หากจะพูดถึงการพัฒนาบ้านเกิด สิ่งหนึ่งสำคัญคือการไม่ลืมถามเสียงของผู้คนที่อาศัยอยู่ในนั้น
ในช่วงสัปดาห์แห่งวันสิ่งแวดล้อมโลกที่ผ่านมา ระหว่าง 6 – 8 มิถุนายน 2568 JET in Thailand และ EPIGRAM ได้ร่วมกันจัดงาน Re:Rayong | Revisit – Rethink – Reconnect อีเวนต์ที่อยากชวนทั้งคนระยองที่อยู่ในบ้าน อยู่ไกลบ้าน หรือแม้ไม่ใช่คนระยอง ก็ได้กลับมาทบทวนชีวิตและชีพจรของระยองว่าจากอดีตถึงปัจจุบัน จังหวัดแห่งเศรษฐกิจสามขานี้ยังสบายดีอยู่หรือไม่ ยังคงเป็นเมืองแห่งความหวังอยู่ไหม และเราเดินทางมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร
โดยภายในงานมีการจัดวงเสวนา 3 วง 3 ประเด็นพูดคุยที่ชวนเรา กลับไปเยือน กลับไปทบทวน และกลับไปเชื่อมโยงกับบ้านเกิดที่ชื่อ ‘ระยอง’ กันอีกครั้ง
ซึ่งหากใครพลาดไปก็ไม่เป็นไร เพราะเราสรุปมาไว้ให้ในบทความนี้แล้ว

Revisit : มองระยองผ่านสายตาช่างภาพสารคดี กับ วัจนพล ศรีชุมพวง
เมื่อเลนส์กล้องของ เดี่ยว – วัจนพล ศรีชุมพวง หันมายังมาบตาพุด เขาจะบันทึกอะไรออกมา?
เสวนา Revisit : มองระยองผ่านสายตาช่างภาพสารคดี กับ วัจนพล ศรีชุมพวง ชวนเราสนทนาผ่านภาพถ่ายมาบตาพุดในสายตาของช่างภาพสารคดีที่ออกมาเป็นการมองเห็นความผิดปกติในสถานที่แห่งนี้
เดี่ยวเริ่มต้นเล่าให้เราฟังว่า เส้นทางการมาเป็นช่างภาพสารคดีของเราเริ่มจากความหลงใหลการถ่ายภาพแบบไม่รู้ตัว จุดเริ่มแรกคือการถ่ายภาพแฟนตัวเองและส่งผลงานเข้าประกวดของ National Geographic Thailand จนได้รับรางวัลอันดับ 3 และมีนิทรรศการแรกในชีวิต ทำให้เขาเริ่มเอาจริงกับงานถ่ายภาพ
โดยอีกแรงบันดาลใจสำคัญ คือภาพเด็กบนเว็บบอร์ดที่ถูกไฟลวกทั้งตัว ทำให้เดี่ยวตระหนักว่าภาพสารคดีที่สะเทือนใจเป็นอย่างไร และนั่นคือจุดที่เขารู้ว่าตัวเองชอบถ่ายภาพแนวนี้ เขาจึงเริ่มศึกษาด้วยตนเองผ่าน YouTube และผลงานช่างภาพต่างประเทศอย่างจริงจัง

สำหรับการมาถ่ายภาพที่มาบตาพุด จ.ระยอง ตอนแรกเดี่ยวไม่ได้คาดหวังว่าจะเจอทะเลสวยแต่แรกเริ่ม แต่เมื่อไปถึงกลับรู้สึกสะเทือนใจกว่านั้น เพราะทะเลที่เขาเห็นแสดงถึงความขัดแย้งของทะเลที่ยังมีคนอยู่ กับสภาพแวดล้อมที่ถูกรุกจากอุตสาหกรรม
เดี่ยวเล่าว่า แวบแรกที่เห็นคือ “ชาวบ้านยังอยู่ได้ยังไง” ทั้งที่ล้อมรอบด้วยโรงงาน
เดี่ยวใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์ในการเก็บข้อมูลและสร้างความคุ้นเคยกับชุมชน แม้ช่วงแรกจะไม่มีใครกล้าคุยด้วย แต่เขาเลือกใช้วิธีฟังชาวบ้าน จนชาวบ้านเปิดใจ บางคนถึงกับชวนไปที่บ้าน ซึ่งถือเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่คนนอกไม่ค่อยได้เข้าไป
เดี่ยวย้ำว่า การถ่ายภาพสารคดีคือการละเมิดพื้นที่อย่างหนึ่ง จึงต้องใช้ความนอบน้อมและความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
เดี่ยวเลือก 5 ภาพจากงานที่มาบตาพุดเพราะแต่ละภาพมีเสียงเล่าเรื่องในตัวเอง ภาพแรกที่เดี่ยวเลือกคือ ภาพชายคนหนึ่งกำลังหาอะไรที่มีค่าในกองขยะบนชายหาด ซึ่งสะท้อนชีวิตที่ยังต้องอยู่ร่วมกับขยะและมลพิษ และภาพแนวกำแพงสูงที่ดูผิดธรรมชาติซึ่งมันมีจริงๆ ในประเทศของเรา

ภาพที่สองคือ ด้านข้างของแนวกันคลื่นที่มีนกสองตัวแสดงให้เห็นการปะทะกันของธรรมชาติและสิ่งก่อสร้างมนุษย์ที่ผิดที่ผิดทาง

ภาพที่สามคือ ภาพหาดทรายของหนองแฟบที่เต็มไปด้วยกองขยะสีดำที่เดี่ยวบอกว่า ไม่กล้าก้าวเท้าเหยียบ เพราะทำให้เห็นว่า ภาพทะเลที่นี่เป็นแบบนี้แหละ และที่แย่ยิ่งกว่าคือ ชาวประมงเล่าว่าที่ใต้ทะเลก็มีขยะแบบนี้

ภาพที่สี่คือ ภาพทรายที่ผุดขึ้นตัดกับสีฟ้าของน้ำทะเล ซึ่งเดี่ยวเล่าว่าเดิมเขาก็คิดว่าเป็นฟองอากาศ แต่ชาวประมงบอกว่าเป็นตะกอนทรายจากการถมทะเลที่ทำให้ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอยู่ได้

ภาพที่ห้า คือภาพชาวประมงที่พายเรือลำเล็กออกไปตกปลา ซึ่งเขาต้องฝ่าคลื่นลมไปไกลมากขึ้น เนื่องจากไม่สามารถหาปลาในบริเวณที่เดี่ยวถ่ายได้แล้ว เนื่องจากมีเศษเหล็กอยู่ใต้ผืนน้ำ และอาจทำให้เครื่องมือประมงเสียหาย

ส่วนภาพสุดท้ายที่เดี่ยวเลือก คือ ภาพชายชาวบ้านที่กำลังเดินเก็บเศษเหล็กจากโครงสร้างปลักหักพังอยู่บนชายหาด เดี่ยวเล่าว่า ชายคนนั้นหลบกล้องด้วยความรู้สึกผิดที่ตนเหมือนกำลัง ‘ขโมย’ ทั้งที่เป็นเพียงการหาทรัพยากรเพื่อความอยู่รอด ในขณะที่อุตสาหกรรมฉกฉวยไปมากกว่านั้น

สำหรับเดี่ยวนิทรรศการชุด คน ทะเล มาบตาพุดเป็นชุดภาพที่เขาใช้เวลา ลงแรง และใช้ใจเข้าไปแลกเปลี่ยน ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องของทะเลที่แย่กว่าที่คิดเป็นเรื่องของชีวิตที่ยังดำรงอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง และเป็นการบอกเล่าให้สังคมเห็นว่ามีคน และทะเล ในพื้นที่นี้กำลังถูกมองข้ามมากแค่ไหน
เดี่ยวไม่ใช่เพียงช่างภาพที่มากดชัตเตอร์ แต่เป็นผู้สื่อสาร ที่ช่วยเปิดบทสนทนาใหม่ระหว่างคน เมือง อุตสาหกรรม และชาวบ้าน ผ่านสายตาที่พยายามมองอย่างเข้าใจ และได้ทิ้งท้ายมุมมองที่เขามีต่อพื้นที่แห่งนี้ว่า “ทะเลมาบตาพุดมีแต่สิ่งเเปลกปลอมเยอะ เสียจนไม่น่าจะกลับมาเป็นทะเลปกติได้อีกเเล้ว“

เสวนา Rethink : จากเมืองแห่งความหวัง สู่…?
ปี 2516 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระยอง เมื่อก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยถูกค้นพบและนำมาใช้ประโยชน์ครั้งแรก ความหวังอันยิ่งใหญ่ได้ถือกำเนิดขึ้น ระยองได้รับเลือกให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนา และคำว่า อุตสาหกรรมก้าวหน้า ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ของคนระยอง
การเปลี่ยนแปลงตลอด 45 ปีที่ผ่านมา ได้ขับเคลื่อนระยองให้เติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด อุตสาหกรรมพลังงานเป็นแรงผลักดันหลัก แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องเผชิญกับผลกระทบที่ตามมา หลายชีวิตได้รับผลกระทบ และความฝันบางอย่างอาจต้องสูญเสียไป
เสวนา Rethink : จากเมืองแห่งความหวัง สู่…? จึงชวนทุกคนทบทวนว่าการพัฒนาในอดีตที่ผ่านมาทำอะไรหล่นหายไปบ้าง ผ่านการพูดคุยกับ รณรงค์ ท้วมเจริญ จากศูนย์เรียนรู้เฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ จ.ระยอง, ภูมิสันต์ เลิศรัตนนันท์ นักวิจัยจากระยองพัฒนาเมือง, ปุณญธร จึงสมาน นักวิจัยโครงการพลาสติก จากมูลนิธิความยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม (EJF) และ ธัญญาภรณ์ สุรภักดี หัวหน้าโครงการมุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรมในประเทศไทย (JET in Thailand)

โดย ธัญญาภรณ์ เริ่มต้นกว่า 4 ทศวรรษที่นำพาระยองมายังจุดนี้ เริ่มขึ้นจาก 2 คำคือ คำว่า ‘บังเอิญ’ กับ ‘ถูกเลือก’ และจุดเริ่มต้นแห่งความบังเอิญของระยองเริ่มต้นครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2516 ที่เธอเล่าว่า
“อย่างแรก คือ ปี พ.ศ. 2516 เราบังเอิญขุดพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ช่วงวิกฤตน้ำมันแพง ซึ่งก่อนหน้านั้นเราผลิตไฟฟ้าด้วยน้ำมัน” แอนอธิบายถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยหันมาใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นพลังงานหลัก และการค้นพบนี้นำไปสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญในปี พ.ศ.2524 ซึ่งธัญญาภรณ์ย้ำว่า ระยองถูกเลือกให้เป็นจุดที่ก๊าซจากอ่าวไทยมาขึ้นฝั่ง ที่บ้านหนองแฟบแล้วส่งไปผลิตไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา”
นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้โรงไฟฟ้าบางปะกงกลายเป็นโรงไฟฟ้าแห่งแรกที่ผลิตไฟฟ้าจากก๊าซฟอสซิลและในปีเดียวกัน ระยองก็ถูกเลือกอีกครั้ง ให้เป็นหนึ่งจังหวัดตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจอีสเทิร์นซีบอร์ด ให้เป็นพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรม โดยระยองซึ่งเป็นจุดขึ้นของท่อก๊าซถูกวางไว้ว่าให้เป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรมปิโตรเลียม
สิ่งที่น่าสนใจคือเหตุผลในการเลือกระยอง แม้ว่าจริงๆ แล้วแหล่งก๊าซแห่งแรกที่ไทยเจอคือ แหล่งเอราวัณ ซึ่งอยู่ทางภาคใต้ของประเทศห่างจากสุราษฎร์ธานีราว 200 กิโลเมตร แต่รัฐบาลก็เลือกให้ก๊าซมาขึ้นฝั่งที่ระยองซึ่งต้องวางท่อยาวถึง 400 กว่ากิโล
ธัญญาภรณ์อธิบายเหตุผลจากเอกสารทางการของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติซึ่งให้คำอธิบายว่า ข้อแรกรัฐบาลเลือกระยอง เพราะภูมิประเทศที่นี่สามารถสร้างท่าเรือน้ำลึกได้ ทั้งยังมีพื้นที่ติดทะเลเพียงพอที่จะสร้างนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และมีน้ำจืดเพียงพอสำหรับอุตสาหกรรม และเหตุผลที่สำคัญคือ เพราะระยองอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพ ประจวบกับรัฐบาลก็มีนโยบายอยากกระจายความเจริญไปยังพื้นที่ข้างเคียง
การพัฒนาอย่างรวดเร็วเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2528 ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับที่ระยองมีโรงแยกก๊าซเกิดขึ้น และมีการย้ายฐานการผลิตจากประเทศชั้นนำทั่วโลก ทั้งอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศษ ญี่ปุ่น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์เข้ามา แล้วก็ขยายมายานยนต์ ตามมาด้วยชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์”

ผลที่ตามมาคือ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2530 ไทยจึงได้รับฉายาว่าจะกลายเป็นเสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย และเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (NIC) แต่การเติบโตนี้มาพร้อมกับปัญหาที่ธัญญาภรณ์อธิบายว่า “เมื่ออุตสาหกรรมโต การใช้ไฟฟ้าเพิ่ม ใช้แก๊สเพิ่ม ผังเมืองสีม่วงขยายที่ทาบทับลงบนชุมชนชนจนมีเรื่องที่มีโรงเรียนต้องย้ายหนี มีเขตควบคุมมลพิษ”
ตอนนั้นไทยพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติอยู่สูงราว 60-70% นำไปสู่การขยายแหล่งพลังงานในปี พ.ศ.2543 ไทยเริ่มนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากพม่าแล้วส่งไปผลิตไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าราชบุรีแต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรม ปี 2554 ไทยก็ต้องเริ่มนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG จากต่างประเทศทั่วโลกอีกครั้ง
ความต้องการ LNG ทำให้ระยอง ‘ถูกเลือกอีกครั้ง’ ในวันที่ก๊าซจากอ่าวไทยและพม่าไม่พอ ระยองจึงถูกเลือกให้เป็นที่ตั้งของท่าเทียบเรือ LNG โดยปัจจุบันระยองมีท่าเทียบเรือ LNG ทั้งหมด 2 แห่ง แห่งที่หนึ่งก็คือ เปิดเมื่อปีพ.ศ. 2554 แห่งที่ 2 เปิดใช้งานปี พ.ศ. 2565 และตอนนี้กำลังจะมีแห่งที่ 3 ที่กําลังก่อสร้างอยู่คาดว่าจะแล้วเสร็จปีพ.ศ. 2570

การถูกเลือกซ้ำแล้วซ้ำเล่าส่งผลต่อสัดส่วนรายได้ของจังหวัด จากการทำประมง ทำเกษตรกรรม ได้แปรเปลี่ยนเปลี่ยนอุตสาหกรรม โดยปีพ.ศ. 2524 ก่อนจุดเริ่มต้นโชติช่วงชัชวาล จังหวัดระยองมีรายได้จากภาคอุตสากรรม 31% แต่ข้อมูลล่าสุดของปีพ.ศ. 2566 รายได้จากภาคอุตสาหรรมของระยองอยู่ที่ 78%
จุดนี้เองที่ธัญญาภรณ์มองว่าการพึ่งพาอุตสาหกรรมมากเกินไปส่งผลให้การจ้างงานกว่าครึ่งไปกระจุกตัวอยู่ในภาคอุตสาหกรรมเป็นสําคัญ ซึ่งบางคนก็อาจจะมองในแง่ดีว่า ลูกหลานก็จะได้มีงานทํา แต่ว่าพอมาคุยกับคนรุ่นหลังจริงๆ เราก็จะพบว่าพื้นที่ทางเลือกในการประกอบอาชีพของเด็กที่เกิดและเติบโตที่ระยองอาจจะหายไปเหลือแต่งานอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว
เช่นเดียวกับในด้านการใช้พลังงาน 91% ของไฟฟ้าที่ใช้ในระยองก็เป็นภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก ขณะที่ครัวเรือนอยู่ที่ 4% ส่งผลให้ระยองกลายเป็นจังหวะที่มีโรงไฟฟ้ามากที่สุดในประเทศ โดยมี โรงไฟฟ้าถ่านหิน 3 แห่ง และโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลอยู่ 33 แห่ง ซึ่งทั้งหมดเป็นโรงไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิส

นอกจากนั้นการพัฒนาอุตสาหกรรมยังส่งผลต่อสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะการถมทะเล
ธัญญาภรณ์เสริมว่า “จากโชติช่วงชัชวาล จนถึงปัจจุบัน ถ้ามองในแง่ลบ เราก็จะเห็นว่าทะเลหายไป 3,780 ไร่ ถ้าไปดูข้อมูลในนิทรรศการ ก็คือคํานวณมาแล้วว่าเท่ากับเซ็นทรัลระยอง 65 แห่ง” จากสถานการณ์นี้เองทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางภูมิทัศน์อย่างเห็นได้ชัดเจนโดยเฉพาะทะเลบริเวณหาดแสงจันทร์ ที่กลายเป็นหาดพระจันทร์เสี้ยวที่หลายคนเห็นเป็นสัญลักษณ์ที่รู้จักของระยอง
45 ปีผ่านไปเรื่องราวของระยองสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนระหว่างการเป็น ‘เมืองแห่งความหวัง’ กับการเป็น ‘เมืองที่ถูกเลือก’ ในสิ่งที่ตนเองไม่ได้เลือก คำถามที่เหลืออยู่คือระยองจะหาทางกลับไปเป็นความหวัง ที่แท้จริงของคนในพื้นที่ได้อย่างไร
สำหรับ รณรงค์ ท้วมเจริญ จากศูนย์เรียนรู้เฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ จ.ระยอง เองก็เป็นหนึ่งในคนที่เติบโตมาพร้อมกับยุคที่ระบองถูกประกาศเป็นเมืองแห่งความหวังโดยรณรงค์เล่าถึงความทรงจำที่คนในยุคปัจจุบันอาจจะไม่มีทางได้เห็นอีกแล้ว
“หลายคนไม่เคยเห็นหาดทรายทองที่มาบตาพุด ไม่มีหาดแล้วด้วยซ้ำ แม้แต่หินก็ไม่มีเหลือ” รณรงค์เล่าต่อว่า เขาเติบโตมาพร้อมกับการเกิดขึ้นของ ปตท. และ TPI และตั้งใจเรียนเพื่อกลับมาทำงานในโรงงาน แต่ความเป็นจริงกลับไม่เป็นอย่างฝัน
ในขณะที่สมัยก่อนระยองของรณรงค์อุดมสมบูรณ์ มีทุเรียน มีเงาะ มีมังคุด มีแตงโม สับปะรด สวนยาง แต่พออุตสาหกรรมเข้ามาทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเพราะอุตสาหกรรมปลดปล่อยมลพิษทำน้ำเสียดินเสียคนระยองก็พัฒนาเกษตรไม่ได้
และไม่ใช่เฉพาะในภาคการเกษตร แต่รวมไปถึงทะเลด้วย รณรงค์เสริมว่า อาหารทะเลก็ปนเปื้อน ‘เคย’ ระยองที่เอามาทำกะปิอร่อยก็ไม่มีแล้ว รวมไปถึงชายหาดหลายแห่ง เช่น หาดแหลมเจริญ หาดแสงจันทร์ หาดตากวน หาดแหลมรุ่งเรือง และหาดแม่รำพึงต่างถูกกัดเซาะ บางส่วนจมลงไปแล้ว และกำลังจะสูญหายมากขึ้นเมื่อมีโครงการถมทะเลภายใต้แผน EEC

ซึ่งเขามองว่าการเติบโตนี้พาโรครุมเร้าและมลพิษเข้าหาคนระยอง แทนที่ความสงบที่เขาเคยได้รับในวัยเด็ก เช่นมีการตรวจพบสารเบนซีนในปัสสาวะ หรือปัญหามลพิษทางอากาศ แม้หน่วยงานรัฐจะยืนยันว่าไม่เกินมาตรฐาน ไปจนถึงความปลอดภัยในชีวิตที่ไม่แทบไม่เคยมีอยู่จริงจากการระเบิดของโรงงานเคมีในหลายช่วงปีที่ผ่านมา
ความหวังของระยองสำหรับแป๊ะจึงเริ่มหม่นหมอง คนระยองหลายคนที่เขารู้จักต่างก็เริ่มย้ายถิ่นฐานไปยังพื้นที่อื่น เช่น จันทบุรี
เช่นเดียวกับ ภูมิสันต์ เลิศรัตนนันท์ นักวิจัยจากระยองพัฒนาเมือง ที่ตั้งคำถามกับการเป็นเมืองแห่งความหวังเช่นกัน ภูมิสันต์เติบโตที่อำเภอแกลง อีกฟากฝั่งของระยองที่ยังคงเป็นผังเมืองสีเขียว (ที่ดินเพื่อการเกษตร) ภูมิสันต์เติบโตมากับครอบครัวประมง เขาสะท้อนว่า การเปลี่ยนแปลงชายฝั่งระยองเกิดขึ้นแบบโดมิโน่ ซึ่งเขาให้ความเห็นว่า “คนอาจจะไม่รู้สึก แต่คนในพื้นที่สัมผัสได้ เราโตมากับเพื่อนที่เรียนเพื่อเข้าไปทำงานในโรงงาน ความหวังเหลือเพียงเส้นทางเดียวคืออุตสาหกรรม”

ส่วน ปุณญธร จึงสมาน นักวิจัยโครงการพลาสติก จากมูลนิธิความยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม (EJF) เองก็มีความสัมพันธ์กับระยองจากการลงพื้นที่มาทำงานในเรื่องมลพิษ ซึ่งการลงพื้นที่จังหวัดระยองในตอนนั้นทำให้ปุณญธรตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตนักวิจัยของเขา ปุณญธรเปิดประเด็นใหม่ที่เชื่อมโยงระยองกับโลกว่า
“พลาสติกที่เราใช้ทุกวัน ทํามาจากฟอสซิล มาจากน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ นั่นคือประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมพลาสติกไทย และมันเริ่มที่ระยอง”
เขาเล่าว่าหลังปี พ.ศ. 2524 ที่เกิดยุคโชติช่วงชัชวาล โรงงานพลาสติกในระยองเพิ่มขึ้นมหาศาล ตัวเลขในปัจจุบันที่ปุณญธรนับได้ในระยองมีโรงงานพลาสติดมากกว่า 500 โรงงาน และทำให้ประเทศไทยผลิตพลาสติกได้ถึง 9 ล้านตันต่อปีซึ่ง โดย 40% ใช้ในประเทศ และที่เหลือเป็นการส่งออก และทำให้ปัญหาขยะและมลพิษเองก็กระทบมายังคนระยองไม่แพ้ใคร เรื่องนี้อาจพอสรุปได้ว่าเป็นปัญหาที่เป็นกระทบกันเป็นโดมิโน่ หลังจากการเข้ามาของความโชติช่วงชัชวาล ที่พาให้ระยองเป็นระยองเช่นทุกวันนี้ โดย ปุณญธร ทิ้งท้ายว่า “พลาสติกที่เราจับอยู่ทุกวัน มันคือความฝันของคนระยองที่สูญเสียไป” ปุณญธรกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

สุดท้ายหลายเสียงสรุปตรงกันว่า ระยองอาจยังเป็นเมืองแห่งความหวัง แต่ก็เป็นความหวังที่เปราะบาง ซึ่งเป็นเครื่องหมายคำถามว่าจะไปต่ออย่างไร? ระยองอาจยังเป็นบ้านที่คนรัก แต่คำถามสำคัญคือ “เราจะร่วมกันเปลี่ยนแปลงให้มันดีขึ้นได้อย่างไร”
วงเสวนาเดินทางต่อไปสู่คำถามสำคัญว่าบ้านหลังนี้ควรจะหน้าตาแบบไหน?
รณรงค์เสนอว่าระยองควรกลับมาเห็นแรงงานในพื้นที่เป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่มองว่าเป็นเพียงแค่ที่ตั้งโรงงานโดยที่คนระยองเองกลับไม่ได้รับโอกาสในการทำงานเท่าเทียมกับแรงงานจากที่อื่น ทั้งที่จบสาขาเดียวกัน มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน
ในขณะที่ภูมิสันต์สะท้อนว่าระยองเคยเป็นเศรษฐกิจสามขาได้แก่ อุตสาหกรรม เกษตร และประมง แต่ปัจจุบันขาอุตสาหกรรมเติบโตอย่างรวดเร็วจนเรียกได้ว่าบวม ขณะที่ขาเกษตรและประมงกลับหายไปอย่างเงียบเชียบ โดยเฉพาะประมงที่ภูมิสันต์มองว่าเป็นขาที่ลีบหักไปแล้ว เช่น ในบางพื้นที่เหลือเพียงไม่กี่บ้านที่ยังทำประมงอยู่ ภาพที่ภูมิสันต์อยากได้จึงไม่ใช่แค่ ความเจริญของโรงงานแต่คือการคืนความสมดุลและความหลากหลายกลับมาสู่พื้นที่
อีกประเด็นสำคัญที่ภูมิสันต์อยากเห็นคือการออกแบบพื้นที่ให้คนอยู่อาศัยได้อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ใช่เพียงแค่มาทำงานและกลับบ้าน ทุกคนควรมีสิทธิ์เข้าถึงพื้นที่สร้างสรรค์ พื้นที่ศิลปะอย่างโรงหนังทางเลือก หลายคนมองว่า ถึงเวลาแล้วที่คนระยองควรได้มีอำนาจในการตัดสินใจ และกำหนดอนาคตของพื้นที่ตนเอง ไม่ใช่ให้รัฐส่วนกลางเลือกแทนเสมอ โดยเฉพาะในบริบทที่ระยองถูกวางให้เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของชาติ อีกด้านหนึ่ง การพัฒนาที่ผ่านมาแม้จะนำความสะดวกสบายบางอย่าง เช่น ถนนที่เดินทางเร็วขึ้น หรือระบบโครงสร้างพื้นฐานใหญ่ๆ แต่คุณภาพชีวิตกลับไม่ได้เติบโตไปพร้อมกัน

ในช่วงสุดท้ายของวงเสวนา มาสู่คำถามที่ว่าประเด็นเรื่องพลังงานและอุตสาหกรรม สรุปแล้วคนระยองได้ประโยชน์หรือไม่? ซึ่งในมุมมองของผู้ร่วมเสวนามองว่าโรงไฟฟ้าและท่าเรือนำเข้า LNG ที่ตั้งในระยอง กลับไม่ได้ทำให้คนในพื้นที่ใช้ไฟฟ้าถูกลง หรือมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ตรงกันข้าม ต้นทุนกลับถูกผลักให้ทุกคนในประเทศต้องจ่ายผ่านค่าไฟ ขณะที่สุขภาพของชาวระยองเองกลับย่ำแย่ และนำมาสู่ข้อคำถามว่า การพัฒนาเศรษฐกิจเช่นนี้ เป็นของทุกคนจริงหรือไม่? หากอุตสาหกรรมยังเดินหน้าโดยไม่มีการปฏิรูปโครงสร้าง ไม่มีความยั่งยืน ไม่มีการกระจายประโยชน์ และไม่มีพื้นที่ให้ชาวบ้านร่วมออกแบบอนาคตตนเอง คำว่าความหวังก็อาจเป็นเพียงชื่อที่เคยมี แต่ไม่อาจรักษาไว้ได้ในความเป็นจริง
ในท้ายที่สุดการพัฒนาที่ยั่งยืนต้องไม่ใช่แค่คำสวยหรู แต่ต้องเริ่มจากคำถามว่า ‘ใครได้ประโยชน์?’ ถ้าคนในพื้นที่ไม่มีสิทธิ์ร่วมออกแบบอนาคตนั่นอาจไม่ใช่ การพัฒนาเพื่อทุกคนอย่างที่ควรจะเป็น
ก่อนจบวงเสวนา ธัญญาภรณ์ได้ทิ้งท้ายไว้ว่า “จะเปลี่ยนผ่านไม่ว่าเรื่องพลังงานหรือการพัฒนาใด มันจะยุติธรรมมันต้องกลับไปแก้ไขความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในอดีต คนระยองคงไม่ได้อยากเป็นแค่บทเรียน แต่ช่วยเหลียวกลับไปดูด้วยว่าที่ผ่านมาพวกเขาได้รับผลกระทบยังไง“

เสวนา Reconect : บ้านที่เราอยากอยู่
ในสายตาของคนรุ่นใหม่ ระยองเป็นทั้งบ้านที่อยากกลับไป และบ้านที่อยากจากไป เพราะบ้านหลังนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้คนอยากใช้ชีวิต
ในวันที่มีเสียงเรียกร้องมากมายให้คนหนุ่มสาวกลับมาเป็นพลังขับเคลื่อนท้องถิ่น แต่หลายครั้งอาจไม่มีใครที่ตั้งใจฟังเสียงของคนรุ่นใหม่ในระยองว่าอะไรคือสิ่งที่เขาต้องการ อะไรคือบ้านที่เขาอยากกลับมาอยู่
วงเสวนา Reconect : บ้านที่เราอยากอยู่ จึงชวนทายาทระยองรุ่นใหม่ที่อยู่ห่างไกล มาร่วมแบ่งปันมุมมองกันว่า อะไรคือแรงผลักที่ทำให้พวกเขาต้องออกจากบ้านที่ชื่อระยอง และสิ่งใดจะเป็นแรงดึงดูดให้เรากลับสู่ถิ่นบ้านเกิดแห่งนี้
ในวงนี้เป็นการแลกเเปลี่ยนระหว่าง สนุ๊กเกอร์ – สรวิศ เหลาเกิ้มหุ่ง, โดด – สรวิศ บุญถึง, น้ำว้า – รชต ชวัติชัย และ ปอ – พีรยา พูลหิรัญ

วงเสวนาเริ่มต้นด้วยบทสนทนาแห่งความคิดถึงกับสนุ๊กเกอร์ผู้ที่เกิดที่มีสายสัมพันธ์กับระยองในทุกปิดเทอมที่จะได้กลับมาบ้านยายที่บ้านกร่ำ อ.แกลง เพื่อช่วยเก็บผลไม้ขาย ความทรงจำเหล่านี้ทำให้เขารู้สึกว่า “ระยองคือบ้านนอกของผม” ไม่ใช่ในแง่ลบ แต่เป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความรัก ความผูกพัน และความปลอดภัย แม้วันนี้จะยังไม่สามารถย้ายกลับมาอยู่ถาวร แต่ระยองยังอยู่ในหัวใจเสมอ
สำหรับโดด ที่เติบโตระยองแบบคนระยองแท้ เขาอยู่ในบ้านที่ทำการเกษตร และมีพ่อแม่ที่เป็นนักวิชาการเกษตร ความผูกพันของโดดกับผลไม้จึงไม่ใช่แค่กิจกรรมในสวน แต่เป็นความภูมิใจที่เขาได้เห็นผลไม้จากชุมชนไปประกวดและชนะ แม้ย้ายไปใช้ชีวิตที่กรุงเทพฯ แต่ความรู้สึกและสายเลือดระยองยังชัดเจน
เช่นเดียวกับน้ำว้าที่เติบโตในเมืองระยอง และได้กินผลไม้ระยองมาตลอด จนกลายเป็นคนที่ไม่ยอมกินผลไม้จากที่อื่น แต่ความเปลี่ยนแปลงที่เขาเห็นคือผลไม้ระยองเริ่มลดลง ปัญหาดินเสีย น้ำเสีย กำลังทำให้ความอร่อยของผลไม้ในวัยเด็กกำลังจะหายไป

และคนสุดท้ายคือ ปอ ผู้เติบโตที่บ้านฉาง และต้องใช้เวลาเดินทางถึง 2 ชั่วโมง ต่อวันเพื่อไปเรียนในเมือง ทำให้ปอมีความคับข้องใจกับการพัฒนาที่ทำให้คุณภาพชีวิตของเธอติดลบ และยังรู้สึกว่าแม้ระยองจะเป็นเมืองที่มีทุกอย่างอยู่ใกล้ แต่ส่วนตัวเธอกลับสัมผัสไม่ได้เพราะรู้สึกไม่ปลอดภัย ทั้งทะเลที่ไม่กล้าลง และระบบขนส่งที่ไม่เอื้อต่อการเติบโตของเด็กๆ
ความหลัง ความทรงจำที่มีต่อระยองของแต่ละคน ชวนให้สนทนาต่อถึงการเปลี่ยนแปลงที่แต่ละคนมองเห็น โดย สนุ๊กเกอร์ บอกว่า ระยองเปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัดหลังปี 2557 ชุมชนญาติพี่น้องที่เคยรู้จักกันหมดเกิดการเปลี่ยนมือ ถูกซื้อโดยคนนอกหรือชาวต่างชาติ ทำให้ชุมชนสัมพันธ์กันน้อย คนหนุ่มสาวออกไปหางานในเมือง เหลือเพียงผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตามความฝันที่จะกลับมาดูแลแม่และพัฒนาบ้านเกิดเป็นแรงผลักให้เขาวางแผนกลับมา
“สำหรับผมระยองเป็นพื้นที่ที่เราต้องสู้เพื่อมัน คือเป็นพื้นที่ผมผูกพันในระดับเลือดเนื้อเชื้อไข ที่ต้องสู้เพื่อมันก็เพราะถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะทำ”
ในขณะที่โดดก็สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ไม่ใช่แค่จำนวนโรงงานที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นการเปลี่ยนผังเมือง สวนผลไม้กลายเป็นลานวางตู้คอนเทนเนอร์ เขาเล่าย้อนไปถึงการเคยร่วมประท้วงโรงไฟฟ้าสมัยเด็กกับแม่ และมองว่าทั้งสิ่งแวดล้อมและแรงงานในภาคเกษตรกำลังถูกรุกคืบ ภายใต้ระบบที่ไม่เคยถามคนระยองว่าอยากให้บ้านเกิดเป็นแบบไหน
น้ำว้า ในฐานะคนที่กำลังจะออกจากพื้นที่มองว่าระยองทุกวันนี้ได้หล่อหลอมให้เด็กต้องเดินไปในทางเดียว เรียนเพื่อเข้าทำงานโรงงาน และผลักความฝันแบบอื่นออกไป ไม่ได้รับการสนับสนุน “มันเหมือนเราถูกสอนว่าอุตสาหกรรมคือทางเดียวเท่านั้น” เขาจึงวางแผนไปผจญภัยในเมืองใหญ่ และตั้งใจกลับมาเปิดค่ายเพลงในระยอง เพื่อบอกเด็ก ๆ ว่าคุณฝันอย่างอื่นได้ ว้ายังย้ำอีกด้วยว่า เพราะ “ระยองลืมคนไว้ข้างหลัง มัวแต่มุ่งจะพุ่งไปที่การมี GDP เป็นที่หนึ่งของประเทศตลอดเวลา ทำให้การที่อุตสาหกรรมเข้ามา มันกลืนทุกอย่างไปหมดเลย”

ส่วน ปอ มองว่าระยองไม่ได้เปลี่ยนไปตั้งแต่เธอเกิดมา ซึ่งแปลว่ามันกำลังแย่ลงด้วยซ้ำ เธอสารภาพว่ายังไม่สามารถกลับมาอยู่ถาวร ทั้งจากสภาพแวดล้อม และการพัฒนาเมืองที่ไม่เคยออกแบบให้คนกลับมาเติบโตได้จริง ปอกล่าวว่า “ระยองมันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเรา แต่มันคืออุตสาหกรรม การมีถนน มีไฟฟ้า มันก็เพื่อการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรม แต่การที่จะออกแบบบบเพื่อให้อุตสาหกรรมเติบโตอย่างเดียว คนมันจะอยู่ไม่ได้นะ”
แม้ระยองจะเป็นจังหวัดที่มีจีดีพีสูงที่สุดในประเทศ แต่ในสายตาของคนระยอง ความมั่งคั่งนั้นไม่ได้สะท้อนออกมาในชีวิตประจำวัน พื้นที่ปลอดภัยในวัยเด็กหดหาย พื้นที่ฝันหายาก และพื้นที่อยู่อาศัยกำลังถูกทับด้วยโครงการอุตสาหกรรม
ผู้เข้าร่วมเสวนาทั้ง 4 ท่านจึงมีความรู้สึกเหมือนกันคือ ระยองยังมีศักยภาพในภาคเกษตร หากได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง คนรุ่นใหม่อยากกลับบ้าน แต่ไม่มีพื้นที่ให้พวกเขากลับมาอย่างมั่นคง โดยมองว่าที่อื่นเขาอาจมีการปลูกพืชเชิงเดี่ยว แต่ระยองมีความฝันเชิงเดี่ยว เด็กๆ ถูกหล่อหลอมให้ทำได้แค่งานบางประเภท ทั้งที่ระยองควรเป็นพื้นที่ที่หลากหลายทางฝัน และการเปลี่ยนแปลงแบบนี้เกิดขึ้นเพราะไม่มีคนถามว่า “คนระยองคิดยังไง”
จากวงเสวนาในครั้งนี้พอจะทำให้เห็นภาพมากขึ้นว่า คนรุ่นใหม่ยังรักบ้านเกิด แต่หลายคนรู้สึกว่าบ้านเกิดไม่ได้ใจดีให้คนรุ่นใหม่อยากกลับมาหาอีกต่อไป



