ถ้าย้อนกลับไปตอนเด็กๆ เราเชื่อว่าเวลาผู้หลักผู้ใหญ่ชวนเราไปวัด เราคงส่ายหน้า หรือได้แต่ถอนหายใจ แต่ปัจจุบันนี้คนรุ่นใหม่หลายคนเองก็เริ่มมีความสนใจในการทัวร์วัด ไม่ว่าจะด้วยความเชื่อ หรือการเป็นแหล่งเช็กอินก็ตาม
แต่ครั้งนี้ เราอยากลองชวนทุกคนไปวัดด้วยการมองผ่านสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ของวัดที่ผูกโยงเข้ากับชีวิตของคนสมัยก่อนไปด้วยกัน ซึ่งเป็นอีกมุมมองที่น่าสนใจไม่น้อย และอาจได้แรงบันดาลใจกลับไปด้วย
แน่นอนว่าภาคตะวันออกของประเทศไทยมีวัดที่สวยงาม มีสถาปัตยกรรมเก่าแก่ และมีความเป็นมาที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์การเมืองการปกครอง การตั้งถิ่นฐาน ศิลปะวัฒนธรรม ไปจนถึงความเชื่อหลายแห่ง
ซึ่งบางวัดก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานจากกรมศิลปากร บางวัดก็มีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านที่ควรค่าแก่การมาเยื่ยมชมสักครั้งในชีวิต บางวัดชาวบ้านก็เชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ สามารถช่วยแก้ไขคุณไสยหรือถอนคำสาบานได้ บางวัดก็เป็นที่รู้จักกันในเรื่องช่วยอำนวยพรให้สมหวัง หรือให้โชคให้ลาภ
และแน่นอนว่าในวันมาฆบูชานี้ EPIGRAM เลยรวบรวมวัดที่น่าสนใจในภาคตะวันออกที่บางวัดเองหลายคนอาจจะยังไม่รู้จัก หรือบางวัดรู้จักชื่อแต่ไม่เคยสำรวจประวัติความเป็นมาให้ เผื่อว่าใครกำลังอยากหาวัดสำหรับการไปทำบุญในวันพระใหญ่นี้
แต่ก็ต้องบอกไว้ก่อนว่าจริงๆ แล้ววัดเก่าแก่ในภาคตะวันออกมีเยอะมากจนเราไม่สามารถเล่าได้ทั้งหมด แต่หากใครอยากลองชวนไปวัดไหน ลองพิมพ์คอมเมนต์มาเล่าให้ฟังกันได้เลย
จังหวัดปราจีนบุรี
-
วัดแก้วพิจิตร

มาเริ่มกันที่วัดแรก วัดแรกที่เราเลือกมาคือ วัดแก้วพิจิตร ด้วยความพิเศษของวัดแก้วพิจิตร ซึ่งคือ ตัวสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างศิลปะไทย จีน ยุโรป และขอมได้อย่างลงตัว
พร้อมทั้งภายในพระอุโบสถวัดยังมีจิตรกรรมฝาผนังที่งดงามและมีความหมายทางประวัติศาสตร์บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ซึ่งวาดโดยช่างหลวงในสมัยรัชกาลที่ 6 และยังมีปริศนาธรรมต่าง ๆ ของเจ้าพระยาอภัยภูเบศรที่ถูกซ่อนไว้ในงานจิตรกรรมบนแผ่นผ้า เช่น ปริศนาธรรมด้านการปกครองที่ว่าด้วยนาฬิกาไม่ยอมเที่ยงอยู่ที่ซุ้มประตูเรือนแก้ว เป็นต้น
ตัววัดแก้วพิจิตรตั้งอยู่ริมฝั่งทางด้านขวาของแม่น้ำปราจีนบุรี ในตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองปราจีนบุรี ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศตะวันออกประมาณ 2 กิโลเมตร นับเป็นวัดนิกายธรรมยุติแหล่งแรกในจังหวัดปราจีนบุรี ที่ก่อสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2422 ในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยนางประมูล โภคา (แก้ว ประสังสิต) ภรรยาของขุนประมูลภักดี เศรษฐีนีใจบุญชาวปราจีนบุรี
ต่อมาในปี พ.ศ.2461 เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) ได้สร้างพระอุโบสถเพื่อทดแทนหลังเก่าที่ชำรุดทรุดโทรมและมีการประดิษฐาน
พระประธานที่ได้รับพระราชทานชื่อจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า หลวงพ่ออภัยวงศ์ หรือ หลวงพ่ออภัย เพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าพระยาอภัยภูเบศรผู้สร้างพระอุโบสถใหม่ขึ้น
นอกจากพระอุโบสถแล้ว ภายในวัดยังมีอาคารเรียนหนังสือไทยนักธรรมบาลี ซึ่งเป็นอาคารคอนกรีตรูปสถูปโดม แบบศิลปะกรีกโรมันที่ดูแปลกตาอีกด้วย
-
วัดต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ

อีกหนึ่งวัดในจังหวัดปราจีนบุรีที่เราอยากนำเสนอคือ วัดต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ ซึ่งดูจากชื่อแล้ว หลายคนคงเดาได้ว่าสิ่งที่โดดเด่นของวัดนี้ก็คงไม่พ้น ต้นศรีมหาโพธิ ที่ว่ากันว่ามีอายุกว่า 2,000 ปี และเป็นต้นโพธิ์ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย
โดยสันนิษฐานว่า ต้นศรีมหาโพธิที่ปราจีนบุรีเป็นหน่อเนื้อของต้นโพธิจากประเทศศรีลังกา ซึ่งเป็นเชื้อไขของต้นพระศรีมหาโพธิที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้จากพุทธคยา ประเทศอินเดียอีกที มีการเล่าต่อกันมาว่า ต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิที่ปราจีนบุรี ถูกอัญเชิญมาจากลังกาทวีปในสมัยวัฒนธรรมทวารวดีเมื่อประมาณ 1,000 กว่าปีมาแล้ว ปัจจุบันต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ นับเป็นสัญญาลักษณ์ของจังหวัดปราจีนบุรี ทุก ๆ ปีจะมีงานนมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นประจำ
โดยรอบบริเวณลานของต้นศรีมหาโพธิก็จะมีพระพุทธรูปปางต่างๆ ประดิษฐานอยู่ นอกจากนั้นแล้วภายในวัดก็ยังมีพระเจดีย์ประธาน ที่มีการจำลองแบบจากเจดีย์พทธคยา ซึ่งมีการตกแต่งพระเจดย์ด้วยลายปูนปั้นรูปเทวดาต่างๆ อย่างสวยงามอีกด้วย
จังหวัดชลบุรี
-
วัดหนองเกตุใหญ่

มาต่อกันที่จังหวัดชลบุรี วัดแรกที่เราอยากนำเสนอที่จังหวัดชลบุรี คือ
วัดหนองเกตุใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ในตำบลหนองปลาไหล อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี
ความโดดเด่นของวัดนี้ คือ มีพระอุโบสถหลังเก่าที่มีความงดงาม โดยภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าแก่ปางมารวิชัย ที่แกะสลักด้วยไม้อายุกว่า 200 ปี สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา นอกจากนี้ยังมี ภาพเขียนสีและลวดลายหน้าบันที่สวยงาม และกุฏิทรงไทยซึ่งทั้งหมดนี้ได้รับการบูรณะโดยกรมศิลปากร
วัดหนองเกตุใหญ่ เริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2314 โดยนายแสงทอง กับนางทองคำ ซึ่งเป็นผู้มั่งคั่งร่ำรวยอยู่ในตำบลหนองปลาไหลเป็นผู้บริจาคที่ดิน เดิมเรียกกันว่า ‘วัดใหญ่’ ต่อมาราวปี พ.ศ. 2459 – 2460 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราษในสมัยนั้น ได้เสร็จเยี่ยมหัวเมืองฝั่งทะเลตะวัน ออกแล้วได้แวะมาที่วัดแหล่งนี้ จึงตรัสให้เปลี่ยนชื่อจากวัดใหญ่เป็น ‘วัดหนองเกตุใหญ่’ แทน
นอกจากตัวพระอุโบสถ พระประธานในอุโบสถ และกุฎิทรงไทยแล้ว ภายในวัดหนองเกตุใหญ่ยังมี พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดหนองเกตุใหญ่ ที่เก็บสะสมของเก่าของโบราณหายากเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเล่าเรื่องราวความเป็นมาในครั้งอดีตไว้ด้วย
-
วัดใหญ่อินทาราม

วัดที่สองที่เรายกมาแนะนำคือ วัดใหญ่อินทาราม พระอารามหลวง หรือที่ชาวบ้านเรียกติดปากว่า วัดใหญ่ วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ตำบลบางปลาสร้อย อำเภอเมืองชลบุรี เป็นวัดเก่าแก่ที่มีอายุนานร่วม 600 ปี ทั้งยังเป็นโบราณสถานสำคัญทางพระพุทธศาสนาคู่บ้านคู่เมืองชลบุรีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
โดยเล่ากันว่า เมื่อครั้งที่ พระนครอินทร์หรือพระนครอินทราธิราช พระมหากษัตริย์องค์ที่ 6 แห่งกรุงศรีอยุธยา เสด็จพยุหยาตราทางชลมารคประพาสเมืองชลบุรี มาถึงบริเวณนี้ ได้ทอดพระเนตรเห็นว่า เหมาะสำหรับเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของพระภิกษุสงฆ์ จึงมีพระราชศรัทธาให้สร้างวัดขึ้นมา แล้วพระราชทานนามพระอารามนี้ ว่า ‘วัดอินทาราม’ เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชนามเดิมของพระองค์ ก่อนที่ปัจจุบันจะได้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดใหญ่อินทาราม
นอกจากนั้นวัดใหญ่อินทารามยังเคยเป็นวัดที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อครั้งเป็นพระยาวชิรปราการ ได้เคยเสด็จฯ มาพักรวบรวมไพร่พล เพื่อกอบกู้เอกราชและปราบนายทองอยู่น้อยที่คิดมิชอบต่อบ้านเมืองอีกด้วย
สิ่งที่น่าสนใจในวัดแห่งนี้ตามข้อมูลจาก สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดชลบุรี ได้แก่ “พระอุโบสถที่มีฐานแอ่นโค้งเป็นท้องสำเภาและมีการต่อพาไลเป็นหลังคายื่นออกมา มีเสารองรับทางด้านหน้า ซึ่งเป็นลักษณะของสถาปัตยกรรมที่เป็นที่นิยมในสมัยอยุธยาตอนปลายถึงต้นรัตนโกสินทร์ มีหลังคาทำซ้อนกันสองชั้น มีใบระกาหางหงส์เช่นวัดทั่วไป ส่วนช่อฟ้าทำเป็นรูปเทพนมหันหน้าออกทั้งสองด้าน มีความงามโดดเด่นสะดุดตามาก หน้าบันทั้งด้านหน้าและหลังของโบสถ์ปั้นลายปูนปั้นเป็นชั้นช่อดอกไม้ ใช้ถ้วยกระเบื้องเคลือบอย่างจีนมาประดับ กรอบประตูหน้าต่างก็ทำเช่นเดียวกัน ลักษณะเช่นนี้เป็นที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3”
ส่วนจิตรกรรมฝาผนังในโบสถ์เป็นงานศิลปะชั้นสูง ซึ่งครั้งหนึ่งสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ ทรงตรัสชมว่า “ฝีมืองามมาก อย่าให้ซ่อมแซมเป็นอันขาด” โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดชลบุรี ระบุว่าเป็นภาพจิตรกรรมสีฝุ่น
บนผนังระหว่างช่องหน้าต่างทั้งสองข้าง เขียนเรื่องทศชาติชาดก ตอนบนเป็นภาพเทพชุมนุมเรียงกันสามชั้น ผนังด้านหน้าตรงข้ามพระประธานเป็นภาพมารผจญ มีภาพทหารชาติต่างๆ เช่น ยุโรป จีนจาม ถืออาวุธต่างชนิดกัน ผนังด้านหลังพระประธานเป็นเรื่องไตรภูมิมีแผนภูมิจักรวาล ป่าหิมพานต์ นรกภูมิ และพุทธประวัติ ทางตอนล่างของภาพเป็นภาพต้นนารีผล ที่ออกผลคล้ายร่างกายมนุษย์ บนเพดานเขียนเป็นลายดาวเพดานบนพื้นสีแดง
ส่วนขื่อเขียนเป็นลายไทยคล้ายลายผ้าโบราณ เสาหกคู่ที่รองรับขื่อเขียนลายทองทุกต้น ซึ่งทางวัดได้ร่วมกับกรมศิลปากรดูแลรักษาจิตรกรรมในโบสถ์ไว้ในสภาพที่สมบูรณ์ และทำคำบรรยายประกอบจิตรกรรมแต่ละด้านไว้ด้วย
นอกจากนั้นยังมีพลับพลาตรีมุข สร้างด้วยไม้ประดิษฐานพระพุทธรูปหล่อสำริดทรงเครื่องกษัตริย์ เรียกกันว่า “หลวงพ่อเฉย” เป็นพระประธาน และมีหมู่พระพุทธรูปรวม 14 องค์ ที่อยู่รายล้อมพระประธาน ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกัน แสดงว่าอาจจะสร้างในยุคสมัยที่แตกต่างกัน บางองค์สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา บางองค์สร้างในสมัยรัตนโกสินทร์
วัดใหญ่อินทารามจึงเป็นทั้งวัดที่มีความสำคัญทางศาสนาและประวัติศาสตร์ ทั้งยังเป็นสถานที่ที่ทรงคุณค่าทางศิลปะอีกด้วย
จังหวัดระยอง
-
วัดราชบัลลังก์ประดิษฐาราม

สำหรับจังหวัดระยองเชื่อว่าหลายๆ คนคงรู้จักวัดป่าประดู่ หรือวัดบ้านแลงเป็นอย่างดี แต่นอกจากสองวัดชื่อดังที่กล่าวไปแล้ว จังหวัดระยองยังมีวัดที่น่าสนใจอีกหลายวัด โดยเฉพาะวัดราชบัลลังก์ประดิษฐาราม ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอแกลง จังหวัดระยอง โดยวัดนี้เป็นที่รู้จักในเรื่องการแก้คุณไสยและถอนคำสาบาน ซึ่งชาวบ้านมักมาขอพรและทำพิธีเพื่อปัดเป่าสิ่งไม่ดี แต่มากไปกว่าการแก้คุณไสย วัดราชบัลลังก์ประดิษฐารามยังมีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ
โดยแต่เดิม วัดราชบัลลังก์มีชื่อว่า ‘วัดเนินสระ’ ตามสภาพพื้นที่ คือ มีสระน้ำสำหรับใช้อุปโภคบริโภคของชาวบ้านอยู่โดยรอบ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น ‘วัดทะเลน้อย’ ตามชื่อหมู่บ้านเพราะบริเวณนี้ดั้งเดิมเป็นทะเล ซึ่งหากขุดลึกลงไปสักเล็กน้อยก็จะพบซากเปลือกหอยมากมายในทุกพื้นที่ ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชการที่ 4 ได้พระราชทานนามให้ใหม่ว่า ‘วัดราชบัลลังก์ประดิษฐาราม’ เพื่อเชิดชูเกียรติแด่สมเด็จพระเจ้าตากสินมาหาราช ที่เคยเสด็จมาพักพลที่วัดนี้
วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่สร้างขึ้นในสมัยใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด แต่มีการสันนิษฐานว่าเป็นวัดที่พระเจ้าตากสินให้ชาวบ้านสร้างขึ้นเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับทหารที่เสียชีวิตจากวีรกรรมทุ่งเพลงบ้านทะเลน้อย ต่อมาหลังจากสมเด็จพระเจ้าตากสินได้กอบกู้เอกราชสำเร็จและขึ้นครองราชย์แล้ว ได้ให้ เจ้าอยู่ นำบัลลังก์ที่ประทับของพระองค์มาถวายที่วัดนี้ พร้อมด้วยตู้ลายทอง 1 ตู้ และพระพุทธรูปซึ่งสร้างด้วยโครงหวายฉาบปูนปิดทอง 1 องค์ เพื่อประดิษฐานเป็นพระประธานในอุโบสถ
ปัจจุบันบัลลังก์ของพระเจ้าตากสินถูกเก็บรักษาไว้ ณ พิพิธภัณทสถานแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร และเขียนแจ้งไว้ว่า “ได้มาจากเมืองแกลง” แต่ที่วัดก็ยังมีโบราณสถานโบราณวัตถุที่สำคัญอีกหลายอย่าง เช่น เจดีย์ โบสถ์ พระประธานก่อสร้างด้วยโครงหวายฉาบปูน ตู้ลายรดน้ำ มีดดาบ และของเก่าอีกมากมายที่น่าใจและน่าแวะมาเยี่ยมชม
-
วัดโขดทิมธาราม

วัดที่สองที่เราอยากแนะนำที่จังหวัดระยอง คือ วัดโขดทิมธาราม ซึ่งเป็นอีกวัดที่ปัจจุบันมีชื่อเสียงในเรื่องการถอนคำสาบานและแก้คุณไสย ปัดเป่าสิ่งไม่ดี เช่นเดียวกันกับวัดราชบัลลังก์ประดิษฐาราม
วัดโขดทิมธารามตั้งอยู่ที่ตำบลท่าประดู่ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ชาวบ้านส่วนใหญ่นิยมเรียกว่าสั้นๆ ว่า ‘วัดโขด’ เนื่องจากที่ตั้งของวัดแห่งนี้อยู่บนโขดทรายติดกับแม่น้ำระยองนั่นเอง โดยมีการสันนิษฐานว่าวัดโขดแห่งนี้สร้างขึ้นสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ราวปี พ.ศ. 2007 โดยนาย ทิม ผู้เป็นเจ้าเมืองระยองในสมัยนั้น โดยมีหลวงพ่อขาว ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยอายุกว่า 500 ปี ที่เป็นที่เคารพสักการะบูชาของชาวระยองประดิษฐานอยู่
ความโดดเด่นของวัดโขดทิมธารามคือตัวอุโบสถหลังเก่าที่ยังมีความสวยงามตามอดีต เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน หันหน้าไปทางทิศตะวันออก หลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้อง หน้าบันมีปูนปั้นลายเครือเถา ประดับด้วยตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องทศชาติชาดกครบทั้งสิบชาติและรามเกียรติ์ นอกจากนี้ยังพบบุคคลแต่งกายแบบไทย – จีน มีภาพชาวจีนผูกผมเปีย เรือสำเภาจีน ที่วาดขึ้นโดยฝืมือช่างท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ซึ่งเป็นรูปแบบศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย ต่อเนื่องมายังรัตนโกสินทร์
ซึ่งในทุกๆ ปีก็จะมีการจัดงานบูชานมัสการประจำปี ในวันที่ 13 – 14 เมษายน
จังหวัดจันทบุรี
-
วัดทองทั่ว

สำหรับจังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของภาคตะวันออกมานับพันปี เริ่มตั้งแต่การตั้งถิ่นฐานของเมืองเพนียดที่อาจเกิดมาก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา จนมาถึงการรวบรวมไพร่พลกู้เอกราช ในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช โดยวัดทองทั่วที่เราเลือกมานำเสนอเป็นวัดที่ปรากฎหลักฐานการก่อสร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยา
วัดทองทั่ว หรือเดิมชื่อ วัดเพนียด ซึ่งสันนิษฐานว่าเรียกตามชื่อ เมืองเพนียด ที่พบชื่ออยู่ในพงศาวดารมาตั้งแต่เริ่มสร้างกรุงศรีอยุธยา โดยเมืองเพนียดเป็นเมืองโบราณเก่าแก่ที่ได้รับวัฒนธรรมมาจากอินเดีย จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบชื่อเมืองเพนียดมาตั้งแต่เมื่อพุทธศตวรรษที่ 12 หรือปลายสมัยฟูนัน
โดยวัดทองทั่วเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์โบราณสถานเมืองเพนียด ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรักษาโบราณวัตถุ อันได้แก่ ทับหลังแบบถาลาปริวัติ และทับหลังแบบไพรกเมง (พ.ศ. 1150-1250) รวมถึงพบเสาประดับกรอบประตูแบบนครวัด และโกลนพระคเณศทำจากหินทรายสีขาว อีกทั้งบริเวณใกล้วัดยังมีหลักฐานกำแพงเมืองปรากฏอยู่
สิ่งที่น่าสนใจของวัดนี้ คือ มีพระอุโบสถและเจดีย์อายุนับร้อยปีที่มีศิลปะแบบอยุธยา โดยภายในพระอุโบสถประดิษฐาน “พระพุทธสุวรรณมงคลศากยมุนีศรีสรรญเพ็ชญ์” หรือ “หลวงพ่อทอง” อันเป็นพระพุทธรูปอายุเก่าแก่ที่อยู่คู่มากับพระอุโบสถ
ปัจจุบันพระอุโบสถได้มีการต่อเติมเปลี่ยนแปลง ทำให้มีการผสมระหว่างศิลปะเดิมมีลักษณะเป็นที่นิยมในสมัยอยุธยาและศิลปะใหม่ที่ถูกสร้างแทนที่ไปตามสมัยนิยมนั้นๆ
-
วัดพลับ

สำหรับวัดที่สองที่เราอยากแนะนำที่จังหวัดจันทบุรี คือ วัดพลับ เนื่องจากเป็นวัดที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้เลือกเป็นที่พักทัพก่อนจะเข้าตีเมืองจันทบุรี โดยมีการประกอบพิธีทางศาสนา และสร้างพระยอดธงแจกจ่าย และประพรมน้ำมนต์เพิ่มขวัญกำลังใจให้แก่เหล่าทหารหาญ สันนิษฐานว่าวัดพลับเป็นวัดเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลายและน่าจะสร้างขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ. 2300
เดิมมีชื่อว่า ‘วัดพลับสุวรรณพิมพราราม’ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น ‘สุวรรณติมพรุธาราม’ มีความหมายว่า วัดพลับทอง และท้ายสุด ก็ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น ‘วัดพลับ’ ในที่สุด วัดพลับได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติจากกรมศิลปากรในปี พ.ศ. 2523
จุดน่าสนใจที่ควรแวะมาชมที่วัดแห่งนี้คือ ตู้พระไตรปิฎกไม้ลงรักปิดทอง เขียนลายรดน้ำที่เป็นศิลปะแบบอยุธยาตอนปลาย และเจดีย์ทรงปรางค์ที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2441 รวมถึงหอไตรโบราณกลางน้ำ ที่เป็นเรือนไม้ หลังคาสองชั้นทรงจั่วมีระเบียงรอบหอ และที่พลาดไม่ได้เลยคือ สระน้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเล่าขานว่าพระเจ้าตากใช้น้ำจากบ่อนี้มาทำพิธี
และยังมีเจดีย์กลางน้ำทรงระฆังรูปแบบรัตนโกสินทร์ รวมถึงวิหารไม้หลังคาทรงจัตุรมุขอายุนับร้อยปี ที่ภายในประดิษฐานพระประธานปางบำเพ็ญทุกรกิริยา และสุดท้ายคือ พระอุโบสถ ที่ถูกใช้เป็นสถานที่ปลุกเสกมุรธาภิเษก หรือน้ำพระพุทธมนต์สำหรับรดพระเศียร ในพระราชพิธีราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรีทุกพระองค์
จังหวัดตราด
-
วัดไผ่ล้อม

วัดไผ่ล้อม ตั้งอยู่เลขที่ 238 ถนนหลักเมือง ตำบลบางพระ อำเภอเมืองตราด จังวัดตราด ความน่าสนใจของวัดนี้ คือ มีเจดีย์สามท่านเจ้าคุณ ซึ่งเป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงสามเจ้าคุณผู้สร้างคุณูปการทางด้านการศึกษาและศาสนาให้แก่จังหวัดตราด
ท่านแรกคือ พระวิมลเมธาจารย์วรญาณคณานุรักษ์ สังฆปาโมกข์ (เจ้ง จนฺทสโร) ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งการศึกษาจังหวัดตราด และเป็นผู้จัดตั้งโรงเรียนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในจังหวัดตราด โดยใช้ชื่อว่า สำนักสอนหนังสือไทยวัดไผ่ล้อม ซึ่งถือว่าท่านเป็นครูคนแรกของจังหวัดตราดด้วย นอกจากนี้ท่านยังได้จัดตั้งโรงเรียนสอนนักธรรมและจัดตั้งโรงเรียนสอนบาลีแก่พระสงฆ์ขึ้นเป็นครั้งแรกที่วัดไผ่ล้อมแห่งนี้ด้วย
ท่านที่สองคือ พระบุรเขตต์คณาจารย์สุทธิสารวรนายก สังฆปาโมกข์ (พิ้น สุนฺทโร) ท่านได้ให้มีการจัดตั้งโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ขึ้นในวัดไผ่ล้อม จัดตั้งกองทุนบุรเขตต์คณาจารย์ขึ้น เพื่อให้ทุนแก่นักเรียนที่เรียนดีแต่ขาดทุนทรัพย์ และท่านยังสนับสนุนการศึกษาของพระสงฆ์ โดยการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรมขึ้น
ท่านสุดท้ายคือ พระราชเขมากรสุนทรธรรมนิวิฏฐ์ (ปกรณ์ อารทฺธวิริโย) ผู้ที่ได้รับการยกย่องจากพระพิศาลธรรมพาที (พระพะยอม กลฺยาโน) ว่าเป็น “เพชรน้ำงามของจังหวัดตราด” ซึ่งท่านได้จัดตั้งกองทุนสนับสนุนทางด้านการศึกษา และเทศนาสั่งสอนประชาชนตามท้องถิ่นต่างๆ
โดยองค์เจดีย์สามท่านเจ้าคุณเป็นเจดีย์รูปทรงระฆังคว่ำ 8 เหลี่ยม ส่วนปลียอดของเจดีย์เป็นทรงดอกบัวตูมปิดทับด้วยโมเสคเคลือบทองคำ จากประเทศอิตาลี ภายในปลียอดจะบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุและพระเครื่องโบราณ เป็นอีกหนึ่งสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจในจังหวัดตราด
-
วัดบุปผาราม

วัดบุปผาราม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า วัดปลายคลอง ตั้งอยู่ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด นับเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในจังหวัดตราด ปรากฏหลักฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยา ราวปี พ.ศ. 2195 ในรัชสมัยของพระเจ้าปราสาททอง เล่ากันว่าคหบดีชาวบ้านเกาะกันเกราและคณะที่เดิมต้องการหาสถานที่สร้างวัด ‘หลวงเมือง’ ได้มาพบเนินสูงแห่งหนึ่งที่มีกลิ่นดอกไม้ป่าหอมอบอวล จึงเลือกสถานที่แห่งนี้เป็นที่สร้างวัดและตั้งชื่อว่า ‘วัดบุปผาราม’ ที่มีความหมายถึงพระอารามแห่งดอกไม้
จุดเด่นที่น่าสนใจภายในวัดบุปผาราม หนึ่ง คือ พระอุโบสถที่ภายในประดิษฐาน หลวงพ่อโตพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยา และภาพจิตรกรรมฝาผนังที่แสดงภาพพระพุทธเจ้าในปางแสดงธรรม ลายดอกพุดตาน และลวดลายอื่น ๆ แบบศิลปะจีน
สอง คือ วิหารพระพุทธไสยาสน์ที่เป็นอาคารศิลาแลงชั้นเดียว ประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์ หน้าบันและซุ้มหน้าต่างประดับด้วยเครื่องถ้วยจีนและยุโรป
ซึ่งทั้งภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถและวิหารพระพุทธไสยาสน์ เป็นภาพที่เขียนขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์โดยฝีมือช่างท้องถิ่นที่มีการผสมผสานศิลปะจีนและวรรณคดีจีน แสดงให้เห็นว่าวัดแห่งนี้อาจได้รับการอุปถัมภ์จากชาวจีนที่มาค้าขายแถบชายฝั่งทะเลตะวันออกในสมัยนั้น
จุดเด่นสุดท้าย คือ พิพิธภัณฑ์วัตถุโบราณที่รวบรวมโบราณวัตถุที่ทรงคุณค่า เช่น พระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธรูปทองบุเงิน เครื่องถ้วยจีนและยุโรป กลองมโหระทึก อายุเกือบสามพันปี และข้าวของเครื่องใช้พื้นเมืองของชาวตราด
ซึ่งแสดงถึงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างเมืองท่าชายฝั่งตะวันออกกับเมืองท่าในแถบเอเชียอาคเนย์และตะวันตก วัดบุปผารามจึงเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญทั้งทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม ควรค่าแก่การเยี่ยมชมสำหรับคนตะวันออก
จังหวัดฉะเชิงเทรา
-
วัดโสธรวรารามวรวิหาร

สำหรับจังหวัดฉะเชิงเทรา เชื่อว่า วัดโสธรวรารามวรวิหาร หรือ วัดโสธร คงเป็นวัดที่หลายๆ คนรู้จักอยู่แล้ว เพราะวัดนี้ไม่เพียงมีชื่อเสียงในภาคตะวันออกแต่ยังเป็นที่รู้จักในระดับประเทศด้วย โดยเฉพาะในเรื่องการบนบานศาลกล่าว และการแก้บนด้วยไข่ต้ม ที่กลายเป็นภาพชินตาสำหรับคนที่แวะเวียนไปสักการะบูชา
ความโดดเด่นของวัดโสธรวรารามวรวิหาร คือ ตัวสถาปัตยกรรมพระอุโบสถสีเทาเงินหลังงามที่สร้างตามแบบรัตนโกสินทร์ประยุกต์ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำบางประกง และความเป็นมาของวัดที่มีมาอย่างยาวนานเช่นกัน รวมถึงตัวพระประธานที่มีตำนานเล่าขานกันว่า แสดงปาฏิหาริย์ลอยน้ำมา ก่อนมีผู้อัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานที่วัดแห่งนี้ ทำให้มีความศักดิสิทธิ์ช่วยดลบันดาลให้ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ ผู้มีจิตศรัทธามาสักการะจะปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ และสมบูรณ์พูนสุข
วัดโสธรวรารามวรวิหารตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา มีเดิมชื่อว่า ‘วัดหงส์’ เพราะมีเสาหงส์อันเป็นเสาสูงมียอดเป็นตัวหงส์อยู่บนปลายเสา ต่อมาหงส์บนยอดเสาหักตกลงมาและมีผู้เอาธงขึ้นไปแขวนแทน จึงได้ชื่อว่า ‘วัดเสาธง’ ต่อมาครั้นเมื่อเสาธงหักเป็นสองท่อนจึงเรียกชื่อใหม่ว่า ‘วัดเสาธงทอน’
โดยวัดแหล่งนี้มีหลักฐานว่า สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย เป็นที่ประดิษฐาน ‘หลวงพ่อโสธร’ พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งชื่อ ‘วัดโสธร’ ก็เป็นชื่อที่เรียกตามพระพุทธรูปนั่นเอง จนในภายหลังวัดโสธรได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ยกขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร มีนามว่า ‘วัดโสธรวรารามวรวิหาร’ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2501
เดิมพระพุทธโสธรเดิมเป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยสำริด ต่อมาเพื่อความปลอดภัยจึงมีการหล่อปูนเสริมหุ้มองค์จริงไว้ภายใน พุทธลักษณะขององค์หลวงพ่อพระพุทธโสธรที่ปรากฏในปัจจุบัน จึงเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ หน้าตักกว้าง 1.65 เมตร สูง 1.48 เมตร สร้างขึ้นตามศิลปะล้านช้างแบบปูนปั้นลงรักปิดทอง พระวรกายแบบเทวรูป พระเกตุมาลาแบบปลี
-
วัดโพธิ์บางคล้า

วัดที่สองที่เราอยากแนะนำไม่ได้อยู่ที่อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา แต่เลยออกมาที่อำเภอบางคล้า ชื่อว่า วัดโพธิ์บางคล้า ตั้งอยู่ริมแม่น้ำบางปะกงที่ตำบลบางคล้า อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ความพิเศษคือ วัดแห่งนี้สามารถมาเยี่ยมชมโดยทางเรือได้ สำหรับผู้ที่ล่องเรือมาทางแม่น้ำบางปะกง ทั้งยังสามารถชมฝูงค้างคาวแม่ไก่ซึ่งเป็นค้างคาวพันธุ์ใหญ่ที่สุดในโลกที่เกาะอยู่ตามต้นไม้ภายในวัดได้ด้วย ซึ่งถ้าใครตัดสินใจลงไหว้พระก็สามารถขึ้นได้ที่ท่าเรือหน้าวัดได้เลย
วัดโพธิ์บางคล้าเป็นวัดเก่าแก่ที่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นมาในราวปี พ.ศ. 2310-2325 สมัยพระเจ้าตากสินมหาราช เนื่องจากเคยเป็นที่พักทัพของพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อครั้งยกทัพไปต่อสู้กับพม่าที่บริเวณปากน้ำโจ้โล้
นอกจากนั้นจุดสังเกตุที่สำคัญอีกจุด ที่ยืนยันว่าวัดแห่งนี้สร้างในสมัยพระเจ้าตากสิน คือ พระวิหารมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างศิลปะอยุธยากับรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยเป็นวิหารจตุรมุขก่ออิฐฉาบปูน หลังคาทรงจั่วมุงกระเบื้องเกล็ดเต่าทำจากดินเผา ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์อันเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนทั่วไป นอกจากนั้นยังมีมีเจดีย์ทรงระฆังประดับด้วยกระจกสีเหลือง น้ำเงิน ขาว
วัดโพธิ์บางคล้านั้นผ่านการบูรณะปฏิสังขรณ์อยู่หลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่มีการซ่อมแซมทางวัดยังคงคำนึงถึงการอนุรักษ์ศิลปกรรมแบบเดิม ๆ เพื่อรักษาคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้
วัดโพธิ์บางคล้ามีบรรยากาศร่มรื่นและเงียบสงบ เหมาะสำหรับการเยี่ยมชมและสักการะให้ได้สักครั้ง
จังหวัดนครนายก
-
วัดใหญ่ทักขิณาราม (วัดใหญ่ลาว)

วัดแรกที่เราอยากแนะนำให้รู้จักคือ วัดใหญ่ทักขิณาราม หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘วัดใหญ่ลาว’ เป็นวัดเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำนครนายก และอาจจะเป็นวัดแรกในจังหวัดนครนายก จากการสันนิษฐานว่าวัดใหญ่ลาวถูกสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2323 โดยชาวลาวเวียงจันทน์ที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่นี้ เนื่องจากหนีภัยสงครามระหว่างหลวงพระบางกับเวียงจันทน์ ในสมัยกรุงธนบุรี ซึ่งเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (รัชกาลที่ 1 ในเวลาต่อมา) ยกพลไปปราบปราม และกวาดต้อนนำผู้คนชาวลาวซึ่งตกทุกข์ได้ยากจากพิษสงครามอพยพมาอยู่
วัดใหญ่ทักขิณารามโดดเด่นด้วยพระอุโบสถเก่าแก่ ซึ่งเป็นศิลปะลาวเวียงจันทน์ผสมศิลปะยุโรป มีซุ้มประตูโค้งตกแต่งด้วยทวารบาลที่มีลักษณะการแต่งกายแบบทหารตะวันตก ภายในอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเคารพนับถือ
ปัจจุบัน วัดใหญ่ทักขิณารามยังคงเป็นศูนย์กลางทางศาสนาและวัฒนธรรมของชุมชนในพื้นที่เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม เนื่องจากสะท้อนถึงการผสมผสานทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของชุมชนชาวลาวในภาคตะวันออก
-
วัดเลขธรรมกิตติ์

วัดที่สองที่เราอยากแนะนำคือ วัดเลขธรรมกิตติ์ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นอีกจุดเช็คอินถ่ายรูปยอดฮิตของจังหวัดนครนายก แต่นอกจะเป็นจุดถ่ายรูปแล้ว วัดเลขธรรมกิตติ์ยังเป็นวัดเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยปลายกรุงศรีอยุธยา ตั้งอยู่ริมแม่น้ำนครนายก ในตำบลบางอ้อ อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก
เดิมชื่อว่า ‘วัดบางอ้อนอก’ ว่ากันว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เคยเสด็จทางชลมารคและขึ้นมาประทับเพื่อเสวยพระกระยาหารที่วัดแห่งนี้ ต่อมาวัดบางอ้อนอกได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นวัดเลขธรรมกิตติ์ ที่มีความหมายว่า ‘วัดมีเกียรติด้วยธรรมอันจารึกไว้แล้ว’ โดยความน่าสนใจของวัดนี้คือ อุโบสถหลังเก่าที่สร้างเมื่อ พ.ศ. 2440 ซึ่งปัจจุบันหลงเหลือเพียงผนังบางส่วนที่ถูกปกคลุมด้วยรากและต้นโพธิ์ขนาดใหญ่
ส่วนมุมถ่ายรูปยอดฮิตที่หลายคนนิยมมาชักภาพคือ ซุ้มประตูโบสถ์ ที่เรียกกันว่า ‘ประตูแห่งกาลเวลา’ ซึ่งมีความเชื่อว่าถ้าใครได้รอดซุ้มประตูโบสถ์แห่งนี้ จะสามารถขอพรได้สมปรารถนา คนส่วนใหญ่จึงมักมาขอพรเรื่องโชคลาภ การงาน และสุขภาพ
นอกจากนั้นในศาลาวัดยังมีองค์จำลองของหลวงปู่เผื่อน พระเกจิชื่อดังด้านเครื่องลางของขลังที่เป็นที่นิยมในวงการเซียนพระด้วย
จังหวัดสระแก้ว
-
วัดชนะไชยศรี (วัดเกาะ)

วัดแรกที่เราขอนำเสนอในจังหวัดสระแก้ว คือ วัดชนะไชยศรี หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า วัดเกาะ เพราะ เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองอวัญประเทศ จังหวัดสระแก้วซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการอพยพเข้ามาอาศัยของชาวไท ชาวเขมร หลายเชื้อสาย
เชื่อกันว่าวัดชนะไชยศรีสร้างขึ้นหลังจากที่บรรพบุรุษของชาวไทฌ้ออพยพเข้ามาอยู่ในอำเภออรัญประเทศช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ ปัจจุบันวัดแห่งนี้จึงเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทญ้อ
ยิ่งไปกว่านั้นคือ ที่วัดชนะไชยศรี มีโบราณสถานที่สำคัญและน่าสนใจ ได้แก่ อุโบสถ(หลังเก่า) ที่มีลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนขนาดเล็ก หลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้องดินเผา บริเวณหน้าจั่วประดับ เครื่องลำยองแบบนาคสะดุ้ง ตามข้อมูลจากสำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรีระบุว่า เครื่องลำยองประกอบด้วย ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ และงวง ไอยรา
นอกจากนั้นบริเวณกึ่งกลางสันหลังคายังประดับด้วยสัตบริภัณฑ์ตามอิทธิพลศิลปะลาว เป็นลายปูนปั้นรูปหม้อน้ำประดับลายดอกไม้ขนาบข้างด้วยลายก้านขดส่วนบริเวณหน้าบันอุโบสถทั้งสองด้านประดับปูนปั้นลายเทพพนม และนักษัตร ประกอบลายพันธุ์พฤกษา
โดยวัดชนะไชยศรีได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดีจากชาวอรัญประเทศ ทำให้ยังคงความงดงามของสถาปัตยกรรมและศิลปะดั้งเดิมไว้ได้อย่างสมบูรณ์ วัดชนะไชยศรีเป็นสถานที่ที่ควรค่าแก่การเยี่ยมชมสำหรับผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม
-
วัดเจริญบุญ (วัดญวน)

ด้วยเหตุผลคล้ายๆ กัน วัดที่สองที่เราอยากแนะนำก็มีความเชื่อมโยงกับชาติพันธ์ุและการอพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามาตั้งรกรากในพื้นที่สระแก้วเช่นกัน ซึ่งอิทธิพลจากการอพยพย้ายถิ่นฐานนั้น ยังผลให้วัดหรือศาสนาสถานในจังหวัดสระแก้วมีความโดดเด่นเฉพาะตัวด้วย โดยวัดที่สองที่เราอยากเสนอ คือ
วัดเจริญบุญ หรือ วัดญวน ของกลุ่มไทยญวนหรือกลุ่มไทโยนก (ลาวพุงดำ) ซึ่งเป็นกลุ่มของชาวล้านนาที่อพยพหนีภัยสงครามจากภาคเหนือตอนบนมาตั้งรกรากอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ในพื้นที่สระแก้ว จุดเด่นของวัดเจริญบุญ คือ ตัววัดมีลักษณะการผสมผสานศิลปกรรมระหว่างจีน ญวน และไทย แต่ค่อนข้างโดดเด่นไปทางสถาปัตยกรรมแบบจีน
สำหรับอำเภออรัญประเทศที่มีกลุ่มชาติพันธุ์ญวนอาศัยอยู่จำนวนมาก แต่กลับมี สำนักสงฆ์เจริญบุญแห่งนี้เพียงแห่งเดียว ที่เป็นศาสนสถานสำหรับประกอบพิธีสงฆ์ของชาวญวน ต่อมาสำนักสงฆ์จึงได้รับการยอมรับและยกสถานะขึ้นเป็นวัดญวน แสดงให้เห็นว่า วัดญวนเป็นที่พึ่งทางใจที่สำคัญของผู้คนของชาวญวนเป็นอย่างมาก


