ถ้าจะ ‘ดู’ ระยอง เราจะดูผ่านอะไร?
ก่อนจะเข้าเรื่อง อาจจะต้องเริ่มต้นจากชีวิตของเรา ที่เราเริ่มถ่ายรูปช่วงตอนที่เรียนอยู่ปวช. ตอนนั้นน่าจะอายุประมาณ 15-17 ที่ห้องเรียนเรามีอาจารย์ที่ปรึกษาที่เขามีงานอดิเรกเป็นช่างภาพ Landscape แล้วมีวันหนึ่งอาจารย์เอากล้องมาถ่ายที่วิทยาลัย เราเลยเข้าไปคุยกับเขาเรื่องการถ่ายภาพ จนอาจารย์ให้ยืมกล้องตัวเก่ามาลองถ่ายเล่น
พอลองถ่ายไปถ่ายมาเรารู้สึกชอบที่กล้องมันสามารถเก็บความทรงจำ ณ ช่วงเวลาหนึ่งไว้ได้ และมันสามารถนำมาบอกเล่าเรื่องราวที่เราไปเจอมาให้กับผู้ชมได้รับรู้ผ่านการดู และเสริมด้วยการเล่าเรื่องจากตัวเราเอง สำหรับเราแล้วการถ่ายรูปมันช่วยให้เรายังคงจดจำอดีตได้ชัดเจนมากขึ้น
วันหนึ่งมีกลุ่มศิลปิน Do Interest ที่ชวนเราไปสร้างผลงานภาพถ่ายร่วมกับศิลปินที่จังหวัดระยองจำนวน 18 คน ผ่านคอนเซ็ปต์หลักคือ ดู & Do โดยจะเป็นการพาศิลปินทั้ง 18 คน มาลงพื้นที่ดูจังหวัดระยองด้วยกัน แล้วแยกย้ายไปหาหัวข้อที่ตัวเองสนใจมาทำเป็นผลงาน
ในตอนต้นเราไม่ได้เจาะจงมาทำเรื่องอุตสาหกรรมตั้งแต่แรก แต่ด้วยเพราะว่าเรานึกหัวข้ออื่นเกี่ยวกับจังหวัดระยองไม่ออก นอกจากการมีอยู่ของนิคมอุสาหกรรมปิโตรเคมีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเรื่องราวในอดีตของพ่อที่เขาเคยบอกเล่าไว้ว่า เคยทำงานเป็นพนักงานดูแลขั้นตอนการผลิต ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานสารเคมีบางอย่างภายในโรงกลั่นน้ำมันแห่งหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด นี่จึงเป็นจุดหมายแรกที่เราเลือกที่จะมาลงพื้นที่เพื่อมาดูสภาพแวดล้อม และภูมิทัศน์ทางทะเลที่เบื้องหลังเป็นแหล่งที่ตั้งของโรงงานปิโตรเคมี

ลงพื้นที่ครั้งแรก
17 มกราคม 2568 วันแรกที่ลงพื้นที่ เราได้นัดแนะและไปเจอกับพี่ปอง ที่เป็นคนในพื้นที่จังหวัดระยอง พี่ปองแนะนำสถานที่คร่าวๆ ว่าที่ไหนที่เราควรจะไปดูบ้าง แต่เราเสนอไปว่าอยากไปดูหาดตากวนก่อน พอดีก่อนมาเราได้เช็คใน Google Maps มาคร่าวๆ และคิดว่าวิวทะเลมุมตรงนี้มันแปลกตาดี พอไปถึงหาดตากวนภาพแรกที่เห็นมันทำให้เราตะลึงกับความแปลกประหลาดตรงที่ว่ามันมีโดมกลมๆ ที่คาดว่าน่าจะเป็นถังเก็บแก๊สธรรมชาติ วางเรียงรายเป็นแนวเหมือนกับว่าหลุดเข้าไปโลกในอนาคต บนพื้นน้ำก็มีถังพลาสติกวางเรียงรายราวกับเป็นแพที่ทำจากถังพลาสติก
เราก็เลยสอบถามกับชาวบ้านที่นั่งตกปลาริมน้ำว่าถังที่อยู่กลางน้ำเยอะๆ นั้นคืออะไร พี่ชายที่กำลังตกปลาตอบกลับมาว่า “อ่อ ฟาร์มหอยนางรมน่ะครับ” พร้อมกับหยิบเปลือกหอยนางรมให้ดู “แถวนี้เขาทำฟาร์มกันเยอะครับเลยเป็นแบบที่เห็นนี่แหละ” ผมจึงถากลับไปว่าแบบนี้แสดงว่าน้ำแถวนี้ก็สะอาดใช่ไหม เพราะตามที่เราเข้าใจเดิมคือหอยนางรมจะสามารถบอกได้ว่าน้ำแถวนั้นสะอาดหรือไม่
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันนะ อาจจะสะอาดก็ได้มั้งโรงงานเขาก็คงกรองน้ำมาแล้วแหละ” พี่เขาตอบมาแบบไม่ค่อยมั่นใจ เราเลยขอบคุณพี่เขาแล้วเดินออกมาปล่อยให้พี่เขาตกปลาต่อไป
เสร็จจากหาดตากวนเราให้พี่ปอง พาไปต่อที่กลุ่มประมงเรือเล็กหาดหนองแฟบตอนนั้นไปถึงประมาณเกือบๆ 6โมงเย็น เลยไม่ได้เจอกับกลุ่มประมง แต่ก็ได้เดินสำรวจบริเวณรอบๆ ตรงหาดทรายที่เต็มไปด้วยซากหอย ซากปลาตัวเล็กจนถึงขนาดกลาง และหอยเม่น ที่น่าจะมาจากการคัดปลาของกลุ่มประมง

แต่แล้วเราก็ไปสะดุดตากับท่อระบายน้ำขนาดใหญ่เหมือนอุโมงค์ที่สามารถเดินเข้าไปได้ เราเดินวนดูบริเวณด้านหน้าเนื่องจากตอนนั้นบรรยากาศเริ่มมืดแล้วจึงยังไม่ได้เข้าไปสำรวจด้านใน เราเดินกลับมาบริเวณที่จอดรถ เจอกับพี่ปองที่กำลังยืนรออยู่ แกเล่าเสริมว่าที่หาดบริเวณนี้ได้เคยมีความพยายามคัดค้านจากกลุ่มประมงเรือเล็ก เรื่องการสร้างส่วนต่อเติมของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เนื่องจากจะสร้างความเสียหายให้กับสิ่งแวดล้อม และวิถีการออกเรือหาปลาของกลุ่มประมง ที่จะต้องออกเรือไกลออกไปทำให้ต้นทุนในการออกเรือสูงขึ้นตาม เมื่อเสร็จจากหาดหนองแฟบเราก็ขอแยกย้ายกับพี่ปอง เพื่อเข้าพักที่โรงแรมในตัวเมือง
18 มกราคม 2568 วันที่สองของการลงพื้นที่ เรานัดกับพี่ปองไว้ว่าเจอกันที่ร้านกาแฟร้านหนึ่งเพื่อขึ้นรถลงพื้นที่ไปกับพี่ปอง วันนี้เราเริ่มที่หาดหนองแฟบ เพื่อลงไปพูดคุยกับพี่ๆ ชาวประมงจากกลุ่มประมงเรือเล็ก และเข้าไปสำรวจอุโมงค์ระบายน้ำทิ้งของโรงงาน จากการสอบถามเรื่องอุโมงค์ระบายน้ำทิ้งกับพี่ๆ ประมง ได้ใจความว่า ทางโรงงานมีการส่งคนเข้ามาตรวจสอบคุณภาพน้ำอยู่แล้วเป็นประจำทุกปี และผลลัพธ์ที่ได้จากการตรวจโดยคนของโรงงานก็คงไม่ต้องเดาว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐานแน่นอน
พี่ๆ ประมงเล่าเสริมอีกด้วยว่าไม่ได้มีเพียงแค่น้ำทิ้ง บางครั้งก็มีข่าวการรั่วไหลของน้ำมันลงสู่ทะเลเช่นเดียวกัน และอีกปัญหาที่ส่งผลต่อการเลี้ยงชีพของกลุ่มประมง คือข้อกำหนดพื้นที่ในการหาปลาที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่สามารถออกเรือหาปลาใกล้ๆ หาดได้ แต่เมื่อโรงงานได้สร้างสะพานส่งแก๊ส และส่วนต่อเติมก็ทำให้ต้องออกเรือไปหาปลาไกลขึ้นใช้นำ้มันเยอะขึ้น แต่ระยะเวลาในการออกเรือกลับน้อยลงเนื่องจากระยะทางที่ไกลออกไป ในขณะที่ข้อกฎหมายที่ว่าด้วยเรื่องของระยะเวลาการออกเรือยังคงเท่าเดิมไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามสถาณการณ์

ก่อนออกเดินทางต่อเราได้เก็บตัวอย่างน้ำจากท่อน้ำทิ้งมา 1 ขวด เพื่อจะนำไปส่งตรวจหาสารเคมีตกค้างที่แล็ปของกรุงเทพฯ เมื่อได้ข้อมูลทุกอย่างครบถ้วนตามที่คาดหวังไว้ เราและพี่ปองแวะพักกินข้าวเที่ยงกันก่อนออกเดินทางไปสู่อำเภอปลวกแดง เป็นอำเภอที่พี่ปองแนะนำว่าควรต้องไปดูอย่างยิ่ง
ระหว่างทางไป อำเภอปลวกแดง พวกเราแวะขับเข้าไปดูโรงงานวินโพรเสส เนื่องจากเป็นที่ๆ เราจำได้ว่าเคยออกข่าวโรงงานไฟไหม้เมื่อประมาณกลางปี พ.ศ.2567 เราสองคนเลยอยากเข้าไปสำรวจดูสภาพแวดล้อม และร่องรอยไฟไหม้ที่เกิดจากการประทุของสารเคมีภายในโรงงานเอง
พวกเราขับรถเข้าไปในตัวโรงงานได้อย่างง่ายดาย หน้าทางเข้าโรงงานไม่มีผู้ดูแล หรือแม้กระทั่งคนเฝ้าสถานที่ เราจอดรถกันที่หน้าสำนักงานของโรงงาน แล้วเดินเข้าไปสำรวจในโกดังที่ใกล้ที่สุด อยู่ติดกับบ่อบำบัดนำ้เสีย 2 บ่อที่หน้าทางเข้า ภายในพวกเราเจอกับถังเหล็กที่น่าจะบรรจุสารเคมีเหลว นับร้อยๆ ถังวางเรียงซ้อนกันเยอะมากๆ
ถัดมาอีกโกดังเราเจอเข้ากับกองภูเขาตะกรัน (อลูมิเนียมดรอส) ในตอนแรก เราไม่รู้เลยว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคืออะไร รู้แค่ว่าน่าจะเป็นผงอะไรบางอย่างที่ดูอันตรายเนื่องจากมีกลิ่นเหม็น โชคดีที่เราใส่หน้ากากอนามัย N95 สำหรับกันฝุ่นละอองไว้ก่อนแล้ว เรากับพี่ปองเดินสำรวจกันอยู่สักพักก่อนจะตกลงกันว่าควรจะย้ายที่ เนื่องจากระยะเวลาที่จำกัดทำให้เราไม่สามารถเก็บทุกรายละเอียดจากที่วินโพลเสสได้เยอะนัก

ขับต่อไปอีกประมาณ 20-30 นาที พวกเราก็ถึงจุดหมายที่ อำเภอปลวกแดง จากที่ดูภาพรวมของที่แห่งนี้ดูจะเป็นแหล่งอุตสาหกรรมยานยนต์ ภายในอำเภอจะมีเขตโรงงานที่เล็กกว่ามาบตาพุดประมาณหนึ่งแต่ภายในแทบไม่ต่างกันมากมีโรงงานผลิตยานยนต์หลายสิบแห่ง และมีโรงไฟฟ้าที่ใช้ส่งกระแสไฟเพื่อหล่อเลี้ยงโรงงานที่อยู่ในเขตบริเวณโดยรอบนิคมยานยนต์แห่งนี้
ระหว่างที่พี่ปองขับรถวนรอบนิคมฯ เราได้ลองค้นหาบริเวณที่น่าสนใจไว้ที่หนึ่งผ่าน Google Maps ภาพถ่ายใน Maps ระบุว่าถูกถ่ายไว้เมื่อปี 2023 เป็นเหมือนโกดังเก็บของที่ปิดทึบมิดชิด มีกล่อง หรือวัตถุทรงเหลี่ยมขนาดใหญ่ที่ถูกคลุมผ้าเอาไว้มีทั้งหมด 2 กล่อง เท่าที่สังเกตจากมุมถนนที่สามารถมองเห็นสถานที่แห่งนี้เป็นโกดังที่ไม่มีหน้าต่าง หรือประตูทางเข้าออกเลย แต่มีปล่องควัน และท่อระบายอากาศ เป็นสถานที่ที่น่าพิศวงมากๆ เราเลยขอให้พี่ปองขับพาไปดูสักหน่อยว่าปัจจุบันมันเป็นยังไงบ้างแล้ว
มาถึงจุดหมายโกดังพิศวงที่เราหมุดหมายไว้ใน Google Maps สภาพมันแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลยแม้แต่น้อย วัตถุปริศนาสี่เหลี่มที่ถูกนำมาวางไว้บริเวณลานหญ้าหน้าโกดังก็ยังคงอยู่ที่เดิม จำนวนเท่าเดิม
เสร็จจากโกดังลึกลับเรากับพี่ปองขับรถวนสำรวจรอบๆ อีกครั้งจนไปเจอกับลานสลับกระแสไฟของการไฟฟ้าเราอยู่รอถ่ายช่วงแสงสวยๆ ที่จุดนี้ถึง 6 โมงเย็น พอฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว พวกเราก็เลยตกลงแยกย้ายกันกลับที่พักกันก่อน

19 มกราคม 2568 เข้าสู่วันที่สามของการลงพื้นที่รอบแรก เป็นวันที่เราออกมาไล่ถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้นช่วงเช้า 05:00 – 08:00 น. เริ่มตั้งแต่ที่ หาดตากวน หาดหนองแฟบ และบริเวณรอบๆ นิคมฯ มาบตาพุด เพราะจะเป็นช่วงที่พระอาทิตย์ขึ้นแสงแรกของวันที่ท้องฟ้าจะถูกแสงย้อมเป็นสีแดงอมชมพู บรรยากาศในภาพเลยดูเหมือนว่าสถานที่นี้กำลังถูกมลพิษบางอย่างเคลือบเอาไว้ เป็นความตั้งใจแรกที่เราอยากได้ภาพออกมาแบบนี้
พอเสร็จจากเก็บภาพเช้า เรานัดหมายกับพี่ปองอีกครั้ง ครั้งนี้พี่ปองพาไปเจอกับพี่คนหนึ่งที่เป็นนักการเมืองท้องถิ่น แถวนิคมมาบตาพุด ( จากนี้จะขอเรียกพี่คนนี้ว่า พี่ชอ (นามสมมติ) )
พี่ปองได้พาเราไปรู้จักกับพี่ชอที่เขาได้เคยทำการรณรงค์เกี่ยวกับการปล่อยนำ้เสียปนเปื้อนสารเคมีจากนิคมที่ทำให้ปนเปื้อนลงดิน น้ำ และอากาศในบริเวณรอบเขตโรงงาน และต่อสู้เรื่องนี้มาตลอดหลายปี พี่ชอบอกว่าบริเวณนี้เมื่อก่อนชาวบ้านก็หากินกันแบบเกษตรกรและชาวประมงเป็นส่วนใหญ่ แต่พอมีนิคมเข้ามาก็เริ่มมีประชากรเยอะขึ้นที่มาจากการรับสมัครคนงานเพื่อทำงานในโรงงาน ชาวบ้านบางส่วนที่ได้รับผลกระทบอย่างเช่น ที่ดินปนเปื้อนเคมีทำให้ดินเค็มไม่สามารถปลูกอะไรได้ หรือหาปลาได้ยากขึ้นและส่วนใหญ่ก็ตัวเล็กนำมาขายไม่ได้ ท้ายที่สุดบางคนก็ต้องเข้าสู่การเป็นพนังงานโรงงาน
“คือเมืองมันก็เจริญจริงตามเขาว่าแหละ แต่ประชากรดั้งเดิมเขาไม่ได้เจริญตามด้วยนี่สิ” คือสิ่งที่พี่ชอพูดกับเราพร้อมน้ำเสียงทีเล่นทีจริง

เราเห็นด้วยกับประโยคที่พี่ชอพูดมา เพราะเท่าที่สังเกตมา 2 วัน ความเจริญมันกระจุกตัวอยู่แค่ภายในเขตนิคมอุตสาหกรรมจริงๆ พอเขยิบออกมารอบนอกมันต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเลย ชาวบ้านยังคงทำไร่ ปลูกผัก หาปลากันอย่างเดิม มีบ้างที่เปิดเป็นคาเฟ่ ร้านอาหารหรูๆ แต่ก็จะอยู่แถวช่วงที่กำลังจะเข้าเขตเมือง ในขณะที่ในเขตอุตสาหกรรมมีโรงไฟฟ้าเป็นของตัวเอง เทคโนโลยีต่างๆ มีไว้ใช้งานเพื่อผลิตปิโตรเคมีเท่านั้น ราวกับว่าชาวบ้านรอบๆ ไม่ได้อยู่ในสมการของโรงงานเลยแม้แต่น้อย
หลังจากพูดคุยกับพี่ชอที่บ้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว พี่ชอบอกว่าจะพาไปทัวร์ในนิคมมาบตาพุดรอบๆ พร้อมชี้จุดที่มีปัญหาให้ดูตามทาง ระหว่างกำลังเดินทางพี่ปองและพี่ชอก็พูดคุยกันถึงอดีตของพวกเขาทั้งคู่ให้เราฟัง หลายเรื่องที่พวกเขาเล่ามักจะมีสถานที่ในมาบตาพุดประกอบอยู่ในเรื่องเล่าด้วย เช่น เมื่อก่อนที่ตรงนี้เคยเป็นหมู่บ้านแต่เมื่อทางนิคมมาไล่ซื้อที่เพื่อสร้างเป็นเขตอุตสาหกรรม ก็มีแค่บ้านไม้หลังนี้หลังเดียวที่ไม่ยอมขายที่ให้กับทางนิคมไป

จากนั้นพี่ชอพาพวกเรามาดูคลองเส้นหนึ่ง พี่ชอบอกว่าคลองเส้นนี้น้ำส่วนใหญ่ถูกส่งมาจากโรงงาน ซึ่งทีมงานพี่ชอ และชาวบ้านระแวกนั้นได้เคยรวมตัวรายงานเรื่องการส่งน้ำที่ไม่ได้ผ่านการกรองให้สะอาดก่อนลงสู่ทะเลมาแล้วรอบหนึ่งแต่สุดท้ายก็อย่างที่เห็น “ถ้ามันกรองน้ำแล้วจริงๆ ทำไมน้ำในคลองถึงมีฟองเยอะขนาดนี้ มันปกติจริงๆ เหรอวะ” พี่ชอพูดกับพวกเราพร้อมกับชี้ให้เราเห็นถึงสภาพน้ำที่ผิดปกติกำลังไหลลงสู่ทะเล เสร็จจากคลองพี่ชอพาเราไปต่อที่บ่อบำบัดน้ำกลางของนิคม และพาวนดูโรงไฟฟ้าของนิคม ก่อนจะกลับไปส่งเราที่บ้านของแกเพราะรถยางแตกระหว่างทาง และแยกย้ายกันก่อนเพราะพี่ชอมีธุระด่วนต้องเอารถไปเปลี่ยนยาง

เรากับพี่ปองไปต่อกันที่ร้านชำเฟคบัดดี้เพื่อไปคุยกับพี่บอมจากกลุ่ม Do เพื่อสรุปภาพรวมจากการลงพื้นที่มา 3 วัน พร้อมกับคำแนะนำจากพี่บอมว่าเราควรไปดูที่ท่าเรือ IRPC ด้วย จุดนั้นเป็นอีกจุดที่น่าสนใจและภาพน่าจะตรงตามภาพที่เรากำลังตามหา เราเลยชวนพี่บอมไปด้วยกันเย็นวันนั้น เพราะตั้งใจจะเก็บภาพช่วงอาทิตย์ตกอยู่แล้ว
เรากับพี่บอมขึ้นรถออกเดินทางไปที่ท่าเรือ IRPC ทางเข้าหาดจะอยู่ข้างๆ กับทางเข้าโรงงาน พอไปถึงจะมีจุดหนึ่งที่เรารู้สึกขนลุกกับความอลังการหลุดโลกของสถาปัตยกรรมโรงงานผลิตไฟฟ้ามากๆ และมุมตรงชายหาดเราจะสามารถเห็นสะพานส่งแก๊สได้ในระยะที่ใกล้มากๆ สะพานทอดยาวออกไปทางทะเลจนเกือบสุดสายตา พวกเราอยู่เก็บภาพที่หาดจนแสงอาทิตย์หมด หลังจากนั้นพวกเราก็ขับรถกลับมาที่ร้านชำเพื่อทานข้าวเย็นด้วยกันก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อน

การกลับมาครั้งที่สอง
ก่อนที่จะไปลงพื้นที่รอบที่สองเราได้ปรึกษาเพื่อนที่ทำงานด้านเทคนิคการแพทย์เรื่องการส่งตรวจตัวอย่างน้ำก็ได้รู้ว่า บรรจุภัณฑ์ที่เราใช้เก็บน้ำมามันไม่ผ่านเกณฑ์การส่งตรวจ เนื่องจากเป็นขวดน้ำพลาสติกที่ถูกต้องคือขวดแก้ว และค่าส่งตรวจก็มีราคาที่ค่อนข้างสูง เราเลยเลือกที่จะเก็บตัวอย่างไว้ก่อนเพื่อนำไปใช้ทดลองส่วนตัวกับฟิล์มด้วยเทคนิคฟิล์มซุป – มันคือการเอาฟิล์มที่ผ่านการถ่ายภาพแล้วมาแช่ไว้ในน้ำ ระยะเวลาแล้วแต่จะทดลอง

แผนในรอบที่สองคือการเอาฟิล์ม Lomochrome Purple ไปถ่ายในพื้นที่เดิมที่เคยไปเพื่อนำมาทดลองกับตัวอย่างน้ำที่ได้มาจากรอบแรก ความพิเศษของฟิล์มนี้คือจะได้โทนสีชมพู-ม่วงเคลือบภาพเอาไว้ เราวางแผนการเดินทางคล้ายเดิมคือออกไปเก็บแสงเช้า และตามถ่ายแต่ละพื้นที่ด้วยกล้องฟิล์ม
วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 เรากับ เพิธ ที่มาเป็นผู้ช่วยช่างภาพให้กับเรา ขับรถออกจากกรุงเทพฯ ประมาณ 10:00 น. ถึงระยองประมาณ 14:00 น. ตรงเข้าที่พักก่อนเพื่อเก็บของ ก่อนจะออกไปเริ่มต้นถ่ายที่หาดตากวน ตะเวนถ่ายตามชายหาดแสงจันทร์จนไปจบที่หาดแหลมเจริญ 18:00 น. จบวันด้วยการทานข้าวกันที่ตลาดแหลมเจริญ และไปเยี่ยมทักทายพี่ๆ กลุ่ม Do ที่ร้านชำเฟคบัดดี้ และนัดแนะกับพี่ปองว่าในวันพรุ่งนี้พวกเราจะออกไปถ่ายแก้กันที่ วินโพรเสส และปลวกแดงในช่วงบ่ายถึงเย็น
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 ช่วงเช้า 05:00 – 08:00 น. ออกจากที่พักแล้วเราตรงไปที่ IRPC เพื่อเก็บภาพช่วงเช้าอีกครั้งหลังจากที่ผิดหวังกับท้องฟ้าในครั้งก่อน วันนี้โชคดีมากที่ฟ้าเป็นใจแสงสวยตามที่คาดหวังไว้เราเริ่มเก็บจากโรงไฟฟ้าก่อน แล้วไปจบที่หาดข้างสะพานส่งแก๊ส แวะพักทานข้าวกันสักนิด ก่อนออกไปเจอกับพี่ปองที่ร้านกาแฟเวลา

13:00 น. เราเริ่มออกเดินทางสู่โรงงานวินโพรเสส เป็นอีกวันที่เข้าไปแล้วไม่เจอผู้ดูแล ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมถูกทิ้งร้างไว้ เราเดินถ่ายอยู่ประมาณเกือบ 1 ชั่วโมง จนเสร็จแล้วไปต่อที่ปลวกแดง
ระหว่างทางเราไปสะดุดตาเจอกับตึกร้างแห่งหนึ่งที่ด้านหน้ามีคนสร้างคอกเลี้ยงวัวอยู่ 1ฝูง เรากับพี่ปองเลยแวะเข้าไปสำรวจกันครู่หนึ่ง จนได้เจอกับคนที่เหมือนจะเป็นผู้ดูแลสถานที่แห่งนี้ เขาเล่าว่าเมื่อก่อนเคยเป็นโรงพิมพ์มาก่อนแต่ด้วยเหตุผลอะไรไม่ทราบทำให้สถานที่นี้ถูกทิ้งร้างเอาไว้
“แต่ว่าเถ้าแก่เขาก็ได้ไม่ทิ้งที่ซะทีเดียวนะ บางวันแกก็เข้ามาเดินเล่นดูสถานที่ แล้วก็มานั่งกินเหล้ากับผมเนี่ยแหละ” พี่คนดูแลบอกกับพวกเราอย่างเป็นมิตร พร้อมกับเสริมว่าถ้าอยากเดินดูสถานที่ก็ตามสบายเลยนะ เสร็จแล้วแกก็เดินไปให้ฟางกับฝูงวัวต่อ เรากับพี่ปองเดินวนๆ ดูสถานที่กันอยู่เกือบ 20 นาที แล้วเดินทางต่อไปเก็บภาพที่อำเภอปลวกแดง
ถึงอำเภอปลวกแดงพวกเราใช้เวลากันไม่นานมากเนื่องจากในอำเภอปลวกแดงหลายๆ โรงงานมีการติดป้ายห้ามถ่ายภาพเอาไว้ทำให้พวกเราไม่ได้แวะถ่ายอย่างอื่นนอกจากสถานที่ที่เคยมาดูไว้เมื่อเดือนที่แล้ว เมื่อเสร็จการถ่ายภาพที่ปลวกแดง ระหว่างทางกลับเข้าไปในตัวเมืองระยอง พี่ปองชี้ให้ดูโรงงานรับกำจัดขยะแห้งจำพวกกระดาษแห่งหนึ่ง พี่ปองเล่าให้ฟังว่าเมื่อไม่นานโรงงานแห่งนี้ก็เคยถูกไฟไหม้ไปครั้งหนึ่งก่อนหน้าวินโพรเสส เราเลยขอพี่ปองให้แวะรถสักครู่เพื่อลงไปเก็บภาพมาเล็กน้อย ประกอบกับเป็นช่วงอาทิตย์ตกพอดีเลยได้ภาพของกองขยะที่ด้านหลังเป็นแสงพระอาทิตย์ตกดินบนฟ้าติดสีแดงส้มอมชมพู

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2568 ช่วงเช้าเราออกไปถ่ายรูปฟิล์มเก็บช่วงพระอาทิตย์ขึ้นที่หาดตากวน และหาดหนองแฟบ พร้อมกับไปพูดคุยกับพี่ๆ ประมงอีกครั้ง แต่ว่าเช้านี้ที่เราไปยังไม่เจอใครมาที่หาด เรากับเพิธได้ช่วยกันตามหาวัตถุที่คิดว่าสามารถเอาไปประกอบเรื่องราวได้ ที่พวกเราเจอกันก็จะมีพวกป้ายชื่อสารเคมีบางอย่าง ถุงสารเคมี และขยะอื่นๆ ที่ลอยมาติดบนหาด

แต่สิ่งที่เราเจอกลังจากนั้นกลับน่าตกใจยิ่งกว่า นั้นคือซากปลาโลมาที่ไม่ทราบชนิด ถูกน้ำทะเลซัดมาเกยตื้นที่ชายหาดหนองแฟบสภาพน่าจะตายมาสักพักแล้วเพราะตัวเริ่มเปื่อยยุ่ย และสภาพเหมือนโดนตัดมาครึ่งตัว จากนั้นเราเดินถ่ายภาพตามที่ตั้งใจไว้จนครบ แล้วเดินทางกลับที่พักเพื่อทานข้าว และอาบน้ำเพื่อไปดูสถานที่จัดแสดงงานต่อในช่วงบ่าย และช่วยพี่ๆ จัดของเตรียมสถานที่จนถึงเกือบมืดค่ำ จนกลับที่พักเพื่อไปพักผ่อนรอวันต่อไป

เมื่อได้ทุกอย่างตามที่วางแผนไว้วันนี้เราเลยวางไว้ให้เป็นวันพักผ่อนหนึ่งวันเพื่อไปเที่ยวพักผ่อนอย่างเต็มที่กับเพิธที่มาช่วยเราตั้งแต่วันที่ 14 ก่อนที่จะขับรถกลับ กทม. ช่วงเย็นเมื่อถึงกรุงเทพฯ เราก็ได้นำฟิล์มที่ถ่ายภาพถ่ายตามสถานที่ต่างๆ มาทำการทดลอง ‘ฟิล์มซุป’ โดยใช้น้ำเสียที่เก็บมาจากท่อระบายน้ำข้างๆ หาดหนองแฟบ แล้วตั้งทิ้งไว้จนครบ 24 ชม. จากนั้นนำไปส่งล้างที่ร้านรับล้างฟิล์ม ผลลัพธ์ที่ได้คือภาพเสียหายเกือบทั้งหมด เหลือเพียงแค่ 3 รูปที่ยังคงเห็นภาพสถานที่ลางๆ พอดูออกว่าคือที่ไหน
ภาพทั้งหมดที่เสียหายมีความคล้ายกันบางอย่างตรงที่มันจะมีเหมือนคราบสารบางอย่างเคลือบอยู่บนเนื้อฟิล์ม และเมื่อนำภาพที่เสียหายมาผสมกับภาพถ่ายสำรองที่ถ่ายด้วยกล้องดิจิตอลในโปรแกรมสำหรับปรับแต่งรูปภาพ ทำให้ภาพที่ได้ออกมาดูราวกับว่ามีสารเคมีบางอย่างที่ถูกทำให้ปนเปื้อนในสถานที่นั้นปรากฏขึ้นมาเด่นชัดมากขึ้นเมื่ออยู่ในฟอร์มของภาพถ่าย

บทสรุปการเดินทางของภาพถ่ายและความรู้สึก
ส่วนตัวแล้วงานชิ้นนี้เป็นงานที่ค่อนข้างหดหู่ประมาณหนึ่งเลยสำหรับเราเนื่องจากการเจอซากปลาโลมาที่ได้มาเกยตื้นที่หาดหนองแฟบทำให้เรายิ่งรู้สึกว่าทะเลแห่งนี้มันไม่ปกติแน่ๆ ไม่ว่าจะด้วยการปนเปื้อนสารเคมี น้ำมัน หรือใดๆ ก็ตามมันส่งผลกระทบต่อวิถีผู้คนในชุมชนรอบๆ สภาพแวดล้อม วิวทิวทัศน์ และสัตว์น้ำทุกๆ ชนิด เราเลยอยากเอาเรื่องนี้ออกมาพูดให้ผู้คนได้รับรู้ และบันทึกเอาไว้ว่าครั้งหนึ่งมนุษย์เราได้กระทำการบางอย่างไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจ หรือไม่ได้ตั้งใจก็ตามแต่การกระทำของพวกเรานั้นมันได้ปนเปื้อนไปในทุกสิ่งอย่าง และผลกระทบสุดท้ายก็จะตกมาที่เราทุกคน

จริงอยู่ที่การหยุดปล่อยมลพิษเป็นสิ่งที่ทำได้ยากและต้องใช้เวลา เพราะมันยังคงขัดผลประโยชน์ต่อกลุ่มคนบางกลุ่ม ซึ่งเราเองก็ทำใจเชื่อไปแบบนั้น แต่เราก็อยากให้เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ควรถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางมากกว่านี้ และได้แค่หวังว่าทุกคนจะสามารถตระหนักรู้ได้ว่าโลกของเรา บ้านหลังนี้กำลังจะพังด้วยน้ำมือของพวกเราเอง หากพวกเรายังคงไม่หยุดวัฒนธรรมการบริโภคอย่างไร้ที่สิ้นสุดแบบนี้ต่อไป สุดท้ายการรณรงค์ก็คงเป็นเพียงแค่เสียงบ่นจากคนกลุ่มเล็กๆ ที่พยายามเสนอแนวทางหาวิธีแก้ไขร่วมกัน และเราหวังจริงๆ ว่าโลกในอนาคตข้างหน้าจะดีขึ้นได้เพื่อประชากรรุ่นต่อไปที่จะได้อยู่ในบ้านที่เขียวชะอุ่ม และอบอุ่นต่อไป เราหวังว่าจะทุกๆ คนจะสามารถอยู่อาศัยบนโลกใบนี้ต่อไปได้โดยที่พวกเราไม่ต้องทำร้ายบ้านหลังนี้อีกแล้ว



