/

‘ล้งจีน’ : เมื่อธุรกิจทุเรียนตะวันออกกำลังตามรอยปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญ

‘ล้งจีน’ อาจเป็นคำที่เราต่างได้ยินกันบ่อยครั้งขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในภาคตะวันออก

 

ต้องบอกว่าธุรกิจค้าผลไม้ในภาคตะวันออก นับว่าเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่เป็นตัวชูโรงเศรษฐกิจสำคัญของภาคตะวันออก และถือว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกว่าขึ้นชื่อเรื่องผลไม้รสชาติดีที่สุดอีกประเทศหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ ‘ทุเรียน’ ที่ได้รับสมญานามว่าเป็น ‘ราชาแห่งผลไม้’ และเป็นผลไม้ที่ผู้คนนิยมเลือกบริโภคเป็นอันดับต้นๆ มาโดยตลอด

อ้างอิงจากการนำเสนอโดย ThaiPBS พื้นที่ที่มีการปลูกทุเรียนมากที่สุดในไทย ได้แก่ ภาคตะวันออก ในสามจังหวัดที่มีการทำสวนผลไม้กันเป็นล่ำเป็นสันอย่าง จังหวัดระยอง จันหวัดจันทบุรี และ จังหวัดจันทบุรี ซึ่งมีผลผลิตรวมในปี พ.ศ.2567 อยู่ที่ 823,898 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.05 และมีพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้น ร้อยละ 7.78 หรือ 685,485 ไร่

หากนับเฉพาะจังหวัด จันทบุรี เพียงจังหวัดเดียว ในปี พ.ศ.2567 มีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.35 หรือมีปริมาณ 561,905 ตัน สูงกว่า ปี พ.ศ.2566 ที่มีปริมาณ 538,461 ตัน ส่งผลให้จังหวัดจันทบุรี สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ถึง 90,000 ล้านบาท

และหากว่ากันตามอัตราการส่งออกแล้ว จากสถิติของศุลกากรแห่งชาติจีน ได้ระบุว่า ปี พ.ศ.2566 ไทยคือผู้ส่งออกผลไม้รายใหญ่ที่สุดไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งผลไม้สดจากไทยที่มีสถิตินำเข้าอันดับ 1 ของจีน คือ ‘ทุเรียน’ โดยนำเข้าอยู่ที่จำนวน 928,900 ตัน คิดเป็น 40% ของการนำเข้าผลไม้ทั้งหมด สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจแก่ภาคตะวันออกได้อย่างมหาศาล

เมื่อมีอัตราการส่งออกมากเป็นอันดับต้นๆ ไปยังประเทศที่มีอัตราการบริโภคสูงอย่าง ประเทศจีน สิ่งที่ตามมานั้นคือการเข้ามาสู่สายธารธุรกิจ ‘ทุเรียน’ ตั้งแต่ต้นน้ำไปยังปลายน้ำของนักธุรกิจที่เสาะแสวงหาผลประโยชน์และกำไรจากนักธุรกิจจีน

ซึ่งท้ายที่สุดแล้วการที่ ‘ล้งจีน’ เข้ามาสู่ตลาดการค้าทุเรียนในประเทศไทย ก็อาจนำไปสู่การ ‘ผูกขาดทางการค้า’ และเรื่องนี้อาจสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคตะวันออกอย่างใหญ่หลวงได้ หากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้อยู่ ชวนทุกคนติดตามสถานการณ์การเข้ามาของ ‘ทุนจีน’ ในธุรกิจทุเรียนของภาคตะวันออก ผ่านบทความนี้ไปด้วยกัน

การเข้ามาของทุนจีนในประเทศไทย

จากงานวิจัย การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนผู้รับซื้อทุเรียนและล้งจีนในจังหวัดจันทบุรี (พ.ศ.2560) โดย จอนนี่ สว่างศรีสกุลพรเรื่อง ได้เปิดเผยข้อมูลส่วนหนึ่งว่า

“ปัจจุบัน การรับซื้อผลไม้ไทยกำลังถูกแทรกแซงจากกลุ่มทุนต่างประเทศในการเข้ามาเหมาซื้อผลไม้ไทยถึงสวน ทำให้ราคาผลไม้ในประเทศ เช่น ทุเรียน มังคุด มะม่วง มีราคาสูงข้ึน ส่งผลให้มีการล้มต้นยาง และหันมาปลูกผลไม้มากข้ึน โดยเฉพาะในจังหวัดจันทบุรี พ่อค้าและนายทุนชาวจีนได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงการรับซื้อผลไม้ไทย มีพ่อค้าชาวจีนเข้ามาตั้งโรงคัดบรรจุผลไม้ หรือที่เรียกกันว่า ‘ล้ง’ หรือ ‘ล้งจีน’ มากข้ึนเพื่อรับซื้อผลไม้ไทยถึงในสวนและส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน”

“ส่งผลให้มีการครอบงำการค้าผลไม้ไทยและมีการขยายฐานไปยึดครองการค้าผลไม้ไทยในอีกหลายจังหวัด ในภูมิภาคต่างๆ เกษตรกรชาวสวนผลไม้ส่วนใหญ่ เริ่มหวาดหวั่นว่า ล้งจีนจะเข้ามาผูกขาดการซื้อขาย และกำหนดราคาผลไม้ไทยในอนาคต  ซึ่งหากปล่อยไว้โดยไม่มีการแก้ไข ป้องกัน หรือควบคุม ธุรกิจการค้าผลไม้ไทยอาจประสบปัญหาวิกฤต (อรวรรณ วัฒนยมนาพร, 2558)”

และจากการสัมภาษณ์ วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BioThai) ได้อธิบายถึง ความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างรัฐบาลไทย และทุนจีนที่เข้าประกอบธุรกิจในไทย โดยเฉพาะธุรกิจสวนผลไม้ ไว้ว่า ;

“มันมีเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ เรื่องความมั่นคงของประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง ฝ่ายที่เกี่ยวข้องความมั่นคงค่อนข้างที่จะโน้มเอียงไปทางจีนได้อย่างเห็นๆ เลย ประมาณเกือบ 10 ปีให้หลังมา มันเห็นชัดเลยว่ารัฐบาลทหาร หรือรัฐบาลประยุทธ์เนี่ย ค่อนข้างเอาอกเอาใจจีนมาก แล้วมันไม่ใช่แค่รัฐบาลทหาร รัฐบาลพลเรือนที่บริหารอยู่ก็เป็นเหมือนกัน คือเหตุผลในการเอาใจจีนอาจจะต่างกัน แต่สุดท้ายแล้วมันก็เป็นเรื่องของอำนาจนั่นแหละ ของรัฐบาลเศรษฐาในยุคปัจจุบันนี้จะให้น้ำหนักไปที่เรื่อง ‘ภูมิเศรษฐกิจ’ มากกว่า

วิฑูรย์ ยังได้พูดถึงการเข้ามาทำธุรกิจของคนจีน ที่แม้จะมีกฎหมายกำกับเรื่องห้ามต่างชาติลงทุนเรื่องการทำการเกษตรไว้ แต่ก็ยังมีช่องทางที่ทำให้ทุนจีนเหล่านี้ ประกอบธุรกิจสวนทุเรียนในประเทศไทยได้

“เข้าใจว่า พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจคนต่างด้าว เนี่ย อนุญาตให้ต่างชาติรับซื้อนะ แต่ว่ามันมีเงื่อนไขที่กํากับอยู่ แต่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ไม่ได้อนุญาตให้มีการทําการผลิต หรือการทำการเกษตร แต่ทุนพวกนี้เขาก็จะมีวิธีการใช้ช่องว่างทางกฎหมาย หลักๆ ก็คือการมีตัวแทนเป็นคนไทยจัดการเรื่องถือครองให้ ซึ่งก็คือ ‘นอมินี’ นั่นแหละ”

‘ประเทศคู่ค้า-ล้งจีน-เกษตรกร’ นิเวศน์ของธุรกิจค้าทุเรียนในตะวันออก

การเข้ามาของทุนจีนในภาคตะวันออกต่อเรื่องธุรกิจสวนผลไม้อย่าง ‘ทุเรียน’ นั้น เริ่มจากการเข้ามารับซื้อสินค้าภายในประเทศ สู่การตั้ง ‘ล้ง’ หรือโรงคัดและบรรจุผลไม้ สำหรับเตรียมจัดจำหน่ายหรือส่งออก จนเกิดการขยายตัวไปสู่การกว้านซื้อที่ดินสำหรับการทำสวนทุเรียนในเวลาต่อมา

จากการสัมภาษณ์ ชลธี นุ่มหนู นายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย ภาคตะวันออก ได้ให้ข้อมูลเรื่องการเข้ามาลงทุนในธุรกิจทุเรียนของทุนจีนว่า อัตราการส่งออกไปยังประเทศจีนที่สูงนั้น มีทุนจีนเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ในตลาดของประเทศไทยแน่นอน โดยรูปแบบการเข้ามาของทุนจีนนั้น คือการเข้ามาถือหุ้นกับคนไทย ก่อนที่จะขยับขยายธุรกิจ นำไปสู่การเป็นเจ้าตลาดการส่งออกในประเทศไทยไปยังประเทศจีนเอง ในท้ายที่สุด

“ผู้ที่ทําการค้าทุเรียน หรือส่งทุเรียนไปประเทศจีนที่เป็นตลาดหลักของเราเนี่ย 90% คือการทำการตลาดโดยคนจีน คนที่เอาเข้าโลจิสติกส์แช่เย็นส่งไปประเทศจีนก็คือนายทุนคนจีนที่มาตั้งล้งอยู่ในเมืองไทยนี่แหละครับ เพราะฉะนั้นก็เกี่ยวข้องกันโดยตรงอยู่แล้ว

“การเข้ามาของทุนจีนก็คือเข้ามาถือหุ้น เริ่มแรกเนี่ยจะมาร่วมทุนกับพ่อค้าคนไทยก่อน และต่อมาภายหลังก็เข้ามาลงทุนเอง ตั้งแต่เรื่องของการสร้างล้ง ไปจนถึงการลงทุนตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ และใช้คนไทยเป็นนอมินี ซึ่งเงินทุนเป็นของคนจีนทั้งหมด มันจะเปลี่ยนจากเดิมที่คนไทยและคนจีนมาร่วมหุ้นกัน แต่ตอนหลังคนไทยก็ไม่มีแล้ว”

ชลธี ยังได้ขยายความเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ที่ในตอนนี้ทุนจีนได้เข้ามาถือครองตลาดการทำการค้าส่งออก หรือ ‘ล้ง’ บนพื้นที่การทำสวนทุเรียนในภาคตะวันออกอย่าง จังหวัดระยอง จันทบุรี ตราด ไปเกือบทั้งหมดในปัจจุบัน

“ตอนที่ตลาดทุเรียนขยายตัวมากขึ้นก็ประมาณ 6-7 ปีมาแล้วครับ แต่ก่อนประมาณปี 60-61 เนี่ยอาจจะมีล้งอยู่ประมาณ 300 ล้งนะครับ แต่ว่าผ่านไปจนถึงปี 65-66 ปี ล้งทุเรียนก็เพิ่มขึ้นไปประมาณ 800 ล้ง ที่ดำเนินการโดยทุนจีน”

“จริงๆ แล้วพ่อค้าคนกลางก็คือล้งนี่แหละ จากเกษตรกรไปที่ล้งทุเรียน ซึ่งจากเกษตรกรอาจจะผ่านนายหน้าหรือไม่ผ่านนายหน้าก็แล้วแต่ ถ้าผ่านนายหน้าก็จะมีคนมารวบรวมผลผลิต บางทีไม่มีนายหน้าก็มาที่ล้งโดยตรง แล้วก็ไปที่จีนเลย”

“ตอนนี้ล้งคนไทยแทบจะไม่เหลือแล้ว ส่วนใหญ่กลายเป็นทุนจีนทั้งหมด ตอนนี้ทุนจีนก็เริ่มเข้ามาซื้อสวน ซื้อที่ดิน บางทีก็เข้ามาซื้อสวนที่ให้ผลผลิตแล้วโดยตรงเลย ก็คือขอซื้อสิทธิ์เปลี่ยนมือจากเกษตรกรรายย่อย ซึ่งนอมินีก็ยังเป็นคนไทยอยู่ สถานการณ์แบบนี้ที่มันเกิดขึ้นก็คือจังหวัดระยอง จันทบุรี แล้วก็ตราด ซึ่งสถานการณ์ทุเรียนใน ภาคใต้ ก็คล้ายๆ กัน”

ผลกระทบต่อเกษตรกรในพื้นที่

หากว่าตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และผลกระทบต่อเกษตรกรในพื้นที่ จากการสัมภาษณ์ เกษตรกรสวนทุเรียนรายหนึ่งในจังหวัดจันทบุรี พบว่า

“สถานการณ์ตอนนี้ ล้งจีนเริ่มมีบทบาทเข้ามาเหมาสวนมากขึ้น จากที่เมื่อก่อนเกษตรกรต้องออกไปขายเอง หาล้งเอง ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปเยอะ เขาก็พยายามเจาะหาสวนที่สามารถไปต่อกับเขาได้เรื่อยๆ ก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะครับ เพราะว่าเราไม่ได้เป็นคนกําหนดราคาเอง ซึ่งเราก็ไม่รู้เลยว่าถ้าต่อไปอีก 10 ปีมันจะเป็นยังไง มันแย่ตรงที่ว่าเขาเริ่มเข้ามาทําสวนเองแล้วครับ คือเรารับได้ถ้าจะเป็นแค่ล้งจีนเข้ามาแต่ว่าพอเข้ามาทําสวนด้วย เราคิดว่ามันเริ่มจะส่งปัญหาแล้ว”

“คือจีน เขาจะไม่มาทําเองตั้งแต่ 0-100 แต่เขาจะมาแบบว่า มีคนทําสวนไปแล้ว 50% หรือ 100% เขาจะเข้ามาซื้อสวนที่มันเริ่มไปแล้ว เขาจะไม่เข้ามาทําจากศูนย์ อาจจะมีบ้างแต่เป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่แล้วก็คือเข้ามาเทคโอเวอร์นั่นแหละ”

สอดคล้องกับสิ่งที่ชลธี ได้ให้ความเห็นเรื่องผลกระทบต่อเกษตรกรในพื้นที่ว่า การที่ผู้ซื้อ และผู้จัดจำหน่ายผลผลิตมาจากประเทศเดียวกันซึ่งคือประเทศจีน ส่งผลให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ ที่มีสภาพใกล้เคียงกับ ‘ทัวร์ศูนย์เหรียญ’ และเคยเป็นประเด็นเมื่อหลายปีก่อนในไทย ซึ่งอาจนำไปสู่สภาวะ ‘Monopoly’ หรือการ ‘ผูกขาดทางการค้า’ ได้

“ดูตัวอย่างได้จากทัวร์ศูนย์เหรียญ คือถ้าจีนคุมได้ทั้งระบบ การดำเนินการทางเศรษฐกิจก็จะอยู่ที่จีนอย่างเดียว ส่วนคนไทยไม่ได้อะไรเลย ทั้งที่มาอาศัยทรัพยากรของเราทั้งหมด ส่วนคนไทยที่เป็นสวนเล็กๆ ทุนจีนก็สามารถที่จะกดราคารับซื้อ เพราะเขามีผลผลิตจำนวนมากอยู่ในมืออยู่แล้ว เหมือน ลำไย ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในภาคเหนือ หลังจากธุรกิจอยู่ในมือของทุนจีนทั้งหมดแล้ว เขาก็สามารถกําหนดราคาเองได้ มันก็คือการเข้ามาเป็นทุนผูกขาดนี่แหละ เขามาใช้ระบบนิเวศน์เรา ใช้ที่ดินเรา ใช้ทรัพยากรเรา แต่สุดท้ายเราไม่ได้อะไรเลย”

และตรงกันกับสิ่งที่วิฑูรย์ ได้ให้ความเห็นในแง่ผลกระทบว่า หากทุนต่างชาติที่เข้ามามีการดำเนินการทางธุรกิจที่เป็นไปตามกฎหมายกำกับ ก็อาจจะไม่มีผลกระทบมากนัก แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือหากให้ทุนจีนกุมสภาพทางเศรษฐกิจในพื้นที่ได้ทั้งหมด ก็จะไม่เกิดการแข่งขันขึ้น สิ่งที่ตามมาคือการกดราคาเกษตรกรรายย่อย ดั่งที่เคยเกิดขึ้นกับลำไย อย่างที่ชลธี ได้ระบุไว้ในข้างต้น

“ถ้ารัฐบาลอนุญาตให้ทุนเหล่านี้เข้ามาประกอบกิจการเรื่องล้ง แล้วกํากับให้เป็นไปตามกฎหมายหรือเงื่อนไขของเราได้เนี่ย ก็คิดว่ายังมองไม่เห็นมุมเรื่องผลกระทบที่ชัดเจนสักเท่าไหร่ แต่ว่ามันมีกรณีหนึ่งที่หลายๆ คนเป็นห่วงมากก็คือ ถ้ากลายสถานที่รับซื้อกลายเป็นล้งจีนทั้งหมดแล้วเนี่ย ในเชิงการแข่งขันทางการค้า เราจะกุมสภาพไม่ค่อยได้ เพราะว่าการทําการค้าของจีน ไม่เหมือนกับการทําการค้าของของผู้ประกอบอื่นๆ คือมันจะมีเงื่อนไขพิเศษโดยนโยบายของรัฐบาลจีนที่คอยสนับสนุนกิจการเหล่านี้”

“ถ้าบทบาทเขามากเกินไปแล้วเราไม่สามารถทําให้เกิดแข่งขันได้อย่างแท้จริง จะกลายเป็นในท้ายที่สุดเขาจะมากําหนดเรื่องราคาได้ คือประสบการณ์ที่เราเห็น มันไม่ได้เกิดแค่กับเรื่องทุเรียน แต่มันเกิดกับ ลําไยมาก่อนแล้ว พอเมื่อคุณมาลงทุนเรื่องล้งแล้ว มันจะไม่ใช่แค่เรื่องล้งอย่างเดียวแล้ว มันหมายถึงในเรื่องของการขยายกิจการ เช่นการทําสวน การถือครองที่ดินในรูปแบบนอมินี อันนี้น่ากลัวมากเพราะว่าทุนจีนที่เข้ามาเขาจะดำเนินธุรกิจอีกแบบ คือทําแบบซึมลึก ยาวนาน แล้วก็ตรวจสอบยากนะคือเราเห็นในหลายกรณี”

ปัญหาเรื่องสารเคมีจาก ‘ล้งจีน’

ไม่เพียงแต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น แต่ยังมีผลกระทบในเชิงสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอีกด้วย จากการสัมภาษณ์เกษตรกรชาวสวนทุเรียนรายหนึ่งในจังหวัดจันทบุรี พบว่า การดำเนินการก่อนที่จะมีการส่งออกของล้งจีนนั้น มีการใช้สารเคมีเพื่อรักษาสภาพของผลผลิตอย่างทุเรียนอีกด้วย

“ล้งจีนเนี่ย ก่อนที่เขาส่งออกทุเรียน เขาต้องเอาพวกยาฆ่าแมลง ยากันรา อะไรพวกนี้ ประมาณ 7 ตัว ผสมน้ําแล้วก็เอาลูกทุเรียนชุบลงไปเลยก่อนส่ง ส่วนเรื่องน้ําที่ปนเปื้อนสารเคมีจากความเข้าใจเราเอง เขาก็เทน้ำทิ้งอยู่ในส่วนนั่นแหละ ซึ่งมันมีปัญหาเรื่องสารเคมีตามมาแน่ๆ เกษตรกรในพื้นที่ส่วนใหญ่เราจะฉีดพ่น แต่ล้งจีนเขาชุบลูกทุเรียนทั้งลูกลงไปในน้ำผสมน้ำยาเลย”

 

ปัญหาเรื่อง ‘ทุเรียนอ่อน’ ในภาคตะวันออก

นอกจากปัญหาผลกระทบทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสารเคมีแล้ว ชลธี ยังได้กล่าวเพิ่มเติมถึงปัญหาทุเรียนอ่อนที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคตะวันออกว่า

“ปัญหาเรื่องทุเรียนอ่อน เป็นเรื่องของการเอาทุเรียนเวียดนามหรือกัมพูชา เข้ามาสวมสิทธิ์เป็นทุเรียนของประเทศไทย เหล่านี้ก็เป็นฝีมือของทุนจีนทั้งนั้น คือเขาทําไปเพื่อการมารับซื้อฤดูกาลหน้าเนี่ย พอรอบก่อนมันมีเรื่องทุเรียนอ่อนไม่ได้มาตรฐาน เขาก็จะกดราคาได้ แล้วพอทุนเขาเยอะ เขาก็ผูกขาดตลาดทั้งหมดในภาคตะวันออกได้นะครับ อันนี้น่ากลัว ถ้าเราไม่มีการควบคุมหรือไม่มีมาตรการที่ป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพ”

อีกทั้ง เกษตรกรชาวสวนทุเรียนรายหนึ่งในจังหวัดจันทบุรี ยังกล่าวเพิ่มเติมในประเด็นการเหมาสวนทุเรียนโดยล้งจีน ซึ่งนี่อาจเป็นตัวการที่ทำให้เกิดประเด็นปัญหาเรื่องทุเรียนอ่อนขึ้น โดยมีวิธีการคือการเข้ามาเหมาสวนตั้งแต่ผลผลิตยังไม่ออกดอก โดยกรรมสิทธิ์ในผลผลิตที่จะออกมาในปีนั้น จะตกเป็นของล้งจีนทั้งหมด

“เรื่องทุเรียนอ่อน เราพูดอย่างนี้ดีกว่าว่า ชาวสวนไม่ได้เป็นคนทําให้มันเป็นประเด็นนะครับ มันเกิดจากการที่ล้งมาดีลซื้อตั้งแต่ทุเรียนยังไม่ออกดอกแล้วแหละ แล้วเขาก็รีบเข้ามาตัด แล้วพอมันรีบเข้ามาตัดสุดท้ายผลปรากฏก็เป็นทุเรียนอ่อนแล้วกลายเป็นว่ามาซื้อรอบหน้า ก็มากดราคาเลย ทั้งที่จริงๆ แล้วมันมันไม่ได้เป็นความตั้งใจเราตั้งแต่แรก”

“มันมีสองอย่างเนอะ แบบที่บอกไปอย่างนึง อย่างที่สองตอนนี้ที่ผมเห็นคือการ เหมามืด สมมติปีที่แล้วผมเคยขายได้ 5 ล้านบาท เขาก็รับรู้แล้วว่าผลผลิตเราออกประมาณเท่าไหร่ เขาก็ให้ตังค์มาเลย แต่ให้เท่าปีที่แล้วนะ คือ 5 ล้าน ราคาเดิม แล้วทุเรียนทั้งหมดที่จะออก ตามดีลมันจะกลายเป็นเป็นของเขาทั้งหมด เขาจะเข้ามาตัดเมื่อไหร่ก็ได้ ไอตัวนี้น่ากลัว ถ้าทุเรียนมันอ่อน มันก็อ่อนเพราะเหมามืดนี่แหละ”

แนวทางในการแก้ไขปัญหา

จากการสืบค้นข้อมูล พบว่าในปี พ.ศ.2558 ที่ประชุมคณะกรรมาธิการการพาณิชย์ การอุตสาหกรรม และการแรงงาน โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้มีการพิจารณาศึกษา “กรณีการตั้งโรงคัดบรรจุผลไม้ (ล้ง) ของผู้ประกอบการชาวต่างชาติ ในจังหวัดจันทบุรี” โดยกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาเพื่อควบคุมให้ธุรกิจของคนต่างชาตินั้นดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งแก้ไขผ่านกฎหมายในหลายฉบับ ดังนี้ ;

  1. การจัดระเบียบทางการค้า ผ่านการใช้กฎหมายให้เข้มงวดขึ้น เช่น พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 พระราชบัญญัติการทํางานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 พระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 พระราชบัญญัติข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 และพระราชบัญญัติคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็น พ.ศ. …. เป็นต้น
  2. การส่งเสริมการตลาด ผ่านนโยบายการค้า การนำเข้า และส่งออก เช่น เพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs, การวางแนวทางให้การค้าผลไม้ไทยเป็นวาระแห่งชาติ, การส่งเสริมทางด้านโลจิสติกส์, การกำหนดมาตรฐานการนำเข้าผลไม้บางประเภทอย่างเข้มงวด เป็นต้น
  3. มาตรการอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น การส่งเสริมการรวมกลุ่มให้เป็นสหกรณ์ และเพิ่มช่องทางการค้าทางออนไลน์, การขึ้นทะเบียนเป็นผู้ส่งออก การรับรองมาตรฐานเกษตรที่ดีและเหมาะสม (Good Agricultural Practice : GAP) และการรับรองคุณภาพและมาตรฐานตามระบบการผลิตที่ดี (Good Manufacturing Practice : GMP) เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้า, กําหนดให้ผลไม้เป็นรายการสินค้าสําคัญที่ควรมีการควบคุม กํากับดูแลปริมาณที่ส่งออก ตาม พ.ร.บ.การส่งออกนําเข้า พ.ศ. 2522 จัดระบบการเก็บภาษีรองรับ, การหาตลาดใหม่นอกจากสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นต้น

ทั้งนี้ ชลธีได้ระบุถึงปัญหาด้านข้อมูล ที่ภาครัฐเองยังไม่มีการจัดเก็บข้อมูลหรือสถิติ ที่เกี่ยวข้องกับการครอบครองทรัพยากรและการดำเนินธุรกิจทุเรียนในภาคตะวันออก ซึ่งอาจส่งผลต่อการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดได้

“เมื่อเร็วๆ นี้ (พ.ศ.2567) ทางผู้ตรวจการแผ่นดินก็ลงมาติดตามเรื่องนี้ แต่ทั้งนี้ภาครัฐเองก็ยังไม่มีข้อมูลเลยว่า จริงๆ แล้วพื้นที่ทางการเกษตรของเราถูกยึดครองโดยทุนจีนไปยังไง พื้นที่เท่าไหร่ ตรงไหนบ้าง ภาครัฐยังไม่ได้ขยับอะไรเลย ข้อมูลที่มีอยู่ก็เป็นข้อมูลจากฝั่งประชาชนทั้งหมด ซึ่งรู้กันอยู่ทั่วไปในพื้นที่ว่า สวนตรงนี้ 500 ไร่เป็นของคนจีน แปลงนี้มาซื้อทิ้งไว้หรือยังไง ก็เป็นข้อมูลที่รู้กันในพื้นที่ แต่ว่ายังไม่มีการจัดระเบียบข้อมูลอะไรเลย แล้วก็ภาครัฐเองก็ไม่มีการมาเก็บข้อมูลว่าตําบลนี้ ตำบลนั้นทรัพยากรอยู่ในมือของทุนจีนไปแล้วเท่าไหร่”

“เรื่องนี้เกษตรจังหวัดคงจะจัดการไม่ได้ เพราะว่านี่มันเป็นเรื่องระดับชาติ เกษตรจังหวัดไม่มีอํานาจพอที่จะจัดการเรื่องนี้หรอก เพราะฉะนั้นมันต้องเป็นระดับมติคณะรัฐมนตรี ต้องเป็นระดับรัฐบาลนั่นแหละครับ อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะให้ความสําคัญหรือให้ความสนใจมากขนาดไหน”

ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ วิฑูรย์ เสนอเรื่องความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างไทยกับจีนว่า ;

“โดยรวมก็คือจีน เขาก็มีวิธีการทําธุรกิจของเขา และที่สําคัญทุกรัฐบาลค่อนข้างเกรงใจจีนมาก สังเกตได้ว่ารัฐบาลไม่มีการจัดการอะไรสักเท่าไหร่ ไม่มีการสืบสวนสอบสวนอะไรเลย แต่ปล่อยให้ดําเนินธุรกิจไป ผมเองเข้าใจว่ารัฐบาลค่อนข้างกังวลเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เรื่องความมั่นคง เรื่องการพึ่งพาตลาดขนาดใหญ่ของทุเรียน อะไรต่างๆ เหล่านี้”

จะเห็นได้ว่า ปัญหาของธุรกิจข้ามชาติอย่างล้งจีนในภาคตะวันอออกนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องการเข้ามาลงทุนรับซื้อผลผลิตแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงการเข้ามาสู่ธุรกิจทุเรียนอย่างเต็มระบบ ตั้งแต่การทำสวน จนถึงการจัดการส่งออกไปยังประเทศจีน ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้ และชื่อเสียงด้านการเป็นผู้ค้าผลไม้ส่งออกอันดับต้นๆ ของโลก อาจค่อยๆ เลือนหายไปโดยปริยาย ยังไม่กล่าวถึงผลที่ตามมาในระยะสั้น อย่างเช่น การถูกกดราคา หรือการสูญเสียที่ดินให้แก่นายทุนจีนผู้ทำธุรกิจทุเรียนอย่างเต็มรูปแบบ

 

หากภาครัฐยังไม่มีมาตรการในการแก้ไขหรือป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้น ประเทศไทยอาจเสียโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล คนไทยก็จะเสียโอกาสในการบริโภคทุเรียนเกรดพรีเมียมที่ปลูกในประเทศไทยเอง และเกษตกรไทยในภาคตะวันออกหลังจากนี้ อาจงจะไม่สามารถลืมตาอ้าปากภายใต้สถานการณ์ที่เป็นอยู่ได้เลย

 

อ้างอิง
ล้งจีน บุกเมืองจันทบุรี ชิงตลาดส่งออกผู้บริโภค “ทุเรียน”ไทย

 

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR