เมื่อถึงหน้าฝนทีไร สิ่งที่ชาวตะวันออกกังวลไม่แพ้คนภาคอื่นๆ ก็คือเรื่องน้ำท่วม และแทบจะเป็นภัยพิบัติหลักๆ ที่คนตะวันออกต้องเผชิญ
ไม่ว่าจะน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมขัง น้ำรอระบาย หรือน้ำท่วมฉับพลัน โดยเฉพาะจังหวัดใกล้ทะเลที่กลายเป็นว่าเจอปัญหาน้ำท่วมซ้ำๆ แทบจะทุกจังหวัดของตะวันออก
เราจึงหยิบปัญหานี้ไปลองคุยกับนักวิชาการดูว่าอะไรทำให้ตะวันออกเผชิญน้ำท่วมที่รุนแรงมากขึ้นทุกปี
ซึ่งผู้ที่จะมาตอบคำถามเราก็คือ ศ.ดร.สันติ ภัยหลบลี้ จากเพจ มิตรเอิร์ธ ที่แลกเปลี่ยนว่าหากมองในมุมภูมิศาสตร์ ก็สามารถอธิบายได้ว่าด้วยภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบปลายน้ำซึ่งเชื่อมต่อกัน ‘น้ำ’ จึงเป็นปัญหาของคนตะวันออก เป็นภัยพิบัติประจำภูมิภาค
“เพราะอะไรถึงเป็นนน้ำ เพราะคนภาคตะวันออกมักอยู่พื้นที่ราบแคบๆ บริเวณปลายน้ํา ถ้าให้เห็นภาพคือ ยกคนออกให้หมด ยกถนนออกให้หมด น้ำเขาอยู่ตามธรรมชาติเขามากเลยนะ ฝนตกน้ําไหลแรงและไหลเร็วเพราะมีพื้นที่มันสูง น้ําเขาจะมาจ่อปลายริมทะเลเร็วมากในทุกที่เลย แต่ดันมีถนนสุขุมวิทกั้น” สันติรวบรัดปัญหาให้เราฟังในไม่กี่บรรทัด
ซึ่งฟังเท่านี้เราก็อาจจะได้คำตอบแล้วว่าทำไมตะวันออก เมืองที่มีชายฝั่งแต่ก็ยังอยู่กับเรื่องน้ำท่วมขัง น้ำรอระบายเสมอๆ
แต่เราอยากชวนทุกคนลงลึกไปทำความรู้จักและเข้าใจธรรมชาติของน้ำท่วม พร้อมขุดปัญหาที่ซ่อนอยู่ใต้โครงสร้างพื้นฐาน และวิธีรับมือที่ไม่ใช่แค่คาดการณ์ภัย แต่ต้องรู้ว่าพื้นที่ไหน ‘อ่อนแอ’ เพื่อเตรียมพร้อมและอยู่กับน้ำให้ได้อย่างปลอดภัยด้วยกัน

ภูมิประเทศเป็นแบบไหน น้ำก็ไหลไปแบบนั้น
ก่อนจะไปเข้าใจว่าอะไรคือปัญหาที่ทำให้ชาวตะวันออกเจอน้ำท่วมหนักขึ้น และนานขึ้น เรื่องแรกที่สันติอธิบายคือคาแร็กเตอร์ของภูมิภาคแห่งนี้
“ความจริงของภูมิประเทศ คือ น้ำไหลล้อตามสภาพภูมิประเทศ”
หากมองภาพแผนที่ภูมิประเทศของภาคตะวันออก พื้นที่ราบและพื้นที่ลุ่มต่ำ (สีน้ำเงินเข้ม ไปจนถึงสีคราม) ส่วนใหญ่เป็นที่ราบชายฝั่งหรือพื้นที่ลุ่มน้ำ เหมาะแก่การเกษตร พบมากในพื้นที่จังหวัดชายฝั่ง เช่น ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด และพื้นที่แถบลุ่มแม่น้ำในฉะเชิงเทราและปราจีนบุรี ซึ่งพื้นที่เหล่านี้เองที่มีความเสี่ยงต่อน้ำท่วม
นอกจากนี้ก็มีบางส่วนที่เป็นเนินเขาเตี้ยๆ (สีฟ้าไปจนถึงสีเขียว) กระจายตัวระหว่างชายฝั่งกับภูเขา เช่น แถบกลางจันทบุรีและบางส่วนของระยอง ไล่ไปเรื่อยๆ สู่พื้นที่เนินสูงหรือเชิงเขา (สีเหลืองไปจนถึงสีส้ม)
และตะวันออกยังมีเทือกเขาและพื้นที่ป่าทางทิศเหนือและตะวันออกของภูมิภาค (สีแดงอ่อนไปจนถึงสีแดงเข้ม) เช่น แนวเขาสันกำแพงที่บางส่วนของนครนายก ปราจีนบุรีและสระแก้ว เทือกบรรทัดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาในจันทบุรี ตราด และเทือกเขาจันทบุรี

นี่คือภูมิภาคที่เรียกได้ว่ามีครบทุกสภาพภูมิประเทศตั้งแต่เขาสูงยันชายฝั่งทะเลฟ้าคราม
เรื่องนี้เกี่ยวยังไงกับน้ำท่วม สันติชวนยกตัวอย่างจันทบุรี ที่มีตั้งแต่เขาสูงสู่พื้นที่ชายฝั่ง โดย จันทบุรีมีภูมิประเทศคล้าย ‘ชามก๋วยเตี๋ยว’ โดยมีเทือกเขาเป็นขอบชามและแอ่งตะกอนอยู่ตรงกลาง ฝนที่ตกบนภูเขาจะไหลลงสู่ที่ราบลุ่มติดทะเลซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยหลักของผู้คน
โดยสันติกล่าวว่า “พื้นที่ราบและพื้นที่ลุ่มต่ำ (สีน้ำเงินบนแผนที่) บ่งบอกถึงที่ราบน้ำท่วมถึงที่เกิดจากการปัดแกว่งของแม่น้ํา จากเดิมภูมิประเทศไม่ได้ราบและเรียบ พอนานเข้า แม่น้ำก็แกว่งกว้างขึ้น กว้างขึ้นจนกลายเป็นที่ราบน้ําท่วมถึง คาแรคเตอร์ของภูมิประเทศแบบนี้คือ น้ําจะไหลอยู่ในแม่น้ํา แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่น้ําไหลออกจากแม่น้ําหรือล้นตลิ่ง น้ำจะไหลมั่วหมดเลย”
ซึ่งคำถามว่าอะไรทำให้น้ำไหลออกจากแม่น้ำหรือล้นตลิ่ง เราจะอธิบายในลำดับถัดไป
กลับมาที่สภาพภูมิประเทศในภาคตะวันออก สันติจึงแบ่งประเภทคาแรกเตอร์ของน้ำท่วมในภาคตะวันออก ไว้เป็น 3 รูปแบบด้วยกัน คือ
- น้ำท่วมล้นตลิ่ง
เกิดจากปริมาณน้ำมากจนไหลล้นเข้าท่วมพื้นที่ราบหรือลาดเอียงเล็กน้อยคล้ายกับกรณีของที่ราบน้ําท่วมถึงอย่างกรุงเทพฯ ซึ่งปัญหาน้ำของกรุงเทพฯ นั้นไม่เคยกลัวน้ําแล้ง ไม่กลัวน้ําเค็ม ไม่กลัวน้ําเน่า แต่กลัวน้ําล้นตลิ่งอย่างเดียว เพราะถ้าน้ำล้นตลิ่งจะหลุดออกจากการควบคุม (Out of Control)
ตัวอย่างพื้นที่ที่มีความเสี่ยงแบบนี้ ได้แก่ พื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำบางปะกงในจังหวัดฉะเชิงเทรา พื้นที่ราบลุ่มแควพระปรงและแม่น้ำปราจีนบุรีในอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี และพื้นที่ราบตะกอนรูปพัดในลุ่มน้ำโตนเลสาบ จังหวัดสระแก้ว

- น้ําท่วมซ้ำซาก
พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดอยู่บริเวณที่ราบน้ำท่วมถึงเช่นกัน มักเป็นที่ลุ่มต่ํา หรือดันไปอยู่พื้นที่ร่องน้ําอีกต่างหาก
เช่น ตัวเมืองระยอง และพัทยา ซึ่งนอกจากมีลักษณะพื้นที่ตามที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยังถูกโครงสร้างพื้นฐานอย่างถนนสุขุมวิทบล็อคการไหลลงทะเลของน้ำ ทำให้พื้นที่เหล่านี้มักเป็นพื้นที่ที่เกิดฝนตกมื่อไหร่น้ำท่วมจะตามมาทุกครั้ง และมักเป็นพื้นที่ที่น้ำแห้งช้าที่สุดและเกิดความเสียหายซ้ำซาก
- น้ำป่าไหลหลาก
น้ำท่วมลักษณะนี้มักเกิดเฉพาะในพื้นที่เนินเขาที่ลาดชัน แถบจังหวัดจันทบุรี โดยเฉพาะในพื้นที่แถบน้ำตกพลิ้วมีโอกาสเกิดน้ำป่าไหลหลาก / น้ำท่วมฉับพลัน (Flash Flood) ที่หมายถึง น้ำจะมาเร็ว มีปริมาณมาก และมีสีขุ่นคล้ายชากาแฟ ไหลลงมาจากภูเขาที่มีร่องน้ำแคบ แรงน้ำจะพัดพาดินและเศษหินจากร่องเขาลงมาด้วย ถือเป็นระดับเริ่มต้นของดินโคลนไหลหลาก หรือดินโคลนถล่ม หากแรงน้ำมากขึ้นและมีดินสะสมในร่องน้ำมาก จะพัดพาดินจำนวนมากลงมา บางครั้งรุนแรงถึงขั้นพาเศษหินลงมาถมบ้านเรือน หมู่บ้านที่ตั้งอยู่บริเวณช่องทางน้ำจากภูเขาจึงมีความเสี่ยงสูงต่อภัยพิบัติประเภทนี้ (แต่สันติเสริมว่าถือว่าโชคดีที่นิสัยของคนภาคตะวันออกไม่ค่อยนิยมอาศัยอยู่ในบริเวณเนินเขาหรือพื้นที่ลาดชัน)
สุดท้ายแล้วสันติจึงสรุปว่า การทำความเข้าใจภัยพิบัติจากน้ำต้องดูตามลักษณะภูมิประเทศมากกว่าการแบ่งตามภูมิภาคหรือจังหวัด เพราะน้ำย่อมไหลไปตามทางของมันเสมอ
“ถ้าจะดูให้เข้าใจธรรมชาติของภัยพิบัติ ไม่ใช่ดูตามภูมิภาค และไม่ใช่ดูตามจังหวัด แต่ต้องดูตามภูมิประเทศ”

น้ำท่วมไม่ใช่แค่เรื่องของแม่น้ำ แต่คือ ร่องน้ำหลาก
แล้วบ้านเราจะเสี่ยงน้ำท่วมแค่ไหน เรื่องนี้อาจดูแค่ว่าบ้านเราอยู่ติดแม่น้ำหรือลำคลองไม่ได้ แต่อาจต้องดูสิ่งที่เรียกว่า ‘ร่องน้ำหลาก’ โดยร่องน้ำลากที่สันติได้ทำการศึกษามานั้นคือเส้นรวมน้ำ หรือพื้นที่ที่ต่ำกว่าพื้นที่รอบข้างทำให้เวลาฝนตกน้ำจะไหลมารวมกัน เส้นเหล่านี้จึงทำหน้าที่คล้ายแนวไกด์ไลน์ของน้ำ แม้ในภาวะปกติน้ำอาจไหลในแม่น้ำหลัก แต่หากฝนตกหนักจนเกิดน้ำล้นตลิ่ง น้ำจะไหลตามเส้นรวมน้ำเหล่านี้เสมอ
ซึ่งหากดูตามแผนที่อาจชวนทุกคนขมวดคิ้วและเอียงคอสงสัยเล็กน้อย แต่สันติเสริมว่า
“เห็นข้อมูลร่องน้ำหลาก เราอาจคิดว่าอาจารย์ทําผิดหรือเปล่า อาจารย์ลากเส้นสีเหลืองทับป่าทั้งนั้น เป็นพื้นที่บนบกทั้งนั้นเลยไม่ได้มีแม่น้ําอยู่ แต่เส้นเหล่านี้ คือผมเอาข้อมูลใส่เครื่องคิดเลขแล้วคำนวณออกมา เป็นเส้นที่เหมือนหนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสอง เป็นจริงเสมอ ความหมายคือ ถ้าน้ําล้นตลิ่ง น้ำจะไหลตามร่องพวกนี้ ตามเส้นที่ผมลากไว้เสมอ เส้นที่ผมลากไว้นี้ ไม่ใช่แม่น้ําหรือธารน้ํา แต่เป็นเส้นที่บอกพื้นที่รวมน้ํา เป็นพื้นที่ที่ต่ำกว่าพื้นที่ข้างเคียง”

สันติยังอธิบายตัวอย่างเพิ่มเช่น แม่น้ำจันทบุรีไม่ได้อยู่ในจุดลึกที่สุดของร่องน้ำเสมอไป แม่น้ำจึงอาจไหลคู่ขนานกับร่องน้ำ แต่เมื่อเกิดฝนตกหนักน้ำสามารถปีน ออกจากแม่น้ำหลักแล้วไหลตามร่องน้ำเหล่านี้ได้ และกลายเส้นทางน้ำท่วมฉับพลันที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อต้องเลือกที่อยู่อาศัย เพราะเป็นจุดที่น้ำจะไหลผ่านแน่นอนเมื่อเกิดฝนหนักหรือปริมาณน้ำล้นตลิ่ง
นอกจากนั้นจังหวัดจันทบุรียังมีภูมิประเทศคล้ายชามก๋วยเตี๋ยวอย่างที่สันติเล่าไปแล้ว สันติจึงบอกว่าน้ำฝนจากภูเขารอบข้างจะไหลลงสู่พื้นที่ลุ่มกลางเมืองและขังได้ง่าย ตัวอย่างเช่น ถ้ามีบ้านอยู่แถวริมเขาสระบาป เวลาฝนตกหนักๆ ระวังดินโคลนไหลหลาก หรือแม้แต่ตัวเมืองจันทบุรีเองก็ต้องระวัง
“เคยไปเที่ยวน้ําตกพลิ้วไหม? ก้อนหินที่อยู่ในน้ําตกพลิ้วที่เป็นก้อนๆ จริงๆ มันมาแบบนั้นไม่ได้นะ มันต้องทะลักลงมา มันคือ สัญญาณในอดีตว่าเคยมีน้ำไหลหลากขุดเอาหินเอาโคลนลงมา” สันติกล่าว ก่อนจะขยายความเพิ่มว่าความรุนแรงของน้ำขึ้นอยู่กับความลาดชันและความยาวของเส้นทางน้ำจากภูเขา เมื่อพื้นที่สูงชันก็ยิ่งมีแรงกัดเซาะมาก นำพาดินและหินลงมาด้วย ส่วนพื้นที่ไม่สูงชันจะพาดินมาน้อยกว่า แต่ถ้าระยะทางน้ำไหลจากภูเขายาว ก็มีโอกาสสร้างความเสียหายรุนแรงได้เช่นกัน

สันติยกตัวอย่างอีกพื้นที่อย่างบางส่วนของระยอง โดยเฉพาะตัวเมือง มีลักษณะเป็นที่ราบน้ำท่วมถึง เพราะตัวเมืองจังหวัดระยองตั้งอยู่ในแอ่งรับน้ำ ฝนที่ตกทางตอนเหนือของจังหวัดจะไหลลงมารวมที่พื้นที่ราบนี้บริเวณที่ถูกปลูกสร้างเป็นเมืองทั้งหมด
“อย่างกรณีที่ระยองน้ําท่วมบ่อย เพราะเป็นแอ่งรับน้ํา ฝนตกไหลลงพื้นที่ราบหมด ดีนะมีอ่างเก็บน้ํา ถ้าไม่มีอ่างเก็บน้ํา 2 อ่างนี้อาจหนักกว่าเดิม เแล้วก็มีเรื่องระดับน้ําทะเลที่ล้อมาด้วย น้ำก็จะไหลลงทะเลช้า”
อย่างไรก็ตาม สันติเสริมว่าหากฝนตกในบางลุ่มน้ำที่ไม่มีระบบรองรับ น้ำจะไหลมารวมกันและล้นตลิ่งได้ง่าย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เส้นทางน้ำพาดผ่านพื้นที่ชุมชนรวมถึงพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรม
การบริหารจัดการน้ำจึงต้องอาศัยความเข้าใจภูมิประเทศอย่างลึกซึ้ง ว่าฝนตกในลุ่มน้ำใดจะปลอดภัยและฝนตกในลุ่มน้ำใดมีความเสี่ยงสูง เพราะจะไหลรวมสู่เส้นทางน้ำหลากที่ผ่านพื้นที่ชุมชนโดยตรง ซึ่งในหลายกรณี ผู้อยู่อาศัยอาจไม่รู้ว่าบ้านตนตั้งอยู่ในพื้นที่รับน้ำเหล่านี้
เมื่อสิ่งที่มนุษย์สร้าง คือสิ่งที่ทำให้น้ำท่วมหนักขึ้น
มาสู่คำถามที่หลายคนรอคำตอบว่าแล้วอะไรกันที่ซ้ำเติมทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมในภาคตะวันออกหนักขึ้น
คำตอบคือ โครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนสุขุมวิท ที่ตัดผ่านพื้นที่รับน้ำ เมื่อมีถนนขวางทาง น้ำที่ควรไหลลงทะเลได้อย่างรวดเร็วจะถูกกักทำให้เกิดน้ำท่วมขัง
ในความเป็นจริงพื้นที่ภาคตะวันออกมีโครงข่ายถนนตัดผ่านร่องน้ำหลากหรือพื้นที่รับน้ำจำนวนมาก ทำให้เมื่อเกิดน้ำล้นตลิ่ง น้ำจะค้างอยู่ในช่องระหว่างถนนและกลายเป็นแอ่งขัง เพราะถนนทำหน้าที่เสมือนคันกั้นน้ำ เช่น กรณีในพัทยา ถนนสุขุมวิทและทางรถไฟเป็นตัวขวางเส้นทางน้ำไหลลงทะเล เช่นเดียวกับพื้นที่อย่างระยอง โครงสร้างถนนเหล่านี้ทำให้การระบายน้ำช้าลง เมื่อน้ำท่วมจึงท่วมนานกว่าปกติ และต้องยอมรับว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก เพราะการตัดถนนมาพร้อมกับการพัฒนาแม้จะไม่สามารถตัดถนนออกได้ แต่จำเป็นจะต้องมีการวางแผนออกแบบท่อระบายน้ำหรือช่องทางระบายน้ำให้ถูกตำแหน่งและมีปริมาณเพียงพอเพื่อป้องกันปัญหานี้

นอกจากโครงสร้างพื้นฐานอย่างถนนจะซ้ำเติมปัญหาน้ำท่วมแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่ซ้ำเติมปัญหาน้ำท่วมไม่ต่างกันคือ การถมที่ดินเพื่อการพัฒนา โดยเฉพาะการถมที่ทับร่องน้ำหรือพื้นที่น้ำหลาก เช่นที่ มาบตาพุด จังหวัดระยองที่มีร่องน้ำที่รับน้ำจากพื้นที่หลักล้านไร่ลากผ่าน
เมื่อมีการถมที่เพื่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมหรือบ้านจัดสรร ร่องน้ำเดิมมักหายไป ผลที่ตามมาคือพื้นที่มีความอ่อนไหวต่อปัญหาน้ำท่วมมากขึ้น จากเดิมที่ฝนตกปริมาณหนึ่งอาจไม่ท่วม แต่เมื่อร่องน้ำถูกปิดกั้น ปริมาณฝนเท่าเดิมก็สามารถทำให้เกิดน้ำท่วมได้
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ฝนตกมากขึ้น แต่เกิดจากการไปขวางเส้นทางน้ำตามธรรมชาติ
ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ถมสูงอาจจะไม่ได้รับความเดือดร้อน แต่กลับเป็นการผลักภาระน้ำไปยังพื้นที่ข้างเคียงที่ต่ำกว่า หรือไม่มีศักยภาพทางการเงินในการถมที่ ทำให้พื้นที่เหล่านั้นต้องรับน้ำแทน ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในระยอง แต่เกิดทั่วประเทศ
ซึ่งสันติให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า “ในทางวิชาการเรียกว่า High Susceptibility คือ อ่อนไหวเพิ่มขึ้น อ่อนแอมากขึ้น เมื่อก่อนฝนตกเท่านี้ไม่ท่วมหรอก แต่เดี๋ยวนี้ฝนตกเท่านี้ท่วมแล้ว อย่าไปโทษธรรมชาติ ฝนเขาตกเหมือนเดิม โทษตัวเองว่าไปขวางน้ําแล้วก็ไปปิดกั้นทางน้ำหรือเปล่าก่อน”

แก้น้ำท่วม แก้ได้ ไม่ซับซ้อนด้วย
เมื่อเราเริ่มมองเห็นภาพแล้วว่าภาคตะวันออกต้องเจอกับน้ำท่วมในรูปแบบไหนบ้าง และมีปัจจัยอะไรที่ซ้ำเติมให้สถานการณ์หนักขึ้น คำถามต่อไปก็คือเราจะรับมืออุทกภัยได้อย่างไร? สันติย้ำว่า ปัญหาน้ำท่วมควรอยู่ในลำดับต้นๆ ที่ทั้งรัฐและประชาชนต้องให้ความสำคัญ เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องของภาคตะวันออกเท่านั้น แต่มันเกิดขึ้นได้แทบทุกภูมิภาคของประเทศไทย
โดยสันติเสนอว่าหน่วยงานรัฐหรือภาคประชาชนสามารถทำการประเมินความอ่อนแอของพื้นที่ ผ่าน 2 ชุดข้อมูลทางภูมิศาสตร์ที่สันติได้ทำไว้ นั่นคือ
- หนึ่งพื้นที่ที่มีเส้นร่องน้ำหลากอ่อนแอ เราสามารถประเมินได้ว่าเสี่ยงที่จะประสบภัยน้ำท่ามมากกว่าพื้นที่ไม่มีเส้น และยิ่งใกล้เส้นมากความอ่อนแอยิ่งเพิ่มขึ้น
- สองในบรรดาเส้นร่องน้ำหลาก สีของเส้นบนแผนที่ที่สันติทำไว้สามรถบ่งบอกระดับความเสี่ยง เช่น ฟ้าเสี่ยงน้อยกว่าเขียว เขียวน้อยกว่าเหลือง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ด้วยปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ทำให้เดี๋ยวนี้ แม้ร่องน้ำสีฟ้าจะดูเล็ก แต่เหตุการณ์น้ำท่วมเชียงรายปีที่แล้วพิสูจน์ว่า ร่องเล็กก็สร้างความเสียหายรุนแรงได้ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่โลกแปรปรวนจนทำให้เกิด เรนบอมบ์ (Rain Bomb) หรือปรากฎการณ์ที่ฝนตกหนักมากในพื้นที่จำกัด เช่น ตก 400 มม. ในไม่กี่ชั่วโมง
“เมื่อก่อนตอนเราเด็กๆ จะมีสิ่งที่เรียกว่า ฝนตกทั่วฟ้า หรือแบบที่สองคือ ตกแช่ ไม่ได้ตกแรงนะ แต่ ตกนานก็เลยน้ําท่วม แต่ตอนนี้เพิ่งมาเจอปรากฏการณ์ใหม่ จริงๆ คําว่า เรนบอมบ์มันไม่มีในศาสตร์อุตุฯ หรอก แต่เราก็ตั้งกันเองตามชาวบ้านนี่แหละ เราเจอปรากฏการณ์ใหม่ที่มันไม่ได้ตกแช่แต่มันตกแบบบ้าเลือด”
ดังนั้นการรับมือจึงต้องเข้มข้นขึ้น ซึ่งสันติแนะนำให้เน้นการรับมือในสองมิติ หนึ่ง รู้ว่าพื้นที่ใดอ่อนแอเพื่อเสริมความแข็งแรง และสองคือ ไม่ต้องพยากรณ์ภัยพิบัติล่วงหน้า แต่ใช้การมอนิเตอร์ เมื่อฝนเริ่มตกหรือมวลน้ำเริ่มมา ชุมชนตามแนวเสี่ยงต้องเฝ้าดูสถานการณ์ และอพยพเมื่อจำเป็น
สันติย้ำว่าเราไม่ได้ไร้ทางออก และการแก้ปัญหาน้ำท่วมไม่จำเป็นต้องซับซ้อนเสมอไป หลักการที่ได้ผลชัดและทำได้ทันที คือ การบริหารจัดการการใช้พื้นที่อย่างจริงจัง โดยเฉพาะพื้นที่ตั้งถิ่นฐานและพื้นที่พัฒนาซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ความรู้ซับซ้อนด้านคณิตศาสตร์หรือวิศวกรรมเพียงแค่เข้าใจภูมิศาสตร์ก็สามารถตัดสินใจได้ว่าพื้นที่ใดควรหรือไม่ควรพัฒนา เช่น หากพื้นที่อยู่ในร่องน้ำหลากก็ควรพัฒนาให้เหมาะสมอย่างใช้เป็นพื้นที่เพื่อการเกษตรแทนการปลูกสร้างบ้านเพื่ออยู่อาศัย หรือทำถนน

“ผมไม่ได้หมายความว่าให้เวนคืนที่ดินนะ แต่หมายความว่า ให้ใช้พื้นที่ให้ถูกประโยชน์ เส้นน้ำหลากพวกนี้โคตรดีเลยนะ ถ้าเอาไปทำพื้นที่ปลูกข้าวหรือมาทําสวน แต่ว่าไม่ใช่การสร้างบ้านหรือที่อยู่อาศัย มนุษย์เรียนรู้จะอยู่กับธรรมชาติอยู่แล้ว ผมแค่เห็นภาพกว้าง แต่คนในพื้นที่เขาเริ่มรู้ธรรมชาติของเขา แต่เขาไม่เห็นภาพรวม”
ทั้งนี้ปัญหาคือ ในอดีตการออกแบบถนนมักอิงเฉพาะแม่น้ำที่มองเห็น โดยไม่ได้คำนึงถึงร่องน้ำหลากที่ซ่อนอยู่หรือจุดรวมน้ำตามธรรมชาติ ทำให้ถนนหลายแห่งเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วม ซึ่งจำเป็นจะต้องอาศัยการชุดข้อมูลทางภูมิศาสตร์ที่ระบุร่องน้ำและสันเนินที่ตัดกับถนน เฝ้าระวัง ตำแหน่งเสี่ยงน้ำล้นตลิ่งและเข้าท่วมถนนซึ่งควรติดตั้งท่อระบายน้ำหรือหาวิธีการจัดการ และหน่วยงานที่รับผิดชอบควรออกแบบจุดบนสันเนินที่สูงกว่าพื้นที่รอบข้างเพื่อกำหนดให้ใช้เป็นจุดอพยพหรือพื้นที่ปลอดภัยได้
จากนั้นเมื่อรู้ตำแหน่งของจุดเสี่ยง การจัดการจุดเสี่ยงก็เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยาก และสันติยืนยันว่าไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่อะไร เพียงแค่ทะลวงท่อระบายน้ำที่อุดตันในช่วงเวลาสงบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำเท่านั้น เพราะโครงข่ายถนนทั่วโลกเลี่ยงไม่ได้ที่จะตัดขวางร่องน้ำ สิ่งสำคัญคือการทำช่องระบายน้ำให้เพียงพอ
สุดท้ายเมื่อเราทำสิ่งเหล่านี้อย่างต่อเนื่องปัญหาน้ำท่วมก็จะลดลงอย่างมาก สันติเชื่อมั่นเช่นนั้น



