/

2475 : ตะวันออกกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และผู้แทนราษฎรยุคแรกของคนตะวันออก

ทุกคนรู้ว่า 24 มิถุนายน  ถือเป็นวันสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทย เป็นวันที่เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตย เรียกได้ว่าเป็นวันที่นำมาซึ่งหลายสิ่งหลายอย่างที่พวกเราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน เป็นต้นว่า การเลือกตั้ง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) 

และในวันนี้ของทุกๆ ปี เราก็มักจะได้เห็น ได้อ่าน หรือได้ยิน เรื่องราวเหตุการณ์เมื่อเวลาเช้ามืดของวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ซ้ำไปซ้ำมา ซึ่งถ้าลองพิจารณาดีๆ เนื้อหาของเรื่องราวก็มักจะวนเวียนอยู่แถวๆ ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า พระบรมมหาราชวัง และวังต่างๆ ของบรรดาเจ้านาย ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแต่อยู่ภายในกรุงเทพมหานครทั้งสิ้น

แต่แล้วเคยสงสัยกันหรือไม่ว่า ในช่วงเวลาหลังจากที่ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไป และมีอะไรที่เป็นสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคตะวันออกของเราบ้าง?

.

ก่อนจะเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 : ภาคตะวันออกเท่ากับ 3 มณฑลเทศาภิบาล

ในยุคที่ประเทศไทยยังเป็นประเทศ ‘สยาม’ และมีการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พื้นที่ภาคตะวันออกถูกแบ่งออกเป็น 3 มณฑลเทศาภิบาล ได้แก่ มณฑลบูรพา หรือที่เรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า มณฑลเขมร, มณฑลปราจิณบุรี และมณฑลจันทบุรี 

แผนที่มณฑลบูรพา, มณฑลปราจิณบุรี และมณฑลจันทบุรี 

ที่มา American Geographical Society Library

มณฑลบูรพา หรือมณฑลเขมร นับเป็นมณฑลแรกที่ได้รับการก่อตั้งขึ้นในพื้นที่ภาคตะวันออก ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2343 ก่อนการปฏิรูปการปกครองปี พ.ศ. 2435 หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘การปฏิรูปการปกครองมณฑลเทศาภิบาล’ เป็นมณฑลที่มีขนาดใหญ่ ประกอบไปด้วยเมืองเสียมราฐ เมืองพระตะบอง เมืองพนมศก และเมืองศรีโสภณ ปัจจุบันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศกัมพูชา เนื่องจากในปี พ.ศ. 2449 สยามได้ยินยอมทำสัญญาแลกดินแดนเหล่านี้ให้แก่ฝรั่งเศส ประเทศเจ้าอาณานิคมที่ปกครองกัมพูชาอยู่ในขณะนั้น เพื่อให้เมืองตราดและเมืองด่านซ้ายได้มาอยู่ภายใต้ขอบเขตของสยาม

มณฑลปราจิณบุรี คือมณฑลลำดับสองที่ก่อตั้งขึ้นหลังการปฏิรูปมณฑลเทศาภิบาล คือก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2436 โดยรวมเอา 7 หัวเมืองฝั่งตะวันออกและหัวเมืองชายฝั่งทะเลตะวันออกเข้ามาไว้ด้วยกัน ได้แก่ เมืองปราจีนบุรี เมืองฉะเชิงเทรา เมืองนครนายก เมืองพนมสารคาม เมืองชลบุรี เมืองบางละมุง และเมืองพนัสนิคม เดิมทีที่ทำการของมณฑลปราจิณบุรีตั้งแยู่เมืองปราจิณบุรี แต่ภายหลังการตัดเส้นทางรถไฟจากพระนครออกมาที่เมืองฉะเชิงเทรา จึงได้มีการย้ายที่ทำการของมณฑลไปที่นั่น เพื่อให้เป็นที่สะดวกแก่การปกครองและการบริหารราชการ 

มณฑลจันบุรี ก็ได้รับการก่อตั้งขึ้นหลังจากการปฏิรูปมณฑลเทศาภิบาลเช่นกัน แต่มีขึ้นภายหลังมณฑลปราจิณบุรี คือถูกตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2449 มีพื้นที่ครอบคลุมเมืองจันทบุรี เมืองระยอง และเมืองขลุง และในปี พ.ศ. 2450 ภายหลังฝรั่งเศสคืนเมืองให้สยาม จึงได้มีการยุบเมืองขลุงลงและรวมเอาเมืองตราดเข้ามาไว้ด้วยกัน มณฑลจันทบุรีจึงประกอบไปด้วยเมืองขนาดใหญ่ 3 เมืองคือ เมืองจันทบุรี เมืองระยอง และเมืองตราด 

สถานภาพของมณฑลเทศาภิบาลทั้งสาม ค่อยๆ ถูกยุบลงตามลำดับเวลา เริ่มจากการยุบมณฑลบูรพาลงในช่วงหลังการทำสัญญาแลกเปลี่ยนดินแดนระหว่างสยามและฝรั่งเศส ในปี พ.ศ. 2449 และต่อมาในปี พ.ศ. 2475 ช่วงก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สยามได้เกิดสภาวะเศรษฐฏิจตกต่ำ และด้วยบริบทดังกล่าวทำให้มีการยุบมณฑลจันทุบรี จากนั้นเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มณฑลต่างๆ ที่ยังเหลืออยู่ทั่วประเทศ รวมถึงมณฑลปราจิณบุรี ก็ได้ถูกยุบลงทั้งหมด

หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 : ภาคตะวันออกและการเลือกตั้งครั้งแรก 2476 

สถานการณ์หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 นับว่าอุตลุดพอสมควร ด้วยคณะราษฎร ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจกลุ่มใหม่ ยังมีเสถียรภาพไม่มากพอที่จะจัดการและควบคุมทิศทางการเมืองของประเทศ ขณะที่ฝ่ายอำนาจเก่าจำนวนหนึ่งก็พยายามช่วงชิงอำนาจกลับคืน และเกิดเป็นเหตุการณ์ “กบฏบวรเดช” ขึ้น

กระทั่งในปี พ.ศ. 2476 สถานการณ์จึงเข้าที่เข้าทาง และเริ่มปรากฏรากฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ชัดเจนขึ้น โดยวันที่ 28 ตุลาคม ในปีเดียวกันนี้ รัฐบาลนำโดยพระยาพหลพลหยุเสนา ได้แถลงต่อสภาว่าเป็นเวลาสมควรที่จำต้องมีการเลือกตั้งทั่วไป  และสภาก็ได้มีมติให้มีขึ้นในช่วงวันที่ 1 – 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 และนี่คือการเลือกตั้งครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

บรรยากาศการเลือกตั้งครั้งแรก ปี พ.ศ. 2476 

เกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งแรกในปี พ.ศ. 2476 มีข้อเท็จจริงที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือ เป็น ‘การเลือกตั้งอ้อม’ หมายถึง เป็นการเลือกตั้งที่ต้องเลือกผู้แทนตำบลก่อน แล้วให้ผู้แทนตำบลไปเลือกผู้แทนราษฎรอีกต่อหนึ่ง ซึ่งผู้แทนนี้ก็จะมีทั้งจากส่วนที่มาจากการเลือกตั้ง และมาจากการแต่งตั้ง

การเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2476 มีการกำหนดให้ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง โดยสามารถเลือกตั้งผู้แทนราษฎรได้จังหวัดละ 1 คน ยกเว้น เชียงใหม่ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม และนครราชสีมา ที่เลือกผู้แทนได้จังหวัดละ 2 คน และยกเว้น พระนคร (คือกรุงเทพฯ และธนบุรี) กับอุบลราชธานี ที่เลือกผู้แทนได้จังหวัดละ 3 คน ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยมี 70 จังหวัด ดังนั้น ในการเลือกตั้งครั้งนี้จึงสามารถเลือกผู้แทนราษฎรได้ทั้งสิ้น 78 คน และสำหรับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรกมีจำนวน 4,278,231 คน และมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งในครั้งแรก 1,773,532 คน 

แม้จะเป็นที่น่าเสียดายว่าเราไม่สามารถหาข้อมูลเฉพาะของแต่ละหน่วยการเลือกตั้งในพื้นที่ภาคตะวันออกได้ ทำให้ไม่เห็นว่าในการเลือกตั้งครั้งแรกของชาติ คนภาคตะวันออกมีความตื่นตัวเรื่องประชาธิปไตยกันมาน้อยเพียงใด

แต่ถึงอย่างนั้น นับว่ายังโชคดีที่เราได้พบข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับผู้แทนราษฎรยุคแรกของภาคตะวันออก จำนวน 3 ท่านด้วยกัน ซึ่งเป็นผู้แทนราษฎรจาก 3 จังหวัด คือ ระยอง ตราด และจันทบุรี

(จากซ้ายไปขวา) หลวงประสานนฤชิต ผู้แทนราษฎรระยอง, นายกิมทะ นิรันต์พานิช ผู้แทนราฎรตราด และหลวงนรินทร์ประสาตร์เวช ผู้แทนราษฎรจันทบุรี 

ที่มาภาพ : คุณธงชัย ลิขิตพรสวรรค์

หลวงประสานนฤชิต ผู้แทนราษฎรคนแรกของจังหวัดระยอง

ภายหลังการเลือกตั้ง พ.ศ. 2476 จังหวัดระยองได้ หลวงประสานนฤชิต (เดิม อนุกระหานนท์) เป็นผู้แทนราษฎรคนแรกของจังหวัด และเป็นผู้แทนราษฎรที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจในการทำหน้าที่ โดยในการแสดงปาฐกถาครั้งแรก หลวงประสานนฤชิตก็ได้นำเรื่องราวของระยองไปแสดงให้เป็นที่รับรู้ทั่วกันในสภา ทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นมา ภูมิประเทศ การแบ่งเขตการปกครองภายในจังหวัด สภาพภูมิอากาศ การประกอบอาชีพของประชากรในจังหวัด เรื่อยไปจนถึงทรัพยากรต่างๆ ของจังหวัด

ข่าวการปาฐกถาของผู้แทนฯ จังหวัดต่างๆ ใน หนังสือพิมพ์สยามราษฎร์ฉบับวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2477 

นายกิมทะ นิรันต์พานิช ผู้แทนราษฎรคนแรกของจังหวัดตราด

สำหรับผู้แทนราษฎรคนแรกจังหวัดตราด ได้แก่ นายกิมทะ นิรันต์พานิช ก็นับได้ว่าเป็นผู้แทนราษฎรที่มีความมุ่งมั่นในการทำหน้าที่เช่นกัน เพราะถึงแม้พื้นที่จังหวัดตราดจะอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวง ทำให้เกิดความยากลำบากในการเดินทางเข้าไปแสดงปาฐกถา แต่ก็ปรากฏว่าผู้แทนราษฎรคนแรกของตราดได้ใช้วิธีการแสดงปาฐกถาผ่านทางวิทยุกระจายเสียง ซึ่งเนื้อหาของปาฐกถาดังกล่าวก็ว่าด้วยเนื้อที่ การแบ่งเขตการปกครอง และพลเมืองของจังหวัดตราดเป็นสำคัญ

หลวงนรินทร์ประสาตร์เวช ผู้แทนราษฎรคนแรกของจังหวัดจันทบุรี 

ในส่วนของจันทบุรี มีผู้แทนราษฎรคนแรกคือ หลวงนรินทร์ประสาตร์เวช (เจน สุนทโรทัย) มีข้อมูลว่าท่านได้เป็นอดีตสาธารณสุขประจำมณฑลจันทบุรี ก่อนที่จะได้รับเลือกให้เป็นผู้แทนในการเลือกตั้ง ปี พ.ศ. 2476 และในระหว่างที่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้แทนราษฎร ท่านก็ได้เป็นผู้มีบทบาทที่สำคัญในการก่อสร้างโรงพยาบาลจันทบุรี ที่ต่อมาคือโรงพยาบาลพระปกเกล้า

คณะแพทย์และพยาบาลประจำโรงพยาบาลจันทบุรี

ที่มา โรงพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี

กล่าวได้ว่าการอภิวัฒน์สยาม ปี พ.ศ. 2475 ได้สร้างและส่งแรงกระเพื่อมไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ และเมื่อส่องขยายเข้ามาในพื้นที่ภาคตะวันออก ก็จะเห็นได้ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ได้สร้างทั้งความเปลี่ยนแปลงและนำมาซึ่งสิ่งใหม่ๆ ให้แก่พื้นที่ กล่าวคือ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคือ การปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลถูกยุบทิ้งไป กลายมาเป็นการแบ่งเขตการปกครองแบบจังหวัด และนำมาซึ่งสิ่งใหม่ๆ คือ การเลือกตั้งทั่วไปและผู้แทนราษฎรของแต่ละจังหวัด ที่เอาเข้าจริงแล้ว นั่นคือ การกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่น เพราะช่วยทำให้แต่ละพื้นที่สามารถปกครองและบริหารจัดการกิจการต่างๆ ในส่วนของตนเองได้โดยสะดวกยิ่งขึ้น ไม่ต้องพึ่งพาศูนย์อำนาจจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียวนั่นเอง

.

นับตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 93 ปีที่ผลจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้นำมาซึ่งพัฒนาการทางด้านการเมือง การปกครอง และประชาธิปไตยในภาคตะวันออก ทำให้ภูมิภาคนี้ได้มีบทบาท อำนาจ งบประมาณ และศักยภาพในการบริหารจัดการตนเองได้ในระดับหนึ่ง และที่สำคัญคือ ได้มีผู้แทนราษฎรจากภาคตะวันออกเข้าไปทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของประชาชนในรัฐสภา

แม้ในบางช่วงเวลา การเมืองไทยจะวนเวียนติดกับดักอยู่ในปัญหาเดิมๆ จนทำให้ผู้คนรู้สึกเบื่อหน่ายที่จะติดตามข่าวสาร แต่ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อมูลและเรื่องราวทั้งหมดที่ได้นำเล่าสู่กันฟังในครั้งนี้ จะทำให้ชาวภาคตะวันออกได้ร่วมกันตระหนักและเห็นถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี พ.ศ. 2475 ได้อย่างเชื่อมโยงกับชีวิตของตนเองมากยิ่งขึ้น

.

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR