขยะทะเลที่เกิดจากมนุษย์ ล้วนเป็นตัวเร่งให้เต่าทะเลหายไปจากทะเลของเราอย่างช้าๆ

แม้เต่าทะเลจะดูแข็งแรง อดทน และฟื้นตัวได้ดีจากการบาดเจ็บ แต่ไม่ได้หมายความว่าเต่าทะเลจะรับมือได้กับทุกอย่าง โดยเฉพาะกับภัยที่เราสร้างขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
อรณีอธิบายให้เราฟังว่า เต่าทะเลเป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของระบบนิเวศทางทะเล เพราะเต่าทะเลแต่ละชนิดมีหน้าที่ที่แตกต่างกันในการรักษาสมดุลของธรรมชาติ อย่างเต่ากระเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของบทบาทนี้
“โดยปกติ ‘เต่ากระ’ จะชอบกินฟองน้ำ สาหร่าย และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่เกาะตามแนวปะการัง สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ โดยเฉพาะฟองน้ำ มีการเติบโตที่รวดเร็วกว่าปะการัง หากปล่อยให้ฟองน้ำเติบโตเกินไป ก็จะไปปกคลุมปะการัง ทำให้ปะการังไม่สามารถหาอาหารได้และเริ่มตาย”
การที่เต่ากระช่วยกินสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ทำให้เกิดความสมดุลระหว่างสปีชีส์ต่างๆ เหล่าสิ่งมีชีวิตที่โตเร็วกว่าจะถูกกำจัดออกไป ทำให้ปะการังสามารถเติบโตได้อย่างปกติ หากเต่าทะเลหายไปจากระบบนิเวศ ฟองน้ำและสาหร่ายจะเติบโตอย่างรวดเร็วแบบไม่มีสิ่งมีชีวิตไหนควบคุม ส่งผลให้ปะการังเสื่อมโทรมและอาจตายไปในที่สุด
เต่าตนุเองก็มีบทบาทคล้ายคลึงกันในการดูแลหญ้าทะเล หญ้าทะเลที่เติบโตมากเกินไปจะแย่งสารอาหารกันจนหมด ทำให้เกิดการตายหมู่เมื่อสารอาหารหมด

“เต่าตนุจะค่อยๆ เล็มกินหญ้าทะเลให้เกิดใบอ่อนและก้านใหม่ การที่หญ้าเก่าถูกกินไปจะทำให้หญ้าใหม่สามารถแตกใบและเติบโตได้ดี ป้องกันไม่ให้หญ้าแก่และเสื่อมพร้อมกัน”
ที่สำคัญบริเวณที่หญ้าทะเลมีสุขภาพดีก็จะกลายป็นแหล่งอาหารและที่ซ่อนตัวสำคัญของสัตว์ทะเลขนาดเล็ก รวมถึงสัตว์น้ำวัยอ่อน หากหญ้าทะเลหายไป สัตว์เหล่านี้จะไม่มีที่ซ่อนตัวและถูกล่ามากขึ้น ส่งผลให้จำนวนลดลง
สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเต่าทะเลเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่ระบบนิเวศที่เชื่อมโยงและค้ำจุนกันอยู่ เราอาจไม่รู้สึกถึงการหายไปของเต่าทะเลในทุกวัน แต่มันอาจจะสะสมเงียบๆ เหมือนอุณหภูมิน้ำทะเลที่เริ่มเปลี่ยนแปลง จนถึงวันที่ปะการังไม่ฟื้น หญ้าทะเลล้มตาย และฝูงปลาเล็กหายไป เราถึงจะรู้ว่าเต่าทะเลไม่ใช่แค่สำคัญ แต่พวกมันคือความจำเป็นของโครงสร้างของระบบนิเวศทางทะเลอย่างแยกไม่ออก
เต่าทะเลจะรอดไปภัยจากการร่วมมือกันของมนุษย์ทุกฝ่าย
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสถานการณ์เต่าทะเลจะดูน่ากังวล แต่ทว่าก็ยังมีผู้คนที่พยายามอนุรักษ์อย่างแข็งขัน โดยที่คนเหล่านี้ไม่ได้เป็นซุปเปอร์ฮีโร่ ไม่ได้เป็นผู้วิเศษ ไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจ แต่คือประชาชนที่อาศัยทะเลเป็นบ้าน เป็นแหล่งทำมาหากิน เป็นที่พักพิงของชีวิต
อย่างเช่นข่าวดีในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แม่เต่าทะเลที่เกาะล้านได้ขึ้นฝั่งมาวางไข่ อันเป็นภาพที่เรียกได้ว่าไม่มีใครคาดคิดจากการที่สถานที่แห่งนี้พลุกพล่านไปด้วยนักท่องเที่ยวที่แวะเวียนมาตลอดทั้งปี
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงเท่านั้น พร้อมๆ กับคนบนเกาะที่เริ่มเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ โดยอรณีเล่าว่าปัยจัยหลักที่ทำให้แม่เต่าขึ้นมาวางไข่ที่ชายหาดของเกาะล้าน คือ การที่เจ้าของกิจการที่หน้าหาดลดการเปิดไฟบริเวณชายหาดในตอนกลางคืนลง เหลือไว้เพียงไฟเฉพาะมุมจำเป็นเท่านั้น
“การปิดไฟชายหาดมีผลทำให้แม่เต่าไม่สับสน ไม่กลัว และรู้สึกปลอดภัยพอจะวางไข่”

ส่วนอีกปัจจัยที่ช่วยคือ รูปแบบของการท่องเที่ยวของเกาะล้านที่เปลี่ยนไป นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักกลับในช่วงเย็น ทำให้ชายหาดเงียบสงบในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เต่าทะเลขึ้นมาวางไข่ เมื่อไม่มีคน ไม่มีเสียง ไม่มีไฟ แม่เต่าจึงค่อยๆ กล้ากลับมาใช้พื้นที่ของมันอีกครั้ง
แต่แม้แม่เต่าทะเลจะขึ้นมาวางไข่แล้ว แต่ในช่วงกลางวันชายหาดที่เกาะล้านก็ยังมีคนจำนวนมาก มีเด็กวิ่งเล่น มีนักท่องเที่ยวเดินผ่านไปมา ซึ่งเสี่ยงมากที่รังไข่จะถูกเหยียบโดยไม่รู้ตัว เจ้าหน้าที่จึงต้องย้ายไข่ไปยังที่ปลอดภัยกว่า
การกลับขึ้นมาวางไข่บนเกาะล้านของแม่เต่าทะเลในครั้งนี้ก็เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่า การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ ที่มนุษย์สามารถทำได้โดยไม่ลำบาก สามารถช่วยอนุรักษ์เต่าทะเลได้
และนี่เป็นเพียงเคสเดียวเท่านั้น

โดยยังมีอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มอัตราการรอดของเต่าทะเล คือ เครือข่ายสัตว์ทะเลหายาก ของ ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายาก จังหวัดระยอง
ซึ่งศูนย์ช่วยเหลือฯ ได้ร่วมมือกับชุมชนชายฝั่ง 4 จังหวัดภาคตะวันออก ในการจัดอบรมการช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายาก โดยเชิญตัวแทนจากทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วม สิ่งเหล่านี้ช่วยเพิ่มโอกาสรอดของเต่าที่เกยตื้นได้อย่างมีนัยสำคัญ
อรณีเล่าว่า หลังการอบรมมีคนที่แจ้งเหตุเข้ามามากขึ้น โดยคนที่แจ้งเหตุเข้ามาส่วนใหญ่เป็นชาวประมง นักท่องเที่ยว หรือผู้ประกอบการเรือและรีสอร์ทที่ใช้พื้นที่ทะเลเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต สำหรับอรณีพวกเขาคือ ‘ด่านหน้า’ ที่เห็นสัตว์ทะเลหายากที่ต้องการความช่วยเหลือและส่งสัญญาณก่อนใคร ทั้งเป็นทั้ง ‘กู้ภัย’ และ ‘ แพทย์ฉุกเฉิน’ ให้เหล่าสัตว์ทะเลหายากเหล่านั้น
โดยอรณีได้ยกตัวอย่างเครือข่ายสัตว์ทะเลหายากสำคัญอย่าง ชมรมกู้ชีพทางทะเลฉลามขาว(พิทักษ์ทะเล) ที่บางแสน จังหวัดชลบุรี ซึ่งก่อตั้งโดยหนึ่ง – กิตติพงษ์ ไกรบุญ อดีตทหารเรือ ผู้นำแนวคิดของไลฟ์การ์ดจากภูเก็ตมาปรับใช้กับพื้นที่ชายหาดบางแสน โดยเริ่มจากการดึงผู้ประกอบการเรือบานาน่าโบ๊ทและเจ็ตสกีที่หน้าหาดบางแสนมาฝึกอบรมในการช่วยเหลือและดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว รวมไปถึงการป้องกันอุบัติเหตุทางน้ำ ก่อนขยายไปสู่การช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายากที่เกยตื้นหรือได้รับบาดเจ็บ เช่น เต่า โลมา วาฬ

ชมรมกู้ชีพทางทะเลฉลามขาว(พิทักษ์ทะเล) ทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เช่น เทศบาลตำบลแสนสุข สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล ม.บูรพา และกรมทรัพยากรและชายฝั่งฯ มีเครือข่ายอาสาสมัครจากหลากหลายพื้นที่ในชลบุรี กว่า 50 คน โดยมีผู้ที่ผ่านการอบรมการช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากอีกว่า 15 ชีวิต
อรณียืนยันว่า เครือข่ายสัตว์ทะเลหายาก อย่างชมรมกู้ชีพทางทะเลฉลามขาว(พิทักษ์ทะเล) เป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ช่วยเพิ่มอัตราการรอดของสัตว์ทะเลที่เกยตื้น โดยเฉพาะเต่าทะเลและโลมา ทั้งยังมีบทบาทในการช่วยเสริมสร้างความตระหนักรู้แก่ชุมชน นักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการท้องถิ่น
“เต่าบางตัวรอดเพราะได้รับการช่วยเหลืออย่างถูกวิธี เช่น กรณีเต่าที่ติดอวนและรอดชีวิตหลังได้รับคำแนะนำจากพี่หนึ่งและทีมงาน”
การช่วยเหลือเต่าทะเลไม่ใช่เรื่องที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีซับซ้อนหรืองบประมาณมหาศาล แต่เป็นเรื่องขององค์ความรู้และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่ทุกคนสามารถทำได้ ตั้งแต่การลดการใช้พลาสติก การคัดแยกขยะ การปิดไฟชายหาดในยามค่ำคืนเพื่อไม่ให้แม่เต่าสับสน การรักษาความเงียบสงบของชายหาดในเวลากลางคืน ไปจนถึงการมีส่วนร่วมในเครือข่ายช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายาก

ประสบการณ์ที่เกาะล้านและความสำเร็จของเครือข่ายอาสาสมัครอย่างชมรมกู้ชีพทางทะเลฉลามขาว(พิทักษ์ทะเล) เป็นเครื่องยืนยันว่า เมื่อชุมชน ผู้ประกอบการ นักท่องเที่ยว และหลายๆ คนร่วมมือกัน การฟื้นตัวของเต่าทะเลก็เป็นไปได้จริง
การอนุรักษ์เต่าทะเลจึงไม่ใช่ภารกิจของเจ้าหน้าที่คนเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมของทุกคน เพราะการปกป้องเต่าทะเลคือ การปกป้องสมดุลของระบบนิเวศทางทะเล และคือการรักษาสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์และการอนุรักษ์ธรรมชาติเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน
การอนุรักษ์เต่าทะเลจึงเป็นการรักษาสมดุลของโลก ซึ่งเริ่มต้นได้ที่ตัวเราเพื่อให้สัตว์ทะเลอันทรงคุณค่าเหล่านี้ยังคงว่ายน้ำอย่างอิสระในน่านน้ำทะเลตะวันออกต่อไป



