เล็งแลดูกระแสสายสมุทร
ละลิ่วสุดสายตาเห็นฟ้าขวาง
เป็นฟองฟุ้งรุ่งเรืองอยู่รางราง
กระเด็นพร่างพรายพราวราวกับพลอย
…….
พอรุ่งสุริยาลีลาลาศ
ลงเลียบหาดหวนคะนึงถึงสมร
เห็นกรวดทรายชายทะเลชโลทร
ละเอียดอ่อนดังละอองสำลีดี
(สุนทรภู่ – นิราศเมืองแกลง)
บทประพันธ์ข้างต้น คือ กลอนที่สุนทรภู่เขียนบรรยายถึงชายหาดและน้ำทะเลของภาคตะวันออกในนิราศเมืองแกลงเมื่อครั้งมีโอกาสเดินทางมาเยือนภาคตะวันออกเมื่อปีพ.ศ. 2349 ณ เวลานั้นชายหาดภาคตะวันออกอุดมไปด้วยเม็ดทรายสีขาวสะอาดตา ‘ดังละอองสำลี’ น้ำทะเลใส ‘พร่างพรายพราวราวกับพลอย’จนมองเห็นกุ้ง ปู ปลา ชุมชนส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานอยู่ริมทะเลหรือแม่น้ำ เป็นภาพคุ้นตาของผู้คนในภาคตะวันออกและผู้มาเยือนอย่างสุนทรภู่
เมื่อเวลาผ่านไป ภาพชีวิตและทะเลภาคตะวันออกยังดำรงอยู่ดังเช่นที่สุนทรภู่บรรยาย แม้จะมีความเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่แปรเปลี่ยน แต่ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรยังมิได้ผิดแปลกไปเท่าใดนัก คนตะวันออกจึงประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านหรือทำการเกษตร โดยพึ่งพาทรัพยากรที่มีอยู่มากล้นในพื้นที่
แต่แล้วภาคตะวันออกก็เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อมีการขุดค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ชายหาดของภาคตะวันออกถูกเลือกให้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมใหม่ ทำให้ภาคตะวันออกและชีวิตผู้คนเปลี่ยนแปลงไปอย่างที่สุนทรภู่คงมิอาจจินตนาการได้
บทความชิ้นนี้จะพาไปสำรวจชีวิตคนตะวันออกหลังการมาถึงของก๊าซและอุตสาหกรรม ผู้คนที่เติบโตมาพร้อมกับความรุ่งเรืองของอุตสาหกรรมในยุคนั้น มีความหวัง ความฝันเป็นเช่นไร และยังสำรวจต่อไปว่า ความหวัง ความฝันของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ หรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในปัจจุบัน
ชีวิตคนตะวันออกที่เติบโตมาพร้อมอุตสาหกรรม
โชค (นามสมมุติ) คือคนที่เกิดและเติบโตในภาคตะวันออก เขาเกิดมาพร้อมกับการขุดค้นพบก๊าซในอ่าวไทย พร้อมกับเห็นโรงงานอุตสาหกรรมที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในบ้านเกิดของเขา และเขาก็ยังคงทำงานอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรม โชคเริ่มต้นบทสนทนาว่า
“เติบโตมาพร้อมอุตสาหกรรมเลยก็ว่าได้”
แรกเริ่มโชคเกิดที่จันทบุรี ก่อนจะย้ายเข้ามาเรียนต่อในจังหวัดระยองและเลือกระยองเป็นบ้านหลังใหม่ ปัจจุบันโชคเป็นทั้งหัวหน้าแผนกไอทีในโรงงาน เป็นผู้นำครอบครัว และเป็นพ่อของลูกสาวหนึ่งคน โชคไม่ได้มองว่าอุตสาหกรรมเป็นปีศาจร้าย ในทางกลับกัน เขามองอุตสาหกรรมและโรงงานในแง่ดีด้วยซ้ำไป
แม้อุตสาหกรรมกับโชคจะผูกพันกันในฐานะส่วนหนึ่งของชีวิตการทำงาน แต่สำหรับชีวิตครอบครัว เขากลับเลือกซื้อบ้านให้อยู่ห่างจากโรงงานอุตสาหกรรมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยให้เหตุผลว่า
“เพื่ออากาศสะอาดและสุขภาพที่ดีของครอบครัว”
ชีวิตโชคจึงเป็นเหมือนตัวแทนของคนตะวันออกอีกหลายคนที่เลือกทำงานในภาคอุตสาหกรรม แต่ก็ยังมีความหวาดระแวงว่ามลพิษจากปลายปล่องโรงงานจะย้อนกลับมาส่งผลกระทบต่อครอบครัวอันเป็นที่รักของเขา นี่คือความเป็นไปของคนตะวันออก ผู้ที่ถูกกำหนดให้เติบโตภายใต้เงาการพัฒนาอุตสาหกรรม ผ่านเส้นทางชีวิตและความฝันของโชค
คนเริ่มเดิน อุตสาหกรรมเริ่มวิ่ง
ขณะที่เด็กชายโชคเริ่มลืมตาดูโลกในปี พ.ศ.2516 เป็นปีเดียวกับที่บริษัท ยูโนแคล (ปัจจุบันคือ เชฟรอน) ขุดค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่หลุมสำรวจ 12-1 หรือแหล่งเอราวัณ ซึ่งอยู่ไกลออกไปมากกว่า 400 กิโลเมตรจากชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก การขุดค้นพบก๊าซ ณ เวลานั้น ได้จุดประกายความหวังในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย แม้เด็กชายโชคยังเด็กเกินกว่าจะรับรู้ถึงความหวังครั้งนี้ แต่ชีวิตเขาก็กำลังจะเติบโตไปพร้อมกับมันในอีกไม่กี่ปีต่อมา
หลังจากนั้น เด็กชายโชควัย 8 ขวบ ก็ได้รับรู้ข่าวการเปิดใช้งานก๊าซที่จังหวัดระยอง แม้จะไม่สามารถจดจำเหตุการณ์ดังกล่าวได้อย่างชัดเจน แต่ตัวเขาในวันนั้นยังจดจำวลี ‘โชติช่วงชัชวาล’ ของพลเอกเปรม พร้อมกับภาพโลโก้สีฟ้าของปตท. ได้เป็นอย่างดี

พิธีเปิดใช้งานก๊าซในปีพ.ศ. 2524 ที่อยู่ในความทรงจำของเด็กชายโชค เป็นช่วงเวลาไล่เลี่ยกับที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ประกาศใช้แผนพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก หรือ แผน Eastern Seaboard(ESB) ซึ่งกำหนดให้จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง เป็นพื้นที่เป้าหมายในการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะจังหวัดระยองที่ถูกเลือกให้เป็นพื้นที่ขึ้นท่อก๊าซจากแหล่งก๊าซในอ่าวไทย และเป็นพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่อาศัยก๊าซเป็นวัตถุดิบหลักในการกระบวนการผลิต
ราวปีพ.ศ. 2532-2533 เด็กชายโชคเติบโตเป็นนายโชคและเรียนจบระดับชั้นมัธยมต้น เขาตัดสินใจเรียนต่อในระดับปวช. แผนกอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากเล็งเห็นว่า แรงงานที่เชี่ยวชาญด้านอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์กำลังเป็นที่ต้องการในภาคตะวันออก พร้อมกับเขียนความฝันว่าจะเข้าทำงานในภาคอุตสาหกรรมที่ ณ ขณะนั้น เขาเชื่อว่าเป็นอาชีพที่มั่นคงและจ่ายผลตอบแทนดีที่สุด
ความฝันของโชคเกิดขึ้นพร้อมๆ กับที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเปิดเป็นครั้งแรกในปีพ.ศ. 2532 โชคเล่าบรรยากาศในเวลานั้นว่า
“ถนนทุกสายมุ่งหน้าสู่ตะวันออก โดยเฉพาะระยอง ตลอดเส้นทางที่วิ่งตรงสู่นิคมฯ มาบตาพุดมีแต่การก่อสร้างโรงงาน ไม่ใช่แค่โรงงานปิโตรเคมี แต่ยังมีโรงงานชิ้นส่วนรถยนต์ เหล็ก และอิเล็กทรอนิกส์ มีชาวต่างชาติมากมายหลั่งไหลเข้าสู่ภาคตะวันออก มันบูมมากๆ ทุกคนหวังจะได้ทำงานในมาบตาพุด”
ซึ่งเขาเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ฝันจะได้ทำงานในมาบตาพุดเช่นเดียวกัน
เมื่อถนนทุกสายมุ่งสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมภายใต้แผนพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ด

โลโก้สีฟ้ากับความฝันของคนตะวันออก
“งานที่มั่นคงถ้าคิดไวๆ ก็ต้องปตท.” โชคกล่าวไว้เช่นนั้น
มิใช่เรื่องน่าแปลกใจ หากปตท. จะกลายเป็นภาพแทนที่คนตะวันออกมองว่าเป็น ‘การทำงานที่มั่นคง’ เนื่องจากปตท. มีสถานะเป็นทั้งบริษัทและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ถูกก่อตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับการค้นพบก๊าซในอ่าวไทย ดำเนินธุรกิจด้านพลังงานให้กับประเทศไทยมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2521 ครอบคลุมทั้งน้ำมัน ก๊าซที่ใช้ผลิตไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี(เช่น เม็ดพลาสติก) ทำให้ปตท. กลายเป็นบริษัทชั้นนำที่มีความมั่นคงและมั่งคั่ง สร้างรายได้มหาศาลในแต่ละปี

อย่างไรก็ตาม โชคก็ไม่เคยได้เข้าไปทำงานในปตท. งานแรกที่โชคเริ่มทำหลังเรียนจบ ปวส. คือพนักงานในโรงงานประกอบคอมพิวเตอร์แห่งหนึ่งที่ชลบุรี
“ตอนนั้นเพื่อนที่ทำงานในปตท. กับโรงงานปิโตรฯ เรียกว่าอู้ฟู่เลยแหละ เปรียบเทียบกับเราที่เงินเดือนเริ่มต้นแค่ 9 พันกว่าๆ ก็เลยรู้ว่า เฮ้ย! ทำไมมันต่างกันราวฟ้ากับเหวขนาดนั้น”
ถึงจะเงินเดือนน้อยกว่าคนอื่นแต่โชคก็มองว่า “ถือเป็นประสบการณ์ อย่างน้อยเราได้ใช้ความรู้ที่เราเรียนมา พอทำไปทำมาก็รู้สึกว่ามันก็สนุกดีนะ ได้เจอชาวต่างชาติ ได้ฝึกประกอบคอมพิวเตอร์”
โชคยังคงกล่าวถึงความตื่นเต้นที่ได้ทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และความหลงใหลของเขาที่มีต่อนวัตกรรม
“จริงๆ ตอนที่ยังเรียนอยู่มันก็มีลังเลนะ ก็ตอนนั้น ปตท. กำลังบูมๆ ก็มีลังเลบ้าง แต่พอจบมาเราก็ไม่เสียดาย คือตอนที่เราจบมาใหม่ๆ (ราวปี 2540) คอมพิวเตอร์มันก็เริ่มบูมแล้ว เรารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เราน่าจะไปต่อยอดได้ แล้วก็เริ่มสนุกกับมันจริงๆ”
งานด้านคอมพิวเตอร์และระบบเน็ตเวิร์กจึงกลายเป็นความฝันใหม่ ทดแทนฝันเดิมที่หวังว่าจะมีโอกาสทำงานในบริษัทชั้นนำอย่างปตท. และในปีเดียวกันนั้น โชคก็ได้เริ่มต้นชีวิตการเป็นคุณพ่อของลูกสาวที่เพิ่งลืมตาดูโลก
ฝันที่เปลี่ยนไป กับชีวิตที่เปลี่ยนแปลง
โชคทำงานเก็บเกี่ยวความฝันอยู่ที่จังหวัดชลบุรี 5-6 ปี ก่อนจะเปลี่ยนสายงานในปีพ.ศ. 2545 เพื่อย้ายมาอยู่ใกล้ภรรยาและลูกสาวที่จังหวัดระยอง ประจวบเหมาะกับช่วงเวลานั้นโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์เริ่มขยายตัวในภาคตะวันออกสืบเนื่องจากการย้ายฐานลงทุนของอุตสาหกรรมประกอบรถยนต์ญี่ปุ่น
งานแรกที่เริ่มทำในจังหวัดระยองจึงเป็นงานเจ้าหน้าที่แผนกไอทีในโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์แห่งหนึ่งที่นิคมอุตสาหกรรมปลวกแดง แม้จะได้อยู่ใกล้ครอบครัว แต่การเบนเข็มจากอุตสาหกรรมประกอบคอมพิวเตอร์มาสู่โรงงานชิ้นส่วนรถยนต์ ก็ทำให้โชคแอบเสียดายความสามารถและประสบการณ์ที่สั่งสมมา
“จริงๆ ก็มีแอบเสียดายบ้างนะ มันกลายเป็นงานซัพพอร์ต ไม่ได้เป็นสายงานโปรดักชั่น (การผลิต) คือเราไม่ใช่แผนกที่ทำเงินให้โรงงานได้ แต่เบสิคพื้นฐานทางไอทีเราก็ยังอยู่เหมือนเดิมแหละ แค่เราไม่ได้ดูส่วนโปรดักชั่น ดูแค่ไอทีอย่างเดียว”

หลังเริ่มทำงานในแผนกไอที โชคก็เลือกทำงานสายนี้มาตลอดถึงปัจจุบัน เมื่อถามโชคว่า ณ ตอนนี้ ถ้าหากเลือกได้ จะย้ายไปทำงานในสายคอมพิวเตอร์และระบบเน็ตเวิร์กแบบที่เคยฝันไว้หรือไม่?
โชคกลับตอบคำถามนี้อย่างรวดเร็ว “คงตอบว่าไม่ เพราะเราโตในสายงานไอทีประจำโรงงานมานานมากแล้ว เราโฟกัสที่เรื่องอื่นไปแล้ว”
เรื่องอื่นที่โชคหมายความถึงคือการเติบโตและพยายามรักษาความมั่นคงในสายอาชีพนี้ไว้ เพราะชีวิตโชคไม่ได้มีแค่ความฝันเหมือนครั้งวัยหนุ่มอีกต่อไป หากแต่มีความรักและความรับผิดชอบต่อครอบครัวเข้ามาเป็นเงื่อนไขหลัก
ตลอดเส้นทางการทำงานในโรงงานของโชค เขาตั้งข้อสังเกตว่า งานแผนกไอทีมีตำแหน่งงานเพียงน้อยนิดในภาคตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเล็กหรือใหญ่ก็ตาม
“ส่วนใหญ่บริษัทหรือโรงงานในระยองจะเปิดรับแผนกไอทีน้อย แค่ 1 ถึง 2 คนไม่เกินนี้ มีบริษัทหนึ่งเป็นบริษัทใหญ่เลย แต่ปรากฏว่ารับไอทีคนเดียว เราก็เฮ้ย! ทำไมรับไอทีคนเดียว เออ…อันนี้มันเหนือความคาดหมายเลยแหละ”
ด้านหนึ่งโชคยอมรับว่าตัวเองโชคดีที่ได้ทำงานในตำแหน่งที่เปิดรับคนน้อยเช่นนี้ แต่อีกด้านก็เผยให้เห็น ‘ความเปราะบางของการทำงาน’ ในภาคตะวันออกของโชคเช่นกัน ดูเหมือนว่าการพัฒนาก๊าซและอุตสาหกรรมที่เติบโตและรุ่งเรืองในภาคตะวันออก ไม่ได้เปิดโอกาสให้ทุกคนที่เกิดและเติบโตมาในภูมิภาคนี้(ซึ่งรวมถึงโชค) ได้ทำงานตามที่ฝัน สิ่งที่ต้องทำคือการรักษาความมั่นคงในอาชีพไว้เพื่อให้มีรายได้สำหรับดูแลครอบครัว
จากรุ่นสู่รุ่น และฝันที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้ในภาคตะวันออก
ในห้วงบทสนทนาสุดท้าย โชคเล่าเรื่องราวชีวิตหลังตัดสินใจลงหลักปักฐานสร้างครอบครัวอยู่ที่อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง เรื่องราวทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับลูกสาว แม้กระทั่งการเลือกซื้อบ้าน
“เราเลือกมาซื้อบ้านอยู่ที่บ้านฉาง คือตอนแรกก็คิดว่าอากาศที่ระยองไม่ได้แย่นะ แต่ตอนน้องพี (นามสมมุติลูกสาวโชค) ยังเล็กๆ เขาป่วยบ่อย แบบวันเว้นวันเลย มีน้ำมูกไหลกับไอแบบนี้ตลอด พอน้องพีได้มาอยู่ที่ชลบุรีช่วงหนึ่งเพราะต้องย้ายตามแม่มา ปรากฏว่าอาการป่วยพวกนั้นหายไปหมดเลย แต่สุดท้ายน้องพีกับแม่ก็ต้องย้ายกลับไปอยู่ระยอง
เราเลยเลือกซื้อบ้านที่บ้านฉางแบบที่บอกนี่แหละ น้องพีจะได้ปลอดภัยมากขึ้น คือเราได้ข้อสรุปกับตัวเองแล้วแหละว่าระยองอากาศมันไม่ดีจริงๆ แค่ผู้ใหญ่อาจมีภูมิคุ้มกันมากกว่าเด็กเท่านั้นเอง”

โชคยังเล่าอีกว่าลูกสาวของเขาเป็นเด็กเรียนเก่ง มักสอบได้ลำดับต้นๆ ของชั้นเรียนเสมอ
“ตอนมัธยมน้องพีเขาเคยเรียนภาษาญี่ปุ่น เราก็มองว่าดีมากเลยนะ แต่เสียดายที่เขาไม่ได้เรียนต่อหรือได้เอาไปใช้ทำงาน ทั้งที่มันเป็นภาษาที่สามที่น่าจะใช้สมัครงานหรือทำงานในบริษัทใหญ่ๆ ได้เลย”
ตลอดบทสนทนาที่โชคเล่าถึงลูกสาวมักจะมีคำว่า ‘การทำงานที่มั่นคง’ แทรกเข้ามาอยู่เสมอ พอถามโชคต่อว่าบริษัทใดที่คิดว่าเป็นงานที่มั่นคง โชคยังคงให้คำตอบว่า ‘ปตท.’ และเอ่ยถึงชื่อบริษัทอีก 2 แห่ง ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจก๊าซและน้ำมันในจังหวัดระยอง
แม้คุณค่าการทำงานที่มั่นคงในสายตาของโชคจะยังคงยึดโยงกับบริษัทก๊าซและน้ำมัน แต่เขาก็ให้ลูกสาวเป็น ‘ผู้เลือก’ เอง เธอจึงเลือกเข้าเรียนปริญญาตรีในคณะนิเทศศาสตร์ ก่อนจะเรียนต่อปริญญาโทในสาขาจิตวิทยา ในมุมของโชคมองว่าวุฒิการศึกษาทั้งสองใบนี้สามารถหางานที่ระยองหรือภาคตะวันออกได้ไม่ยาก หากแต่ในมุมของลูกสาวกลับเลือกเดินในเส้นทางที่ต่างออกไป เพราะไม่ต้องการทำงานในนิคมอุตสาหกรรมหรือโรงงานใดๆ และย้ายออกไปอยู่คนเดียวนอกจังหวัดระยองเพื่อมองหาโอกาสที่จะได้ทำงานในแบบที่เลือกเองซึ่งหาไม่ได้ง่ายนักในจังหวัดที่รายได้กว่า 70-80% มาจากภาคอุตสาหกรรม การจ้างงานในระยองเกือบครึ่งจึงกระจุกตัวอยู่ในภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก
“เราก็อยากให้น้องพีเขาทำงานในระยองนะ ตอนนี้ก็ไม่แน่ใจว่าน้องพีเขาทำงานอะไรกันแน่ ฮ่าฮ่า เท่าที่พอจะเข้าใจคือ เขาทำงานเรื่องพลังงานกับอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอะไรสักอย่าง ไม่รู้เข้าใจถูกมั้ย ถามว่าเสียดายที่เขาเรียนๆ มาไหม ก็เสียดาย โปรไฟล์อย่างเขาน่าจะเข้าบริษัทดีๆ ไม่ยาก แต่ก็นั่นแหละ เราก็ให้เขาเลือกทางเดินทางเขา ถ้าเขามีฝันเราก็จะไม่ห้าม”
“ถึงจะเสียดายก็เถอะ แต่ไม่เป็นไร”
ตะวันออกที่ครั้งหนึ่งเคยเปิดโอกาสให้โชคได้มีความฝัน แต่มันกลับค่อยๆ บีบให้ความฝันของโชคหดแคบลง แม้จะยังคงประคับประคองความฝันการทำงานด้านคอมพิวเตอร์และระบบเน็ตเวิร์กเอาไว้ได้ แต่ก็ต้องเปลี่ยนจากสายงานที่สร้างมูลค่าโดยตรงให้กับบริษัทเป็นงานสนับสนุนแทน และขยับจากความฝันกลายเป็นการรักษาความมั่นคงในอาชีพที่ทำ
ขณะที่ความฝันของคนตะวันออกรุ่นถัดมาอย่างลูกสาวของโชคกลับเกิดขึ้นได้ยากในภูมิภาคนี้ ด้วยเส้นทางชีวิตที่เธอเลือกไม่ได้มุ่งหน้าสู่นิคมอุตสาหกรรมหรือโรงงานดังเช่นความฝันของผู้เป็นพ่อ พื้นที่แห่งนี้จึงไม่อาจบ่มเพาะและประคับประคองความฝันของเธอให้ไปถึงฝั่งได้ เมื่อเลือกที่จะฝันเป็นอื่น ฝันที่จะไปให้พ้นจากโรงงานอุตสาหกรรมและความโชติช่วงชัชวาลของเชื้อเพลิงฟอสซิล
จึงเป็นฝันที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้ในภาคตะวันออก…

เรื่องโดย JET in Thailand
อ้างอิง
ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด(GPP) สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
รายงานสถานการณ์และดัชนีชี้วัดภาวะแรงงานจังหวัดระยอง รายปี 2567 สำนักงานแรงงานจังหวัดระยอง
รายงานความก้าวหน้าการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก
ผาสุก พงษ์ไพจิตร และคณะ. (2549). การต่อสู้ของทุนไทย 1 การปรับตัวและพลวัต. สำนักพิมพ์มติชน
ผาสุก พงษ์ไพจิตร และคณะ. (2549). การต่อสู้ของทุนไทย 2 การเมือง วัฒนธรรมและการอยู่รอด. สำนักพิมพ์มติชน
สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย. (2546). จากใบตองถึงถุงพลาสติก พัฒนาการของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในเมืองไทย. สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย
อะกิระ ซุเอะฮิโระ. (2565). การพัฒนาอุตสาหกรรมแบบไล่กวด เส้าทางและอนาคตของพัฒนาเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก. สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน


