/

แม่น้ำบางปะกงที่ใกล้ตาย ลมหายใจสุดท้ายที่รวยรินของสายน้ำสำคัญในภาคตะวันออก

‘บางปะกง’ ชื่อนี้เกี่ยวโยงกับสิ่งมีชีวิตนับร้อยนับพัน นี่คือพื้นที่ปากแม่น้ำที่ ‘เคย’ มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ มีพันธุ์ปลาสำหรับการประมง และน้ำที่เหมาะสมกับการเกษตร ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่บางปะกงยังสะท้อนออกมาผ่านการพบโลมาอิรวดีบริเวณปากแม่น้ำนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 ด้วย และยิ่งไปกว่านั้น ยังมีป่าชายเลนที่แผ่ขยายอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำ ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน

 

ว่าด้วยเรื่องป่าชายเลนแล้ว พื้นที่ธรรมชาติป่าชายเลยยังถูกยกให้เป็นระบบนิเวศสำคัญในการดูดซับคาร์บอน มีอัตราการกักเก็บที่รวดเร็วในระยะยาว แม้ป่าชายเลนจะมีอัตราส่วนเพียง 0.5% ของพื้นที่ชายฝั่งทั่วโลก แต่กลับสามารถกักเก็บคาร์บอนได้ถึง 5% ของปริมาณคาร์บอนมวลรวมของโลก

เดิมทีผู้คนในบางปะกงแห่งนี้ดำรงชีพด้วยกสิกรรมและการประมง ก่อนที่ความเจริญจะแผ่ขยายทำให้กลายเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม เนื่องด้วยการดำรงอยู่ใกล้กับปากแม่น้ำทำให้ทั้งการขนส่งสินค้าในทางเรือสะดวกสบาย ทั้งยังสามารถดึงน้ำมาใช้ในกระบวนการการผลิต รวมไปถึงการระบายน้ำได้อย่างง่ายดาย

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คุณภาพน้ำของบางปะกงลดน้อยถอยลงจากกิจกรรมของมนุษย์และภาวะโลกรวน ไม่ว่าจะเป็นขยะและน้ำเสียที่ไหลมาจากทางต้นน้ำซึ่งอาจเป็นได้ทั้งผลพวงของอุตสาหกรรม และการใช้ชีวิตทั่วไปของมนุษย์ตลอดลำน้ำ

ยิ่งไปกว่านั้นการเกิดขึ้นของโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC ในปี พ.ศ. 2561 ยังสร้างความเสี่ยงที่จะนำพาปัญหาใหม่สู่พื้นที่ปากแม่น้ำแห่งนี้ ผ่านคำสั่งของ คสช. ที่งดเว้นการจัดทำรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในการจัดทำอุตสาหกรรมในบางปะกง ทั้งยังเปลี่ยนสีผังเมืองจากพื้นที่การเกษตรไปสู่พื้นที่อุตสาหกรรม เปิดช่องให้นายทุนกว้านซื้อที่ดินทางการเกษตรและเปลี่ยนพื้นที่ที่เคยอุดมสมบูรณ์และยังคงหลงเหลือให้กลายสภาพไปสู่พื้นที่อุตสาหกรรม ซึ่งเมื่อผสมเข้ากับการงดเว้นการจัดทำรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สิ่งที่ตามมาคือการซุกซ่อนปัญหาและการขาดการตรวจสอบในเรื่องมาตรฐานต่างๆ และอาจก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมโดยรอบ ไม่ใช่เพียงบนผืนดินที่อุตสาหกรรมใดๆ ดำรงอยู่

ตัวอย่างผลกระทบที่เห็นได้ชัดต่อแหล่งน้ำคือปัญหาของคุณภาพน้ำที่ลดต่ำลง จนในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมากระชังปลากะพงในแม่น้ำบางปะกงกลับกลายเป็นกระชังร้าง เนื่องจากคุณภาพของน้ำที่ลดลงก่อให้เกิดการตายของปลาในกระชังเป็นวงกว้าง คุณภาพน้ำนี้เมื่อตรวจสอบผ่านระบบของกรมควบคุมมลพิษ พบว่าในบางช่วงเวลาค่าของออกซิเจนในน้ำก็ตกต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ ก่อนจะฟื้นฟูตัวเองหลังผ่านไประยะหนึ่ง ซึ่งเพียงเท่านี้ก็เป็นก็เหตุผลที่เพียงพอต่อการทำลายชีวิตของสัตว์น้ำในแม่น้ำบางปะกง

โดยจากศูนย์นวัตกรรมสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ จังหวัดฉะเชิงเทรา (ENIC) ในวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ.2567 ข้อมูลระบุว่าค่าคุณภาพน้ำในพื้นที่ปากแม่น้ำบางปะกงก่อนออกสู่ทะเลมีปริมาณออกซิเจนในน้ำอยู่ที่ 0.2 มิลลิกรัมต่อลิตร หรือเป็นน้ำเสียโดยสมบูรณ์ และอยู่ในสภาวะวิกฤต เทียบเคียงกับเครื่องตรวจวัดของกรมควบคุมมลพิษที่อยู่ทางเหนือจากจุดตรวจวัดของ ENIC พบว่าช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2567 ค่าออกซิเจนในน้ำลดต่ำลงจนอยู่ในสถานะน้ำเสีย โดยมีค่าออกซิเจนลดต่ำลงจนเหลือ 1 มิลลิกรัมต่อลิตร ในช่วงวันที่ 2-11 สิงหาคม พ.ศ.2567 ก่อนที่ ค่าออกซิเจนจะกลับไปสู่ 4 มิลลิกรัมต่อลิตร ในเวลา 16.00 น. ของวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ.2567 (ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำหรือค่า DO โดยทั่วไปจะอยู่ประมาณ 5-7 มิลลิกรัมต่อลิตร มาตรฐานน้ำที่มีคุณภาพดี จะมีค่าอยู่ที่ 5 – 8 มิลลิกรัมต่อลิตร และน้ำเสียจะมีค่าต่ำกว่า 3 มิลลิกรัมต่อลิตร)

ปัญหาของน้ำเสียอาจไม่ใช่ปัญหาที่สามารถฟันธงได้ว่ามาจากอุตสาหกรรมทั้งหมด เพราะการใช้ชีวิตของผู้คนในชีวิตประจำวันก็สามารถส่งต่อน้ำเสียไปยังธรรมชาติได้หากไร้การบำบัดที่ดี รวมถึงขยะพลาสติกที่สร้างไมโครพลาสติกและอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวม 

ทั้งนี้ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในแม่น้ำบางปะกงก็อาจเชื่อมโยงได้ถึงเปลี่ยนที่ดินทางการเกษตรและพื้นที่ธรรมชาติไปสู่พื้นที่อุตสาหกรรม เนื่องจากนโยบายการคลายล็อคของผังเมืองที่กล่าวถึงในตอนต้น ได้นำไปสู่การเปิดพื้นที่ให้โรงงานอุตสาหกรรมกว้านซื้อที่ดินและเปลี่ยนพื้นที่ป่าชายเลนริมฝั่งแม่น้ำให้กลายเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม ซึ่งป่าชายเลนเหล่านี้เป็นดุจตัวกรองสิ่งปฏิกูล ขยะ และดูดซับสารมลพิษตามธรรมชาติ การลดปริมาณลงของป่าชายเลนจึงเปรียบได้กับการสูญหายของกลไกป้องกันตัวเองของธรรมชาติ 

อย่างไรก็ตามการพัฒนาทางอุตสาหกรรมโดยละเลยพื้นที่ทางธรรมชาติก็ไม่ใช่จำเลยเดียวของปรากฎการณ์ในพื้นที่บางปะกง เพราะหากไล่เรียงแล้วทุกภาคส่วนทางสังคมเองก็ล้วนเกี่ยวโยงไปถึงการล่มสลายของธรรมชาติในพื้นที่ปากแม่น้ำบางปะกงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง นับตั้งแต่การละเลยการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติตลอดเส้นทางที่แม่น้ำสายนี้ไหลผ่าน ซึ่งอาจไม่ใช่เพียงในพื้นที่บางปะกง แต่โยงใยไปทั่วทั้งประเทศ เพราะผืนดินและผืนน้ำย่อมเชื่อมโยงถึงกัน ปัญหาในพื้นที่หนึ่งย่อมขยายตัวสู่ปัญหาในอีกพื้นที่หนึ่ง

การเสื่อมสลายของธรรมชาติในพื้นที่บางปะกงอาจนำไปสู่การสูญสลายทางธรรมชาติในพื้นที่อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง การลดจำนวนลงของสัตว์น้ำในทะเล สภาวะโลกรวน-โลกร้อน หลังสารเคมีและน้ำเสียไม่ได้รับการบำบัดทั้งจากระบบของมนุษย์และระบบธรรมชาติ ทั้งหมดทั้งมวลล้วนโยงใยถึงกัน และอาจขยายใหญ่เป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าได้ในอนาคต หากยังเกิดการปล่อยปะละเลยการควบคุมการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ

ชวนเดินทางไปสำรวจลมหายใจที่รวยรินของบางปะกง ผ่านชุดภาพนี้ด้วยกัน

 

เกาะนก เกาะป่าชายเลนที่ตั้งอยู่ปากแม่น้ำบางปะกง มีเนื้อที่ 120 ไร่ 

เต็มไปด้วยพืชพรรณ สัตว์น้ำ และนกจำนวนมาก แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติ

อย่างไรก็ตามตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา การเติบโตของเมืองและอุตสาหกรรม ได้ส่งความเจริญมารายล้อม แทนที่พื้นที่ทางธรรมชาติ โรงงานอุตสาหกรรม ท่าเรือ และโกดังสินค้าผุดขึ้นในพื้นที่บางปะกงอย่างต่อเนื่อง

และไม่มากก็น้อยสิ่งเหล่านี้ผสมปนเปไปกับการใช้ชีวิตของมนุษย์จากต้นน้ำ และส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติที่ปากแม่น้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ต้นโกงกางพืชพรรณสำคัญในป่าชายเลน มีเอกลักษณ์สำคัญคือรากค้ำจุน (Prop root)

เพื่อให้สามารถยืนต้นได้ในพื้นที่ที่เป็นโคลน โดยจะแตกแขนงออกมาจากลำต้น และโคนต้น 

รากค้ำจุนของต้นโกงกางมีความสำคัญต่อระบบนิเวศรวมของป่าชายเลนผ่านการทำหน้าที่เป็นกำแพงป้องกันน้ำทะเลกันเซาะผืนดิน

ทั้งนี้สัตว์น้ำในพื้นที่ป่าชายเลนอย่าง ปูแสม ก็ยังใช้ประโยชน์จากรากค้ำจุนเหล่านี้ในการขึ้นมาพักหายใจ

นอกจากนี้ป่าชายเลนยังเป็นระบบนิเวศสำคัญในการดูดซับคาร์บอน มีอัตราการกักเก็บที่รวดเร็วในระยะยาว แม้จะป่าชายเลนจะอัตราส่วนเพียง 0.5% ของพื้นที่ชายฝั่งทั่วโลก แต่กลับสามารถกักเก็บคาร์บอนได้ถึง 5% ของปริมาณคาร์บอนมวลรวมของโลก

แนวต้นจากแทรกอยู่ตามต้นไม้ใหญ่ที่แผ่ปกคลุมคลองอ้อมน้อยในพื้นที่ตำบลเขาดิน อำเภอบางปะกง

ที่แห่งนี้นับได้ว่าเป็นป่าชายเลนอีกแห่งในอำเภอบางปะกง 

คลองสายยาวที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำบางปะกงเรียงรายไปด้วยต้นจากและพืชพรรณอื่นๆ ตลอดเส้นทาง

เป็นเส้นทางน้ำที่สำคัญซึ่งผู้คนในพื้นที่ได้ใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมความเป็นน้ำกร่อย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ปากแม่น้ำ

ผู้ใหญ่มลิสุวรรณ พิสุทธิธัญรักษ์ ประธานชุมชนบ้านบน ตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา

เดินไปตามสะพานไม้ที่ทอดยาวรอบป่าชายเลนของชุมชนบ้านบนเนื้อที่ 11 ไร่

สะพานไม้นี้เป็นผลพวงจากความพยายามอย่างหนักของเธอที่ได้รับการสนับสนุนจากชุมชน เป็นไปเพื่อการสร้างพื้นที่ให้กลายเป็นป่าชายเลนอนุรักษ์ เป็นแหล่งเรียนรู้ให้บุคคลภายนอก ตลอดจนเป็นเขตอภัยทาน สำหรับอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน

เพื่อให้พื้นที่รอบๆ ยังมีสัตว์น้ำให้ผู้คนได้จับขายดำรงชีพ

ปูแสมเกาะอยู่บนแท่งไม้ไผ่ซึ่งปักไปทั่วป่าชายเลนของชุมชนบ้านบน ตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา

ไม้ไผ่เหล่านี้ถูกปักเป็นซุ้มพร้อมทั้งขึงไว้ด้วยอวนเพื่อให้เป็นที่หลบภัยของสัตว์น้ำวัยอ่อนและเป็นดุจ “บ้านปลา” และ “บ้านปู”

ในพื้นที่ป่าชายเลน โดยอวนที่ถูกขึงจะช่วยปกป้องลูกปูจากสัตว์นักล่า และเปิดโอกาสให้สิ่งมีชีวิตเหล่านี้

ได้เติบโตอย่างปลอดภัยในพื้นที่ป่าชายเลนแห่งนี้ 

ทั้งนี้ปูแสมนับได้ว่าเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลน โดยปูแสมมีความสำคัญต่อนิเวศป่าชายเลน

นการรักษาสมดุล ผ่านการกินซากพืชซากสัตว์ ใบไม้สด ทำให้เกิดการหมุนเวียนแร่ธาตุในป่าชายเลน

ปลาตีน (Mudskipper) สิ่งมีชีวิตสำคัญที่อาศัยอยู่ในป่าชายเลน เพราะเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์

และความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศป่าชายเลน 

ทั้งยังมีหน้าที่ในการช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศป่าชายเลน ผ่านการกินทั้งพืชและสัตว์ในป่าชายเลน

ไม่ให้มีมากเกินไป นอกจากนี้ไข่ของปลาตีนยังเป็นอาหารให้สัตว์ชนิดอื่นได้อีกด้วย

นาขาวัง นับเป็นแหล่งรายได้ของเกษตรกรในพื้นที่บางปะกงรูปแบบหนึ่ง โดยเป็นการปล่อยปูทะเล กุ้ง ไปจนถึงปลากะพงลงในร่องน้ำรอบนาข้าว

ในช่วงปลายฤดูฝนจนถึงเดือนพฤษภาคม ที่ปลูกข้าวนาปีไม่ได้ เนื่องจากน้ำเค็มหนุนเข้ามาในพื้นที่ 

นาขาวังเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากคุณภาพน้ำในพื้นที่บางปะกง เนื่องจากมีการผันน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติเข้ามาใช้

รวมไปถึงน้ำเสียเองก็สามารถซึมผ่านดินและส่งผลกระทบต่อเนื่องได้เช่นกัน

ไต๋น้อง-ประสิทธิ์ ลิ้มซิม ผู้เป็นทั้งชาวประมง คนทำนา และผู้อยู่อาศัยในตำบลเขาดิน อำเภอบางปะกง

เขามีแหล่งรายได้หลักจากการทำนาข้าว เพาะเลี้ยงกุ้ง และนาขาวัง


คุณภาพน้ำที่ตกต่ำลงในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาทำให้เขาต้องระแวดระวังอยู่เสมอ

นื่องด้วยการเพาะเลี้ยงของเขาย่อมต้องพึ่งพาน้ำจากลำคลองที่เชื่อมต่อโดยตรงจากแม่น้ำบางปะกง

พ่อลูกเดินขึ้นจากเรือหาปลาขนาดเล็กของพวกเขาบริเวณท่าเรือขนาดเล็กของชุมชนบ้านบน

ใกล้กับป่าชายเลนของชุมชนบ้านบน ตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา 

“วันนี้ไม่ได้ปลา แต่ยังดีที่เมื่อวานได้ปลาหางกิ่วมาตัวใหญ่” เป็นคำพูดของเขาที่บ่นกับคนในชุมชนแบบกลั้วเสียงหัวเราะ

ภาพถ่ายครีบหางของโลมาอิรวดีในอัลบัมภาพเก่าถูกเก็บไว้ในบ้านของปรีชา สุวรรณ เจ้าของเรือนำเที่ยวทิพย์สุวรรณ

ที่รับพานักท่องเที่ยววนดูโลมาอิรวดีบริเวณเกาะนก เกาะป่าชายเลนบริเวณปากแม่น้ำบางปะกง

ภาพเหล่านี้อาจกลายเป็นเพียงอดีตหากความเสื่อมโทรมของธรรมชาติในบางปะกงยังคงขยายตัวและไม่ได้รับการแก้ไข

ถังเก็บเชื้อเพลิงขนาดใหญ่สำหรับเรือสินค้าวางแนวดุจกำแพงริมฝั่งแม่น้ำบางปะกงบริเวณปากแม่น้ำ ในขณะที่เบื้องหน้าคือซากของกระชังปลาที่ถูกทิ้งร้างเนื่องจากค่าคุณภาพน้ำในแม่น้ำบางปะกงที่ผันผวน โดยเฉพาะค่าออกซิเจน ส่งผลให้ปลากะพงที่ชาวบางปะกงเพาะเลี้ยงไว้ตายและจบลงด้วยการ “เลิกทำ” เพราะต้นทุนที่สั่งสมล้วนละลายไปกับชีวิตปลาทั้งกระชังแล้ว

จากปากคำของคนในพื้นที่กระชังปลาในพื้นที่บางปะกงที่พบเห็นล้วนแต่เป็นกระชังร้าง ส่วนแนวไม้ไผ่ใหม่ที่เห็นประปรายในพื้นที่คือการอาศัยซากกระชังเก่าเพื่อทำแนวสำหรับการตกปลา

ความเสื่อมโทรมของธรรมชาติอาจจะไม่ใช่ผลของอุตสาหกรรมแต่เพียงอย่างเดียว

เพราะชีวิตประจำวันของมนุษย์โดยทั่วไปก็ล้วนแต่ส่งผลถึงธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นขยะหรือน้ำเสียจากครัวเรือน

พื้นที่รกร้างเต็มไปด้วยกองขยะแห่งนี้ตั้งอยู่ด้านหลังจุดพักรถมอเตอร์เวย์ บางปะกง ตำบลเขาดิน ซึ่งไม่ไกลจากผืนป่าจากในตำบลเขาดิน อำเภอบางปะกงเท่าใดนัก

ซ้ำร้ายพื้นที่ดังกล่าวยังอยู่ห่างจากแม่น้ำบางปะกงราว 1 กม. พร้อมๆ กับการที่มีท่อระบายน้ำจากมอเตอร์เวย์ส่งตรงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

ซากขยะพลาสติกจำพวกบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ถูกพบบริเวณป่าชายเลนของชุมชนบ้านบน อำเภอบางปะกง

ขยะเหล่านี้ล้วนลอยมาตามน้ำก่อนจะถูกพัดพาไปติดตามแนวป่าชายเลนริมแม่น้ำบางปะกง

โดยชุมชนบ้านบนมีการจัดการผ่านการขึงตาข่ายเป็นแนวริมแม่น้ำเพื่อป้องกันขยะลอยเข้าสู่ป่าชายเลนที่พวกเขาพยายามอนุรักษ์

ทางเดินไม้ที่รายรอบเกาะนก เกาะป่าชายเลนขนาดใหญ่ปากแม่น้ำบางปะกงหักสะบั้นลงด้วยคลื่นลมทะเลมาหลายปี

การซ่อมแซมเป็นเรื่องที่ทำได้ยากเนื่องจากต้องอาศัยต้นทุนในการขนส่งอุปกรณ์มาทางเรือและพื้นที่ของเกาะที่เป็นดินเลน

รวมไปถึงความทับซ้อนของส่วนราชการ

 


 

เรื่องและภาพโดย วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์

ผลงานนี้ผลิตโดยนักข่าวที่เข้าร่วม UNDP Media Fellowship on Sustainable Development
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR