หากมีใครสักคนถามว่า ถ้าพูดถึง ‘ภาคตะวันออก’ นึกถึงอะไรเป็นอันดับแรก?
คำตอบที่เรามักจะได้ยินกันบ่อยๆ คงหนีไม่พ้น ‘ผลไม้’ ไม่ก็ ‘ทะเล’
ถือได้ว่าสองสิ่งนี้เป็นเหมือนกล่องดวงใจ ที่คนตะวันออกภาคภูมิใจ อยากเก็บรักษาไว้ให้คงอยู่ไปนานๆ
แม้จะอยากเก็บรักษาไว้แค่ไหน แต่รู้หรือไม่ว่าทะเลที่มาบตาพุดได้หายไปแล้วกว่า 3,870 ไร่ ทะเลที่เป็นเหมือนหัวใจของคนตะวันออกหายไปได้อย่างไร? แล้วการหายไปเกี่ยวกับก๊าซ การมีอยู่ของอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้ายังไง?
ขอพาทุกคนนั่งไทม์แมชชีนย้อนไปในอดีต ก่อนที่มาบตาพุดจะกลายเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมอย่างทุกวันนี้ (แน่นอนว่ามีใครหลายคนเกิดไม่ทัน) เพื่อฉายภาพให้เห็นจุดเริ่มต้น ก่อนที่ผืนน้ำทะเลบางส่วนจะถูกทำให้หายกลายเป็นแผ่นดินงอกใหม่บนแผนที่ของจ. ระยอง

ในวันที่มาบตาพุดถูกเลือก และปฐมบทของก๊าซในยุค ‘โชติช่วงชัชวาล’
มาบตาพุด ตั้งอยู่ในอ. เมือง จ. ระยอง เดิมเป็นชุมชนเกษตรกรรมและประมงพื้นบ้านขนาดเล็ก ในปี 2521 มาบตาพุดมีประชากรเพียง 8,434 คน ต่อมาได้มีการประกาศใช้แผนพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2524-2537) หรือ อีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard: ESB) เพื่อพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมในจ. ชลบุรี ระยอง และ ฉะเชิงเทรา ซึ่งแผนฉบับนี้เกิดขึ้นภายหลังจากมีการขุดค้นพบเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยจากแหล่งเอราวัณ เมื่อปี 2516 ก๊าซจึงได้กลายเป็นความหวังและขุมทรัพย์ทางพลังงานอันล้ำค่าในช่วงเวลาที่ทั่วโลกรวมถึงไทยกำลังเผชิญปัญหาวิกฤตน้ำมันขาดแคลนและมีราคาแพง หรือ ‘Oil shock’ ซึ่งขณะนั้นไทยพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากน้ำมันถึง 70% ส่งผลกระทบต่อค่าไฟและราคาสินค้าต่างๆ
12 กันยายน 2524 คือวันที่ทะเลมาบตาพุดถูกเลือกอย่างเป็นทางการให้เป็นจุดที่ท่อก๊าซจากอ่าวไทยมาขึ้นฝั่งที่บ. หนองแฟบ ต. มาบตาพุด ซึ่งท่อในทะเลมีระยะทางกว่า 425 กิโลเมตร เพื่อขนส่งก๊าซจากแหล่งเอราวัณมายังฝั่ง ก่อนถูกส่งต่อไปยังโรงไฟฟ้าบางปะกง จ. ฉะเชิงเทรา โดยพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ได้กล่าวในพิธีเปิดวาล์วส่งก๊าซไปยังโรงไฟฟ้า ณ สถานีส่งก๊าซชายฝั่ง จ.ระยอง ว่า “นับจากนี้ประเทศไทยจะพัฒนาก้าวหน้าและโชติช่วงชัชวาล” ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการนำก๊าซในอ่าวไทยมาใช้เป็นครั้งแรก และก๊าซก็ได้กลายเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าแทนที่น้ำมัน นับแต่นั้นเป็นต้นมา
การค้นพบก๊าซในอ่าวไทย และแผนอีสเทิร์นซีบอร์ด จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของมาบตาพุด ทะเลที่เคยเป็นของทุกคน แผ่นดินที่เคยเป็นพื้นที่ชุมชนและเกษตรกรรม จึงค่อยๆ ถูกครอบครองในนามของการพัฒนาที่ชื่อว่า ‘อุตสาหกรรม’

ภาพ: ข่าววันพิธีเปิดวาล์วส่งก๊าซไปยังโรงไฟฟ้าบางปะกงถูกนำเสนอผ่านหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ สะท้อนให้เห็นถึงความหวังอันเต็มเปี่ยมจากการที่ประเทศไทยมีแหล่งพลังงานเป็นของตนเอง ในห้วงเวลาที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์น้ำมัน (ซ้าย) หนังสือพิมพ์ข่าวสด 14 กันยายน 2524 (ขวา) หนังสือพิมพ์ข่าวสด 13 กันยายน 2524
แผนอีสเทิร์นซีบอร์ดได้เลือกให้มาบตาพุดเป็นพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบหลัก เราจึงได้เห็นโรงแยกก๊าซ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี นิคมอุตสาหกรรม ท่าเรือน้ำลึก โรงไฟฟ้า เกิดขึ้นในมาบตาพุด พร้อมกับการขยายตัวของพื้นที่สีม่วงในผังเมืองเพื่อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เป็นที่ตั้งของโรงงาน นิคมอุตสาหกรรม หรือโรงไฟฟ้า อุตสาหกรรมจึงเติบโตครอบคลุมพื้นที่มาบตาพุด และขยายไปยังอำเภออื่นๆ ในเวลาต่อมา


ทะเลมาบตาพุดหายไปตอนไหน? แล้วกลายไปเป็นอะไร?
เป็นเวลา 45 ปี จากวันที่มาบตาพุดถูกเลือกให้พัฒนาภายใต้แผนอีสเทิร์นซีบอร์ด และเปลี่ยนผ่านสู่แผนอีอีซีในปัจจุบัน ชุมชนเกษตรกรรมและประมงพื้นบ้านแห่งนี้ถูกเปลี่ยนให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ ทะเลของมาบตาพุดก็เช่นกัน จากเดิมที่เคยเป็นแหล่งทำกินของชาวประมงในพื้นที่ บางส่วนถูกถมเพื่อเปลี่ยนเป็นท่าเรือ และพื้นที่อุตสาหกรรม ซึ่งมีทั้งท่าเทียบเรืออุตสาหกรรมทั่วไป และท่าเทียบเรือเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ท่าเทียบเรือสำหรับนำเข้า LNG และถ่านหินเพื่อใช้ผลิตไฟฟ้า โรงไฟฟ้า และโรงแยกก๊าซ

ซึ่งที่ผ่านมา ทะเลมาบตาพุดถูกถมไปแล้วทั้งสิ้น 3,870 ไร่ (เทียบเท่ากับเซ็นทรัลระยอง 65 แห่ง) ภายใต้โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด โดยมีการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ การถมทะเลที่เกิดขึ้น แบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้
- โครงการฯ ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2531-2535): ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2531 สมัยรัฐบาลพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เริ่มก่อสร้างในปี 2532 มีการถมทะเล 1,400 ไร่ เพื่อสร้างพื้นที่อุตสาหกรรมและท่าเทียบเรือ แล้วเสร็จเมื่อปี 2535 โดยมีโรงไฟฟ้าโกลว์(ใช้ก๊าซ และถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง) โรงไฟฟ้าถ่านหินเก็คโค่-วัน และท่าเทียบเรือโกลว์ เอสพีพี3 สำหรับนำเข้าถ่านหิน เป็นส่วนหนึ่งที่ตั้งอยู่ในพื้นที่โครงการฯ
- โครงการฯ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2535-2542): ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 29 ธันวาคม 2535 สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย มีการขุดลอกร่องน้ำทางเดินเรือ และพื้นที่กลับเรือ รวมถึงถมทะเล 1,470 ไร่ เพื่อสร้างพื้นที่อุตสาหกรรมและท่าเทียบเรือ ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี 2542 โดยมีโรงไฟฟ้าถ่านหินบีแอลซีพี(รวมท่าเทียบเรือบีแอลซีพี สำหรับนำเข้าถ่านหิน) และท่าเทียบเรือ LNG แห่งที่ 1 เป็นส่วนหนึ่งของโครงการถมทะเล ระยะที่ 2 ซึ่ง LNG หรือก๊าซเหลว ถูกนำเข้ามายังท่าเทียบเรือแห่งนี้ครั้งแรกเมื่อปี 2554 และกลายเป็นเชื้อเพลิงที่มีบทบาทสำคัญในยุคปัจจุบัน เพราะก๊าซที่มีในอ่าวไทยและก๊าซนำเข้าจากเมียนมาไม่เพียงพอกับความต้องการใช้งาน จึงต้องหันไปพึ่งการนำเข้า LNG มากขึ้น เพื่อให้มีก๊าซเพียงพอสำหรับผลิตไฟฟ้า ซึ่งโรงไฟฟ้าถือเป็นผู้ใช้ก๊าซรายใหญ่ของประเทศ คิดเป็นสัดส่วน 60% ของการใช้ก๊าซทั้งหมด นอกจากนี้ ยังมีโรงแยกก๊าซ หน่วยที่ 7 ที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ตั้งอยู่ในพื้นที่โครงการฯ
- โครงการฯ ระยะที่ 3: ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 30 ตุลาคม 2561 สมัยรัฐบาลคสช. ของพลเอก ประยุทธ จันทร์โอชา และเป็นส่วนหนึ่งของแผนอีอีซี มีการถมทะเล 1,000 ไร่ เพื่อสร้างพื้นที่อุตสาหกรรมและท่าเทียบเรือ รองรับการขนถ่ายก๊าซและวัตถุดิบเหลวสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี หรือที่เรียกกันว่า ‘มาบตาพุด เฟส 3’ เป็นการร่วมทุนภายใต้สัญญา 35 ปี ระหว่างกนอ. และบริษัท กัลฟ์ เอ็มพีที แอลเอ็นจี เทอร์มินอล จำกัด (เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 70% และ บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของปตท. ถือหุ้น 30%) ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จ และเปิดใช้งานเชิงพาณิชย์ในปี 2572 โดยหนึ่งในการพัฒนามาบตาพุด เฟส 3 คือการก่อสร้างท่าเทียบเรือ LNG แห่งที่ 3 เพื่อรองรับความต้องการ LNG ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในอนาคต หากไทยยังไม่มีแผนลดการใช้ก๊าซผลิตไฟฟ้า และยังคงเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซเพิ่มต่อไป

การหายไปที่ไม่มีวันหวนคืน
ในวันที่เราต้องอยู่กับก๊าซ อุตสาหกรรม และโรงไฟฟ้าต่อไป
ในนามของการพัฒนาที่ชื่อว่า ‘อุตสาหกรรม’ โดยมี ‘ไฟฟ้า’ เป็นหนึ่งในพลังขับเคลื่อนสำคัญให้อุตสาหกรรมก้าวไปข้างหน้า และ ‘ก๊าซ/LNG’ ยังคงถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า
เราจึงได้เห็นองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้าปรากฏอยู่บนแผ่นดินงอกใหม่ที่เกิดจากการถมทะเลมาบตาพุด ไม่ว่าจะเป็นท่าเทียบเรือถ่านหิน โรงไฟฟ้าถ่านหิน ท่าเทียบเรือ LNG แห่งที่ 1 และ 3 นอกจากนี้ ยังมีท่าเทียบเรือ LNG แห่งที่ 2 ซึ่งเปิดใช้งานเมื่อปี 2565 ตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงกัน โดยมีสะพานซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของท่าเรือทอดยาวออกไปในทะเลเกือบ 6 กิโลเมตร

เมื่อทะเลถูกแทนที่ด้วยสิ่งก่อสร้าง ซึ่งล้วนเป็นโครงสร้างขนาดใหญ่ เป็นสิ่งแปลกปลอมที่ยื่นเข้าไปในทะเลหลายกิโลเมตร และกินพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง ทำให้มีอีกหลายสิ่งที่ต้องสูญเสียและส่งผลต่อผู้คนอีกหลายชีวิต นอกจากการหายไปของทะเลเกือบ 4 พันไร่ ไม่ว่าจะเป็น
- หาดพัง-ทะเลแหว่ง: การขุดลอกร่องน้ำและถมทะเลทำให้กระแสน้ำเปลี่ยนทิศไปจากเดิม จึงเกิดการกัดเซาะชายหาดด้านตะวันออกของท่าเรือ ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2535 เมื่อโครงการฯ ระยะที่ 1 แล้วเสร็จ เราจึงได้เห็นชายหาดแหว่งรูปพระจันทร์เสี้ยวอยู่คู่กับเขื่อนกันคลื่นเป็นแนวยาวตลอดระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร ตั้งแต่หาดสุชาดา ไปจนถึงหาดแสงจันทร์ และปากน้ำระยอง
- ระบบนิเวศเสียสมดุล: เมื่อธรรมชาติของท้องทะเลถูกรบกวนจากการขุดลอกและถมทะเล ทำให้เกิดการฟุ้งกระจายของตะกอนในทะเลซึ่งเป็นบ้านและแหล่งหากินของสัตว์น้ำนานาชนิด ระบบนิเวศเดิมจึงเสียสมดุล สัตว์น้ำบางชนิดมีจำนวนลดลง หรือค่อยๆ หายไป โดยเฉพาะกุ้ง หอย ปู ปลา ที่เป็นแหล่งสร้างรายได้ให้ชาวประมง การหายไปของสัตว์น้ำจึงส่งผลต่อการดำรงอยู่ของชาวประมงเช่นกัน
- แหล่งทำกินหาย-จ่ายค่าน้ำมันเรือเพิ่มขึ้น-ยังรอคอยการชดเชยเยียวยาที่เป็นธรรม: เมื่อทะเลถูกรุกล้ำ คนที่ต้องพึ่งพาทะเลเพื่อหาเลี้ยงชีพอย่างชาวประมงย่อมได้รับผลกระทบ จากข้อมูลในเอกสารบทเรียนการพัฒนาผ่านแนวนโยบายและกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษในประเทศไทย : กรณีศึกษาการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดยสมนึก จงมีวศิน และพรพนา ก๊วยเจริญ พบว่า กรณีการถมทะเลมาบตาพุด เฟส 3 ได้มีการประเมินผลกระทบต่อการทำประมงในรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ของโครงการไว้ว่า ในระยะก่อสร้าง กลุ่มประมงเรือเล็กพื้นบ้านสูญเสียพื้นที่จับสัตว์น้ำประมาณ 2,232 ไร่ (พื้นที่ขุดลอก 1,200 ไร่ พื้นที่ถมทะเล 1,000 ไร่ และพื้นที่กันเขตก่อสร้างเพื่อความปลอดภัย 32 ไร่) ส่วนระยะดำเนินการ สูญเสียพื้นที่จับสัตว์น้ำประมาณ 2,200 ไร่ (พื้นที่ถมทะเล และพื้นที่บริเวณร่องน้ำและแอ่งกลับเรือโครงการ)


เมื่อชาวประมงสูญเสียพื้นที่ทำกินเดิม จึงต้องออกเรือไปไกลขึ้นเพื่อให้พ้นจากพื้นที่ถมทะเล นอกจากจะใช้เวลาออกเรือนานขึ้น ยังต้องจ่ายค่าน้ำมันเรือเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังต้องเจอกับข้อกำหนดทางกฎหมายในพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 ที่จำกัดให้ประมงพื้นบ้านออกเรือหากินจากฝั่งไม่เกิน 3 ไมล์ทะเล ขณะที่โครงการมาบตาพุด เฟส 3 ซึ่งมีทั้งการถมทะเล และสร้างคันกันคลื่น ทำให้ชาวประมงต้องสูญเสียพื้นที่ออกเรือเกือบ 2 ไมล์ทะเล เท่ากับเหลือพื้นที่ในการออกไปหากินเพียง 1 ไมล์ทะเลเท่านั้น
เมื่อการทำมาหากินของชาวประมงถูกบีบให้เหลือทางเลือกน้อยลงเรื่อยๆ การชดเชยเยียวยาที่ดูเหมือนจะเป็นหนทางบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น กลับถูกตั้งคำถามถึงความเป็นธรรม เมื่อทางกนอ. ได้จ่ายเงินค่าชดเชยเยียวยาให้กับกลุ่มประมงพื้นบ้านที่ได้รับผลกระทบ เป็นจำนวนเงิน 47,000-100,000 บาท/ราย โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ที่รับเงินจะต้องไม่ฟ้องร้อง หรือเรียกร้องค่าเยียวยาใดๆ เพิ่มเติมอีก ดังข้อความที่ปรากฎอยู่ในหนังสือยินยอมรับเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ลงวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2565 ระบุว่า
“ภายหลังจากที่ข้าพเจ้าได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยาตามจำนวนดังกล่าวข้างต้นแล้ว
ข้าพเจ้าจะไม่ดำเนินการยื่นคำขอร้องทุกข์ร้องเรียนและร้องขอ การใช้สิทธิทางศาล
หรือกระทำด้วยประการอื่นใด อันเป็นการขอให้มีการเยียวยาเพราะเหตุสูญเสียพื้นที่ทำประมง เนื่องจากโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 อีก”
ด้วยเหตุผลความจำเป็นทางเศรษฐกิจเพราะขาดรายได้เป็นเวลานาน ทำให้มีชาวประมงยินยอมรับเงินไปแล้ว 60% ของผู้ที่ได้รับผลกระทบ และยังเหลืออีก 40% ที่ไม่ยอมรับเงินชดเชย เพราะเห็นว่าหนังสือสัญญาดังกล่าวไม่เป็นธรรมกับชาวประมงผู้ได้รับผลกระทบ
ทั้งหมดนี้อาจเป็นเพียงเรื่องราวบางส่วนของสิ่งที่ต้องสูญเสียไปโดยไม่มีวันหวนคืน จากวันแรกที่มาบพุดถูกเลือกเพราะค้นพบก๊าซในอ่าวไทย ตามมาด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรม ที่มาพร้อมกับความต้องการใช้ไฟฟ้า นำเราไปสู่ความต้องการใช้ก๊าซและนำเข้า LNG (ซึ่งต้องมีการสร้างท่าเทียบเรือรองรับ) เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด ทำให้วันนี้เราจึงต้องอยู่กับก๊าซ อุตสาหกรรม และโรงไฟฟ้า(ฟอสซิล)ต่อไป แม้จะสูญเสียทะเลมาบตาพุดไป 3,870 ไร่ ก็ตาม



