15 พฤษภาคม อาจเป็นวันทั่วๆ ไปตามปฏิทินของคนในภูมิภาคอื่นๆ แต่สำหรับคนตะวันออก นี่คือวันที่มีการประกาศบังคับใช้พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 โดยมีการประกาศในวันที่ 14 พฤษภาคม 2561 และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2561
ภาพนิคมอุตสาหกรรมที่ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ภาพรถบรรทุกที่วิ่งตามถนนจนแน่นขนัด ข่าวคราวการสร้างรถไฟความเร็วสูงที่มาเป็นระยะแม้จะยังไม่เกิดอะไรขึ้น หรือแม้แต่ชีวิตของใครหลายๆ คนก็ได้เปลี่ยนแปลงไปหลังจากประกาศฉบับนี้
ซึ่งนี่คือหนึ่งในมรดกตกทอดการรัฐประหารในยุคสมัยของคสช. นำโดยพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มาพร้อมกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่ยังไม่หายไปไหน
เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขยายเส้นทางคมนาคมและการส่งออก ในนามว่า เส้นทางสายไหมใหม่ หรือ One Belt One Road ด้วยการจับมือระหว่างนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น (พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา) และประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง
เวลาล่วงเลยถึง 7 ปี โครงการลงทุนยักษ์ใหญ่ยังคงเงียบงัน ไม่ปรากฎร่องรอยของการกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่โครงการ EEC มุ่งมั่นจะพัฒนาเศรษฐกิจ แลกเปลี่ยนนวัตกรรมเทคโนโลยี และเกิดการจ้างงานในไทย
เราชวน สมนึก จงมีวศิน จาก EEC Watch มาฉายภาพ 7 ปีที่ภาษีเราลงทุนไปกับ 3 จังหวัดอุตสาหกรรม อย่าง ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ว่าตลอดระยะเวลาเหล่านี้ เราได้อะไร เราเสียอะไร และคุ้มไหมกับ 7 ปีที่ยังไม่มีการทบทวนบทเรียน แต่เดินหน้าขยาย EEC ต่อไป

3 จังหวัดตะวันออกที่อุตสาหกรรมแน่นจนหายใจไม่ออก
ถ้าให้ถามปู่ย่าตายายที่อาศัยอยู่ในภาคตะวันออก ก็ต้องบอกว่าภาพภาคตะวันออกกับอุตสาหกรรม คงเป็นภาพที่ไม่ได้มีใครนึกถึงมากนัก ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปยังจุดเริ่มของ EEC เราอาจต้องย้อนกลับไปที่ Eastern Seabord ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก หลังพบก๊าซฟอสซิลในอ่าวไทย ที่ต่อมากลายเป็นวัตถุดิบในการผลิตปิโตรเคมีเป็นหลัก และส่วนหนึ่งแบ่งมาใช้ผลิตไฟฟ้าในประเทศ ที่ทำให้ตะวันออกค่อยๆ ผันตัวจากเมืองแห่งเกษตรและการท่องเที่ยว พ่วงท้ายมาด้วยการเป็นเมืองอุตสาหกรรม
โดย EEC เป็นโครงการส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีเป้าหมายเพื่ออุตสาหกรรมที่นำมาซึ่งการพัฒนาเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่จะช่วยสร้างนวัตกรรมที่ส่งผลให้ไทยได้เป็นแหล่งผลิตและส่งออกเทคโนโลยีในอนาคต อุตสาหกรรมเป้าหมายของ EEC จึงกำหนดไว้ได้แก่
5 อุตสาหกรรมเป้าหมายเดิม (First S- curves)
- อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่
- อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
- อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
- อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ
- อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร
7 อุตสาหกรรมใหม่ (New S – curves)
- อุตสาหกรรมหุ่นยนต์
- อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร
- อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์
- อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ
- อุตสาหกรรมดิจิตอล
- อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ
- อุตสาหกรรมการพัฒนาบุคลากรและการศึกษา
“ตั้งแต่มีพ.ร.บ.ฉบับนี้ประกาศใช้ขึ้นมา ไทยจะได้อะไรบ้างก็ค่อนข้างมืดมน” สมนึกเกริ่น
โดยสมนึก อธิบายเพิ่มว่า “EEC เนี่ย เราก็พบว่ามันก็เป็นการพัฒนาที่คู่ขนาดไปกลับ Eastern Seabord คือการพัฒนาแบบเดิม ก็ยังเดินอยู่ก็คือ พวกปิโตรเคมี โดย EEC เป็นอีกการพัฒนาที่คู่ขนานกันไป ก็มีการประกาศเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งปัจจุบันเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษจำเพาะในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษของ EEC มีร่วมกันทั้งหมดกับ 39 เขตใน 3 จังหวัดนะครับ”

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดินทางมาถึงปีที่ 7 แล้ว สิ่งที่สมนึกมองเห็นคือ “สิ่งที่ EEC ตั้งเป้าไว้อย่างการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีกลับไม่เกิดแทน” และแทนที่จะได้การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี เรากลับได้จำนวนโรงงานและนิคมฯ เป็นจำนวนมาก จนสมนึกใช้คำว่า ‘แน่นมาก’ โดยเขาบอกกับเราว่า “นิคมฯ ที่เยอะที่สุดในประเทศไทยก็ต้องบอกว่าอยู่ใน 3 จังหวัด EEC ซึ่งจริงๆ แน่นมากเลย แน่นถึงขั้น Smart park ซึ่งจะทำเป็นนิคมฯ EEC ก็จะสร้างติดกับนิคมฯ มาบตาพุด”
ซึ่งสิ่งที่สมนึกมองเห็นตลอด 7 ปีที่ผ่านมา จึงเป็นเรื่องการขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรมและโรงงานที่ไร้ขอบเขต เพราะใน 3 จังหวัดของ EEC นั้นส่วนที่เป็นเขตส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษอาจมีนิคมอุตสาหกรรมเกิดขึ้นตามผังเมือง แต่สิ่งที่ตามมาด้วยอีกก็คือ พื้นที่โรงงาน เช่น พื้นที่โรงงานของอาลีบาบา หรือโรงงานรถยนต์นอกนิคมฯ ของโตโยต้า อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา ที่ขยายตัวไปมากขึ้น แต่ไม่ได้ถูกเรียกว่าเป็นนิคมอุตสาหกรรม
โดยสมนึกขยายความว่าการขยายเขตอุตสาหกรรมของ EEC ได้ส่งผลต่อ 3 จังหวัด นั่นก็คือ อย่างในจังหวัดฉะเชิงเทรา ต้องสูญเสียพื้นที่ดินเกษตรกรรม พื้นที่ริมแม่น้ำบางปะกงซึ่งเป็นความมั่นคงทางอาหาร และกลายเป็นนิคมอุตสาหกรรมขึ้นมาแทน อย่างนิคมฯ Blue Tech City ซึ่งตั้งอยู่ริมน้ำประปกง ซึ่งอยู่ในกระบวนการที่จะประกาศเป็น E4 Promotional Zone หรืออย่างนิคมอมตะก็กำลังขยายเป็น อมตะ 2 (Double Developement)
สมนึกกล่าวว่าพื้นที่ตามผังเมืองฉบับปัจจุบันที่เป็นผังเมืองสีม่วง (สามารถเป็นอุตสาหกรรมได้) พื้นที่เหล่านี้ในจังหวัดฉะเชิงเทราเรียกได้ว่าเต็มหมดแล้ว ทำให้ต้องไปหาพื้นที่เพิ่ม ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ที่ฉะเชิงเทรา แต่ชลบุรีและระยองก็เช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น สมนึกยังบอกอีกว่า “แค่มีอุตสาหกรรม 12 อุตสาหกรรมเป้าหมายตามพ.ร.บ. EEC แค่ไม่กี่เปอร์เซนต์ คุณก็สามารถเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ (Promotioal Zone) ของ EEC ได้” สมนึกกล่าว
“ซึ่งตอนนี้พอพื้นที่หมด เขาก็กำลังมองไปที่ปราจีนบุรีแล้ว ซึ่งตอนนี้มีพี่น้องปราจีนฯ คัดค้านอยู่” สมนึกอธิบายถึงการขยายไปปราจีนบุรี โดยได้รับคำอธิบายจาก EEC เรื่องการเพิ่มปราจีนบุรี สระแก้ว ตราด โดยจะเลือกอำเภอที่มี Supply Chains ของอุตสาหกรรมตั้งอยู่
สิ่งเหล่านี้ตอกย้ำว่าการเข้ามาของ EEC “ทำให้นิคมอุตสาหกรรมที่มีอยู่ก็ขยายตัว โรงงานนอกนิคมก็เพิ่มขึ้น และนิคมฯ ที่เกิดขึ้นใหม่เพื่อมาเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษก็กลายเป็น Double Developement” ที่สุดท้ายสมนึกก็สรุปไว้ว่าการเกิดอุตสาหกรรมมากขึ้นเหล่านี้จะส่งผลต่อการแย่งทรัพยากรอย่างรุนแรง โดยเฉพาะที่ดิน น้ำ และสิ่งแวดล้อมรอบๆ
ซ้ำไปกว่านั้นคือการที่ชุมชนบางชุมชนต้องหายไปเพราะการเข้ามาของแผนพัฒนาเหล่านี้

เมืองเศรษฐกิจพิเศษ ที่ไล่รื้อผู้คนออกไป
หนึ่งในเรื่องที่ถูกพูดเป็นความหวังซ้ำๆ สำหรับคนภาคตะวันออกคือรถไฟความเร็วสูงที่จะเป็นตัวช่วยพัฒนาเศรษฐกิจไปข้างหน้า ยังไม่รวมเมกะโปรเจ็กต์มากมายที่อยากให้ตะวันออกกลายเป็นเมืองสุดสมาร์ท เต็มไปด้วยเทคโนโลยีไฮเทค เป็นเมืองดิจิทัลตามภาพฝัน
แต่ทว่าในภาพเมืองที่สมาร์ทนั้น กลับกลายเป็นการไล่คนท้องถิ่นออกไปจากบ้านเกิดพร้อมๆ กัน
ยิ่งไปกว่านั้นคือการใส่ความหวังที่ไร้วี่แววความคืบหน้ามาเกือบจะครบ 10 ปี แล้ว
“สัญญาณของการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเริ่มมาตั้งแต่ปี 2560 ยังไม่เห็นความคืบหน้า” สมนึกเล่าถึงหนึ่งในอภิมหาโปรเจ็กต์ที่เป็นความหวังของแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยเขาอธิบายต่อว่า นับตั้งแต่มีการเวนคืนที่ดินริมทางรถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบิน ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2560 จนถึงปัจจุบัน โครงการเมกะโปรเจ็กต์นี้ยังคงไม่มีความคืบหน้า และคาดว่าหากรถไฟฟ้าความเร็วสูงยังไม่เสร็จ การที่จะพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาก็ยังคงเดินหน้าไม่ได้ ซึ่งทั้ง 2 โครงการเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายคมนาคม EEC เพื่อเชื่อมโยงเส้นทางกระจายสินค้าของโปรเจ็กต์ ‘One Belt One Road’ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ได้ทำสัญญาไว้ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนสีผังเมือง การเวนคืนที่ดินของประชาชนเพื่อเมกะโปรเจ็กต์ การสูญเสียพื้นที่ความมั่นคงทางอาหาร
การสูญเสียจากแค่โปรเจ็กต์เดียวก็ทำให้ชีวิตของใครหลายคนต้องเปลี่ยนไปมาก ยังไม่รวมไปถึงอภิมหาโปรเจ็กต์อีกหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการท่าเรือแหลมฉบังที่กำลังถมทะเล และมาบตาพุดที่ยังไม่มีผู้ลงทุนมาเช่าพื้นที่ รถไฟความเร็วสูงก็ไม่เห็นความคืบหน้า สนามบินอู่ตะเภาก็ยังไม่สามารถทำอะไรได้
โดยความไม่คืบหน้าของโปรเจ็กต์เหล่านี้ ไม่ได้แปลว่าไม่มีใครสูญเสีย เพราะชาวบ้านที่ถูกไล่รื้อที่ดินคือคนที่ได้รับผลกระทบไปล่วงหน้า ยังไม่รวมไปถึงการแย่งชิงที่ดินและน้ำไปใช้ในอุตสาหกรรม และการหายไปของทรัพยากรทางธรรมชาติเพื่อความมั่นคงของอุตสาหกรรมในพื้นที่
ซึ่งสมนึกมองว่าประชาชนทุกคนในพื้นที่ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากโครงการเหล่านี้ และอยากชวนให้ตั้งคำถามว่านี่คือความล้มเหลวของ EEC หรือไม่
“แล้วประชาชนที่ยอมลำบากตัวเอง เดือดร้อนย้ายออกจากพื้นที่ให้ เขาเสียสิทธไปกี่ปีแล้ว” สมนึกย้ำ
ในขณะเดียวกันทาง มูลนิธินิติธรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม (Enlaw) ได้เคยนำเสนอผลกระทบจากผังเมืองฉบับล่าสุด ไว้เมื่อปี 2563 ที่เน้นไปยังปัญหาการใช้ที่ดินในปีดังกล่าวซึ่งได้ไร่รื้อชุมชนและกลายเป็นเขตอุตสาหกรรม หรือที่ดินสีม่วงในพ.ร.บ.ผังเมืองฉบับล่าสุด ที่น่าจะตอกย้ำให้เห็นภาพว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้ อาจจะไม่ได้พิเศษเพื่อประชาชนคนภาคตะวันออก หรือแม้แต่คนไทย
ซึ่งสมนึกยังกล่าวเพิ่มอีกว่า มีอีกหลายเมกะโปรเจ็กต์อีกหลายโครงการที่ยังไม่มีนักลงทุนเข้ามา ซึ่งบางโครงการมูลค่าสูงถึง 1.1ล้านล้านบาท ก่อนที่เขาจะตั้งคำถามว่าท่ามกลางความไม่คืบหน้าของเมกะโปรเจ็กต์ ไทยจะต้องปรับ TOR ให้ถูกใจนักลงทุนอีกหรือไม่

ชีวิตประชาชนบนเส้นด้าย
การไล่รื้อประชาชนออกไปจากบ้านเกิดที่เติบโตมา นับเป็นปัญหาใหญ่แล้ว แต่คนที่อยู่เองก็ไมได้มีการรับประกันความปลอดภัยว่าชีวิตของพวกเขาต้องเสี่ยงกับโรงงานและอุตสาหกรรมอย่างไรบ้าง
“อำนาจขององค์กรที่ดูแล EEC ก็มีแค่ 39 เขตที่เขาดูแลนะ ส่วนที่เป็นนิคมฯ อื่นหรือว่าโรงงานนอกนิคมฯ EEC ไม่ได้มีอํานาจตามพรบ.เลย เช่นเขาจะไปยุ่งกับนิคมฯ อะไรก็ตามที่มันอยู่นอกเขตส่งเสริมของเขาไม่ได้ ตรงนั้นยังเป็นอำนาจกนอ. (การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย) ”
สมนึกอธิบายถึงความสัมพันธ์ที่น้อยคนนักจะรู้ เพราะเมื่อเราพูดถึง EEC เรามักนึกถึงภาพทั้งจังหวัดใน 3 จังหวัดภาคตะวันออก แต่สมนึกชวนทบทวนอีกครั้งถึงอำนาจหน้าที่ของ EEC ที่อาจดูแลคุณภาพชีวิตเราได้น้อยกว่าที่คิด เนื่องจากอำนาจตามพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 นั้น EEC มีหน้าที่ตรวจสอบ ดูแลเพียงแค่ 39 เขตเศรษฐกิจพิเศษ ไม่ได้ดูแลครอบคลุมทุกภาคส่วน
โดยสมนึกยกตัวอย่างว่า “แม้กระทั่งนิคมฯ ที่อยู่ในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเองอย่าง เช่นนิคมฯ หนึ่ง เขาสร้างปัญหามากและกำลังก่อสร้างใหม่ มีปัญหาเรื่องบ่อดิน เราก็แจ้งไปทาง EEC แต่เขาก็ยังเข้ามาแตะไม่ได้ เพราะเป็นอำนาจ กนอ.ดูแลอยู่อย่างนี้เป็นต้น” ซึ่งจะเห็นได้ถึงความซับซ้อนในการจัดสรรอำนาจในการดูแลที่คลุมเครือ และอาจนำมาซึ่งการตรวจสอบที่ไม่ชัดเจน
สมนึกยังอธิบายเสริมอีกว่าว่า “อำนาจของพ.ร.บ. EEC ที่ระบุว่ามีอำนาจเต็มในการที่จะกำกับดูแลก็ไม่จริง เช่น เรื่องของกากอุตสาหกรรมที่มีอยู่นอกโรงงาน แม้ว่าในนิคมฯ ของ EEC เองจะมีการสร้างกากอุตสาหกรรม แต่กากอุตสาหกรรมที่อยู่นอกโรงงานหรือนิคมฯ EEC ก็ไม่สามารถควบคุมได้ว่าไปทิ้งถูกแหล่งจริงหรือไม่ โดยอ้างว่าเป็นหน้าที่ของกนอ.และกรมโรงงานไปดูอีกที แม้ว่าจะผลิตจากเขตของ EEC ก็ตาม
“ดังนั้นกากอุตสาหกรรมที่ออกไปทำลายชุมชน สิ่งแวดล้อม ก็ไม่ถูกควบคุม แม้พื้นที่ของ EEC ใน 3 จังหวัด จะมีประมาณ 8.29 ล้านไร่ แต่พอมันออกมานอกเขตนิคมส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษ แม้จะยังอยู่ในเขตจังหวัด EEC ตัวองค์กรที่กำกับดูแล EEC เองเขาก็ยังคุมไม่ได้เลย”
ให้สรุปโดยสั้นจึงอาจจะพอบอกได้ว่า ปัญหาอำนาจที่ไม่ชัดเจนขององค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการดูแลพื้นที่ 3 จังหวัด EEC ไม่มีการจัดการทั้งด้านรูปธรรมและข้อกฎหมายที่ชัดเจน ส่งผลให้การตรวจสอบผลกระทบในพื้นที่ทั้ง 3 จังหวัด EEC มีปัญหาตามมาด้วย

ซึ่งความน่ากังวลต่อมาคือ เมื่อสำนักงาน EEC นั้น ในทางหนึ่งมีอำนาจดูแลกิจการเหล่านี้ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนและระบบนิเวศ แต่ในอีกทางหนึ่งก็ยังต้องทำให้โครงการบรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ ซึ่งอาจเกิดความย้อนแย้งกัน
อีกทั้งในขณะเดียวกัน กนอ.และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เองก็ยังคงไม่ชัดเจนว่าจะดูแล กำกับอุตสาหกรรมเหล่านี้อย่างไร และในพ.ร.บ. EEC ก็ยังคงอยู่ในขั้นตอนปรับปรุงพ.ร.บ. เนื่องจากพื้นที่สีม่วง (เขตอุตสาหกรรม) ใน 3 จังหวัดนี้เต็มหมดแล้ว ทำให้อุตสาหกรรมเริ่มขยับเข้าหาพื้นที่ชุมชนมากขึ้น โดยที่ยังไม่มีความชัดเจนจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่าเป็นหน้าที่ของกระทรวงหรือไม่ และความสับสนบทบาทระหว่าง EEC และกนอ. ยิ่งทำให้พื้นที่ชุมชนเสี่ยงต่ออุตสาหกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศและสุขภาพได้
สมนึกยังเสริมอีกว่า อย่างจังหวัดชลบุรีและระยองที่พื้นที่ผังเมืองสีม่วงเต็มแล้วนั้น ในพ.ร.บ.ผังเมืองก็ได้เขียนถึงพื้นที่สีเหลืองอ่อนหรือสีเหลืองไข่ไก่ ซึ่งเป็นเขตชุมชนและที่อยู่อาศัย ว่าพื้นที่เหล่านี้มีข้อยกเว้นที่สามารถสร้างนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ได้ และทำให้โรงงานขยับเข้าไปใกล้บ้านของใครหลายๆ คนมากขึ้น
สมนึกอธิบายว่า “แต่แรกเริ่มที่เคยคุยกับสำนักงาน EEC เขาบอกว่า พื้นที่สีเหลืองไข่ไก่สามารถตั้งเป็นนิคมฯ ได้ แต่ตั้งเป็นศูนย์อุตสาหกรรมเท่านั้น ตั้งเป็นโรงงานนอกนิคมฯ ไม่ได้ แต่พอเราไปดูในพรบ.จริงๆ ถ้าเป็นโรงงานประเภทที่ 105-106 (โรงงานรีไซเคิล) สามารถตั้งได้”
“แล้วพอไปสำรวจลงพื้นที่พบว่าบางโรงงานกลับตั้งในพื้นที่ใกล้ชุมชน แม้เป็นหนึ่งใน 8 ประเภทอุตสาหกรรมที่กรมโรงงานฯ ประกาศว่าห้ามตั้งในพื้นที่ชุมชน เพราะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชม อย่างไรก็ตามอันนี้เป็นประกาศของกรมโรงงาน ไม่ใช่ประกาศจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไ ทำให้โรงงานเหล่านี้ก็ยังตั้งได้” ดังนั้นสมนึกจึงสรุปพื้นที่สีเหลืองไข่ไก่หรือพื้นที่ชุมชน เขตที่อยู่อาศัยในจังหวัดชลบุรีและระยองยังคงมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรมหนักอยู่ดี
นำมาซึ่งความกำกวมของขีดจำกัด ในการตั้งอุตสาหกรรมที่ไม่ชัดเจนไปด้วยเช่นกัน ซึ่งสมนึกมองว่า “อาจจะต้องถึงชั้นกฤษฎีกามาตีความคำว่า นิคมอุตสาหกรรม ด้วยซ้ำถึงจะได้ความชัดเจน” สมนึกกล่าว

ความหวังของการสร้างงาน สร้างอาชีพที่ไม่เกิดขึ้นจริง
เรื่องหนึ่งที่มักได้รับการพูดถึงบ่อยๆ คือการเข้ามาของ EEC จะนำพาการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับคนในท้องถิ่น คนตะวันออกจะมีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี แต่ทว่าเรื่องนี้ สมนึกกลับบอกว่าไม่เป็นไปอย่างนั้น
“น่าแปลกมากที่นักลงทุนส่วนมากใน EEC ส่วนใหญ่เป็นคนจีน” สมนึกกล่าว โดยเขายกตัวอย่างปัญหาของการลงทุนจากนักลงทุนจีนไว้ว่า “ท่าเรือมาบตาพุดที่ในขณะนั้นกำลังดำเนินการก่อสร้างคู่กับบริษัทไทย ปรากฎว่าบริษัทจีนทิ้งงานไป แล้วบริษัทอิตาเลี่ยน-ไทย จำกัด มหาชนก็เข้ามรับงานต่อ แต่บริษัทจีนแม้จะทิ้งงาน ก็ยังไปลงทุนที่อื่นต่อในเขต EEC”
สมนึกกล่าวด้วยความแปลกใจว่า “เป็นเรื่องแปลกมาก ทิ้งงานเก่าที่ทำไม่เสร็จ แต่กลับเข้าประมูลงานใหม่ได้ และใช้ชื่อบริษัทเดิมด้วย ในขณะเดียวกัน อย่างโปรเจ็กต์รถไฟความเร็วสูง ก็มีบริษัทจีนเป็นผู้รับงาน โดยที่บริษัทลูกที่กำลังมีปัญหากับสตง.เรื่องมาตรฐานการผลิตเหล็ก และยังเป็นเครือข่ายบริษัทเดียวกันกับที่รับงานท่าเรือมาบตาพุด เครือข่ายการลงทุนของบริษัทจีนเหล่านี้ก็ยังคงลงทุนอุตสาหกรรมอื่นๆ ใน EEC ต่อได้ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับจีนเทาแต่อย่างใด ยังมีสถานะถูกกฎหมาย”
สมนึกเสริมต่อถึงโปรเจ็กต์รถไฟความเร็วสูงว่า “เช่น กรณีรถไฟความเร็วสูงก็ยังไม่มีความคืบหน้า ไม่มีค่าปรับ ได้รับอภิสิทธิ์เยอะมาก” สมนึกทิ้งคำถามไว้ว่าทำไมประชาชนรู้ และรู้ไปถึงเครือข่ายจีนเทาในไทย แต่ทำไมเจ้าหน้าที่ถึงไม่รู้
การรับงานโครงการก็ส่วนหนึ่ง แต่สมนึกมองว่าปัญหายังไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เพราะแม้จะมีการลงทุนจากนักลงทุนจีน และตำแหน่งงานก็เกิดขึ้นจริง แต่การจ้างงานคนไทยในพื้นที่ EEC กลับลดน้อยลง เช่น วิศวกร นักออกแบบ ไปจนถึงผู้ควบคุมคนงานก่อสร้าง ก็ล้วนมาจากประเทศจีน ไม่ได้เป็นการจ้างงานคนไทยตามที่ EEC คาดหวังไว้ว่าจะเกิดการจ้างงานคนในชุมชน แม้กระทั่งการจ้าง Outsource สมนึกเองก็พบว่าเป็นบริษัทคนจีนที่จัดหาให้ หรืออาจมีชื่อบริษัทไทยประกอบคู่กันไป และนำแรงงานกัมพูชา เมียนมาร์ เข้ามาเป็นแรงงาน โดยที่ใช้งานหนัก และกลายเป็นพื้นที่ให้ทุนจีนสนับสนุนทุนจีน

“บางบริษัทจีน จะนำเข้าแรงงานจากสิบสองปันนา ซึ่งเป็นทางใต้ของประเทศจีน ประชากรกลุ่มนี้ค่อนข้างอ่อนแอด้านการศึกษา จึงมาเป็นแรงงานในพื้นที่ EEC ของบริษัทจีน” สมนึกเสริม
นอกจากนี้สมนึกยังเปิดเผยว่า EEC ยังไม่ได้เริ่มจัดเก็บภาษีเงินได้นับตั้งแต่ประกาศใช้มา โดยอ้างว่ากลัวนักลงทุนหนีไป ซึ่งเงินกองทุน EEC เป็นเงินจากรัฐ และทางไทยก็ได้ให้ข้อยกเว้นหลายประเภท เช่น อนุญาตให้สามี ภรรยาจนถึงผู้มีอุปการคุณอยู่ได้ถึง 99 ปี นำมาสู่การซื้อขายที่ดิน ที่อยู่อาศัยเพื่อปล่อยเช่าให้คนจีนด้วยกันเอง หรือการเปิดธุรกิจที่ไม่ได้รับอนุญาตในไทย เช่น ร้านค้าขนาดเล็กต่างๆ ร้านอาหาร ซึ่งตามโทษแล้วนั้นควรเนรเทศออกจากไทย แต่กลุ่มคนเหล่านี้ได้รับการยกฟ้องหรือบางกรณีก็ได้รอลงโทษทางอาญา และใส่กำไลข้อเท้า EM ได้สิทธิประกันตัวออกมาใช้ชีวิต ซึ่งขัดกับคนไทยที่หลายประเภทคดีอาญากลับไม่ได้แม้แต่สิทธิประกันตัวมาพิสูจน์ตัวเอง
แต่มากไปกว่าการไม่สร้างงาน สร้างอาชีพ ปัญหาของทุนจีนที่เกิดจากอภิสิทธิ์ตามพรบ. EEC ยังนำมาซึ่งปัญหาสิทธิมนุษยชน และปัญหาการกดขี่แรงงานในพื้นที่อีกด้วย “มีกรณีที่แรงงานประสบอุบัติเหตุจากโรงงานจีนจนสูญเสียแขนไปหนึ่งข้าง ก็ยังคงไม่คืบหน้าเรื่องการชดใช้เยียวยา” สมนึกยกตัวอย่าง พร้อมกล่าว่า เรื่องนี้ สำนักงาน EEC ก็เข้าไปช่วยเหลือ ติดตาม ตรวจสอบไม่ได้เหมือนกัน
การไร้ซึ่งการตรวจสอบและเข้มงวดกับมาตรฐานเหล่านี้เอง กำลังกลายเป็นพิษที่แพร่กระจายในพื้นที่ EEC โดยสมนึกตั้งข้อสังเกตว่า
“ที่น่าสนใจ คือทุนจีนเขาจะกระจุกอยู่รวมกัน และในนิคมบางแห่งมีทุนจีน 25% ทำให้นักลงทุนประเทศอื่นถอนตัวออกไป เพราะไม่มั่นใจในเทคโนโลยีของจีนว่าจะไม่เกิดการรั่วไหล” นี่คือสิ่งที่สมนึกมองว่าภาพลักษณ์ของ EEC ในปัจจุบันเต็มไปด้วยปัญหา ตั้งแต่เรื่องกากอุตสาหกรรม ละเมิดสิทธิแรงงาน การกดขี่ ระบบสาธารณูปโภค และโครงข่ายต่างๆ ที่ยังสร้างไม่เสร็จ สิ่งเหล่านี้ทำให้นักลงทุนหลายประเทศกำลังถอยจากไทย และอาจทำให้สิ่งที่ EEC ตั้งความหวังไว้ อาจเป็นไปได้ยากขึ้น

ไปต่อหรือพอแค่นี้
จากทั้งหมดที่ผ่านมา เราอาจพอเห็นภาพ 7 ปีของการประกาศใช้ พรบ. EEC ที่ดูเหมือนจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
สมนึกมองว่า “มันต้องกลับมาทบทวนว่าการพัฒนาจะต้องทำอย่างไรให้ไม่ผิดทิศผิดทาง เพราะปัญหาเก่าก็ยังไม่ได้แก้ให้หมดไป แล้วยังจะสร้างปัญหาใหม่ให้พื้นที่อีก”
“เช่นตอนนี้อยากขยายไปจ.ปราจีนบุรี หรือมีการพยายามเอาโมเดล EEC ที่หลายหน่วยงานภาครัฐมองว่าสำเร็จไปลงภาคใต้ แล้วเดี๋ยวก็กระจายไปเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคเหรือ ภาคอีสาน หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษระหว่างชายแดน โดยลอกกฎหมายไป ซึ่งมันจะไปสร้างปัญหาใหม่ๆ ในพื้นที่อื่นถ้ายังไม่มีการทบทวน เพราะโมเดล EEC ของภาคตะวันออกก็ยังไม่เคยแก้ปัญหาอะไรได้ แล้วก็อยู่ร่วมกันแบบไม่มีความสุข” สมนึกแสดงความกังวล
อย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่าผ่านมา 7 ปี ตอนนี้พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกกำลังอยู่ในระหว่างการปรับปรุงซึ่งมีนักวิชาการด้านต่างๆ มาร่วมประเมิน แต่สมนึกบอกกับเราว่าจนถึงตอนนี้ก็ไม่ได้มีใครชี้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น
“พ.ร.บ.ตัวนี้ต้องดีไว้ก่อน เพราะเดี๋ยวจะเสียหน้ากันหมด เสียไปจนถึงยุคคสช.ด้วย ซึ่งหลายๆ คนที่นั่งในครม.ชุดนี้ก็มาจากคสช.เยอะ ก็เลยไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรใน EEC” สมนึกตั้งข้อสันนิษฐาน เพราะท้ายที่สุดแล้วในสายตาของสมนึกมองว่า พ.ร.บ.ตัวนี้ต้องเป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ตามที่ไทยได้ทำข้อตกลง One Belt One Road กับจีนไว้ในยุค พล.อ.ประยุทธ์
ซึ่งหากเป็นการคัดลอกพ.ร.บ.ฉบับนี้ไป สมนึกให้ความเห็นว่าสร้างปัญหาให้ทุกที่ที่มีการประกาศใช้เขตเศรษฐกิจพิเศษแน่นอน

ซึ่งทางออกของเรื่องนี้ ในมุมของสมนึกเองมองว่าทุกภาคส่วนต้องมานั่งคุยกันว่าจะทำยังไงให้ EEC ที่เหลืออยู่เกิดกิจกรรมทางการค้าที่สอดคล้องกับภูมิศาสตร์ ทั้งระบบนิเทศและนิเวศวัฒนธรรมของพื้นที่ “ไม่ได้จะต้องไล่คนจีนออก แต่เราต้องหาจุดร่วมกัน” สมนึกกล่าว
โดยเขาเสนอว่าผู้ออกแบบระบบเศรษฐกิจควรจะเป็นคนในพื้นที่ เช่น แหลมฉบัง ตอนนี้ท่าเรือต้องเป็นลักษณะแบบใด ก่อสร้างในรูปแบบที่ลดผลกระทบต่อชุมชน “อย่างแหลมฉบังมีทุกอย่าง แต่ไม่มีโรงงานแปรรูปอาหารทะเล คุณมีทุกอย่าง แต่ไม่มีสิ่งที่เราต้องการ แปลกมากนะ” สมนึกกล่าว
ในขณะเดียวกัน สมนึกมองว่าต้องทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนนวัตกรรมจริงๆ ไม่ใช่มาสวมสิทธิในไทยแบบตอนนี้ ทั้งการจ้างงาน การดูแลแรงงาน ระบบนิเวศ เพื่อที่ไทยเองก็จะได้รับประโยชน์จากการมาลงทุนของนานาชาติ โดยเฉพาะประเทศจีน
นอกจากนี้สมนึกมองว่าใน 3 จังหวัด EEC ต้องมีการกำหนดตำแหน่งแห่งที่ 12 กิจกรรมเป้าหมายที่ตั้งไว้ ว่าบรรลุแล้วกี่ข้อ โดยเขาเสริมว่า “5 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ซ้ำกับ Eastern SeaBoard ที่เป็นอุตสาหกรรมเดิม ก็ควรจะตัดทิ้งแล้วลองดูที่เหลือว่าเรายังทำอะไรได้บ้าง” สมนึกกล่าวทิ้งท้าย
7 ปี คือช่วงเวลาอันยาวนานที่คนในท้องถิ่นต้องสูญเสียบ้าน สูญเสียทรัพยากร อยู่กันอย่างหวาดกลัวไม่แน่ใจว่าวันไหนจะมีโรงงานกากอุตสาหกรรมมาตั้งใกล้บ้านหรือไม่
7 ปี เป็นช่วงเวลาที่ควรจะเป็นข้อพิสูจน์ถึงความล้มเหลวของการพัฒนาเศรษฐกิจในวันที่ ทุกหนแห่งตามส่งเสียงถึงความยากลำบากในการใช้ชีวิต เมืองที่ไม่ได้ตอบโจทย์ผู้คน วิถีชีวิตที่หลงลืมรากกำเนิดตัวเอง
เพราะไม่ได้มีใครอยากเป็นบทเรียนให้ใคร ไม่มีใครอยากให้โศกนาฏกรรมเกิดขึ้นในบ้านเกิด ถึงเวลาที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการสร้าง ‘เขตเศรษฐกิจพิเศษ’ ต้องหันมาแก้ปัญหาพิเศษที่ทำร้ายท้องถิ่นนี้ให้ทันเวลา
สัมภาษณ์โดย พิชญ์สินี ชัยทวีธรรม


