ทุเรียนแห่งจันท์ ตราด ระยอง มะยงชิดแห่งนครนายก มะม่วงแห่งฉะเชิงเทรา และอีกสารพัดของกินแสนอร่อยที่เราพอจะนึกได้เมื่อพูดถึงหน้าร้อนในภาคตะวันออก แต่เราอยากจะบอกว่าวัตถุดิบท้องถิ่นในฤดูกาลแห่งความร้อนแรงนี้ไม่ได้มีแค่ผลไม้ขึ้นชื่อเท่านั้น แต่ยังมีผัก มีปลา มีผลไม้หน้าตาไม่คุ้น แต่อร่อยอย่าบอกใคร
เทคโนโลยีในปัจจุบันอาจทำให้เราได้กินผลไม้บางชนิดได้ตลอดทั้งปี มีผักบางประเภทให้เราซื้อได้ตลอดเวลา แต่ทว่าจริงๆ แล้วการเลือกกินวัตถุดิบตามฤดูกาลคือการได้กินจุดสมบูรณ์แบบที่สุดของวัตถุดิบเหล่านั้น เพราะเป็นสิ่งที่ธรรมชาติคัดสรรมาแล้วว่าฤดูกาลเหล่านี้คือช่วงที่เติบโต สมบูรณ์ที่สุด หรือในมุมมองของคนรักการกินแบบเราๆ ก็จะได้ลิ้มลองของกินที่อร่อยที่สุดจากความสุกงอมที่พอดีนี้
ซึ่งถ้าจะให้พูดถึงวัตถุดิบแห่งฤดูร้อนของภาคตะวันออก อย่างที่บอกไปว่าเราไม่ได้มีแค่เหล่าผลไม้คุ้นหูเท่านั้น แต่ภาคตะวันออกของเรายังมีทั้งผักป่า ผลไม้ป่าที่หาทานได้เฉพาะถิ่น และอาหารทะเลประจำฤดูกาลที่ไม่ควรพลาด เพราะแม้วัตถุดิบบางชนิดอาจจะหากินได้ตลอดทั้งปี แต่หากจะกินให้อร่อยและปลอดภัยสุดก็ต้องกินให้ถูกฤดูกาล เราชวนทุกคนมากินวัตถุดิบตามฤดูกาลไปด้วยกันผ่าน 10 วัตถุดิบในหน้าร้อนของภาคตะวันออกที่เราอยากแนะนำให้ได้ลอง

มะปรางหวานนครนายก
เดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม
ช่วงนี้ผลไม้ที่ดูฮอตฮิตก็คงหนีไม่พ้นมะยงชิด แต่จริงๆ แล้วมี ‘มะปรางหวาน’ ที่เป็นพี่น้องแฝดสามกับมะยงชิดด้วย แต่กลับไม่เป็นที่นิยมเท่า เพราะหลังมะยงชิดเริ่มทยอยออกผล ไล่หลังกันมาติดๆ ก็เป็นมะปรางหวาน ที่หน้าตาอาจคลับคล้ายคลับคลากันจนเกือบแยกไม่ออก ทำให้หลายคนคิดว่าเป็นผลไม้ชนิดเดียวกัน
ยังไงก็ตามในภาคตะวันออก มะปรางหวานนครนายก เป็นหนึ่งในผลไม้ GI ที่มีความพิเศษในตัวเอง โดยภูมิประเทศที่มียอดเขาทำให้ที่ราบของจังหวัดนครนายกสะสมดินตะกอนที่ถูกพัดพาลงมาจากภูเขาหินที่มีแร่ธาตุสูง และมีลักษณะดินที่อุ้มน้ำได้ดี มีช่องว่างของเม็ดดินมากทำให้การระบายน้ำและการถ่ายเทของอากาศในดินดี ประกอบกับสภาพอากาศมีลักษณะหนาวสลับร้อน ส่งผลให้มะปรางหวานนครนายกมีลักษณะ ผลโต เม็ดลีบ รสชาติหวาน หอมกรอบ มีสีเหลืองส้มชวนรับประทาน
สำหรับมะปรางที่นิยมปลูกในนครนายก คือ พันธ์ทองนพรัตน์ ซึ่งปลูกเยอะในเขตพื้นที่ อำเภอเมืองนครนายก อำเภอบ้านนา อำเภอปากพลี และอำเภอองครักษ์ และช่วงเก็บเกี่ยวอยู่ในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม เล่าต่อกันมาว่า เดิมทีในพื้นที่ตำบลบลดงละครเป็นพื้นที่ปลูกมะปรางเก่าแก่ของจังหวัดนครนายก แต่มะปรางพันธุ์พื้นเมืองที่มีอยู่ให้รสชาติทั้งหวานและเปรี้ยว มีผลเล็ก แต่เม็ดใหญ่ ไม่เป็นที่นิยมของผู้บริโภค จนกระทั่งราวปี พ.ศ. 2539 จังหวัดนครนายกได้จัดงานมะยงชิด – มะปรางหวาน เจ้าหน้าที่ของสำนักงานเขตจังหวัดนครนายกได้พบกิ่งพันธุ์มะปรางซึ่งมีสีสวยสะดุดดาจึงได้นำกิ่งพันธ์มาปลูกที่สวนนพรัตน์ ตำบลดงละคร ปลูกได้ประมาณ 2 ปี มะปรางก็ให้ผลผลิตที่มีลักษณะเด่น คือ ผิวมีสีเหลืองทองสดใส ผลใหญ่ เม็ดลีบเล็ก รสชาติหวานกรอบ ไม่ระคายคอ จึงได้ขยายพันธ์ต่อ
นอกจากมะปรางหวานนครนายก พันธ์ทองนพรัตน์ แล้ว อีกหนึ่งมะปรางหวานนครนายกที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ มะปรางพันธุ์หวานทองประมูลพรหมณี ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542
ความพิเศษของมะปรางพันธ์หวานทองประมูลพรหมณีเป็นมะปรางหวาน ที่มีผลมีขนาดใหญ่ ทรงผลยาวรีเป็นรูปไข่ มีจุกเล็กน้อยที่ขั้วผล ทำให้รูปร่างของผลมีลักษณะพิเศษ ผลแก่มีสีเหลืองปนส้มเนื้อผลสีเหลืองปนส้ม ความกว้างผลประมาณ 3.2 ซม. ความยาวผลประมาณ 6.2 ซม. มีรสชาติหวาน และมีกลิ่นหอม
จุดเริ่มต้นของมะปรางพันธ์หวานทองประมูลพรหมณีเกิดจาก นายบุญส่ง เนียมหอม เกษตรกรผู้ทำนาและทำสวนที่อยู่ในพื้นที่ตำบลพรหมณี อำเภอเมืองนครนายกได้เก็บผลมะยงชิดพันธุ์ทูลเกล้าที่หล่นใต้ต้นในสวนของเพื่อนมาเพาะขยายพันธุ์ โดยนำผลที่ใกล้เน่าเปลือกสีดำมาเพาะปลูก จนกระทั่งอายุ 7 ปี ต้นเริ่มให้ผลผลิต ซึ่งพบว่ามีผลผลิตที่แตกต่างจากต้นเดิมถึงสามรูปแบบ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีลักษณะผลที่ทั้งสวยงามและให้รสชาติเยี่ยม บุญส่งจึงตั้งชื่อใหม่ว่า มะปรางพันธ์หวานทองประมูลพรหมณี และได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเป็นพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่นกับสำนักคุ้มครองพันธุ์พืช
ปัจจุบันมะปรางพันธ์หวานทองประมูลพรหมณีปลูกอยู่ในพื้นที่3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองนครนายก อำเภอบ้านนา และอำเภอปากพลี
มะปริง
เดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม
เมื่อมีมะปรางแล้ว จะไม่พูดถึงมะปริงซึ่งเป็นแฝดคนที่สามของมะยงชิดคงไม่ได้ มะปริงเป็นน้องเล็กแต่แสบสุดในบรรดาตระกูลมะยงชิด เพราะมีรสชาติเปรี้ยวโดดเด่นกว่าใคร โดยรสชาติของมะปริงคล้ายกันกับมะยงชิดมากกว่า ส่วนมะปรางเองไม่ได้มีรสเปรี้ยวเลยแม้แต่นิดเดียว ทำให้มะปริงกับมะยงชิดแตกต่างเพียงแค่ขนาดผลที่เล็กกว่าจนเคยมีการคิดจะยุบสปีชีส์ของมะปริงไปรวมกันกับมะยงชิด
แต่งานศึกษาโดยเปรียบเทียบลักษณะทางสันฐานวิทยาและพันธุศาสตร์เมื่อปี พ.ศ.2559 ของนักวิทยาศาสตร์ชาวมาเลเซียพบว่า พืชทั้งสองชนิดมีความแตกต่างเกินกว่าที่จะรวมกันเป็นพืชชนิดเดียวกันได้ โดยลักษณะเด่นของมะปริงคือ ผลมีขนาดเล็ก ส่วนใหญ่มีรสเปรี้ยวจัด ทำให้ชาวบ้านนิยมนำผลดิบมาใช้ตำน้ำพริก แกงส้ม จิ้มน้ำปลาหวาน หรือดอง
มะปริงพบแพร่หลายทั้งในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่ป่าโดยเฉพาะในภาคตะวันออกและภาคใต้ของประเทศไทย เพราะมะปริงชอบพื้นที่ที่มีภูมิอากาศร้อนชื้น ชอบดินที่มีความชุ่มน้ำแต่ระบายน้ำได้ดี และชอบพื้นที่ที่แสงสว่างแสงสว่างส่องถึง ซึ่งภาคตะวันออกและภาคใต้ของประเทศไทยมีคุณสมบัติครบถ้วนทำให้มะปริงเจริญเติบโตได้ดี
ปัจจุบันมะปริงกลายเป็นพืชที่ถูกปลูกแซมไว้ในสวนหลังบ้านของชาวตะวันออก หรือปลูกผสมผสานกับไม้ผลอื่นๆ แต่ไม่เป็นที่นิยมเมื่อเปรียบเทียบกับมะปรางและมะยงชิด
มะไฟแรด
เดือนธันวาคม – พฤษภาคม
ขอแนะนำอีกหนึ่งผลไม้ที่ขึ้นต้นด้วย ‘มะ’ นั่นก็คือ ‘มะไฟ’ โดยมะไฟที่คนส่วนใหญ่คุ้นหูก็มักจะเป็นมะไฟป่าหรือมะไฟกา แต่ที่เราจะพูดถึงวันนี้คือ ‘มะไฟแรด’ โดยเป็นชื่อที่คนในแถบจังหวัดระยองใช้เรียกมะไฟชนิดนี้ ในขณะที่จันทบุรี เรียกมะไฟชนิดนี้ว่า ‘เหมือดคน’
มะไฟแรดจัดเป็นพรรณไม้ป่าหายากของภาคตะวันออก แต่จริงๆ แล้วมีเขตการกระจายพันธุ์ในประเทศไทยทั่วทุกภาค โดยจะพบขึ้นตามป่าชายหาด ป่าละเมาะ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา และป่าเบญจพรรณชื้น ที่ความสูงตั้งแต่ใกล้ระดับทะเลถึงประมาณ 1000 ม. ซึ่งตรงตามภูมิศาสตร์ของตะวันออกของเราด้วยเช่นกัน
มะไฟแรดเป็นไม้ต้น สูง 3 – 10 ม. ลำต้นและกิ่งมักมีปุ่มปม คดงอ และมีหนามแข็งทั่วไป เปลือกสีเทาอ่อนกิ่งอ่อนอวบและมีรอยแผล เนื้อไม้สีขาวอมเหลือง ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปรี รูปใบหอกมีขนใบสีออกเหลือง มีทั้งดอกแยกเพศร่วมต้นและดอกสมบูรณ์เพศ ช่อดอกแบบช่อเชิงลด ออกตามลำต้นกิ่ง และเหนือรอยแผลใบ ดอกสีเหลืองอมเขียว ออกดอกและเป็นผลเดือนธันวาคมถึงพฤษภาคม
ผลของมะไฟแรดเป็นเมล็ดเดียวแข็ง ออกพร้อมกันเป็นพวง ตอนที่ผลอ่อนจะมีสีเขียว แต่ผลสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ผลสุกของมะไฟแรดสามารถรับประทานได้แต่ไม่เป็นที่นิยมนัก นอกจากนั้นแก่นและลำต้นของมะไฟแรดยังใช้ต้มดื่มแก้กษัย ปวดเมื่อย บำรุงกำลังได้
อย่างไรก็ตาม ก็มีเรื่องที่ต้องระวังก็คือ ใบอ่อนของมะไฟแรดมีลักษณะใกล้เคียงกับใบของผักหวานป่ามาก แต่ไม่สามารถทานได้ เพราะ ใบอ่อนและดอกของมะไฟแรดเป็นพิษ สามารถสังเกตความแตกต่างได้โดยบนใบอ่อนของมะไฟแรดจะมีขนอ่อนปกคลุมอยู่ แต่ใบอ่อนของผักหวานป่าไม่มี
ลูกคุย
เดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน
‘ลูกคุย’ คือ ผลไม้ป่าหายากชื่อแปลกที่พบได้มากในป่าเบญจพรรณ ป่าดิบเขา ป่ารกร้าง หรือในสวนยางพาราในพื้นที่ตำบลแหลมกลัด จังหวัดตราดที่เกือบสุดเขตบูรพา โดยลูกคุยออกผลครั้งเดียวต่อปีในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ จนถึงเดือนเมษายนของทุกปี
บางพื้นที่เรียกลูกคุยว่า ต้นคุย เถาคุย เครือ บักยาง หมากยาง ฯลฯ เป็นผลไม้พื้นบ้านที่มีให้กินเฉพาะฤดูกาล มีลักษณะลูกสุกสีเหลืองอมส้ม มีน้ำยางสีขาวที่เปลือก มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน
ปกติคนจะนำมากินกันตอนเป็นผลสุกแล้ว โดยคนโบราณชอบนำมารับประทานกับข้าวสวย ส่วนผู้ที่ชื่นชอบผลไม้รสเปรี้ยวก็นิยมนำผลดิบไปหั่นแช่น้ำแล้วนำมาคลุกกับพริกเกลือ หรือน้ำปลาหวาน นอกจากนี้ลูกคุยก็ยังมีประโยชน์ทางยาอีกด้วย โดยหมอพื้นบ้านก็จะใช้เถาต้มกินแก้มือเท้าอ่อนเพลีย แก้อัมพฤกษ์อัมพาต เปลือกต้มกินแก้ปวดหัว แก้ตับพิการ หรือแม้แต่ลูกคุยสุกก็ยังช่วยให้ระบบขับถ่ายได้ดี
ชาวบ้านในพื้นที่บ้านท่าเส้น ต.แหลมกลัด อ.เมือง จ.ตราด เล่าว่า ต้นลูกคุย ออกปีละครั้งได้รับความนิยมมาก มีลูกค้าจะรอสั่งจนหาแทบไม่ทัน โดยขายกันอยู่ที่พวงละ 30 บาท หรือกิโลกรัมละ 220 บาท
ลูกสำรอง
เดือนมีนาคม – เมษายน
ก่อนหน้านี้ หนึ่งในตัวช่วยลดน้ำหนักที่ทั้งอิ่มท้องและชื่นใจที่สาวๆ หลายคนรู้จักกันดีคือ น้ำสำรอง แต่รู้หรือไม่ว่า ลูกสำรองเป็นอีกหนึ่งผลไม้ป่าที่หากินได้ในช่วงฤดูร้อน และภาคตะวันออกของเราก็มีหนึ่งในแหล่งที่สามารถเจอต้นสำรองได้เยอะมากเช่นกัน
สำรองหรือในชื่อเรียกอื่นๆ เช่น พุงทะลาย หมากจอง เป็นพืชท้องถิ่นดั้งเดิมในเขตจังหวัดจันทบุรีและตราด สามารถสังเกตได้ว่าชื่อสำรอง และพุงทะลายถูกนำมาตั้งเป็นชื่อวัด ชุมชน หรือตำบลต่างๆ ในพื้นที่ตะวันออกหลายแห่ง เช่น บ้านเนินสุขสำรอง ในตำบลทุ่งควายกิน วัดเขาสำรอง ในตำบลกองดิน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง หรือที่บ้านหัววัง ตำบลพุงทะลาย ที่ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นตำบลจันทนิมิต อำเภอเมืองจันทบุรี ซึ่งสันนิษฐานว่าในอดีตบริเวณดังกล่าวอาจเป็นพื้นที่ที่มีต้นสำรองขึ้นเป็นจำนวนมาก
ต้นสำรองสามารถพบได้ตามป่าที่มีความชื้นสูง เช่น ป่าดงดิบ ป่าดิบเขา และป่าดิบชื้นซึ่งมีแสงแดดส่องถึงกับมีฝนตกชุก สอดคล้องกับลักษณะภูมิประเทศและลักษณะภูมิอากาศของจังหวัดจันทบุรีที่มีภูเขาโอบในลักษณะของชามก๋วยเตี๋ยว ในขณะที่ตราดก็มีฝนตกชุกจนได้ชื่อว่าเป็นเมืองฝนแปดแดดสี่
ลูกสำรองออกดอกติดผลทุกปีหรือเว้น 1-3 ปี โดยจะออกดอกในช่วงเดือนธันวาคมถึงมกราคม และมีผลแก่สามารถเก็บได้ประมาณเดือนมีนาคมถึงเมษายน
ผลของสำรองเมื่อแก่แล้วจะมีลักษณะแห้ง ผิวเหี่ยวย่นสีน้ำตาล เมื่อนำผลสำรองมาแช่น้ำ เนื้อบางๆ ที่หุ้มเมล็ดจะดูดน้ำและพองตัวออก มีลักษณะเป็นแผ่นวุ้น ซึ่งนี่คือ ส่วนที่เรานำไปทำน้ำสำรองกัน แต่นอกจากนำไปทำน้ำสำรองแล้ว แผ่นวุ้นที่ว่ายังสามารถนำไปแปรรูปได้หลายอย่าง เช่น ยำ ลาบ น้ำพริก แกงจืด สำรองลอยแก้ว สำรองผง โดยแผ่นวุ้นจากสำรองนี้มีสรรพคุณแก้อาการร้อนในและกระหายน้ำอีกด้วยล่ะ
เปราะหอม
เดือนธันวาคม – เมษายน
ในสวนผลไม้ไหนที่อยู่ในพื้นที่ดอน ถ้าสังเกตตามพื้นสวนอาจจะพบ ‘เปราะหอม’ ที่มักขึ้นคลุมหน้าดิน และมีดอกสีขาวน่ารักๆ ให้เราได้ชมกัน เปราะหอมเป็นพืชสมุนไพรมีเขตการกระจายพันธ์ุตั้งแต่ประเทศอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาบสมุทรมลายู และชวา เจริญเติบโตได้ดีในสภาพภูมิอากาศที่อบอุ่นและชื้น พร้อมทั้งมีร่มเงาบางส่วน ชอบดินมีการระบายน้ำดีเป็นพิเศษเพื่อป้องกันรากเน่าจึงมักพบเปราะหอมใน ป่าไผ่ ป่าดิบ และป่าผลัดใบ ซึ่งในภาคตะวันออกเองก็พบได้ที่จังหวัดปราจีนบุรี และนครนายก ซึ่งมีลักษณะของป่าดิบและป่าผลัดใบที่เป็นแหล่งของเปราะหอมด้วย
เริ่มแรกเมื่อเปราะขาวโผล่ขึ้นมาบนดินจะมีลักษณะใบม้วน ก่อนแผ่ออกเป็นใบคลุมดิน ก่อนที่จะออกดอก ดอกเปราะขาวไม่มีก้านช่อดอก ดอกออกเป็นช่อได้ตั้งแต่ 6-10 ดอก แต่ดอกจะทยอยบานครั้งละ 1-2 ดอก ซึ่งชาวบ้านนิยมเก็บใบม้วนที่เพิ่งโผล่ขึ้นจากดินไปนึ่งหรือต้มกินเป็นผักจิ้มน้ำพริก ใบอ่อนของเปราะขาวให้รสชาติและมีกลิ่นหอมเหมือนต้นกระเจียว
ยิ่งไปกว่านั้น คนในพื้นที่ยังขุดเหง้าของเปราะหอมไปทำยา ให้รสเผ็ดขม ใช้เป็นยาขับลมในลำไส้ แก้ท้องเฟ้อ หรือทำยาสุมกระหม่อมเด็กแก้หวัด แก้เสมหะ อีกด้วย โดยนิยมเก็บเกี่ยวในฤดูแล้ง เมื่อใบเปราะขาวเริ่มเป็นสีหลือง หรือแห้งตั้งแต่เดือนธันวาคมไปจนถึงเดือนเมษายน
ผักหวานป่า
เดือนมีนาคม – เดือนเมษายน
‘ผักหวานป่า’ เป็นผักกินใบที่เป็นที่นิยมมานาน แม้จะชื่อผักหวานเหมือนกันแต่ผักหวานป่ากับผักหวานบ้านไม่ใช่ชนิดเดียวกัน โดยผักหวานบ้านเป็นไม้พุ่ม ในขณะที่ผักหวานป่าจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดพอประมาณ มีความสูงไม่เกิน 15 เมตร เป็นไม้ที่มีเนื้อแข็ง ผิวเปลือกไม้ภายนอกลำต้นเรียบเนียนเมื่อยังอ่อน แต่จะเริ่มสีน้ำตาลเข้มขึ้นและแตกเป็นร่องลึกเมื่อมีอายุมากขึ้น
ผักหวานป่าพบได้ทั่วไปในประเทศเขตเอเชียใต้และตะวันออกเฉียงใต้ ในบริเวณเบญจพรรณ จัดเป็นพืชที่ทนแล้งได้ดี ไม่ชอบแดดจัด ไม่ชอบน้ำมาก ชอบที่โล่ง ชอบดินร่วนปนทราย ตามธรรมชาติ ผักหวานป่าจะชอบแสงแดดรำไรประมาณ 50 % ชอบร่มไม้ใหญ่ ซึ่งในป่าตะวันออกของเราที่มีความเป็นป่าเบญจพรรณเองก็พบผักหวานป่าได้เยอะเหมือนกัน และกลายเป็นผักที่คนท้องถิ่นเองก็คุ้นเคยกันดี
และการที่ผักหวานป่าเป็นผักแห่งฤดูร้อนก็เพราะว่าผักหวานป่ามักแตกยอดในช่วงฤดูร้อนเพียงช่วงเดียว อย่างไรก็ตาม ด้วยรสชาติอร่อยเป็นที่นิยมปัจจุบันจึงมีการปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจมากขึ้น
วิธีการกินโดยส่วนใหญ่ ชาวบ้านนิยมเก็บยอดและใบอ่อนผักหวานป่าไปทำเมนูต่างๆ ทั้งต้ม ผัด แกง เช่น แกงเลียงผักหวานป่า ต้มจืดผักหวานป่า เพราะว่ามีรสหวานอร่อย ผักหวานป่ามักแตกยอดอ่อนมาให้เราเก็บในช่วงเดือนมีนาคมไปจนถึงเดือนเมษายน แพทย์แผนไทยจึงถือว่าผักหวานป่าเป็นอาหารและยาประจำฤดูร้อน มีสรรพคุณช่วยแก้อาการของธาตุไฟ ช่วยระบายความร้อน แก้อาการร้อนในกระหายน้ำ
พริกไทยจันท์
เดือนธันวาคม – เมษายน
“น้ำตกลือเลื่อง เมืองผลไม้ พริกไทยพันธุ์ดี อัญมณีมากเหลือ เสื่อจันทบูร สมบูรณ์ธรรมชาติ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช รวมญาติกู้ชาติที่จันทบุรี”
ไม่น่าแปลกใจที่พริกไทยจันท์จะปรากฎอยู่ในคำขวัญประจำจังหวัดจันทบุรี และเป็นหนึ่งในอัตลักษณ์พื้นถิ่นซึ่งถูกกรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศให้ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2563 โดยจุดเริ่มต้นของพริกไทยจันท์เอง ปรากฎหลักฐานว่าเข้ามาในจังหวัดจันทบุรีตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาผ่านทางชาวจีนที่มาตั้งรกรากในที่ราบริมแม่น้ำหรือชายฝั่งทะเลในอำเภอขลุง อำเภอแหลมสิงห์ อำเภอท่าใหม่ และอำเภอเมือง และริเริ่มปลูกผลิตพริกไทยจนกลายเป็นเครื่องเทศสำคัญ และมีการเก็บส่วยอากรพริกไทยขึ้น
สิ่งที่ทำให้พริกไทยจันท์ขึ้นชื่อคือสภาพภูมิประเทศของจังหวัดจันทบุรีมีทั้งที่เป็นภูเขา เนินเขาและที่ราบสลับภูเขา ทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่มีความลาดเอียง รวมถึงลักษณะดินส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทราย ซึ่งพริกไทยชอบพื้นที่ราบทั่วไปที่มีความลาดเอียงของพื้นที่เล็กน้อย น้ำไหลผ่านได้ดี ไม่เป็นพื้นที่น้ำท่วมขัง ทำให้ต้นพริกไทยที่จันทบุรีเจริญเติบโตได้ดี มีอายุต้นยืนยาว และให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ
โดยพริกไทยจันท์จะมีรสชาติเผ็ดร้อนซ่านในปาก กลิ่นหอมขึ้นจมูกอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งในจันทบุรีมีพริกไทย 2 สายพันธุ์ท้อบถิ่น ได้แก่ พันธุ์จันทบุรี และพันธุ์คุชชิ่ง ซึ่งมักจะนำมาทำเป็นพริกไทยแห้งหรือพริกไทยป่น นอกจากนั้นพริกไทยสด หรือพริกไทยอ่อนก็ยังสามารถทานเป็นผักได้และจัดเป็นเครื่องแกง รวมถึงใช้ประกอบในเมนูอาหารพื้นถิ่นในจังหวัดจันทบุรีอีกหลายชนิด
ปัจจุบันพริกไทยจันท์เป็นพืชเศรษฐกิจที่ถูกปลูกร่วมในสวนผลไม้ ตามวิถีเกษตรผสมผสานปลูก เช่น ปลูกร่วมกันในสวนทุเรียน เพราะทุเรียนจะช่วยเรื่องการพรางแสงให้เพราะพริกไทยที่ชอบแดดเพียงรำไร โดยช่วงที่เหมาะจะเก็บเกี่ยวคือ ตั้งแต่เดือนธันวาคมจนถึงเมษายนของทุกปี
ปลาทูสายตะวันออก
เดือนเมษายน – พฤษภาคม
ปลาทู นับเป็นปลาทะเลอีกชนิดที่ได้รับนิยมอย่างมาก เพราะมาคู่กับ น้ำพริกปลาทู เมนูที่แทบทุกบ้านในประเทศไทยต้องเคยลิ้มลอง โดยปกติแล้วเราอาจจะคุ้นหูกับปลาทูของแม่กลองที่มีวลิติดปากว่า ‘ปลาทูแม่กลองต้องหน้างอคอหัก’ ทำให้หลายคนเข้าใจว่าปลาทูมีเฉพาะในพื้นที่แถวสมุทรสาคร สมุทรสงครามเท่านั้น
แต่แท้ที่จริงแล้วนอกจากปลาทูแม่กลองที่จัดเป็นปลาทูสายตะวันตกแล้ว ที่ภาคตะวันออกของเราก็พบปลาทูเช่นกัน โดยเป็นปลาทูสายตะวันออก ซึ่งพบตั้งแต่ตราด จันทบุรี ชลบุรี ไปจนถึงฉะเชิงเทรา ว่ากันว่าปลาทูสายตะวันออกเหล่านี้จะว่ายน้ำไปวางไข่แถวเกาะช้างหรือเกาะกง ในช่วงเดือนกุมภาพันธุ์ถึงเดือนมีนาคมและว่ายกลับเข้ามาฝั่งยังถิ่นเดิมในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม แต่ข้อมูลของชาวประมงก็ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่าอาจพบปลาทูวางไข่ได้ตลอดทั้งปีด้วยเหมือนกัน
ไม่เพียงเท่านั้น ปลาทูที่จับได้ในบริเวณจังหวัดชลบุรีและฉะเชิงเทราซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ‘อ่าวตัวกอ’ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น มีแนวโน้มว่าจะอร่อยไม่น้อยไปกว่าปลาทูแม่กลอง เนื่องจากในบริเวณนั้นมีปากแม่น้ำ สะสมตะกอนและมีแพลงตอนซึ่งเป็นอาหารของปลาทูอยู่เยอะ
ลักษณะภายนอกของปลาทูสายตะวันออกจะมีลำตัวจะมีกว้างหรือแป้น มีขนาดเล็กประมาณ 15-20 ซม. หัวเป็นสามเหลี่ยมค่อนข้างกว้าง มีเนื้อแน่น นุ่ม มีไขมันมาก เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโปรตีนสูง ทั้งยังให้พลังงาน และสารอาหารอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นไขมัน แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินและเกลือแร่ต่าง ๆ
ปลาทูที่พบในน่านน้ำไทยพบด้วยกัน 3 ชนิด ได้แก่ ปลาทู (ชื่อสามัญ Short Mackerel), ปลาลัง หรือปลาทูโม่ง (ชื่อสามัญ Indian Mackerel), ปลาทูปากจิ้งจก (ชื่อสามัญ Island mackerel) ซึ่งชนิดที่พบมากในภาคตะวันออก คือ ปลาทูโม่ง หรือ ที่คนตะวันออกอาจคุ้นชินกันในชื่อ ปลาโม่ง โดยเฉพาะในเมนูขึ้นชื่ออย่างปลาต้มหวาน หรือต้มเค็ม
โดยปลาทูโม่งที่พบวางขายอยู่ในตลาดในภาคตะวันออก มักมีขนาดตัวใหญ่กว่าปลาทูทางฝั่งแม่กลอง มีลำตัวเรียวยาว ตัวกลม ยาวประมาณ 20-25 ซม. ปากค่อนข้างแหลม หัวจะเป็นสามเหลี่ยมทำมุมน้อยกว่าปลาทู มีจุดสีดำใต้ฐานครีบหลังมากกว่าปลาทูชนิดอื่น และมีลาายสีเหลือบเหลือง บริเวณหางเว้าลึกกว่าปลาทูอื่น เนื้อหยาบ มีมันน้อย และราคาถูกกว่าปลาทู
ปัจจุบันสถานการณ์ของปลาทูไทยอยู่ในสภาวะวิกฤตมากๆ ทำให้ปลาทูส่วนใหญ่ที่เราบริโภคกว่า 90% เป็นปลาทูที่นำเข้ามาจากต่างประเทศมากกว่า และทำให้ปลาทูไทยหายากขึ้นทุกวัน
หอยนางรมท่าโสม ตราด
เดือนกุมภาพันธ์ – มิถุนายน
แม้หอยนางรมจะเป็นอาหารทะเลที่มีกินได้ตลอดแทบทั้งปี แต่ช่วงที่หอยนางรมรสชาติดีที่สุด คือ เดือนกุมภาพันธ์จนถึงเดือนมิถุนายนของทุกปี โดยเฉพาะหอยนางรมพันธุ์เล็ก ที่ท่าโสม จังหวัดตราด ซึ่งเป็นแหล่งหอยนางรมที่มีชื่อเสียงของภาคตะวันออก
ในอดีตพื้นที่ตำบลท่าโสม อำเภอเขาสมิง จังหวัตตราดเป็นแหล่งกระจายพันธุ์ของหอยนางรมอยู่แล้ว เพราะพื้นที่ตำบลท่าโสมตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำเวฬุ มีระบบนิเวศสามน้ำ ซึ่งได้แก่ น้ำทะเล น้ำจืด และน้ำกร่อยไหลมาบรรจบกัน ทำให้มีระบบการไหลเวียนของน้ำที่ดี มีสภาพธรรมชาติที่สมบูรณ์จากป่าชายเลนและอุดมไปด้วยธาตุอาหารและสารอินทรีย์ รวมถึงมีแพลงก์ตอนซึ่งเป็นอาหารตามธรรมชาติของหอยนางรมจำนวนมาก
หอยนางรมที่ท่าโสมจึงมีคุณภาพดี เนื้อสีขาวครีม มีความอวบอ้วนเนื้อมากและแน่นคงรูปเต็มฝาหอย รสสัมผัสนุ่ม รสชาติดี หวานฉ่ำ มีกลิ่นหอมตามธรรรมชาติ จนถูกขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของจังหวัดตราด
ปัจจุบันหอยนางรมท่าโสมมีพื้นที่เลี้ยงใน 4 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านท่าโสม บ้านละมีบ บ้านสลัก และบ้านอ่างกระป่อง โดยเมื่อปี พ.ศ. 2563 กรมประมงได้มีประกาศกำหนดเขตเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สำหรับกิจการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคุมประเภท การเพาะเลี้ยงหอยทะเล ในพื้นที่จังหวัดตราด เริ่มตั้งแต่ปากคลองท่าโสม ลงไปทางปากแม่น้ำเวฬุซึ่งส่งผลให้ทำให้หอยนางรมท่าโสมมีคุณภาพดีขึ้น


