/

ชีวิตคนหนองพะวาที่มอดไหม้ ใต้กองเพลิงวิน โพรเสส : เสียงสะท้อนแห่งการรอคอยบนความสิ้นหวังของคนระยอง

ถ้าวันหนึ่งที่คุณตื่นขึ้นแล้วต้องพบว่ามีโรงงานลักลอบฝังกากอุตสาหกรรมมาตั้งอยู่ข้างบ้าน มันคงจะทำให้การนอนหลับในทุกคืนกลายเป็นฝันร้ายเหมือนกับที่ชาวบ้านหนองพะวาต้องเผชิญกลิ่นสารเคมีรุนแรงในทุกวันมานานนับ10 ปี

 

เดิมทีชุมชนหนองพะวามีลักษณะเป็นชุมชนเกษตรกรรม มีการทำเกษตร พืชสวนไร่นาเป็นหลัก ชุมชนมีความเป็นอยู่เรียบง่าย ผู้คนใช้ชีวิตอย่างใกล้ชิดกับธรรมชาติ รวมถึงกิจกรรมในชุมชนก็มักเป็นไปแบบร่วมมือและพึ่งพาอาศัยกันตลอดมา 

แต่แล้ววันคืนที่เคยปกติสุขก็เปลี่ยนไปตลอดกาล  หลังจากที่โกดังแห่งหนึ่งในพื้นที่หนองพะวาถูกซื้อโดยโรงงานวิน โพรเสสและได้มีการลักลอบนำกากอุตสาหกรรมโดยเฉพาะกากอุตสาหกรรมที่เป็นอันตรายเข้ามาฝังกลบภายในพื้นที่ 

จากกลิ่นเหม็น กลายเป็นน้ำเสีย จากน้ำเสียลุกลามเป็นไฟไหม้ครั้งใหญ่ ที่ผ่านมา 10 ปีผ่านไปวิน โพรเสสไม่ได้เฉพาะแต่สร้างปัญหาเรื้อรังให้ชาวบ้านหนองพะวาแต่ยังกลายเป็นตัวอย่างของระเบิดเวลาลูกใหญ่โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC และประเทศนี้หากยังไม่มีข้อบังคับ และกฎหมายกำจัดกากอุตสาหกรรมอย่างถูกต้องและเป็นธรรม

และในวันนี้แม้จะผ่านมาแล้ว 7 เดือนกับการไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่เปิดโปงเบื้องหลังบริษัทกากอุตสาหกรรมเหล่านี้ แต่ดูเหมือนว่าคนหนองพะวายังคงถูกทิ้งให้อยู่กับความไม่แน่นอนต่อไปอย่างไร้ความหวัง

ภาพโดย ณัฎฐ์กฤตา ศรีระสันต์, อัฐภิญญา ศิริอนันตกูล

มืดมนหนทาง วิน โพเสสสร้างตราบาป ไร้ความรับผิดชอบ 

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อโรงงานวิน โพรเสส ยังคงดำเนินการแม้กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะไม่ออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานให้บริษัทฯ เนื่องจากประชาชนในพื้นที่หนองพะวากว่า 213 ราย ลงคะแนนเสียงไม่เห็นด้วยกับจัดตั้งโรงงาน ต่อมามีการร้องเรียนจากผู้ใหญ่บ้านเรื่องปัญหาน้ำเสีย ภาราดร ชนะสุนทร ซึ่งขณะนั้นเป็นประธานอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม อำเภอบ้านค่าย จึงทำหนังสือร้องเรียนไปที่หน่วยงานควบคุมมลพิษซึ่งได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาลงพื้นที่ตรวจโรงงาน ก่อนจะพบว่ามีการหลอมอลูมิเนียมดรอสทั้งๆ ที่ทางโรงงานไม่มีใบอนุญาตในการหลอม ทำให้มีกลิ่นเหม็นค่อนข้างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อชาวบ้าน ที่อาศัยอยู่ใต้ลม

และสิ่งที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ ในปี 2560 บริษัท วิน โพรเสสที่ไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการเพราะประชาชนคัดค้านและพบการลักลอบฝังกลบของเสียจากอุตสาหกรรมกลับได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน 3 ใบ ได้แก่ กิจการโรงงานอัดเศษกระดาษ (ประเภท 40) โรงงานหล่อหลอมโลหะ (ประเภท 60) และโรงงานรีไซเคิล (ประเภท 106) ซึ่งในสองลำดับแรกโรงงานมีการแจ้งประกอบกิจการ แต่ไม่มีเครื่องจักร สำหรับโรงงานรีไซเคิลในลำดับสุดท้ายไม่แม้แต่ปรากฎหลักฐานว่าแจ้งขอประกอบกิจการเป็นโรงงานรีไซเคิลอย่างเป็นทางการ นอกจากนั้นวิน โพรเสสยังได้รับใบอนุญาตถือครองวัตถุอันตราย อาทิ น้ำมันใช้แล้ว เพิ่มอีก 4 ใบอย่างน่าสงสัย

ภาพโดย ณัฎฐ์กฤตา ศรีระสันต์, อัฐภิญญา ศิริอนันตกูล

มากไปกว่านั้นตลอดช่วงเวลาในการสะสางเรื่องราวมีการประชุมมากกว่าหนึ่งร้อยครั้งแต่ผู้แทนของวินโพเสสกลับเข้าร่วมเพียงไม่กี่ครั้ง แสดงให้เห็นถึงการขาดความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและตอบสนองอย่างจริงจังมาโดยตลอด ภาราดรเล่าด้วยความรู้สึกผิดหวังว่า

“สิบกว่าปีที่ผมเข้าประชุมเรื่องการแก้ปัญหาวินโพเสสร่วม 100 ครั้ง ซึ่งผู้แทนของวินโพรเสสเข้าประชุมไม่ถึง 10 ครั้ง”

ปัญหามลพิษที่มีอยู่ก็ยังไม่หมดไปแต่เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดเมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ.2567 เวลา 09.15 น. เกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้น ด้านในโรงงานที่เต็มไปด้วยถังสารเคมี สารอลูมิเนียมดรอส และ กรดไฮโดรคลอริกจำนวนมาก ก่อให้เกิดการระเบิดและเกิดเพลิงไหม้ขึ้นในโรงงานโดยเจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลากว่า 20 ชั่วโมงในการควบคุมเพลิง เพราะอะลูมิเนียมดรอสเป็นสารที่ถ้าหากสัมผัสกับน้ำหรือความชื้น จะเกิดการปะทุขึ้น ทั้งยังสร้างแก๊สแอมโมเนียและควันพิษซึ่งส่งกลิ่นเหม็น ลอยขึ้นสู่อากาศ สร้างความรู้สึกไม่ปลอดภัยและความวิตกกังวลเกี่ยวกับอนาคตของชุมชนเพิ่มมากขึ้น 

เวลา 10 ปีสำหรับหลายคนเป็นเวลาที่ยาวนาน แต่สำหรับชาวบ้าน คนหนองพะวาที่ต้องทนอยู่กับอาการไอเรื้อรังโรคทางเดินหายใจ ต้องสูญเสียพื้นที่ทำกิน แหล่งน้ำและอากาศที่สะอาด และต้องเผชิญหน้ากับความไม่ปลอดภัยทั้งทางร่างกายและจิตใจ 10 ปีแห่งการทนทุกข์ของคนหนองวะพาจึงดูเหมือนจะยิ่งยาวนานขึ้นไปอีก 

ภาพโดย ณัฎฐ์กฤตา ศรีระสันต์, อัฐภิญญา ศิริอนันตกูล

10 ปี ยํ่าอยู่ที่เดิมกับชีวิตปกติ ที่หนองพะวาระเหยไปพร้อมควัน 

ในช่วงระยะเวลา 10 ปี ชาวบ้านหนองพะวาใช้ชีวิตท่ามกลางความยากลำบาก โดยต้องเผชิญกับน้ำที่เสียและกลิ่นเหม็นจากโรงงาน เช่นเดียวกับการทำเกษตรที่ก็ได้รับผลกระทบ แต่ในขณะเดียวกันชาวบ้านก็ได้รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ของชุมชน ชาวบ้านพยายามหาทางแก้ปัญหาร่วมกัน แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย ทั้งออกไปประท้วง กางเต้นท์หน้าโรงงาน ใช้เครื่องเสียงขับไล่ถึงขนาดทำป้ายติดว่า ‘ไอ้โรงงานนรก!!’ แต่ก็ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งอาจจะเกิดอันตรายกับตัวชาวบ้านเองได้

นอกจากนั้นทางโรงงานก็ยังใช้กฎหมายโดยมีการติดป้ายว่า ‘หากบุคคลอื่นเข้ามาในพื้นที่ จะถูกดำเนินการตามกฎหมาย’ ซึ่งเป็นการใช้กฎหมายเป็นการข่มขู่ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถเข้าไปดูหรือเก็บหลักฐานในพื้นที่โรงงานได้แม้แต่นิดเดียว จนกระทั่งถึงวันที่เกิดไฟไหม้ขึ้น ทำให้มีสื่อมวลชนเข้าไปทำข่าวและได้พบกับความจริงว่า ภายในโรงงานยังเหลือกากอุตสาหกรรมและถังสารเคมีอยู่อีกเป็นจำนวนมากถึง 30,000 – 40,000 ตัน แม้เหตุการณ์ไฟไหม้จะกินระยะเวลาหลายวัน 

หลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้เป็นข่าวโด่งดังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาครัฐก็ได้มีการเข้ามาตรวจสอบพื้นที่ทำให้ชาวหนองพะวามีความหวังว่าจะมีการจัดการและขนย้ายนำกากอุตสาหกรรมและถังสารเคมีออกนอกพื้นที่แต่เชื่อไหมว่าตอนนี้ผ่านไปแล้ว 5 – 6 เดือน ซากกากอุตสาหกรรมและสารเคมีเหล่านั้นก็ยังอยู่ที่เดิมแต่กลับเป็นโรงงานและทุกหน่วยงานที่เงียบหายไปทิ้งให้ชาวหนองพะวาอยู่กับความกลัวว่าจะมีเหตุการณ์ไฟไหม้ขึ้นซ้ำอีกครั้ง

ภาพโดย ณัฎฐ์กฤตา ศรีระสันต์, อัฐภิญญา ศิริอนันตกูล

สู้ จน เจ็บ ตาย ราคาที่คนหนองพะวาจ่ายให้วิน โพรเสส

ชาวบ้านหนองพะวาได้รับผลกระทบทุกทางแต่ก็ยังพยายามอย่างเต็มกำลังที่จะปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับปัญหา ชาวบ้านหลายคนอาจต้องหาแหล่งน้ำสะอาดเพิ่มเติม ต้องซื้อน้ำจากแหล่งอื่นหรือขุดบ่อบาดาลใหม่เพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน เนื่องจากน้ำเสียจากโรงงานไหลซึมเข้าสู่พื้นที่

เช่นเดียวกับการทำเกษตรก็ได้รับผลกระทบ เมื่อผลผลิตลดลงและคุณภาพด้อยลง ทำให้รายได้ของครอบครัวลดลงเช่นกัน คนในชุมชนอาจต้องหันไปทำอาชีพเสริมหรือหางานในที่อื่นเพื่อประคับประคองชีวิต หรือในบางกรณีก็ร้ายแรงถึงกลับต้องสูญเสียที่ดินทำกินไป อย่าง

พื้นที่ของเทียบ สมานมิตร ชาวบ้านที่มีสวนยางพาราติดกับโรงงานวิน โพเสส ได้ผลกระทบมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 – 2556 โดยเฉพาะเรื่องน้ำเสียจากกากอุตสาหกรรมและสารเคมีที่ไหลซึมลงสู่ดิน “บ่อน้ำข้างๆ โรงงานช่วงที่ไฟยังไม่ไหม้ ค่า ph อยู่ที่ 2 ซึ่งก็ถือว่าหนักที่สุดแล้ว แต่พอปีนี้มีไฟไหม้บ่อน้ำทางข้างๆ  โรงงานนี่ค่า ph ก็พุ่งไปอยู่ที่ 0 เลย ถือว่าเป็นกรด 100%” 

โดยรวมแล้วสวนยางพาราของเทียบเสียหายชัดเจนยี่สิบกว่าไร่จากทั้งหมดสามสิบไร่ เทียบว่าพลางชี้ให้ดูภาพของสวนยางที่ตายไปแล้ว และสิ่งที่เทียบกังวลที่สุดตอนนี้ คือ    

“กลัวว่าสารที่มาจากไฟไหม้จะซึมลงดินและขยายวงกว้างขึ้นกว่านี้ ซึ่งจะทำให้การฟื้นฟูน่ากังวลขึ้นไปอีก เพราะว่า มันจะทำไม่ได้ เพราะว่ามันหนัก” ส่วนเมื่อถามหาถึงปัญหาด้านสุขภาพของชาวบ้านหนองพะวา ที่เกิดจากการได้รับสารเคมีจากการสูดดมเข้าไปเทียบเล่าว่า  “อย่างช่วงที่ฝนตกแล้วสารระเหย เราต้องจัดการร่างกายตัวเอง ตอนนี้ชาวบ้านก็บ่นกันระนาว ว่ามีผื่นคันขึ้นกันไปหมด ”

ภาพโดย ณัฎฐ์กฤตา ศรีระสันต์, อัฐภิญญา ศิริอนันตกูล

ในขณะที่ภาราดรก็เล่าเพิ่มอย่างขมขื่นว่า “ชาวหนองพะวาเรามาก่อนกาล เพราะลูกเล็กเด็กแดง นักเรียนและชาวบ้านที่ทนดมกลิ่นไม่ไหวก็ต้องสวมแมสก์ป้องกันกลิ่น และป้องกันผลกระทบที่จะส่งผลเสียต่อร่างกายมาตั้งแต่ก่อนสมัย Covid – 19” 

เช่นเดียวกับในเรื่องของการเยียวยา วันที่ 7 มิ.ย. 2564 ประชาชนหนองพะวาจำนวน 15 คน ได้ยื่นฟ้องบริษัทวิน โพรเสสฯ และเจ้าของบริษัท เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายและการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม โดยในวันที่ 13 ธ.ค. 2565 ศาลจังหวัดระยองพิพากษาให้บริษัทวิน โพรเสสต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายรวมกว่า 20 ล้านบาท และต้องควบคุมสารเคมีไม่ให้รั่วไหล พร้อมทั้งฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม แต่ก็ยังไม่มีชาวบ้านคนใดได้รับการเยียวยาในส่วนนี้แม้แต่บาทเดียว 

เทียบเล่าเสริมว่า“ฟ้องเรียกค่าเสียหายไปตอนนี้ก็ยังไม่มีคนจ่าย มีผู้เสียหาย 15 ราย ศาลตัดสินให้ยี่สิบ 20กว่าล้านเศษ ตอนนี้ยังไม่มีใครได้สักคน 2 ปีมาแล้ว” โดยผู้เสียหายบางรายที่เป็นส่วนหนึ่งในการฟ้องร้องมาตั้งแต่แรกได้เสียชีวิตไปแล้วทั้งที่ยังไม่ได้รับค่าชดเชยเยียวยาจากวินโพเสส 

แม้ทางวิน โพเสสจะนำทรัพย์สินที่ยังคงอยู่ในสภาพดีไปขาย แล้วนำเงินที่ได้มาวางไว้ที่ศาลจำนวน 12 ล้านบาท โดยศาลได้มอบหมายให้ทางกรมโรงงานเป็นผู้รับผิดชอบสรรหาคนเข้ามากำจัดและขนย้ายกากสารเคมี โดยเอาเงินก้อนแรกออกมาที่ 6 ล้านบาท แต่สุดท้ายกากสารเคมีที่เหลืออยู่ภายในโรงงานก็ไม่ได้รับการขนย้าย หนำซ้ำสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง ได้นำรถแบคโฮมาขุดตักดินภายในโรงงานเพื่อนำไปไปตรวจสอบ และได้มีการขุดบ่อขนาดใหญ่จึงทำให้น้ำที่ปนเปื้อนสารอันตรายซึมเข้าสู่พื้นที่ชาวบ้านเพิ่มขึ้นอีก

ต่อมาวันที่ 2 ก.ย.2567 หลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้ ศาลจังหวัดระยองมีคำพิพากษาให้บริษัทวิน โพเสสชดใช้ค่าเสียหายเพื่อฟื้นฟูดินและน้ำที่มีการปนเปื้อนมลพิษให้กลับคืนสู่สภาพเดิม เป็นเงินกว่า 1,700 ล้านบาท และเช่นเดิมชาวบ้านยังไม่มีใครได้รับแม้แต่บาทเดียว ทั้งที่ชาวบ้านชนะคดีมาถึงสองครั้ง“รอมา 10 กว่าปีนี้ก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้นมีแต่แย่ลงๆ แต่เราไม่สามารถทำอะไรได้” 

ในเรื่องราวนี้ทั้งหมดที่ดูเหมือนว่าความเท่าเทียมที่มีซึ่งชาวหนองพะวาไม่เคยได้ จะเป็นกลายไปเป็นความเท่าเทียมระหว่างหน่วยงานรัฐกับบริษัทวิน โพเสสซะอย่างงั้น

ภาพโดย ณัฎฐ์กฤตา ศรีระสันต์, อัฐภิญญา ศิริอนันตกูล

หนี้ที่รัฐและวิน โพเสสต้องจ่ายคืนคนหนองพะวา

ถ้าหากอยากจะแก้ไขปัญหาเรื่องโรงงานวิน โพรเสสอย่างจริงจังเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ที่ไหนอีก ภราดรชวนมองย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น

“ทุกวันนี้เหมือนไม่มีมาตรการที่รัดกุม แล้วพอมีเรี่องค่อยแก้ไข้ และสุดท้ายก็แก้ไขไม่ได้ เขาควรที่จะสั่งปิดกิจการ สั่งหยุดการเคลื่อนไหว หยุดกิจกรรมทุกอย่าง และใช้กฎหมายเข้าไปบังคับเพื่อไปสู่การขนย้ายและกำจัดตามกฎหมายไม่ใช่พึ่งจะมาดำเนินการ” ภาราดรกล่าว ซึ่งถ้าในอนาคต EEC เติบโตขึ้น กากอุตสาหกรรมก็จะมากขึ้นตามไปด้วย การกำจัดกากอุตสาหกรรมจึงจำต้องมีมาตรการที่เข้มข้น สร้างนโยบายและกฎหมายที่เข้มงวด สนับสนุนการพัฒนานโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่นควรมีกฎหมายติดตามและเอาผิดเจ้าของกากของเสียอุตสาหกรรม หากกากอุตสาหกรรมไม่ได้รับการกำจัดอย่างถูกวิธี และที่สำคัญจะต้องมีกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างถูกต้องและเป็นธรรม

“สิ่งที่ดีที่สุด  คือ การมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนเพื่อหาแนวทางป้องกัน ก่อนที่จะสร้าง ก่อนที่จะทำ จะต้องมานั่งคุยกันทุกภาคส่วนไม่ใช่แค่ภาครัฐและนายทุน ต้องถามชาวบ้านว่าโรงงานประเภทนี้เอาไหม อนุญาตให้สร้างไหม ”

ภาพโดย ณัฎฐ์กฤตา ศรีระสันต์, อัฐภิญญา ศิริอนันตกูล

ภาราดรกล่าวแล้วเน้นย้ำโดยเฉพาะในโรงงานประเภท 101 หรือโรงงานปรับคุณภาพของเสียรวม โรงงานประเภท 105 หรือโรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับการคัดแยกหรือฝังกลบสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว และสุดท้ายโรงงานประเภท 106 หรือโรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับการนำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ไม่ใช้แล้วหรือของเสียจากโรงงานมาผลิตเป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ใหม่โดยผ่านกรรมวิธีการผลิตทางอุตสาหกรรมซึ่งเป็นผลมาจากผังเมือง EEC ที่มีการเปลี่ยนผังสีเขียวซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือสวนสาธารณะไปเป็นผังสีเหลืองอ่อนที่อนุญาตให้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมหรือการใช้ประโยชน์อื่น ๆ ที่มีความหนาแน่นมากขึ้น โรงงานประเภทเหล่านี้ไม่ควรอนุญาตให้ประกอบกิจการอยู่ติดกับชุมชน โดยควรให้โรงงานประเภทนี้ไปอยู่ในเขตอุตสาหกรรม ที่มีคนกำกับดูแลควบคุม

นอกจากนั้นการขนย้ายและกำจัดกากของเสียอุตสาหกรรมก็จำเป็นจะต้องถูกตรวจสอบจากหน่วยงานภาครัฐและประชาชนว่าต้นทางเอาไปเท่าไหร่ ไปจำกัดที่ไหน มีใบอนุญาต ถูกต้องไหม พอถึงปลายทางก็จะต้องตรวจสอบว่ามันเหลือเท่าที่เอาไปหรือไม่

สุดท้ายควรมีการสร้างเครือข่ายระหว่างพื้นที่ที่ประสบปัญหาคล้ายกันเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางในการแก้ไขปัญหา เพื่อพัฒนาโครงการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม หรือกิจกรรมที่ส่งเสริมสุขภาพ รวมถึงตั้งกลไกในการติดตามและเฝ้าระวังการดำเนินงานของโรงงานเพื่อให้มั่นใจว่ามาตรการป้องกันและบรรเทาผลกระทบถูกนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง รวมถึงร่วมกันพัฒนาระบบการแจ้งเตือนให้ชุมชนสามารถรายงานปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วเพื่อให้มีการตอบสนองที่ทันเวลา

อย่าให้ชาวบ้านหนองพะวาหรือชาวบ้านที่ไหนต้องเจอกับเหตุการณ์ซ้ำรอยแบบวิน โพรเสส เรื่องแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้นอีก ไม่ใช่กับพื้นที่ EEC ที่เราอยากอยู่ เพราะครั้งหน้าอาจจะกลายเป็นโศกนาฎกรรมจริงๆ เลยก็ได้

ภาพโดย ณัฎฐ์กฤตา ศรีระสันต์, อัฐภิญญา ศิริอนันตกูล

อ้างอิง

http://esprel.labsafety.nrct.go.th/content.asp?ID=317

https://www.thaipbs.or.th/news/content/339344

https://www.seub.or.th/bloging/news/win-prosess/

https://search.app/VwukaN9pkgBPvPnFA

https://localsthaipbs.net/%E0%B8%9F%E0%B8%B1%

https://www.facebook.com/EarthEcoAlert/photos/%E0%B8

 


บทความโดย อารีวรรณ คำภะวา และ ชลธิชา ชูสัมฤทธิ์
ภาพโดย ณัฎฐ์กฤตา ศรีระสันต์, อัฐภิญญา ศิริอนันตกูล
นิสิตคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ชั้นปีที่ 4
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการ Where we belong : ภาคตะวันออกที่เราอยากอยู่ ร่วมกับ คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, Land Watch และ Local PBS (ThaiPBS)
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR