/

คนตะวันออกจ่ายค่าไฟแพง แล้วยังต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง จากการเป็นแหล่งนำเข้า LNG

เดือนเมษายนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดของประเทศไทย ทำให้ความต้องการในการใช้ไฟพุ่งสูงขึ้น ตามมาด้วยค่าไฟที่แพงขึ้นส่งผลกระทบต่อชีวิตคนไทย และดูเหมือนว่าเรื่องค่าไฟแพงจะไม่คลี่คลายได้ในเร็วๆ นี้

 

เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติเห็นชอบให้ปรับค่า Ft ขายปลีกในงวดเดือนมกราคม – เมษายน 2567 เพิ่มเป็น 89.55 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นไปเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 4.68 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) จากเดิมที่รัฐบาลตรึงราคาค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 3.99 บาทต่อหน่วย

โดย กกพ. ให้เหตุผลว่าจำเป็นจะต้องปรับขึ้นราคา เนื่องจากต้องคำนึงถึงความมั่นคงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งเป็นการปรับขึ้นตามต้นทุนค่าเชื้อเพลิง ‘ก๊าซธรรมชาติ’ ที่เพิ่มขึ้น

จึงเรียกได้ว่า ‘ก๊าซธรรมชาติ’ เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ค่าไฟฟ้าปรับตัวเพิ่มขึ้น

ข้อมูลจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยบอกว่า ไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้ามากถึง 57.4% และในสัดส่วนดังกล่าวเป็นการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือที่เราเรียกว่า LNG มากขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนั้น กฟผ. ยังใช้ราคาแก๊สธรรมชาติจากพม่าร่วมกับ LNG นำเข้าซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าราคาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมาผลิตไฟฟ้าให้คนไทยใช้ ทำให้เกิดคำถามสำคัญที่ว่า “ทำไมเราต้องจ่ายแพง แม้ก๊าซจะมาจากอ่าวไทยเป็นหลัก?” 

นอกจากราคาที่แพงแล้ว ก๊าซธรรมชาติ และ LNG ในการวิจัยยังพบอีกว่า ประเทศไทยผลิตพลังงานไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งทำให้กลายเป็นอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุด ทำให้เกิดภาวะโลกเดือดที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรม อากาศแปรปรวนจนพืชผลผลิตเสียหาย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกที่เป็นแหล่งเกษตรกรรมขึ้นชื่อ ก็ได้รับผลกระทบจากโลกเดือดไม่น้อยไปกว่าใคร

จากปัญหาทั้งหมดนั้น เลยชวนมาสู่การตั้งคำถามต่อว่า ก๊าซธรรมชาติและ LNG จะเป็นอนาคตและความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทยอย่างไร ในวันที่ ก๊าซธรรมชาติและ LNG อาจไม่ใช่คำตอบต่อคุณภาพชีวิตที่ดีอีกแล้ว

ถังสำหรับเก็บ LNG ในมาบตาพุด จ.ระยอง
ถังสำหรับเก็บ LNG ในมาบตาพุด จ.ระยอง

จุดเริ่มต้นการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG

ก่อนไปถึงการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) อาจชวนย้อนกลับยังจุดเริ่มต้นของการใช้ก๊าซธรรมชาติในไทยกันก่อน โดยในปี พ.ศ. 2524 – 2525 หรือที่หลายคนอาจจะคุ้นกับ ‘ยุคโชติช่วงชัชวาล’ เมื่อ พล.อ.เปรม ติณสลานนท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเดินทางไปทำพิธีเปิดวาล์วส่งก๊าซธรรมชาติ ณ สถานีส่งก๊าซชายฝั่ง จ.ระยอง

ต่อมาในปี พ.ศ. 2542 – 2545 มีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากเพื่อนบ้านและเกิดการต่อต้านท่อก๊าซ โครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย จ.สงขลา และโครงการท่อก๊าซไทย-พม่าที่จ.กาญจนบุรี ประจวบกับก๊าซธรรมชาติในประเทศเริ่มไม่เพียงพอ รัฐบาลในสมัยนั้นและบริษัท ปตท. จำกัด มหาชน จึงเริ่มโฆษณาเรื่องราวของก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG สำหรับการผลิตไฟฟ้าในอนาคตและเสริมสร้างความมั่นคงในการจัดหาก๊าซธรรมชาติในระยะยาว ส่งผลให้ในปี พ.ศ.2554 มีการนำเข้า LNG จากประเทศอิหร่าน ในปริมาณ 3 ล้านตันต่อปี นอกจากนี้ ปตท. ยังได้เจรจากับประเทศอื่นๆ ในการนำเข้า LNG เช่น ออสเตรเลีย อีกด้วย

ก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ Liquefied Natural Gas (LNG) คือ ก๊าซธรรมชาติที่ถูกเปลี่ยนสถานะจากก๊าซ ให้กลายสภาพเป็นของเหลวภายใต้สภาวะเยือกแข็ง (ต่ำกว่า -73 C) เพื่อง่ายต่อการขนส่ง เพราะ LNG ที่อยู่ในสถานะของเหลวจะมีปริมาณน้อยกว่าก๊าซธรรมชาติถึง 600 เท่า ทำให้เวลาขนส่งหนึ่งครั้งสามารถขนส่ง LNG ได้ในปริมาณมากกว่าก๊าซธรรมชาติปกติ รวมถึงสามารถขนส่งไปในเขตพื้นที่ที่ไม่มีท่อส่งก๊าซได้โดยใช้เรือหรือรถบรรทุกแทน

ด้วยคุณสมบัติดังกล่าวของ LNG ร่วมกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มากขึ้นภายในประเทศทำให้ในปี พ.ศ. 2555 – 2559 กลายเป็นยุคแห่งการเดินหน้านำเข้า LNG มากขึ้น โดยประเทศไทยมีการนำเข้า LNG มากขึ้นถึง 49%  จนกระทั่งยุคปัจจุบันในปี พ.ศ. 2560 – 2667 มีการขยายท่าเรือสำหรับ LNG ในระยะที่ 3 ต่อจากสองระยะแรกที่ มาบตาพุด จังหวัดระยองและมีผู้นำเข้า LNG รายใหม่ ล่วงเลยไปจนถึงขั้นมีการวางแผนให้ประเทศไทยกลายเป็น ศูนย์กลางของก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG ในอนาคต

แต่แน่นอนว่าแม้จะมีการขนส่งง่าย แต่ LNG นับเป็นสินค้าที่มีราคาผันผวนเป็นอย่างมาก เนื่องจากจะผันผวนตามราคาตลาด และทำสัญญาระยะยาวไม่ได้ และส่งผลมายังค่าไฟของคนไทยที่แพงขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะกับคนภาคตะวันออกที่ต้องจ่ายค่าไฟแพง และเสียทรัพยากรที่สูญหายไปจากการสร้างโรงไฟฟ้า และท่าเรือขนส่ง LNG

แล้วค่าไฟแพง เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้บ้าง?

ถังสำหรับเก็บ LNG ในมาบตาพุด จ.ระยอง
ท่าเรือ LNG ในมาบตาพุด จ.ระยอง

ก๊าซอ่าวไทย ทำไมคนไทยและคนตะวันออกจ่ายแพง

แน่นอนว่าโครงสร้างค่าไฟของคนไทยมีความซับซ้อน และมีหลายปัจจัยที่ทำให้ค่าไฟแพง แต่หนึ่งในนั้นคือเรื่องของราคาต้นทุนการผลิต ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการนำเข้า ก๊าซธรรมชาติ และ LNG

โดยการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย จะคิดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าโดยใช้ราคาที่มีศัพท์เฉพาะอย่าง ‘ Pool gas’ ที่เป็นการคำนวณต้นทุนโดยเฉลี่ยราคาก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่ออกจากโรงแยกก๊าซ กับราคาก๊าซธรรมชาติจากพม่าผ่านท่อส่งก๊าซ และ LNG นำเข้า การเฉลี่ยเช่นนี้ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสูงถึง 790 บาทต่อล้านบีทียู ซึ่งราคา Pool Gas นี่แหละ ที่ถูกไปคิดรวมอยู่กับค่า Ft หรือค่าไฟผันแปร ที่ทำให้ราคาค่าไฟฟ้าของเราแพงขึ้น

ในขณะที่หากมองไปอีกฝั่งของธุรกิจปิโตรเคมีกลับได้ราคาถูกกว่า หรือที่เรียกว่า ราคา ‘Gulf gas’  เพราะมีการใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยอย่างเดียว เนื่องจากก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมีคุณสมบัติเป็นก๊าซเปียกและมีองค์ประกอบของก๊าซอีเทน (C2), ก๊าซโพรเพน(C3) และก๊าซบิวเทน (C4)  ซึ่งถูกนำมาใช้กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมเม็ดพลาสติก อุตสาหกรรมแก๊สหุงต้มที่ใช้ในภาคครัวเรือน และภาคขนส่ง โดยราคาเฉลี่ยอยู่แค่ประมาณ 209 บาทต่อล้านบีทียูเท่านั้น

แต่คำถามก็คือในขณะที่กลุ่มธุรกิจได้ต้นทุนราคาถูกจากการใช้แหล่งก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย แต่ค่าไฟ ซึ่งเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานของประชาชนที่ทุกคนควรเข้าถึง กลับมีราคาแพงเพราะต้องเฉลี่ยกับการนำเข้า นำมาสู่คำถามว่าทำไมคนไทยถึงไมไ่ด้ใช้ก๊าซจากอ่าวไทย ซึ่งคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เองเคยให้ข้อมูลถึงมูลค่าเศรษฐกิจที่ได้จากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีว่าอยู่ที่กว่า 700,000 ล้านบาท และเสนอว่า “โดยหลักการแล้วจึงไม่ควรจะนำก๊าซจากอ่าวไทยไปเผาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า”

 

เรื่องนี้ทำให้เกิดการตั้งคำถามต่อจากผู้คนเป็นจำนวนมากว่าหากก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมีคุณภาพสูง ราคาของก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่ขายให้อุตสาหกรรมก็ควรสูงขึ้นตามไปด้วยหรือไม่? ในขณะที่ราคา Pool gas ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตใช้ผลิตไฟฟ้าให้ประชาชนชนควรจะมีราคาถูกกว่าเนื่องจากเพื่อประโยชน์ของประชาชน

ทำให้กระทรวงพลังงานเริ่มปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติใหม่ เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าให้ประชาชน จนกระทั่งในช่วงปลายเดือนเมษายน 2566 ที่ประชุมบอร์ด กกพ. ได้มีมติเห็นชอบข้อเสนอแนะ “ปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติใหม่ให้เหลือราคาเดียว ให้โรงแยกก๊าซธรรมชาติมาใช้ราคา Pool gas เหมือนกับโรงไฟฟ้าและภาคธุรกิจอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยคาดว่า จะส่งผลทำให้ราคา Pool gas โดยภาพรวมลดลง ซึ่งจะส่งผลทำให้ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าลดลงด้วย และทำให้บริษัท ปตท. บริหารจัดการวัตถุดิบที่ใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี มีประสิทธิภาพสูงสุด”

โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นสามารถนำมาลดต้นทุนค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน เพื่อชดเชยต้นทุนการใช้ราคา Pool gas ในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งอาจจะทำให้คนไทยสามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้มากกว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี

แต่เรื่องนี้ก็อาจจะต้องจับตากันต่อไป เพราะสุดท้ายแล้วการเลือกนำเข้า LNG ก็ยังคงตามมาด้วยราคาที่ผันผวน และไม่ได้การันตีเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน ตราบเท่าที่การผลิตไฟฟ้าของประเทศยังพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ ดังนั้นถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะต้องกลับมาทบทวนนโยบายความมั่นคงทางพลังงานของประเทศกันใหม่

แท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย
แท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย

มากกว่าค่าไฟแพง คือสิ่งที่คนตะวันออกต้องสูญเสียไปเพื่อนำเข้า LNG

ประเทศไทยเริ่มนำเข้า LNG ในปี พ.ศ.2554 ผ่านไป 13 ปี ประเทศไทยนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG มากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งปี พ.ศ.2563 ปริมาณการนำเข้า LNG ของไทยแซงหน้าการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากพม่า โดยรัฐบาลและบริษัทชั้นนำผู้ได้รับประโยชน์ ได้สร้างวาทกรรมบอกว่า ก๊าซธรรมชาติเหลวเป็นประโยชน์ต่อประเทศ เป็นขุมทรัพย์พลังงานของไทย เพราะมีต้นทุนที่ตํ่ากว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่น (ในอดีต ยุคแรกเริ่มนำเข้า) สามารถช่วยฟื้นฟูและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

ทำให้การนำเข้า LNG เป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้ภาคตะวันออกกลายเป็นภูมิภาคที่เป็นเครื่องจักรทางเศรษฐกิจของประเทศ และผลักดันให้จังหวัดระยอง จังหวัดที่เป็นท่าเทียบเรือ LNG โรงแยกก๊าซและโรงไฟฟ้าจำนวนมาก ให้เป็นจังหวัดที่มีรายได้ประชากรต่อหัว (GPP) สูงที่สุดในประเทศไทย

โดยในปี 2550 GPP ของระยอง อยู่ที่ 6.13 ล้านบาท ก่อนจะเติบโตอย่างต่อเนื่องจนในปี 2560 GPP ของระยอง อยู่ที่ 9.84 ล้านบาท นอกจากนั้นรัฐบาลไทยยังมีนโยบายที่ให้ไทยเป็นศูนย์กลางการซื้อขาย LNG ในภูมิภาคนี้ (Regional LNG Hub) โดยคาดว่าจะสร้างผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจประเทศถึง 1.65 แสนล้านบาทใน 10 ปี และสร้างการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น 1.6 หมื่นคน/ปี รวมถึงดึงดูดการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ (MICE) ในกลุ่มการค้า LNG ได้เพิ่มขึ้นด้วย

แต่เศษซากของการพัฒนาทางเศรษฐกิจเหล่านั้นกลับสร้างผลกระทบให้กับคนตะวันออกและคนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะกับชาวประมง เพราะในการนำเข้า LNG จำเป็นต้องสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่อย่างท่าเทียบเรือ (LNG receiving terminal) ที่ยื่นออกไปในทะเล

โดยปัจจุบันไทยมีท่าเทียบเรือ LNG อยู่ 2 แห่ง ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง และกำลังจะมีแห่งที่ 3 อยู่ซึ่งระหว่างการพัฒนาโครงการในเขตพื้นที่มาบตาพุดเช่นเดียวกัน ซึ่งท่าเทียบเรือ LNG แห่งที่ 3 ได้ทำการถมทะเล เพิ่มอีกกว่า 1,000 ไร่ เพิ่มจากการถมทะเลท่าเทียบเรือบแห่งแรก 1,400 ไร่ และท่าเทียบเรือแห่งที่ 2  อีก 1,470 ไร่ไปแล้ว โดยที่ชาวประมงชายฝั่งไม่ได้รับการชดเชยเยียวยาการสูญเสียพื้นที่ทำกิน

การถมทะเลสำหรับท่าเรือ LNG ท่าที่ 3 ในมาบตาพุด จ.ระยอง
การถมทะเลสำหรับท่าเรือ LNG ท่าที่ 3 ในมาบตาพุด จ.ระยอง

ซึ่งการถมทะเลเพื่อท่าเทียบเรือแห่งที่ 3 นั้น ไม่ใช่แค่เพียงเสียพื้นที่ทางทะเล แต่กระบวนการถมทะเล ที่ประกอบไปด้วย การขุดลอกร่องน้ำและแอ่งกลับเรือความลึก 17 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 700 เมตร เพื่อรองรับ LNG สินค้าเทกอง และสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ รวมทั้งท่าเทียบเรือ คลังสินค้า บ่อเก็บกักตะกอนและเขื่อนกั้นคลื่นความยาว 1,627 เมตร ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิศาสตร์ทางทะเล เกิดความสูญเสียต่อทรัพยากรธรรมชาติตั้งแต่พื้นที่ชายหาด พื้นที่ผิวน้ำ ไปจนถึงพื้นที่ใต้น้ำ

โดยเฉพาะบริเวณท่าเทียบเรือ ที่ชาวประมงบอกว่า เป็นแหล่งสัตว์น้ำที่อุดมสมบูรณ์ และเป็นแหล่งทำมาหากินของชาวประมงชายฝั่งมาเนิ่นนาน มีทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา ปะการัง หญ้าทะเล สัตว์น้ำหน้าดิน และสัตว์น้ำหากินข้ามถิ่นตามฤดูกาลซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจ ทำให้ส่งผลกระทบกับวิถีชีวิตของกลุ่มประมงพื้นบ้านที่ต้องรับสภาพสูญเสียพื้นที่ทำมาหากินไปตลอดชีวิต รวมทั้งยังกินพื้นที่ใต้ท้องทะเลเป็นเนื้อที่กว่า 1 ล้านตารางเมตรทำให้สูญเสียโอกาสในการใช้ประโยชน์ในอนาคต

นอกจากนั้นการสร้างท่าเทียบเรือ LNG ที่มีลักษณะของการสร้างสิ่งก่อสร้างลุกล้ำพื้นที่ยื่นลงไปทะเล เป็นการซ้ำเติมปัญหาการกัดเซาะชายหาดด้านตะวันออกของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่มีอยู่เดิมให้รุนแรงมากขึ้นไปอีก ทั้งยังไม่ได้รับการแก้ไขที่ถูกต้อง

ในขณะที่คนตะวันออกต้องจ่ายค่าไฟแพงไปพร้อมๆ กับคนทั้งประเทศแล้ว คนตะวันออกยังต้องแบกรับความสูญเสียจากการขาดแหล่งประกอบอาชีพ และทรัพยากรธรรมชาติที่หายไป และต้องแบกรับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากการนำเข้า LNG โดยที่รัฐบาลไม่ได้มีนโยบายเพื่อชดเชยเยียวยาที่เป็นธรรม และไม่ได้สนับสนุนให้คนตะวันออกสามารถพึ่งพาตัวเองด้านพลังงานได้

 

ดังนั้นเมื่อความมั่นคงทางพลังงานเริ่มสั่นคลอน และเพื่อการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) อย่างยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลสู่พลังงานหมุนเวียนจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

 

 

อ้างอิง
กกพ. ชงรัฐบาลชุดใหม่ ให้โรงแยกก๊าซใช้ราคา “Pool Gas” ลดต้นทุน ‘ผลิตไฟฟ้า’ ดึงค่าไฟลง
ทำไมไทย ไม่นำก๊าซจากอ่าวไทย ทั้งหมด ไปผลิตไฟฟ้า ?
ความไม่เป็นธรรมของค่าไฟ 
ความท้าทายต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม 
ประเทศไทยบนทางแพร่งของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ระยอง จังหวัดที่มีรายได้ประชากรต่อหัว GPP สูงสุดในประเทศไทย
ก้าวไกลเกาะติดรัฐเอี่ยวสัมปทานปล่อย ‘กัลฟ์-ปตท. ‘ถมทะเลรุกล้ำที่ทำกินไม่เห็นหัวประชาชน?
ชาวประมงค้านถมทะเล ผุดท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3 
ทสม.ระยอง​ หวั่นถมทะเลกว่าพันไร่ในโครงการสร้างท่าเรือมาบตาพุด​ เฟส​ 3​ ทำ​สิ่งแวดล้อมพัง
ท่าเรือมาบตาพุด
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR