/

‘ฉะเชิงเทรา’ แปลว่าอะไร และทำไมถึงเรียกกันว่าเมือง ‘แปดริ้ว’

ภาคตะวันออกนับเป็นพื้นที่ที่มีความน่าสนใจในหลากหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นภูมิศาสตร์ สถานที่ ผู้คน และวัฒนธรรม ในคอลัมน์นามเมืองเบื้องตะวันออกคราวนี้ อยากจะนำเสนอความน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของภูมิภาคตะวันออกที่บางครั้งอาจสร้างความฉงนงงงวยสำหรับบางคน นั่นคือการที่ภูมิภาคนี้มีจังหวัดหนึ่งที่มีชื่อเรียกถึง 2 ชื่อ ซึ่งเป็นชื่อเรียกที่รับรู้กันโดยทั่วไป ไม่ใช่แค่เฉพาะคนท้องถิ่นในแถบนี้เท่านั้น

จังหวัดที่ว่านี้คือ ฉะเชิงเทรา เป็นจังหวัดที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของภูมิภาค รองจากจันทบุรีและสระแก้ว โดยตัวจังหวัดฉะเชิงเทรานี้จะค่อนไปทางตอนบนของภาคตะวันออก แต่ก็ยังมีพื้นที่บางส่วนที่ติดกับทะเล นั่นคือในแถบบางปะกง นอกจากนี้ยังเป็นจังหวัดที่มีของดีขึ้นชื่อมากมาย ทั้งหลวงพ่อโสธร พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง, มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้า, ขนมเปี๊ยะ, ปลาส้ม, ขนมชิฟฟ่อน, และอื่นๆ อีกมากมาย

และชื่อเรียกอีกชื่อของจังหวัดนี้ที่ได้รับความนิยมไม่ต่างจากฉะเชิงเทรา และมักจะได้ยินจากบทสนทนาทั่วไป นั่นก็คือ ‘แปดริ้ว’ ทั้งสองชื่อนั้นถูกเรียกสลับไปมาอย่างติดปาก โดยแต่ละชื่อเองต่างก็มีความหมายจากหลายภูมิหลังและทิศทาง จึงขอหยิบยกที่มาของชื่อจังหวัดนี้มาเล่าสู่กันฟัง

จาก สตรึงเตรง/ฉทรึงเทา สู่ ฉะเชิงเทรา

ภาพป้ายสถานีรถไฟฉะเชิงเทรา จากหนังสือ สมุดภาพฉะเชิงเทรา

ชื่อฉะเชิงเทราถือเป็นชื่อราชการของจังหวัดนี้ ซึ่งได้ถูกบันทึกและปรากฏในหลากหลายที่มา โดยในหมู่นักประวัติศาสตรมีข้อสันนิษฐานว่าชื่อนี้มีที่มาจากภาษาเขมร อาทิ ในหนังสือ ชุมนุมพระราชนิพนธ์ภาคปกิณกะ ภาค 1 ของ รัชกาลที่ 5 ที่ระบุไว้ว่าชื่อฉะเชิงเทราเป็นหนึ่งในชื่อบ้านชื่อเมืองที่ผสมปนเปกันระหว่างภาษาไทยและภาษาเขมร โดยในหนังสือดังกล่าว ทรงได้บันทึกเกี่ยวกับชื่อฉะเชิงเทราเอาไว้ว่า “…อย่างเมืองฉะเชิงเทราเป็นชื่อเขมร ส่วนแปดริ้วเป็นชื่อไทย…”

ข้อความที่ปรากฏในพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 5 ถือได้ว่าเป็นต้นเค้าทางความคิดให้นักประวัติศาสตร์ได้ไปสืบสาวต่อ และมีนักประวัติศาสตร์ (รวมไปถึงนักโบราณคดีบางท่าน) ได้แสดงความเห็นว่าชื่อฉะเชิงเทรานี้น่าจะเพี้ยนมาจากคำในภาษาเขมร คือคำว่า ‘สตรึงเตรง’ หรือ ‘ฉทรึงเทรา’ ซึ่งแปลว่า ‘คลองลึก’ โดยให้เหตุผลว่าเมื่อพิจารณาในทางภูมิศาสตร์แล้ว ฉะเชิงเทราเป็นเมืองที่ตั้งอยู่สองฝั่งแม่น้ำบางปะกง ดังนั้นในยุคที่อาณาจักรขอมยังเรืองอำนาจและปกครองบ้านเมืองในแถบนี้ อาจจะมีการเรียกแม่น้ำบางปะกงว่าคลองลึก อันเป็นการเรียกตามลักษณะที่มองเห็นได้อย่างเด่นชัด และเมื่อนานวันเข้า จากสตรึงเตรงหรือฉทรึงเทราก็กลายเป็นฉะเชิงเทราตามวิวัฒนาการของภาษานั่นเอง

อย่างไรก็ดี มีคนอีกเป็นจำนวนมากที่เห็นต่าง ไม่เชื่อว่าชื่อฉะเชิงเทราจะเป็นคำที่เพี้ยนมาจากคำในภาษาเขมร และได้แสดงความเห็นที่ต่างออกไปว่าอันที่จริงแล้วชื่อฉะเชิงเทรานี้น่าจะเพี้ยนมาจากชื่อ ‘แสงเซรา’, ‘แซงเซา’, หรือ ‘แสงเซา’ ซึ่งเป็นชื่อเมืองที่สมเด็จพระบรมราชาธิราช (กษัตริย์ราชวงศ์สุพรรณภูมิ ในสมัยอยุธยาตอนต้น) เป็นผู้ตีได้ โดยให้เหตุผลว่ามีชื่อเมืองดังกล่าวปรากฏอยู่ในเอกสารประวัติศาสตร์ พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ และเมื่อนำชื่อไปเทียบเคียงกับชื่อเมืองอื่นๆ ที่ตั้งขึ้นในเวลาใกล้เคียงกันก็จะเห็นได้ว่าเป็นชื่อไทยทั้งหมด เช่น นนทบุรี นครไชยศรี และสาครบุรี    

ดังนั้นแล้วในอีกทางหนึ่งจึงมีผู้เชื่อว่าชื่อฉะเชิงเทราไม่ได้เพี้ยนมาจากภาษาเขมร  สตรึงเตรงหรือฉทรึงเทาตามสมมติฐานของนักประวัติศาสตร์ แต่เพี้ยนมาจากคำในภาษาไทย อันเป็นชื่อเมืองที่อยู่พงศาวดาร ซึ่งก็คือชื่อเมืองแสงเซาหรือแซงเซานั่นเอง

 

เปิดแผนที่เมือง ‘แปดริ้ว’ : ตำนาน นิทาน ปลาช่อน และภาษาแต้จิ๋ว

ป้ายสถานีรถไฟแปดริ้ว 3 ภาษา ไทย จีน และอังกฤษ จากหนังสือ สมุดภาพฉะเชิงเทรา 

ในขณะที่ฉะเชิงเทราเป็นชื่อเรียกที่มักใช้กันในทางราชการ แปดริ้วนั้นเป็นชื่อที่ผู้คนนิยมใช้เรียกกันคล้ายชื่อเล่น โดยใช้เรียกโดยชาวเมือง รวมไปถึงผู้คนทั่วไปด้วยเช่นกัน ที่มาที่ไปของชื่อแปดริ้วนี้มีความหลากหลายตามวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่แปรผันตามถิ่นที่อยู่ อาชีพ และความเชื่อ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้ตามนี้

กลุ่มแรกเชื่อว่าที่มาของชื่อแปดริ้วนั้นสืบเนื่องมาจากความอุดมสมบูรณ์ทางอาหารของพื้นที่ กล่าวคือ เมืองนี้เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ลำน้ำหลากสายล้วนเต็มไปด้วยสัตว์น้ำนานาชนิด และแต่ละชนิดก็มีความสมบูรณ์มาก โดยเฉพาะ ‘ปลาช่อน’ ซึ่งมีอยู่อย่างชุกชุมและเป็นที่เชื่อกันว่าปลาช่อนของที่นจะมีขนาดใหญ่กว่าปลาช่อนจากที่อื่นๆ เมื่อมีปลาชุกชุมการถนอมอาหารจึงอยู่ในวิถี หากนำปลาช่อนจากเมืองฉะเชิงเทรามาแล่เพื่อทำปลาตากแห้งจะสามารถแล่ออกมาได้มากถึง ‘แปดริ้ว’ ในขณะที่ปลาช่อนจากแหล่งอื่น สามารถแล่ได้เพียงสี่หรือห้าริ้วเท่านั้น และนี่คือเบื้องหลังของที่มาแรกของชื่อแปดริ้ว ที่ยึดโยงเข้ากับความสมบูรณ์ทางอาหารและวิถีชีวิต

กลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มที่เชื่อว่าแปดริ้วเป็นชื่อเมืองที่ได้มาจากนิทานพื้นบ้านที่นิยมเล่าสู่กันฟังในพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตอำเภอพนมสารคาม นั่นก็คือนิทาน ‘พระรถเมรี’ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ ‘นางสิบสอง’ ใจความสำคัญอยู่ในเนื้อเรื่องตอนที่ยักษ์ได้ฆ่านางสิบสองแล้วลากเอาศพไปยังท่าน้ำ ทปัจจุบันเป็น ‘คลองท่าลาด’ ที่ไหลผ่านอำเภอพนมสารคาม จากนั้นก็ชำแหละเอาเนื้อออกมาเป็นริ้วๆ ได้จำนวนทั้งหมด 8 ริ้ว ก่อนจะปล่อยไหลไปตามลำน้ำคลองท่าลาด และเมื่อมาถึงบางปะกงริ้วเนื้อทั้งหมดก็มารวมกัน จนเกิดเป็นชื่อเมืองที่ว่าแปดริ้วขึ้นมา

นอกเหนือไปจากนี้ยังมีกลุ่มที่สาม ซึ่งเป็นกลุ่มที่เชื่อว่าคำว่าแปดริ้วนั้นเพี้ยนมาจากภาษาจีนแบบแต้จิ๋ว โดยเพี้ยนมาจากคำว่า ‘แปะหลี่’ ซึ่งแปลได้ว่า ‘ร้อยลี้’ ทั้งนี้เพราะในอดีตมีคนจีนสัญจรไปมาค้าขายในแถบภาคตะวันออกเป็นจำนวนมาก โดยแหล่งค้าขายที่สำคัญก็จะอยู่ที่เมืองบางปลาสร้อย หรือชลบุรีในปัจจุบัน แต่ถึงอย่างนั้นก็มีคนจีนจำนวนหนึ่งที่พากันเข้ามาค้าขายกันเมืองฉะเชิงเทรา ซึ่งระยะทางจากบางปลาสร้อยมาถึงฉะเชิงเทรานั้นอยู่ที่ประมาณร้อยลี้ หรือราวๆ 50 กิโลเมตร และด้วยระยะทางเช่นนี้ทำให้คนจีนพากันเรียกว่าเมืองแปะหลี่ ก่อนที่จะกลายมาเป็นชื่อเมืองแปดริ้วอย่างเช่นในปัจจุบัน

และทั้งหมดนี้คือหลากหลายที่มาและความหมายของชื่อเมืองฉะเชิงเทราและแปดริ้ว ซึ่งอาจจะมีร่องรอย และความหมายในสำนวนอื่นๆ ที่ผู้เขียนสืบค้นไปไม่ถึงอีกก็เป็นได้ หากใครที่ได้อ่านมาถึงตรงนี้และมีแหล่งที่มาของชื่อฉะเชิงเทราและแปดริ้วในสำนวนอื่นๆ ก็ใคร่ขอเชิญชวนให้มาแลกเปลี่ยนกัน เพื่อเพิ่มสีสันให้ชื่อบ้านนามเมืองในเบื้องตะวันออกกันต่อไป

อ้างอิง

ประวัติความเป็นของจังหวัดแต่ละยุคสมัย

ที่มาชื่อเมืองแปดริ้ว

จังหวัดฉะเชิงเทรามีที่มาอย่างไร? ชุมชนเก่าแก่ตั้งแต่ พ.ศ. 1000

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR